วันเวลาล่วงผ่านไปอีกสองสามวัน เหมันตฤดูอันยาวนานยังคงปกคลุมหุบเขาชิงซีดั่งเดิม ทว่าหิมะที่เคยโปรยตกหนาแน่นติดต่อกันหลายวัน เริ่มผ่อนคลายลงอยู่บ้าง ปุยหิมะสีขาวยังคงร่วงหล่นเป็ระยะ หากมิได้ถาโถมดุเดือดเช่นก่อนหน้าอีกแล้ว
ยามเช้าตรู่ ท้องฟ้าเหนือหุบเขาเผยแสงสีเทาเงินจาง ๆ ออกมาจากหลังม่านเมฆ พอให้ผู้คนในหมู่บ้านมองเห็นเส้นทางเล็ก ๆ ที่ถูกกวาดเปิดไว้ท่ามกลางกองหิมะสูง
เมื่อสภาพอากาศดีขึ้นเล็กน้อย ขบวนเกวียนจากหมู่บ้านทางเหนือที่เคยถูกหิมะตัดขาดจากกันอยู่หลายวัน ก็เริ่มทยอยเดินทางมาถึงอีกครั้ง เกวียนบางคันบรรทุกถ่านหิน บางคันบรรทุกเศษเหล็ก เครื่องมือช่าง และข้าวของจำเป็สำหรับฤดูหนาว
เสียงล้อเกวียนบดผ่านชั้นน้ำแข็งดังกรวบแกรบเป็ระยะ สลับกับเสียงะโของคนขับม้าและเสียงกีบเท้าที่กระทบพื้นหิมะ ค่อย ๆ ปลุกให้หมู่บ้านชิงซีที่เงียบเหงามาหลายวัน กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
ภายใต้ชายคากระท่อมดินหลังเล็กท้ายหมู่บ้าน หลินเหยียนเพิ่งช่วยมารดาจัดการงานจิปาถะยามเช้าเสร็จสิ้น ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน และกวาดหิมะที่ทับถมอยู่หน้าประตูออกไปกองรวมกันไว้ข้างรั้วไม้ไผ่
เด็กหนุ่มก้มลงปัดปุยหิมะที่เกาะอยู่ตามขอบรองเท้าผ้าป่านอย่างลวก ๆ
ครั้นเตรียมจะสะพายตะกร้าสานไม้ไผ่ขึ้นหลัง ออกเดินทางไปสำรวจสมุนไพรบริเวณเชิงเขาตามกิจวัตรประจำวัน มือของหลินหว่านชิงก็ยื่นมาจากด้านข้างอย่างเงียบ ๆ
นางมิได้เอ่ยคำกำชับยืดยาวอันใด เพียงเอื้อมมือช่วยจัดปมผ้าพันคอผ้าฝ้ายสีหม่นของบุตรชายให้เข้าที่ ดึงชายเสื้อตัวหนาให้กระชับขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อกันลมหนาวที่อาจลอดเข้าสู่แผ่นหลัง
“หากลมบนเขาแรงขึ้น ก็รีบกลับลงมาเสีย” หลินหว่านชิงเอ่ยเรียบ ๆ “อย่าได้ฝืนตัวนัก เหยียนเอ๋อร์”
“ขอรับ ท่านแม่” หลินเหยียนยิ้มรับบางเบา สายตะกร้าไม้ไผ่พาดผ่านหัวไหล่ เขาขยับจัดตำแหน่งให้ถนัด ก่อนหมุนกายก้าวออกจากชายคา
หิมะบาง ๆ ยังคงโปรยลงมาจากฟากฟ้า รอยเท้าของเด็กหนุ่มค่อย ๆ ทอดยาวไปตามตรอกเล็กของหมู่บ้าน ท่ามกลางแสงสลัวอ่อนจางของเช้าวันใหม่
ยามค่อนสายของวันหิมะตก ตรอกเล็กภายในหมู่บ้านชิงซีค่อย ๆ กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง บรรดาชาวบ้านต่างออกจากบ้านเรือนมาจัดการหิมะที่ทับถมอยู่หน้าประตูและตามทางเดิน เสียงพลั่วเหล็กกระทบชั้นน้ำแข็งดังเป็ระยะ สลับกับเสียงมีดโต้ผ่าฟืนสนแห้งที่ก้องแว่วมาจากเรือนใกล้ไกล
เหนือหลังคากระท่อมดินหลายหลัง ควันสีเทาอ่อนลอยเอื่อยขึ้นสู่ฟากฟ้า บ่งบอกว่าหม้อยาต้มและโจ๊กร้อน ๆ คงกำลังเดือดอยู่บนเตาไฟภายในเรือน
หลินเหยียนสะพายตะกร้าสานไม้ไผ่เดินไปตามตรอกหิมะอย่างไม่รีบร้อน ฝ่าเท้าย่ำลงบนหิมะนุ่มเกิดเสียงแ่เบาเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ทว่ายังไม่ทันพ้นหัวโค้งที่จะมุ่งขึ้นสู่เชิงเขา เสียงฝีเท้าเร่งร้อนระลอกหนึ่งก็ดังแว่วมาจากทางตลาด
ครู่ต่อมา ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็วิ่งฝ่าม่านหิมะบางเบาเข้ามา ลมหายใจของเขาพ่นออกเป็ไอขาวต่อเนื่อง
คนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่และกำยำกว่าหลินเหยียนอยู่ไม่น้อย ผิวพรรณคล้ำเข้มจนออกสีทองแดงจากการยืนเฝ้าเตาหลอมร้อนจัดมาั้แ่เด็ก ฝ่ามือทั้งสองเต็มไปด้วยรอยด้านหยาบกร้าน
“อาเหยียน! อาเหยียน! ช้าก่อน!” เสียงะโดังลั่นขึ้นกลางตรอก
ผู้มาใหม่มิใช่ใครอื่น หากแต่เป็ตงเยี่ยนเฉิง บุตรชายของช่างตงแห่งโรงตีเหล็กประจำหมู่บ้าน
หลินเหยียนชะงักฝีเท้า พลางมองอีกฝ่ายที่กำลังหอบจนตัวโยน “เยี่ยนเฉิง?”
“เ้ากลับมาั้แ่เมื่อใดกัน” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยความฉงนเล็กน้อย“ก่อนหน้านี้ไปโรงตีเหล็กอยู่หลายหน เห็นแต่ช่างตงผู้เดียว”
ตงเยี่ยนเฉิงยกหลังมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผม ทั้งที่อากาศหนาวเหน็บจนลมหายใจกลายเป็ไอขาว
“มารดามันเถอะ! อย่าได้พูดถึงเลย” เขาหัวเราะเสียงดังอย่างคนอารมณ์เปิดเผย
“ข้าถูกท่านพ่อส่งตัวไปกับขบวนเกวียนั้แ่หลายวันก่อนนู้น ต้องช่วยขนถ่านหินกับเศษเหล็กจากหมู่บ้านทางเหนือที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้”
“ใครจะไปรู้ว่าหิมะบ้าพวกนี้จะตกหนักถึงเพียงนั้น... เส้นทางบนเขาถูกปิดหมด พวกข้าติดอยู่กลางทางตั้งหลายคืน กว่าจะฝ่ากลับมาถึงชิงซีได้ ก็เลยเทศกาลโคมไฟไปแล้ว”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนพ่นไอขาวออกมาเป็สาย จากนั้นจึงยกมือตบลงบนบ่าของหลินเหยียนดังปุ ๆ สองทีอย่างคุ้นเคย
“ข้าเพิ่งกลับมาถึงตอนรุ่งสางนี่เอง ของที่ขนกลับมาก็เพิ่งส่งถึงโรงตีเหล็กเมื่อเช้า แต่ท่านพ่อข้านี่สิ บ้าพลังยิ่งกว่าโคถึกเสียอีก ยังไม่ทันได้พัก ก็สั่งให้รีบขนทุกอย่างเข้าคลัง ก่อนหิมะระลอกใหม่จะลงมาอีก”
ตงเยี่ยนเฉิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ยังมีพวกผู้เฒ่าเอาเครื่องมือที่ชำรุดจากฤดูหนาวมาฝากซ่อมอีกเป็กองพะเนิน คนงานในโรงตีเหล็กก็มีอยู่ไม่กี่คน ข้าจึงรีบวิ่งมาหาเ้านี่อย่างไรเล่า”
เขายิ้มกว้าง เผยฟันขาวตัดกับผิวสีทองแดง “อาเหยียน ไปช่วยข้าขนถ่านสักครึ่งวันได้หรือไม่?”
หลินเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางเหลือบมองไปทางเชิงเขา เหนือแนวป่าสนไกลออกไป มวลเมฆสีหม่นเริ่มก่อตัวหนาขึ้นทีละน้อย คล้ายหิมะระลอกใหม่กำลังตั้งเค้าอยู่เงียบ ๆ
ตงเยี่ยนเฉิงเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็รีบเอ่ยเสริมทันที “ข้าไม่ได้ให้เ้ามาช่วยเปล่าๆสักหน่อย!”
สำนวนแบบเด็กโรงเหล็กหลุดออกมาตามนิสัย “ท่านพ่อข้าพูดไว้แล้ว หากเ้ามาช่วยสุมถ่านยามเช้า วันนี้เขาจะซ่อมห่วงเหล็กที่ตะกร้าสมุนไพรของเ้าให้แน่นขึ้น แล้วก็จะใช้เหล็กดีจากฝั่งเหนือ ตีมีดเดินป่าเล่มใหม่ให้เ้าอีกเล่ม”
ตงเยี่ยนเฉิงชี้นิ้วไปที่เอวของหลินเหยียน “ส่วนมีดเล่มเก่าของเ้านั่น ข้าดูแล้วหวาดเสียวแทน! สับรากไม้แรง ๆ อีกไม่กี่ครั้ง เกรงว่ามันจะหักคามือเอาเสียก่อน!”
เขาหัวเราะเสียงดัง “ยังมีตะขอเหล็กสำหรับขุดรากไม้ให้อีกอันด้วย เป็อย่างไรเล่า?”
หลินเหยียนก้มมองตะกร้าสานข้างกายตามสัญชาตญาณ ยามขยับตัว ห่วงเหล็กที่ยึดสายรัดเข้ากับโครงไม้ไผ่ก็ส่งเสียงกริ๊กแกร๊กเบา ๆ ดังเช่นทุกครั้ง
มันหลวมจริงดังที่ตงเยี่ยนเฉิงว่า ส่วนมีดเดินป่าเล่มเก่าที่มารดาเคยมอบให้ แม้ช่างตงจะช่วยลับและซ่อมแซมให้มาหลายหน ทว่าเนื้อเหล็กกลับบางลงมากแล้ว
หากนำไปสับรากไม้แข็งในป่าลึก่ฤดูหนาวจริง ๆ ก็คงไม่ปลอดภัยนัก หลินเหยียนเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง เมฆหม่นยังคงค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาจากยอดเขา
ในใจจึงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มพยักหน้าเบา ๆ “เช่นนั้นข้าจะไปช่วยเ้า”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างเรียบง่าย “ขนของเสร็จแล้วค่อยว่ากัน”
“เยี่ยมไปเลย!” ตงเยี่ยนเฉิงหัวเราะร่วน “เ้าผอมเสียยิ่งกว่าลำไผ่แห้ง แต่วัน ๆ เอาแต่ปีนเขาขุดรากไม้ แรงกายคงไม่น้อยไปกว่าข้าเท่าใดนัก!”
กล่าวจบ เขาก็เอื้อมแขนมาคล้องคอหลินเหยียนอย่างคุ้นเคย ก่อนลากอีกฝ่ายเดินย้อนกลับไปทางท้ายตลาดทันที
โรงตีเหล็กของช่างตงตั้งอยู่บริเวณหัวมุมเปิดโล่งด้านหนึ่งของหมู่บ้านชิงซี ภายนอกโรงตีเหล็กถูกหิมะปกคลุมจนขาวโพลน ลมหนาวพัดผ่านเป็ระยะจนถังน้ำไม้หลายใบจับตัวเป็น้ำแข็งแข็งทื่อ
ทว่าทันทีที่เด็กหนุ่มทั้งสองก้าวข้ามธรณีประตูไม้บานใหญ่เข้าไปภายใน กระแสไอร้อนสายหนึ่งก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าโดยพลัน ความอบอุ่นจากเตาหลอมขนาดใหญ่แผ่ซ่านไปทั่วทุกมุมของโรงเหล็ก จนแก้มที่เคยถูกลมหนาวกัดจนซีดชาของหลินเหยียน ค่อย ๆ กลับมามีสีเือีกครั้ง
กลางโรงตีเหล็ก เตาหลอมดินเผาขนาดมหึมายังคงลุกโชนไม่หยุด เปลวไฟสีส้มแดงส่องวูบไหวอยู่ภายในเตาหลอม ส่งแสงอบอุ่นกระจายไปทั่วทุกมุมของโรงเหล็ก ไอร้อนจากเปลวเพลิงปะทะกับอากาศเย็นที่เล็ดลอดเข้ามาจากภายนอก ก่อเกิดเป็หมอกขาวบาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ใต้คานไม้และขื่อหลังคา
ภายในโรงตีเหล็กอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันเป็เอกลักษณ์ กลิ่นถ่านหินที่ถูกเผาจนร้อนจัด กลิ่นเหล็กดิบจากเตาหลอม และกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คนที่ทำงานอยู่หน้าเปลวไฟตลอดวัน
คราบเขม่าดำเกาะจับอยู่ตามผนังดินดิบและคานไม้เหนือศีรษะเป็ชั้น ๆ บอกเล่าร่องรอยของกาลเวลาและการใช้งานมาเนิ่นนาน
เสียงค้อนเหล็กกระทบทั่งดังสะท้อนก้องไปทั่วโรงตีเหล็ก
‘เคร้ง!’
‘เคร้ง!’
‘เคร้ง!’
จังหวะหนักแน่น สม่ำเสมอ และไม่เร่งร้อนราวกับเป็ลมหายใจของสถานที่แห่งนี้
ตรงหน้าเตาหลอมอันลุกโชน ปรากฏร่างของช่างตง ชายวัยกลางคนผู้มีแผ่นหลังกว้างหนาและแขนทั้งสองข้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ถูกหล่อหลอมจากการยกค้อนตีเหล็กมานับทศวรรษ
ผิวพรรณของเขาเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าและน้ำมัน เสื้อผ้าฝ้ายหยาบแนบติดแผ่นหลังจากหยาดเหงื่อที่ไหลซึมไม่ขาดสาย
แม้ภายนอกโรงตีเหล็กจะหนาวเหน็บเพียงใด ทว่าเบื้องหน้าเตาหลอมแห่งนี้กลับเป็อีกโลกหนึ่งโดยสิ้นเชิง
ช่างตงหาได้เงยหน้ามองผู้มาใหม่ไม่ มือข้างหนึ่งกำค้อนเหล็กไว้แน่น อีกมือใช้คีมคีบเหล็กกล้าที่กำลังแดงวาบขึ้นมาจากเตาไฟ
‘เคร้ง!’
ค้อนหนักกระแทกลงอีกครั้ง สะเก็ดไฟสีส้มแดงกระจายออกไปรอบด้านดุจฝูงหิ่งห้อยยามราตรี
“กลับมาแล้วก็รีบขนกระสอบถ่านพวกนั้นเข้ามา!” ช่างตงะโขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันมา
“อย่าให้หิมะเกาะถ่าน! เปียกขึ้นมาแล้วจะยุ่งเอา!” เสียงของเขาแหบหยาบจากการะโอยู่หน้าเตาหลอมมาหลายปี ทว่าเมื่อเอ่ยวาจาออกมา กลับทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะลงมือทำตาม
“รับทราบขอรับ!” ตงเยี่ยนเฉิงะโตอบเสียงดัง จากนั้นจึงหันกลับมาส่งสัญญาณให้หลินเหยียน ก่อนรีบวิ่งตรงไปยังกองกระสอบถ่านที่วางเรียงอยู่ใกล้ประตูโรงตีเหล็ก
เด็กหนุ่มทั้งสองก้าวออกไปยังเกวียนที่จอดอยู่ใต้เพิงคลังครึ่งเปิดครึ่งปิด กระสอบป่านที่บรรจุถ่านหินจากหมู่บ้านทางเหนือนั้นทั้งหนักและชื้นไปด้วยคราบหิมะละลาย
หลินเหยียนก้มตัวลง ใช้สองมือสอดเข้าไปใต้กระสอบ ก่อนออกแรงยกมันขึ้นจากพื้น น้ำหนักมหาศาลกดทับลงบนแขนและหัวไหล่จนแผ่นหลังผอมบางต้องเหยียดตึง
ฝุ่นถ่านสีดำร่วงกราวลงมาตามรอยเย็บของกระสอบ ฟุ้งกระจายเกาะติดใบหน้า ปลายจมูก และขอบหูของเด็กหนุ่มในพริบตา เพียงไม่นาน ใบหน้ากร้ำเเดดก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดำเป็หย่อม ๆ
ตงเยี่ยนเฉิงกลับชำนาญงานประเภทนี้เป็อย่างยิ่ง กระสอบถ่านแต่ละใบอยู่ในมือเขาราวกับเบาลงไปหลายส่วน บางครายกขึ้นพาดบ่า บางคราใช้สองแขนโอบประคอง ก่อนก้าวเดินฉับไวไปยังข้างเตาหลอมโดยแทบไม่ต้องหยุดพัก
หลินเหยียนแม้จะคุ้นชินกับการปีนเขา แบกฟืน และขนสมุนไพรอยู่เป็นิตย์ ทว่าการยกกระสอบถ่านหนักอึ้งเช่นนี้กลับเป็อีกเื่หนึ่ง ไม่นานนัก กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่และต้นแขนก็เริ่มตึงล้า ลมหายใจค่อย ๆ หนักขึ้นทีละน้อย
ครั้นผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม เหงื่อเม็ดเล็กก็เริ่มซึมออกมาตามหน้าผาก ไหลผ่านคราบฝุ่นถ่านสีดำลงมาตามข้างแก้มและปลายคาง จนใบหน้าของเด็กหนุ่มดูคล้ายแมวป่าตัวหนึ่งที่เพิ่งมุดออกมาจากปล่องควัน
ทว่าในระหว่างที่ทั้งสองกำลังก้มหน้าก้มตาขนกระสอบถ่านอยู่นั้น ตงเยี่ยนเฉิงที่เพิ่งวางกระสอบใบหนึ่งลงข้างเตาหลอม กลับเดินย้อนกลับมาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง
จากนั้นก็ฉวยเอากระสอบใบที่ใหญ่และชื้นที่สุดจากมือของหลินเหยียนไปเสียเฉย ๆ ก่อนจะโยนอีกใบที่ดูเบากว่าให้แทน
หลินเหยียนชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มมองกระสอบในอ้อมแขนตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “เ้าทำอันใดกัน เยี่ยนเฉิง”
“ทำอันใดอะไรกันเล่า?” ตงเยี่ยนเฉิงหัวเราะฮ่า ๆ “เ้าวัน ๆ ปีนเขาขุดสมุนไพร แรงกายย่อมมีอยู่แล้ว... แต่เื่แบกถ่านหน้าเตา ยังสู้ข้าไม่ได้หรอก!”
“รอให้เ้าสูงถึงไหล่ข้าก่อนค่อยมาคุยกัน!” กล่าวจบ เขาก็กระชับกระสอบบนบ่าแล้วเดินลิ่วไปทางเตาหลอม ราวกับไม่เห็นว่าน้ำแข็งละลายจากก้นกระสอบกำลังหยดเปียกเต็มบ่าเสื้อของตน
หลินเหยียนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ อย่างจนใจ จากนั้นจึงประคองกระสอบในอ้อมแขนให้มั่น แล้วก้าวตามเข้าไปทางเตาหลอม
ขณะที่ทั้งสองช่วยกันขนกระสอบถ่านจนใกล้จะเสร็จสิ้น ตงเยี่ยนเฉิงก็ทิ้งตัวนั่งลงบนลังไม้ใบหนึ่ง พลางยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ
“มารดามันเถอะ...” เขาพ่นลมหายใจยาว “ถ้าป่านนี้เสี่ยวอวี่อยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี”
“เ้านั่นน่ะ ร่างกายยังกับลูกวัวป่า กระสอบพวกนี้หากเปลี่ยนเป็มันมาแบก เกรงว่าคงหมดไปตั้งนานแล้ว” ตงเยี่ยนเฉิงพ่นลมหายใจ “เสียดายแต่เ้าหมอนั่นชอบหายเข้าป่าเป็ว่าเล่น... ไม่รู้ป่านนี้ไปมุดอยู่ที่ใดอีก”
หลินเหยียนยิ้มบาง ๆ ก่อนทอดสายตามองออกไปนอกประตูโรงตีเหล็ก คล้ายว่าพระเ้าจะเห็นใจคำบ่นของตงเยี่ยนเฉิงอยู่บ้าง
ในเวลานั้นเอง เหนือถนนสายหลักท้ายตลาดที่ถูกหิมะปกคลุมบาง ๆ ปรากฏเงาร่างผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินฝ่าลมหนาวเข้ามาอย่างไม่เร่งร้อน
เด็กหนุ่มผู้นั้นแบกมัดฟืนสนขนาดใหญ่ไว้บนแผ่นหลัง กองฟืนสูงเสียจนบดบังร่างของเขาไปกว่าครึ่ง เกล็ดหิมะสีขาวเกาะพราวอยู่ตามเส้นผม หัวไหล่ และสาบเสื้อผ้าฝ้าย เมื่อเดินฝ่าม่านหิมะมาแต่ไกล ร่างทั้งร่างจึงดูราวกับเพิ่งก้าวออกมาจากผืนหิมะบนูเาสูง
ตงเยี่ยนเฉิงเห็นหลินเหยียนมองออกไปเช่นนั้น จึงหันสายตาตามไปโดยไม่รู้ตัว ครั้นเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย ดวงตาของเขาก็พลันสว่างขึ้น “ฮ่า! พูดถึงก็มา! นั่นไม่ใช่เสี่ยวอวี่หรอกหรือ!”