ท่ามกลางความมืดมิดของตำหนักเย็น ฟางเสวี่ยหานโอบอุ้มร่างที่ซูบผอมและเบาหวิวของท่านแม่อย่างทะนุถนอม ราวกับเกรงว่านางจะสลายไปในอากาศ เขาััได้ถึงชีพจรที่แ่เบาจนน่าใจหาย แรงแค้นที่เพิ่งปะทุถูกแปรเปลี่ยนเป็สมาธิที่แน่วแน่
"ท่านแม่... อดทนไว้อีกนิด ข้าจะพาท่านออกไปจากนรกแห่งนี้"
เขาใช้เท้าเตะซากร่างของขันทีจ้าวที่นอนหายใจรวยรินอย่างไม่ใยดี ก่อนจะกระตุ้นพลังปราณในจุดตันเถียน
"มรรคาเทพั ขั้นที่ 3: 'ัเหมันต์ล่องนภา'!" เขาพรรณนาในใจขณะที่ร่างกายเริ่มเคลื่อนไหว พริบตานั้นเงาร่างของเขาก็พร่าเลือน ทิ้งไว้เพียงไอเย็นเบาบางที่จางหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว เขาพาแม่ทะยานข้ามกำแพงวังหลวงที่สูงชันราวกับิญญาที่ไร้ตัวตน หลบเลี่ยงรัศมีตรวจจับขององครักษ์เวรได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่นานนัก ฟางเสวี่ยหานก็พาแม่มาถึงเรือนรับรองลับที่มู่เทียนเตรียมไว้ล่วงหน้า ชายชรารออยู่ด้วยความกระวนกระวาย เมื่อเห็นสภาพของมเหสีเอกฟาง มู่เทียนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความะเืใจ
"นายน้อย... สภาพของนางย่ำแย่กว่าที่ข้าคิดไว้มาก!" มู่เทียนรีบจัดท่าทางให้มเหสีเอกนอนลงบนเตียงไม้หอมที่เตรียมไว้ "นางมิได้เพียงแค่ขาดสารอาหาร แต่ในร่างของนางมีพิษ 'เหมันต์ร้าวราน' กัดกินหัวใจ... นี่มันพิษชนิดเดียวกับที่พวกตระกูลหลิวใช้กำจัดศัตรูทางการเมือง!"
ฟางเสวี่ยหานกัดฟันกรอด โลหิตสีแดงสดไหลซึมออกจากดวงตาอีกครั้ง แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยเนตรัขั้นที่ 2
"ข้าเห็นมันแล้ว... พิษนั่นเกาะกินอยู่ที่ขั้วหัวใจ" เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า "มู่เทียน... เตรียมโอสถทิพย์ ข้าจะใช้เนตรัและพลังเหมันต์ของข้าช่วยนำทางพลังยาเอง!"
มู่เทียนไม่รอช้า เขาหยิบขวดหยกสีขาวนวลออกมา ภายในคือ 'โอสถทิพย์ชุบิญญาเก้า์' ที่ต้องใช้สมุนไพรหายากนับร้อยชนิดหลอมรวมกัน เขากรอกยาเหลวลงในปากของมเหสีเอกช้าๆ
"ตอนนี้แหละนายน้อย! พลังยาเริ่มกระจายตัวแล้ว แต่มันรุนแรงเกินกว่าร่างกายที่อ่อนแอของนางจะรับไหว!"
ฟางเสวี่ยหานทาบฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของท่านแม่ เขาเริ่มกระตุ้นเนตรัเพ่งมองเข้าไปในร่างกายอย่างละเอียด
"เนตรราชันัเหมันต์ ขั้นที่ 2... จงเปิดทางให้ข้า!" ภาพเส้นชีพจรที่ตีบตันและจุดดำของพิษปรากฏชัดเจนในสายตา เขาบังคับไอเย็นจาก 'กระบี่วายุเหมันต์นิรันดร์' ให้ไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่างของท่านแม่เพื่อ 'แช่แข็ง' พิษไม่ให้ขยับเขยื้อน ในขณะที่พลังจากโอสถชุบิญญาค่อยๆ เข้าไปชำระล้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
"อึก..." มเหสีเอกฟางครางออกมาเบาๆ ผิวที่เคยซีดเผือดเริ่มกลับมามีเืฝาด ไอเย็นและไอร้อนจากยาปะทะกันจนเกิดเป็ไอสีขาวพวยพุ่งไปทั่วห้อง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ฟางเสวี่ยหานถอนมือออก ร่างของเขาโงนเงนแทบจะล้มพับ เืที่ไหลจากดวงตาไหลรินจนอาบชุดสีดำเป็วงกว้าง
"สำเร็จแล้ว..." มู่เทียนตรวจสอบชีพจรอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น "พิษถูกสลายไปหมดสิ้นแล้ว! แถมพลังจากโอสถยังช่วยชำระล้างเส้นชีพจรให้นางด้วย หากนางพักผ่อนอีกเพียงไม่กี่วัน นางจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมเสียอีก!"
ฟางเสวี่ยหานทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง มองดูใบหน้าของท่านแม่ที่เริ่มดูสงบและหลับใหลอย่างเป็สุข ความน้อยเนื้อต่ำใจต่อโชคชะตาที่แบกมาสิบปีเริ่มคลายตัวลงชั่วขณะ แทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น
"ท่านแม่... ข้าพาท่านกลับมาจากความตายได้แล้ว" เขาพรรณนาในใจขณะเช็ดคราบเืที่หน้า "ขั้นที่ 5 ของข้ายังทำได้เพียงเท่านี้... ข้าต้องก้าวไปให้ถึงขั้นที่ 6 เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครในจักรวรรดินี้แตะต้องท่านได้อีก"
เขาหันไปมองมู่เทียน "ท่านมู่... ฝากดูแลท่านแม่ที่นี่ ข้าต้องกลับไปสืบข่าวในเมืองหลวงต่อ การที่ขันทีจ้าวหายตัวไป พวกตระกูลหลิวต้องเริ่มไหวตัวแน่"
มู่เทียนพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "นายน้อยโปรดระวังตัว ในวังยามนี้องครักษ์เงาของตระกูลหลิวเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"
ฟางเสวี่ยหานหยิบหมวกฟางขึ้นมาสวม แววตาสีฟ้าครามใต้ปีกหมวกกลับมาคมปลาบดุจเดิม
"พวกมันจะหาข้าไม่เจอ... เพราะในสายตาของพวกมัน ข้าคือมัจจุราชที่ไม่มีตัวตน"