บทที่ 42 เผชิญอันตรายร่วมกัน (เปิดฟรี 01/09/2568)
ชายหนุ่มตรงหน้าใบหน้าซีดเผือดราวกับภูตผี ร่างกายอ่อนแอไร้ซึ่งเรี่ยวแรง หนิงลั่วคิดในใจว่าเขาเป็นอะไรไปกันแน่? ก่อนหน้านี้ยังเคลื่อนไหวว่องไว ต่อสู้กับคนหลายคนได้เพียงลำพัง ทว่าตอนนี้กลับอ่อนระโหยโรยแรงราวกับไร้ชีวิต ร่างกายเขาหนักอึ้ง
เมื่อหนิงลั่วลากชายชุดดำออกมาจากพุ่มไม้ได้แล้ว จึงเห็นว่าริมฝีปากของเขากลายเป็นสีดำอมม่วง นางจึงรู้ว่าเขาถูกวางยาพิษ และนั่นก็เป็นสาเหตุว่าทำไมอาการของเขาจึงทรุดลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้
ขณะที่หนิงลั่วกำลังจะตรวจสอบดูว่าเขามีบาดแผลที่ใดบ้าง นางกลับพบว่าบริเวณแขนของเขามีอาวุธลับรูปดอกเหมยปักอยู่ รอบๆ เสื้อเปื้อนเลือดสีดำสนิท เป็นสัญญาณชัดเจนว่าอาวุธลับนั้นเคลือบพิษไว้
หนิงลั่วตั้งใจจะใช้มือเปล่าดึงอาวุธลับออกมา แต่กลับถูกมือคู่หนึ่งคว้าเอาไว้
“อย่าใช้มือสัมผัส มันมีพิษ” ปรากฏว่าชายหนุ่มไม่ได้หมดสติไปเสียทีเดียว แม้เขาจะอ่อนแรง แต่ยังคงมีสติครบถ้วน เขารู้ตัวตั้งแต่นางเข้ามาช่วยดึงเขาออกจากพุ่มไม้แล้ว และเมื่อเห็นนางกำลังจะใช้มือเปล่าดึงอาวุธลับออก เขาก็รีบห้ามทันที
จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้นางใช้ผ้าห่อมือก่อนค่อยดึงอาวุธออก หนิงลั่วเห็นว่าอาวุธลับฝังลึกลงไปในเนื้อของเขามาก ก็อดหวั่นใจไม่ได้ นางลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ยังไม่กล้าลงมือ
เวลานี้ชายหนุ่มอยู่ใกล้นางมาก นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงลั่วได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาขนาดนี้ แม้เขาจะดูอายุมากกว่านางเพียงเล็กน้อย แต่กลับมีบุคลิกสงบเยือกเย็นราวกับผ่านโลกมามากมาย
ขนตายาว ดวงตาลึกซึ้ง หนิงลั่วจ้องใบหน้าของเขาแล้วพลันรู้สึกว่าตนเองหน้าแดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หนิงลั่วรีบสลัดความคิดของตนเอง เฮ้อ ข้าก็ช่างเป็นพวกหลงรูปลักษณ์ภายนอกเสียจริง เจอคนรูปงามหน่อยก็อดใจเต้นไม่ได้
หนิงลั่วทำตามคำแนะนำของชายชุดดำ ค่อยๆ ดึงอาวุธลับออกจากแขนของเขา ทันทีที่อาวุธลับเหล่านั้นขยับ เลือดก็ไหลทะลักออกมาทันที ทว่าเขากลับไม่เปล่งเสียงร้องสักคำ เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ท่าทางนิ่งเฉยนั้นกลับยิ่งขับให้เขาดูองอาจยิ่งขึ้น
หนิงลั่วสำรวจร่างเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาแล้วพันรอบบาดแผลอย่างแน่นหนาเพื่อช่วยห้ามเลือดให้เขาชั่วคราว
ขณะที่ช่วยพันแผล ความคิดก็แล่นไปว่า พวกที่โจมตีเขาเป็นใครกันแน่ ดูจากวิธีการของพวกนั้นแล้ว คงไม่ใช่พวกธรรมดา คนพวกนั้นถึงกับใช้พิษ นับว่าเป็นแผนสกปรกโดยแท้ หรือว่าคนพวกนั้นต้องการชีวิตของเขาจริงๆ ชายหนุ่มผู้นี้อายุยังน้อย เหตุใดจึงถูกลอบทำร้ายเช่นนี้ ดูท่าตัวตนของเขาคงไม่ธรรมดาแน่
“ท่านพักก่อนเถิด ข้าจะไปหาสมุนไพรมาให้ท่าน” หนิงลั่วกล่าวพลางลุกขึ้น เตรียมออกไปหายาสมุนไพร แต่ไม่คาดคิดว่าแขนของนางกลับถูกมืออันเย็นเยียบของเขาจับไว้แน่น เขาไม่ยอมให้นางไป
“ไม่ต้อง ข้าช่วยเจ้าไปเมื่อครู่ ตอนนี้เจ้าช่วยข้า พวกเราถือว่าหายกันแล้ว” กล่าวจบ ชายหนุ่มก็ฝืนลุกขึ้น แม้ร่างกายจะโซเซ แต่ก็ยังคงกัดฟันเดินออกไปข้างหน้า
“เฮ้! เจ้าได้รับบาดเจ็บหนักอยู่นะ อย่าฝืนเลย” หนิงลั่วร้องเรียก แม้นางไม่ได้รู้สึกเห็นใจเขาเป็นพิเศษ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากเดินจากไปในสภาพนี้โดยไม่ได้รับการรักษา เขาจะรอดออกจากป่านี้ได้อย่างไร
ชายหนุ่มคนนี้ ถ้าต้องมาตายอย่างไร้ค่าในป่ารกร้างเช่นนี้ คงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เมื่อตอนที่หนิงลั่วช่วยดึงอาวุธลับออกจากตัวเขา เห็นได้ชัดว่าเขาสูญเสียเลือดไปไม่น้อย อีกทั้งริมฝีปากของเขาก็ยังคงคล้ำดำ แสดงว่าพิษยังไม่ถูกขับออกไป หากเขาฝืนเดินทางต่อไป ย่อมเป็นอันตรายถึงชีวิต
คาดไม่ถึงว่าเขาจะไม่ยอมรับน้ำใจของนาง กล่าวเพียงว่า “ไม่จำเป็น”
แต่ก่อนที่เขาจะเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว หนิงลั่วกลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหน้า นางรีบคว้าตัวเขาแล้วลากไปซ่อนในพุ่มไม้ “อย่าขยับ มีคนมา”
เมิ่งเทียนเจ๋อเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่เขากลับไม่คาดคิดว่าหนิงลั่วจะมีไหวพริบไวเช่นนี้ นางตอบสนองแทบจะทันทีเมื่อได้ยินเสียง เขาจึงยอมหลบซ่อนตัวไปกับนางด้วย
เมื่อย่อตัวลง เมิ่งเทียนเจ๋ออดไม่ได้ที่จะหันไปมองเด็กสาวข้างกาย นางมีหน้าตาธรรมดา ผิวคล้ำ รูปร่างยังไม่เติบโตเต็มที่ ไม่นับว่าเป็นหญิงงามอะไรนัก ดูจากการแต่งกายแล้ว น่าจะเป็นชาวบ้านละแวกนี้ คงขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรหรือฟืนกระมัง
เขาเคยทดสอบมาแล้ว หนิงลั่วไม่มีวิชายุทธ์ แต่ดูเหมือนว่านางจะได้กินสิ่งบำรุงร่างกายอะไรบางอย่าง สีหน้าของนางดูมีน้ำมีนวล หว่างคิ้วมีประกายเรื่อๆ บ่งบอกว่าสุขภาพแข็งแรงกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
“นี่ ดื่มสักหน่อยเถอะ จะได้มีแรง” หนิงลั่วเห็นว่าริมฝีปากของเขาแห้งแตก คิ้วก็ขมวดแน่น นางคิดว่าการถูกพิษคงไม่ได้รู้สึกดีนัก
เมิ่งเทียนเจ๋อมองนางผาดหนึ่ง เห็นแววจริงใจในดวงตาของนาง ครั้งนี้เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธ ยื่นมือรับถุงน้ำมาแล้วดื่มไปสองอึก หลังจากดื่มเข้าไป เขาถึงได้รู้ว่าน้ำนี้รสชาติดีอย่างประหลาด หอมหวานละมุน เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที คล้ายว่าพละกำลังที่หายไปค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา
“ขอบใจ” หากเป็นคนที่รู้จักเขาดีมาได้ยินคำนี้ คงต้องตกตะลึงเป็นแน่ เพราะเขาแทบไม่เคยพูดคำนี้กับผู้ใด
“เงียบก่อน! อย่าเพิ่งพูด!” หนิงลั่วกระตุกแขนของเมิ่งเทียนเจ๋อ ก่อนจะกดศีรษะของเขาลงต่ำ ทั้งสองก้มลงพร้อมกัน แต่เพราะการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกินไป ศีรษะของทั้งคู่กระแทกชนกันเข้าเต็มๆ จนเห็นดาวระยิบระยับ
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาโต้แย้งว่าใครเป็นฝ่ายผิด เพราะเมื่อแอบเงยหน้าขึ้นมองกันและกัน พวกเขากลับพบว่าท่าทางของทั้งคู่ในเวลานี้ช่างน่าขันนัก
ขณะที่ทั้งสองกำลังก้มศีรษะซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ห่างออกไปเพียงสิบก้าว กลับปรากฏร่างของชายสองคน พวกเขาคือสองในสี่คนที่ถือดาบใหญ่เมื่อครู่
ทั้งสองพูดคุยกันด้วยภาษาที่ฟังไม่ออก พร้อมกับกวาดสายตาไปทั่วราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง มือก็ถือดาบ ค่อยๆ แหวกพุ่มไม้สำรวจไปทั่ว บรรยากาศเงียบงันจนน่าขนลุก
หนิงลั่วถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แทบจะซุกตัวลงไปในอกของเมิ่งเทียนเจ๋อ ทั้งสองคนอยากจะหายไปจากที่นี่โดยทันที
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้อยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ ใกล้จนสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย ในยุคโบราณถือเคร่งครัดเรื่องชายหญิงไม่ควรแตะต้องกัน หนิงลั่วรู้สึกชัดเจนว่าหัวใจของตนเองเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ส่วนเมิ่งเทียนเจ๋อแม้จะยังคงสีหน้าเรียบเฉย ทว่าปลายหูกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ
หนิงลั่วเหลือบไปเห็น จึงรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่น่าขบขันไม่น้อย เดิมทีนางคิดว่าเขาเป็นคนเย็นชาราวกับก้อนน้ำแข็ง ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะมีมุมเช่นนี้ด้วย
ฮ่าๆ!
โชคดีที่พวกคนเหล่านั้นแม้จะเดินผ่านไปตรงหน้า แต่กลับไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขาเลยแม้แต่น้อย และไม่ได้ตรวจสอบบริเวณนี้โดยละเอียด พอพวกมันเดินจากไป ทั้งสองจึงค่อยๆ คลานออกจากพุ่มไม้ ทั่วแผ่นหลังเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น
ใบหน้าของหนิงลั่วซีดขาวด้วยความตึงเครียด
“เฮ้อ! เกือบไปแล้ว โชคดีที่พวกเราดวงแข็ง” หนิงลั่วถอนหายใจหนักหน่วง พลางยกมือตบอกตัวเองเบาๆ แล้วช่วยพยุงเมิ่งเทียนเจ๋อออกมา
เมิ่งเทียนเจ๋อจ้องหนิงลั่วด้วยสายตาครุ่นคิด ลึกๆ ในใจของเขาพลันเกิดความสงสัยมากมาย เด็กสาวตรงหน้าดูภายนอกเหมือนจะธรรมดา นางต้องมีความลับบางอย่างแน่ๆ สถานการณ์เมื่อครู่ช่างอันตรายยิ่งนัก ทว่าพวกเขากลับรอดมาได้อย่างน่าประหลาด
แต่หากถามถึงสิ่งที่ผิดปกติแล้วนั้น เมิ่งเทียนเจ๋อกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์สงบลง เขาจึงตั้งใจตรวจสอบสถานที่ที่พวกเขาใช้ซ่อนตัวอีกครั้ง แต่ก็พบว่าตรงนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษ
หากเมื่อครู่พวกคนเหล่านั้นเดินเข้ามาเพียงก้าวเดียว แหวกพุ่มไม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็คงไม่มีที่ให้หลบซ่อนแล้ว
สิ่งที่เมิ่งเทียนเจ๋อไม่รู้ก็คือ ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเสี่ยวอู่ มันรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาหนิงลั่ว จึงรีบพ่นฟองอากาศล่องหนสีดำออกมา ปกคลุมบริเวณรอบตัวพวกเขาไว้ ทำให้ทั้งสองกลายเป็นมนุษย์ล่องหน พลังวิญญาณที่มันสะสมมาอย่างยากลำบากถูกใช้หมดไปในคราวเดียว และเมื่อปล่อยฟองอากาศออกจนหมด ร่างของมันก็ซีดจางลง ก่อนจะเข้าสู่ภาวะหลับลึกไป
หนิงลั่วเองก็พอจะเดาได้ว่าเสี่ยวอู่น่าจะเป็นผู้ช่วยเหลือพวกนาง แต่ก็ไม่รู้ว่ามันใช้วิธีใดถึงสามารถปกปิดพวกนางจากสายตาของศัตรูได้ “เอาเถอะ ถือว่าเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะไม่ถือโทษกับเรื่องก่อนหน้านี้อีก” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงปลงตก
“นายหญิง ดูแลตัวเองให้ดี ข้าไม่ไหวแล้ว ข้าจะขอนอนหลับต่อ” เสี่ยวอู่กล่าวจบก็เงียบไปทันที หนิงลั่วรู้สึกได้ว่าจี้กวางที่ห้อยอยู่บนคอหนักขึ้นเล็กน้อย นางเข้าใจทันทีว่าเสี่ยวอู่กลับเข้าไปในจี้อีกครั้ง เพื่อพักฟื้นและสะสมพลัง อยู่ในมิติของจี้มันจะปลอดภัยจากทุกสิ่ง ไม่มีอะไรจากโลกภายนอกสามารถกระทบกระเทือนมันได้ เว้นเสียแต่ว่าชีวิตของหนิงลั่วตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง มันจึงจะรับรู้ได้
“ข้าว่าพวกเขาไม่น่าจะกลับมาแล้ว ท่านพักอยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะไปหาสมุนไพรให้ ข้าคุ้นเคยกับที่นี่ดี” หนิงลั่วช่วยพยุงเมิ่งเทียนเจ๋อให้นั่งลงบนพื้นหญ้านุ่ม แม้หญ้าจะเหี่ยวแห้งไปบ้าง แต่รากหญ้าก็ยังทำให้พื้นดินรู้สึกอ่อนนุ่มพอให้พักผ่อนได้
“อืม” ครั้งนี้เมิ่งเทียนเจ๋อไม่ได้ฝืนตัวเองอีก
ที่หนิงลั่วพูดไว้ไม่เกินจริง เพราะนางเคยมาบริเวณนี้มาก่อน จึงจำได้ดีว่ามีสมุนไพรอะไรอยู่ที่ไหน ไม่นานก็กลับมา ในมือเต็มไปด้วยสมุนไพรหลายชนิด
หนิงลั่วใช้ก้อนหินทุบสมุนไพรบางส่วนให้แหลก จากนั้นก็ขยำสมุนไพรบางชนิดในฝ่ามือจนกลายเป็นกากยา ก่อนจะวางลงบนใบไม้ แล้วเอาไปโปะลงบนบาดแผลของเขา
ก่อนจะทายา หนิงลั่วยังไม่ลืมบีบเลือดสีดำที่ปนเปื้อนพิษออกจากบาดแผลของเขาออกมา จนกระทั่งเห็นเลือดสีแดงสด นางจึงวางใจได้
หลังจากผ่านไปไม่นาน หนิงลั่วก็ช่วยทำแผลให้เมิ่งเทียนเจ๋อจนเสร็จ
เมื่อเห็นว่าการเคลื่อนไหวของนางคล่องแคล่ว เมิ่งเทียนเจ๋ออดไม่ได้ที่จะถาม “เจ้าเป็นหมอหรือเคยร่ำเรียนวิชาแพทย์มาก่อนหรือ” เพราะเท่าที่เขารู้ ในแถบนี้ไม่น่าจะมีหมอผู้เชี่ยวชาญที่รับลูกศิษย์เป็นสตรี
“เปล่าหรอก นี่เป็นเพียงทักษะที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด การรู้จักสมุนไพรและวิธีรักษาตัวเอง ทำให้พวกเรามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น” หนิงลั่วกล่าวจบ ก่อนจะหันไปมองเขาแวบหนึ่ง
เวลานี้ ดวงตาของเมิ่งเทียนเจ๋อไม่เย็นชาเหมือนคราแรกที่พบกันแล้ว ในแววตาคู่นั้นมีความอ่อนโยนแฝงอยู่เล็กน้อย “คำตอบนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ดูท่าเจ้าเองก็กลัวตายเหมือนกันสินะ”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านเองก็กลัวตายด้วยไม่ใช่หรือไร พวกเราล้วนเป็นมนุษย์เช่นกัน เป็นร่างเนื้อที่บิดามารดาให้กำเนิด เติบโตมาจนถึงป่านนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากต้องมาตายโดยไม่ทันได้ลิ้มรสความสุขของชีวิต ชื่นชมแผ่นดินอันกว้างใหญ่ หรือกินอาหารเลิศรสทั่วหล้า จะไม่เสียดายหรือไร”
เดิมทีเมิ่งเทียนเจ๋อมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลของหนิงลั่วเกี่ยวกับการกลัวตาย เขากลับรู้สึกว่านางน่าสนใจไม่น้อย รอยยิ้มบางๆ จึงปรากฏขึ้นที่มุมปาก พลางกล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเหตุผลเช่นนี้ ดูเหมือนพวกเราทั้งคู่ล้วนเป็นคนที่กลัวตาย”
ทว่าในใจของเขากลับมีเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง เขากลัวตายไม่ใช่เพราะอยากเสพสุขกับสิ่งของนอกกาย แต่เพราะเขายังมีภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น
ก่อนที่เขาจะทำตามเป้าหมายนั้นได้สำเร็จ เขาไม่มีวันยอมตายไปอย่างไร้ค่าแน่นอน
แต่เมื่อฉุกคิดได้ว่าตนพูดมากเกินไปแล้ว เมิ่งเทียนเจ๋อจึงรีบลุกขึ้นยืน ขยับแขนเล็กน้อย แล้วก็ต้องประหลาดใจ เพราะแขนกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวแล้ว
ชายหนุ่มเริ่มมองหนิงลั่วในอีกมุมหนึ่งแล้ว นางเป็นเพียงเด็กสาวที่พบโดยบังเอิญกลางป่าเขาเท่านั้น ทว่าหญิงชาวบ้านอย่างนางจะมีความรู้ด้านการรักษาเช่นนี้ได้อย่างไร
พิษที่พวกนั้นใช้ ไม่ใช่พิษที่สามารถแก้ได้ง่ายๆ แต่หลังจากที่หนิงลั่วช่วยทายาให้ อาการของเขาก็ดีขึ้นมาก ดูเหมือนว่านี่เป็นบุญคุณที่เขาคงต้องหาทางตอบแทนให้ได้ในอนาคตแล้ว