ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่616 ตราจักรพรรดิ

        อี้เฉินคำรามออกมาก้อง ราวกับคนเสียสติในทันใด ทว่าเมื่อคิดจะทำเรื่องสิ้นคิด ตามไปช่วงชิงดวงวิญญาณ ของเยว่ฉานกลับมา ด้วยแววตาที่โกรธเคืองสุดขีด

 


        แต่ทันใดเขาก็ได้สติกลับมา เมื่อเห็นร่างเยว่ชิงเซียน กระอักเลือดออกมาไม่หยุด กำลังจะร่วงสู่พื้นเบื้องล่าง อี้เฉินกำฝ่ามือไว้แน่นในทันใด อย่างไรเขาก็ไม่อาจปล่อยให้ เยว่ชิงเซียนตายตกได้ เมื่อสายตา เห็นดวงวิญญาณ เยว่ฉานกำลังจะจากลาเขาออกไป ในที่ที่ไกลแสนไกล มันจึงทำให้อี้เฉินเจ็บปวดหัวใจอยู่ไม่น้อย

 


        ก่อนอี้เฉินจะพุ่งปราด ถอยกลับไปรับร่างเยว่ชิงเซียน ไว้ภายในอ้อมกอดจนแน่น มองเห็นหน้าอกขาวเยว่ชิงเซียน ทะลุเป็นรูโหว่ใหญ่ หากไม่รีบรักษานางตายตกแน่ “เจ้ายังตายตอนนี้ไม่ได้ เยว่ชิงเซียน”

 


       อี้เฉินครั้นพุ่งปราดไปหาหลินเฟยได้ เขาส่งร่างเยว่ชิงเซียน ให้หลินเฟยช่วยรักษาในทันใด ยามนี้อาการบาดเจ็บของ นางไม่น้อยจะเป็นหรือตาย ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของนางแล้ว หลินเฟยนางไต่ถามออกมาทันที ที่เอื้อมฝ่ามือเกาะชายอาภรณ์ ชายหนุ่มไว้แน่น เมื่อเห็นอี้เฉินลุกพรวดพราดขึ้นมา “เจ้าจะไปไหนอีกอี้เฉิน”

 


        “จักรพรรดิ อี้เทียนหรง ยังคงถูกไล่ล่า ข้าต้องรีบไปช่วยเหลือชายแก่ เหมือนว่ากลุ่มคนพวกนั้น เหมือนว่าต้องการดวงวิญญาณ จักรพรรดิ อี้เทียนหรง ด้วยเช่นกัน” ครั้นอี้เฉินเอ่ยคำพูดเสร็จสิ้น เขาพุ่งปราด เข้าไปสมทบกับจักรพรรดิ อี้เทียนหรงในทันใด

 


         ทว่ายามนี้อายุขัยของ จักรพรรดิ อี้เทียนหรงใกล้จะหมดลงทุกที ครั้นเขาเห็นอี้เฉิน พุ่งปราดเข้ามาช่วยเหลือ ภาพที่ทับซ้อน ราวกับเห็นลูกชายของเขาเองก็ผุดพรายขึ้นมา ส่งให้ใบหน้าที่เหี่ยวย่น ชายชราคลี่ยิ้มขึ้นมาได้อีกครา รับรู้ได้เลยว่ายามนี้ถึงทางตันของเขาแล้ว

 


          จักรพรรดิ อี้เทียนหรงส่งคำพูดปราณจิตออกไปหา จักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง หมายมั่นจะทำสิ่งสุดท้ายให้อี้เฉินได้เติบโต เขามั่นใจว่าหากอี้เฉินได้เติบใหญ่ ในภายภาคหน้า ความชั่วร้าย จะต้องสยบใต้แทบเท้าของเขาอย่างแน่นอน เพื่อการนั้น เขาจึงคิดสร้างเส้นทางให้เด็กหนุ่ม ด้วยตัวของเขาเอง “ข้าจะบูชายัญกลายเป็นหลักเส้นเขตแดน โปรดเจ้าคุ้มครองอี้เฉินด้วย นี่ถือเป็นคำขอสุดท้ายของข้า”

 


          อี้เฉินที่เตรียมจะสวมใส่หน้ากากหยก หมายมั่นจะเพิ่งพลังของเขาไปจนถึงขีดสุด จู่ๆ น้ำเสียงของจักรพรรดิ อี้เทียนหรงก็กล่าวขึ้นมา แม้น้ำเสียงจะไม่ดังมากนัก ราวกับเป็นเหมือนน้ำเสียงสั่งลาก็ตาม “อี้เฉินเหมือนว่าเส้นทางที่เจ้าจะเดิน เกรงว่าจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก ต้องให้เจ้าเดินบนเส้นทางที่โดดเดี่ยวเดียวดาย ข้าหวังว่า เจ้าจะทำมันสำเร็จ”

 


         ครั้นสิ้นคำพูดของ จักรพรรดิ อี้เทียนหรง ฝ่ามือที่มีประทับตราบางอย่าง พุ่งใส่ศีรษะกลางหว่างคิ้วอี้เฉินทันใด ส่งให้ร่างของอี้เฉิน ถอยกระเด็นออกไปไกล จนอี้เฉินต้องตะโกนออกมาก้อง “ไม่! ไม่! บรรพชนของข้า”

 


       เมื่อเห็นพลังชีวิตของ จักรพรรดิ อี้เทียนหรง หลั่งไหลหลอมรวมเข้าไปภายในฟ้าดิน แม้แต่พวกศัตรูต่างดินแดน ยังหน้ามืดทะมึน ครั้นเมื่อเห็นเสาหลัก เส้นเขตแดนปรากฏขึ้นมา สร้างม่านพลังตัดขาดระหว่างสองดินแดน

 


      ทว่าก็แลกมากับแก่นโลก ที่ถูกสูบกลืนปราณพลัง ส่งผลให้ดินแดนเทพปราณพลังเบาบางลงไป อย่างเห็นได้ชัดถนัดตา ก่อนที่ดวงวิญญาณ ของจักรพรรดิ อี้เทียนหรง จะถูกชายลึกลับช่วงชิงไป พร้อมกับร่างของพวกเขา ที่หายเข้าไปภายในทะเลมืดหยงหย่วน ส่งให้ผู้คนที่เห็นภาพ ต่างก็มีสีหน้าที่เศร้าสร้อย บรรยากาศเต็มไปด้วยความน่าหดหู่

 


        ก่อนเสียงแค่นคำรามศัตรูต่างดินแดน จะคำรามออกมาดังก้อง “เส้นเขตแดนนี้ มันจะทนอยู่ได้อีกซักกี่ปีกันเชียว หากมันพังทลายเมื่อใด มันก็จะเป็นวาระสุดท้ายของพวกเจ้า คนดินแดนเทพ”

 


       จักรพรรดิสามตาเอ่ยสั่งการในทันใด เมื่อเห็นกลุ่มคนไม่น้อย ถูกขวางกั้น ไม่อาจเข้ามาภายในดินแดนเทพได้ “ฆ่าสังหารพวกมัน หากผู้ใดขัดขืน” คำพูดนั้นยิ่งทำให้พวกเขาคนดินแดนเทพ ต่างก็ดวงตาฉาบไปด้วยอายสังหาร ทว่าก็รับรู้ดีว่ายามนี้พวกเขา ไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป

 


        อี้เฉินหันไปเห็นเขาเดือดดาล จนดวงตาแดงก่ำเป็นสีทับทิมเลือด ยกฝ่ามือทุบเส้นเขตแดนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับอสูรร้ายในทันใด เมื่อเห็นมิตรสหายผู้หนึ่งของเขา อย่างเจ้าเปาเปา อยู่อีกทิศทางหนึ่ง “เปาเปา เจ้าไปทำบ้าอะไรอยู่ตรงนั้น”

 


       จางเหมยนางเองก็ร้องไห้อย่างหนัก เมื่อเห็นพี่ชายของนาง ไปติดอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ของแดนศัตรูในยามนี้ “พี่เปาเปา” ก่อนพวกเขาจะถูกลากให้ถอยกลับไป เมื่อได้ยินน้ำเสียงถอยทัพของจักรพรรดิ มนุษย์เกอซูหยาง ด้านเปาเปา เขาเองก็รู้ชะตากรรมของเขาเช่นกัน ก่อนจะพุ่งปราดเข้าไปต่อสู้กับสตรีผู้หนึ่ง อย่างไม่หวาดเกรง แม้ว่าพลังจะห่างชั้นกันก็ตาม

 


          พร้อมเสียงคำรามอี้เฉินดังออกมาก้องฟ้า เมื่อเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน ภายในหมู่บ้านลมหวน ทว่าบัดนี้ พวกเขาต้องแยกออกจากกัน ไม่รู้จะมีโอกาส ได้พบเจอกันอีกหรือไม่ “เปาเปา เจ้าต้องอดทนไม่ว่ากี่ปี ข้าจะพาตัวเจ้ากลับมาอย่างแน่นอน”

 


          ภาพนั้นทำให้คนตระกูล วัง สะใจไม่น้อย เมื่อเห็นอี้เฉินดิ้นพล่าน ราวกับเด็กบ้าที่เสียสติ แม้แต่จักรพรรดิจ้าววังมังกร ยังคลี่ยิ้มออกมากว้าง ก่อนพวกเขาจะสืบฝีเท้าเข้าไปภายใน ปราการทมิฬที่สูงเสียดฟ้า

 


         ทว่าสีหน้าแววตาของหลายๆ คน มืดมน หม่นแสงลงไปไม่น้อย รับรู้ได้เลยว่าความสงบสุขที่จักรพรรดิ อี้เทียนหรง มอบให้ มันจะไม่คงอยู่ตลอดไป อย่างมากอาจจะยื้อเวลาได้ซัก500-1000ปี ซึ่งเวลาแค่นี้ สำหรับพวกเขา ช่างเป็นช่วงเวลาที่สั้นเหลือเกิน เมื่อต้องแลกกับชีวิตของจักรพรรดิผู้หนึ่งไป

 


         ไม่นานภายในห้องโถงใหญ่ ของพระราชวัง จักรพรรดิอี้เทียนหรงก็เกิดความชุลมุนวุ่นวาย เมื่อผู้ยิ่งใหญ่ มารวมตัวกันแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ยังไม่ทันให้จักรพรรดิ อี้เทียนหรง ตายตาหลับเสียด้วยซ้ำ

 


        ทำให้อี้เฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ แม่นางอี้ฟางหรงไม่ค่อยพอใจ ผู้คนที่อยู่โดยรอบเท่าใดนัก โดยเฉพาะกลุ่มของจ้าววังมังกร ที่แสดงอำนาจออกมาอย่างโจ่งแจ้ง หากไม่มีจักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยางอยู่เกรงว่า พวกเขาคงวางอำนาจบาตรใหญ่ ต่อหน้าผู้คนไปแล้วในยามนี้

 


        จักรพรรจ้าววังมังกร กล่าวพูดขึ้นมาทันใด แม้ว่าเขาจะได้ชื่อเป็นจักรพรรดิ ทว่าก็ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งโดยตรง ของจักรพรรดิสวรรค์ แต่ยามนี้มีเพียงเขาเท่านั้น ที่เหมาะสมที่สุด ที่จะเป็นจักรพรรดิคนใหม่ ของดินแดนเทพ “เราจะปล่อยให้ตำแหน่งผู้ปกครอง ว่างเปล่าไม่ได้ จักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง ท่านคิดเห็นว่าเช่นไร”

 


        ทันใดรอบด้านต่างก็เงียบงัน ไม่เว้นแม้กระทั่ง ทั้งสองราชวงศ์ใหญ่ที่มีโอกาสได้เฉิดฉาย ทว่ากระดูกชิ้นใหญ่ที่ขวางพวกเขาไว้คือ จักรพรรดิจ้าววังมังกร ที่มีทั้งอำนาจและพลัง แม้แต่คนของตระกูลอี้ ยังมีสีหน้าบูดบึ้ง พวกเขาต่างก็หันปรายตาไปมอง องค์หญิงอี้ฟางหรง หากจักรพรรดิจ้าววังมังกร ได้ปกครองดินแดนเทพ ตระกูล อี้ ได้ตกอยู่ในสถานการณ์ ที่ยากลำบากเป็นแน่แท้

 


        ภาพที่ผู้คนจับจ้องไปที่จักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง ส่ายหัวออกมา ต่างก็พาให้ผู้คนประหลาดใจ เมื่อเขาโบกฝ่ามือดึงร่างอี้เฉิน เข้ามาใกล้ ส่งให้อายสังหารคนตระกูลอี้ เล็ดลอดออกมาทันใด พร้อมกับ อวิ๋นซี ที่กล่าวพูดขึ้นมา ด้วยความตกใจ “ท่านพ่อ ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่”

 


        ทว่าทันใดหมู่ชนต่างก็มีสีหน้าบึ้งตึง โดยเฉพาะกลุ่มของจ้าววังมังกร เมื่อตราประทับจักรพรรดิดินแดนเทพ ปรากฏขึ้นมา กลางหน้าผากเด็กหนุ่ม ทำให้รอบด้านต่างก็เกิดเสียงถกเถียง ดังออกมาก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ในทันใด

 


        ก่อนน้ำเสียงกระแอมไอ จะดังออกมาก้อง เสียดแทงเข้าไปภายในโสตประสาททุกผู้คน แม้แต่อี้เฉินยังตะลึงงัน ราวกับถูกค้อนปอนด์ยักษ์ ทุบเข้าใส่หัวซ้ำๆ ติดสตั๊นไปหลายวินาที “นี่เป็นคำสั่งเสียของจักรพรรดิ อี้เทียนหรง หากผู้ใดกล้าสังหารเขา มันผู้นั้นจะกลายเป็นศัตรูของข้า”

 


        จักรพรรดิจ้าววังมังกร สะบัดแขนด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนเขาจะกล่าวพูด ราวกับไม่แยแสดินแดนนี้อีกต่อไป “ดินแดนที่พังทลาย การฝึกฝนยากลำบากเช่นนี้ หากเจ้าอยากได้ก็เอามันไปเถอะ”

 


          คุณชายเทียนซง คุณชายวังจิน กล่าวพูดเย้ยหยันออกมาเช่นกัน ก่อนที่พวกเขาจะสืบฝีเท้าจากไป “เราขึ้นไปอาศัยอยู่ดินแดนจักรพรรดิกันเถอะ ท่านพ่อ ดินแดนแห่งนี้ ไร้ความหวังอีกต่อไป”

 


         ผู้คนที่ได้ยินต่างก็มีสีหน้าที่บูดบึ้ง แม้แต่พวก4สำนักใหญ่ ยังเดินลอยชายออกไป ราวกับไม่เป็นเรื่องทุกข์ร้อน อี้เฉินเขาอยากจะปฏิเสธ การเป็นจักรพรรดิเสียเหลือเกิน เขาไม่ได้อยากเป็นผู้ปกครองดินแดนอะไรนั่น ทว่าก็พอจะรับรู้ถึงความหวังดี ของจักรพรรดิชราอี้เทียนหรงได้ ยามนี้เขาอยู่ท่ามกลางปากคมเขี้ยวของผู้ยิ่งใหญ่ หากขึ้นไปดินแดนจักรพรรดิ จะมีแต่ความตายที่รอคอยเขาอยู่

 


        ทำให้อี้เฉินยามนี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หันไปจ้องมอง อี้ฟางหรงในทันใด แต่เมื่อเห็นนางยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ส่ายหัวออกมา มันจึงทำให้อี้เฉินจนปัญญา

 


         เมื่อภายในห้องโถงใหญ่ ผู้คนค่อยๆ ทยอยจากไป ก่อนน้ำเสียงของ ผู้นำราชวงศ์ชิง ชิงตี้เทียน จะกล่าวพูดออกมาหาอี้เฉิน ราวกับว่าศึกครานี้ยังไม่จบสิ้น “เจ้ายังไม่ได้เป็นจักรพรรดิอี้เฉินน้อย ไม่ต้องทำหน้าบูดบึ้งไป แม้เจ้าจะมีตราประทับจักรพรรดิ แต่เจ้าต้องได้รับการยอมรับ จากแท่นศิลาบรรพชน ครอบครองตราประทับมังกรเสียก่อน”

 


        อี้เฉินที่สดับรับฟัง เขาหันไปหาจักรพรรดิมนุษย์ เกอซูหยาง ก่อนชายวัยกลางคนจะพยักหน้าขานรับคำ “เมื่อเจ้าพร้อมเมื่อใด จงเดินทางไปยังด่านในราชวงศ์ รับการทดสอบของ แท่นศิลาบรรพชนเสียหนุ่มน้อย ถึงข้าจะรู้มันยากลำบาก สำหรับคนอายุเยี่ยงเจ้าในยามนี้”

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน