พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 83 วัฏจักรเบื้องต้น

    บทที่ 83 วัฏจักรเบื้องต้น




    “หมายความเช่นไรกันขอรับผู้อาวุโส เหตุใดหากข้าไม่สามารถทำความเข้าใจได้ กายกำเนิดเต๋าของข้าจึงไร้ประโยชน์”


    ชายหนุ่มถามออกไปด้วยสีหน้าสงสัย




    เมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่มชายชราจึงลูบเครายาวของตนก่อนจะเอ่ย




    “เจ้าไม่เคยคิดสงสัยบ้างรึ ว่าเหตุใดกายเซียนของเจ้าถึงถูกเรียกว่ากายกำเนิดเต๋า”


    ไม่รอให้ชายหนุ่มเอ่ยตอบ ชายชราได้เอ่ยต่อทันที




    “นั่นก็เพราะผู้ที่มีกายนี้นั้น สามารถทำความเข้าใจและฝึกปรือได้ในทุกวิถีและทุกธาตุได้อย่างไรล่ะ กายของเจ้าในหมู่กายเซียนบรรพกาลด้วยกันก็ถือเป็นกายที่ลึกลับและทรงพลังลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้”




    “ทว่าสิ่งนี้ก็ต้องถูกแลกมาด้วย ความยากในการที่จะพัฒนากายนี้ ผู้ที่มีกายนี้จะต้องทำการหยั่งรู้ถึงวิถีและพัฒนาพลังธาตุต่างๆ ให้ได้มากที่สุดและใช้ความเข้าใจนั้นค่อยๆ มาหล่อหลอมกายตัวเองเพื่อให้กำเนิดเต๋าใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกหล้าอย่างไรล่ะ”




    “ทว่านับตั้งแต่อดีตมา ผู้ที่มีกายนี้ก็มีไม่กี่คนที่จะไปถึงขั้นนั้น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเหล่าผู้ที่เคยครอบครองกายนี้ที่ผ่านๆ มาล้วนแต่เป็นตัวตนยิ่งใหญ่แห่งยุคทั้งสิ้น แม้จะฝึกฝนกายนี้ไม่ถึงขั้นสูงสุดก็ตามที”




    “และขั้นแรกของกายขัดเกลากายนี้นั้น คือการหลอมกายของเจ้าด้วยธาตุหลักทั้งห้าเพื่อที่เจ้าจะได้มีความเข้าใจมากพอในการหยั่งรู้และดูดซับพัฒนาพลังธาตุในวัฏจักรขั้นต้นเบื้องหน้าเจ้า”




    “หากไม่สามารถหยั่งรู้และดูดซับวัฏจักรได้ก็อย่าไปพูดถึงกายกำเนิดเต๋าเลย”




    “และการที่เจ้าฝึกฝนได้ทุกธาตุนั้นนั่น เป็นเพราะผู้ที่มีกายกำเนิดเต๋านั้นการที่จะแจ้งเต๋าบรรลุจักรพรรดิเซียนได้นั้นจะต้องทำความเข้าใจ มรรคา และเต๋าต่างๆ รวมถึงกฎสวรรค์ให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างเต๋าที่ไม่เคยมีมาก่อน”




    “และนี่คือความแตกต่างของผู้มีกายกำเนิดเต๋ากับผู้มีกายบรรพกาลและจอมยุทธ์คนอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างเต๋าที่ไม่เคยมีมาก่อนก็สามารถไปถึงยอดสุดของการฝึกยุทธ์ได้”




    เมื่อได้ฟังเช่นนั้นคำถามต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวชายหนุ่ม


    “ผู้อาวุโสเต๋าคืออะไรรึขอรับ นอกจากชื่อกายกำเนิดเต๋าของข้าแล้ว ข้าก็ไม่ได้ยินผู้ใดเอ่ยถึงเต๋าเลย”


    “แล้ว วิถีมรรคา กฎสวรรค์ เต๋า สิ่งเหล่านี้เกี่ยวพันกันอย่างไรรึขอรับ”


    ได้ยินคำถามนี้ของชายหนุ่ม ชายชราก็ได้ถอนหายใจออกมาก่อนจะเอ่ย




    “พิภพบูรพาเสื่อมโทรมแล้วจริงๆ ราชันย์ยุทธ์ระดับสูงเช่นเจ้าแม้จะเกือบก้าวไปสู่ระดับจ้าวดินแดนแล้ว แต่กลับยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งสำคัญเหล่านี้เลย”




    “มรรคา นั้นเสมือนเส้นทางที่เจ้าและผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นเลือกในการฝึกยุทธ์บางคนก็เรียกสิ่งนั้นว่าวิถียุทธ์ผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนเส้นทางย่อมไม่เหมือนกัน ส่วนเต๋านั้นคือจุดหมายหรือผลลัพธ์ของมรรคาของเจ้า และกฎสวรรค์ก็เหมือนกับข้อจำกัดและพลังอำนาจให้เจ้าในเวลาเดียวกัน”




    “วันใดที่เจ้าเข้าสู่ระดับเซียนจำแลง เจ้าจะสามารถเข้าใจได้มากกว่านี้ การที่เจ้าเลือกสร้างวิชามรรคเองในระดับนี้ถือว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง หากเจ้ามัวแต่ใช้วิชามรรคของผู้อื่นไปตลอดก็ไม่ต่างจากเดินตามทางวิถีของผู้อื่นเจ้าจะไม่สามารถเหนือล้ำกว่าคนผู้นั้นได้”




     “แต่นั่นก็จะทำให้เจ้าไม่สามารถใช้กายกำเนิดเต๋าบรรลุจักรพรรดิเซียนได้เช่นกัน”




    “และนี่คือคำแนะนำของข้าเจ้าจงใช้วิชามรรคของเจ้าเป็นแกนหลักของวิชาบ่มเพาะตั้งแต่ระดับจ้าวดินแดนขึ้นไป และจงใช้วิชามรรคที่เจ้ารู้หรือหามาได้ทั้งหมดมาหลอมรวมในวิชามรรคของเจ้าไปเรื่อยๆ แบบนั้นจะเป็นผลดีในตอนที่เจ้าแจ้งเต๋าบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนมากที่สุด”




    “แล้วสาเหตุที่ข้ารู้เกี่ยวกับกายกำเนิดเต๋ามากเช่นนี้ก็เพราะว่าเดิมทีตัวข้าเองก็เกิดมาจากเต๋าของผู้มีกายกำเนิดเต๋าคนก่อนหน้าเจ้ายังไงล่ะ”




    “แต่ข้าก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเต๋านั้นเท่านั้นล่ะนะ”




    เปรี้ยง…นี่เหมือนสายฟ้าฟาดใส่หัวของชายหนุ่มอย่างจัง ตัวตนตรงหน้าตัวเองนั้นแท้จริงแล้วเกิดมาจากเต๋าของเจ้าของกายกำเนิดเต๋าคนก่อนงั้นรึ




    “ผู้อาวุโส เช่นนั้นเหตุใดท่านมาอยู่ที่นี่ได้แล้วผู้อาวุโสที่มีกายกำเนิดเต๋าก่อนข้าคือผู้ใดกัน”




    ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะถามออกไปโดยทันที ทว่าชายชราทำแค่เพียงส่ายหน้าให้ชายหนุ่ม




    “ช่างเรื่องนั้นไปก่อนเมื่อถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง เรื่องสำคัญในตอนนี้คือเจ้าต้องทำความเข้าใจวัฏจักรเบื้องหน้าเจ้าและดูดซับพลังปราณของทุกอย่างในนั้นให้ได้”




    สิ้นเสียงชายชราได้ส่งพลังปราณสีดำขาวของตนเข้าไปในวัฏจักรนั้นด้วยเช่นกัน




    “นี่คือพลังของหยินและหยางสินะ ดีล่ะการขัดเกลาในประตูฝึกฝนพลังธาตุในครั้งนี้อาจทำให้ข้าสำเร็จวิชามรรคหยินหยางก็เป็นได้”




    คิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงเข้าไปในวัฏจักรนั้นและนั่งลงพร้อมกับเริ่มดูดซับพลังปราณธาตุต่างๆ และทำความเข้าใจในทันที


    ในระหว่างนั้นเองก้อนพลังปราณสีดำทมิฬก็ได้ปรากฏตัวออกมาอย่างเงียบงัน




    “จักรพรรดิเซียนวิถีสวรรค์ บอกกับข้าไว้ว่าหากผู้มีกายกำเนิดเต๋าปรากฏ เมื่อนั้นข้าก็จะสามารถออกไปจากที่แห่งนี้ได้”




    เสียงใสๆ ของสตรีดังออกมาจากก้อนพลังปราณสีดำทมิฬ




    “เงื่อนไขที่เขาตกลงกับเจ้าไว้ล่ะคืออะไร จักรพรรดิเซียนวิถีสวรรค์คงไม่ปล่อยเจ้าออกไปง่ายเช่นนี้”


    ชายชราเอ่ยออกไปพร้อมกับจ้องมองไปที่ก้อนพลังปราณสีดำทมิฬนั้นด้วยดวงตาลุ่มลึก




    “หื้ม...ตาเฒ่าเหตุใดจึงจ้องข้าเช่นนั้น ข้าตกลงกับจักรพรรดิเซียนวิถีสวรรค์ไว้ว่าจะอยู่ติดตามผู้มีกายกำเนิดเต๋าจนกว่าข้าจะสร้างกายหยาบใหม่ได้ ระหว่างนั้นข้าจะต้องใช้พลังของข้าช่วยเขาขัดเกลาวิถีมรรคด้วยเช่นกัน”




    “ข้าตกลงไว้เท่านี้นี่แหละตาเฒ่าหยินหยาง”




    น้ำเสียงนั้นเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์




    ชายชราที่ได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจอันใด เดิมทีตัวเขาก็รู้เรื่องข้อตกลงของจักรพรรดิเซียนวิถีสวรรค์กับก้อนพลังปราณตรงหน้าอยู่แล้ว สาเหตุที่ถามก็แค่อยากจะพิสูจน์ความจริงใจเท่านั้น




    เพราะตัวตนและที่มาของก้อนพลังปราณสีดำทมิฬผู้นี้นั้นยิ่งใหญ่และอันตรายเป็นอย่างมาก




    สิ้นความคิด ชายชราจึงชี้นิ้วไปยังมิติวัฏจักรที่เขาสร้างขึ้น พร้อมเอ่ยกับก้อนพลังปราณสีดำทมิฬนั้น




    “เช่นนั้นเจ้าก็เข้าไปด้วยซะเลยสิ เจ้าหนูนั่นจะได้ดูดซับวัฏจักรที่สมบูรณ์มากขึ้น”




    ได้ยินเช่นนั้น ก้อนพลังปราณสีดำทมิฬก็พุ่งเข้าไปในวัฏจักรนั้นโดยไม่เอ่ยอันใด




    ทางด้านของชายหนุ่มเมื่อเข้าไปในมิติวัฏจักรนั้นแล้ว จึงเริ่มนั่งโคจรพลังปราณในตัวพร้อมๆ กับดูดซับพลังธาตุต่างๆ และทำความเข้าใจเบื้องต้นของธาตุต่างๆ ในวัฏจักรนี้




    สุริยันจันทราหมุนวนอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ใบหญ้า ต่างเติบโตและร่วงโรย ฤดูกาลต่างผลัดเปลี่ยน




    ปรากฏการณ์เช่นนี้ผ่านไปถึงสิบวัน ในวันที่สิบนี้เองดวงตาของชายหนุ่มได้เปิดออก เผยให้เห็นสัญลักษณ์หยินหยางหมุนวนอยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง




    “เป็นเช่นไรบ้างเจ้าหนู”




    ชายชราหยินหยางเอ่ยถามชายหนุ่มทันทีที่เห็นชายหนุ่มลืมตา




    “ข้าเข้าใจวัฏจักรและพลังธาตุในนั้นจนถึงระดับที่สี่แล้ว มีเพียงพลังธาตุที่มีกลิ่นอายความตายที่ดูชั่วร้ายนั้นที่ข้าสามารถฝึกได้เพียงระดับที่สองเท่านั้น”




    เมื่อชายหนุ่มพูดถึงตรงนี้นั้นเอง เสียงอันไม่สบอารมณ์ก็ได้ดังแทรกขึ้นในทันที




    “เจ้าว่าพลังของผู้ใดชั่วร้ายกัน!!”




    เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มจึงหันมองไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว




    "นี่ล่ะผู้อาวุโสพลังธาตุชั่วร้ายที่ข้าพูดถึง"




    ชายหนุ่มเอ่ยพลางชี้นิ้วไปทางก้อนพลังปราณสีดำทมิฬนั้น




    “ข้าไม่ใช่พลังธาตุชั่วร้ายนะ”


    เสียงไม่พอใจของสตรีตอบกลับมาทันควัน




    ชายชราที่เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้จึงรีบเอ่ยขึ้น




    “ข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแม่หนูนี่มากหรอกนะ แต่นางคือเผ่ามารคนหนึ่งที่ถูกจับมาโดยจักรพรรดิเซียนวิถีสวรรค์ แต่ตอนที่นางมาร่างกายของนางก็สูญสลายไปแล้ว แต่เหตุใดถึงกลายมาเป็นก้อนพลังธาตุได้เช่นไรเจ้าก็ลองถามนางเองแล้วกัน”




    “เพราะต่อจากนี้นางจะต้องคอยติดตามเจ้าและช่วยเหลือเจ้าขัดเกลาพลังธาตุของนาง ตามที่ตกลงกับจักรพรรดิเซียนวิถีสวรรค์ไว้จนกว่านางจะสร้างร่างใหม่ได้”




    ชายหนุ่มที่ได้ฟังเช่นนี้ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ ตัวเขาถึงแม้จะไม่ได้หยิ่งยโสแต่อย่างใดแต่การที่จู่ๆ ก็ถูกยัดเยียดอะไรหลายอย่างให้ ก็ทำให้เขาไม่ค่อยจะสบอารมณ์เอาเสียเลย ตัวเขานั้นไม่ชอบความรู้สึกที่เหมือนตัวเองถูกจับวางแบบนี้เลย




    ชายชราที่เห็นท่าทีของชายหนุ่มก็เหมือนจะเดาความคิดของชายหนุ่มออกจึงเอ่ย




    “ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้านะเจ้าหนู แต่นี่ก็เป็นผลดีกับเจ้าทั้งสิ้น และเหตุผลที่ทำเช่นนี้นั้นเจ้าจะต้องรู้และเข้าใจในอนาคตอย่างแน่นอน”




    “ข้าบอกเจ้าได้แค่ว่า ความเป็นไปของเจ้านั้นมีผลต่อพิภพบูรพาอย่างที่เจ้าคาดไม่ถึงเชียวล่ะ”




    เมื่อได้ยินชายชราหยินหยางเอ่ยเช่นนั้นชายหนุ่มก็ได้แต่ยอมรับ แม้จะไม่รู้เหตุผลแต่ลางสังหรณ์ของชายหนุ่มก็บอกกับเขาว่าหากตนดื้อดึงในเรื่องนี้ย่อมมีผลร้ายมากกว่าดีอย่างแน่นอน




    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน ที่คุณอ่าน