คืนนั้นไป่ฉีได้วางค่ายกลเอาไว้รอบกำแพงเรือนที่พักของตน ก่อนจะทำการเปิดประตูมิติไปยังถ้ำฝึกฝนของเขา เขาสัมผัสได้ว่า 2 แม่ลูกจี๋หลินกำลังฝึกอยู่ จึงตรวจสอบพลังปราณนิดหน่อย คาดว่าอีกไม่นานเฟิงเทียนน่าจะสามารถทะลวงสู่ชั้นปราณนภาได้
“เราเองก็ต้องเพิ่มพลังปราณเช่นกัน” ไป่ฉีได้นำกระบี่กลืนดาราออกมา
เขาวางอักขระลมปราณจนกลายเป็นอาคมพิเศษ โดยภายในอาคมนี้นั้นจะรวบรวมปราณหยินเข้ามาอยู่ภายในเพื่อให้เขาดึงไปใช้ปรับสมดุล
ไป่ฉีรอจนพลังหยินมีมากพอแล้วเขาจึงเริ่มกลืนโอสถเสริมลมปราณเข้าไป จากนั้นเริ่มดึงปราณหยางกับปราณหยินมาอย่างละเท่า ๆ กันและเริ่มดูดซับเข้าไปยังตันเถียงของตนเอง
เวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงเต็ม ไป่ฉีเข้าสู่ปราณจักรพรรดิขั้น 2 เสียที นั่นคงพอทำให้เขาสามารถสู้กับพวกผู้อาวุโสของตระกูลไป่ได้บ้าง หากมีการรุมเกิดขึ้นเขาก็สามารถเดินชิว ๆ ไปตบเรียงตัวได้โดยที่ตัวเองไร้รอยขีดข่วน
“ได้เวลากลับไปที่ตระกูลไป่แล้วสินะ” ไป่ฉีทำการเปิดประตูมิติไปยังภูเขาหิมะลูกหนึ่งที่เขาไปหาข้อมูลมา ที่นั่นเต็มไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี เขาจึงนำกระบี่กลืนดาราไปดูดซับปราณหยินที่นั่น พร้อมกับลงอักขระอำพรางมันเอาไว้ จากนั้นอีก 3 วันเขาค่อยมาเก็บมันอีกที เสร็จเรียบร้อยไป่ฉีจึงทำการเปิดประตูมิติกลับมายังเรือนของไป่ชิงหยุนที่ตระกูลไป่อีกที
“คลาย” ไป่ฉีคลายค่ายกลออก
“นายน้อยขอรับ” เสียงของไป่ชิดังขึ้นทันทีหลังจากไป่ฉีคลายค่ายกลได้ไม่นาน
“เข้ามาสิไป่ชิ” ไป่ฉีกล่าว เพียงไม่นานไป่ชิก็เดินเข้ามาภายในเรือนที่พัก
“นายน้อยขอรับ ท่านผู้นำให้มาตามไปร่วมการฝึกของตระกูลขอรับ” ไป่ชิกล่าว
“เข้าใจแล้ว ไปรอข้างนอกก่อน ขอเวลา 1 นาที” ไป่ฉีกล่าว ไป่ชิจึงเดินออกมาข้างนอก
“ไป่ชิ นายน้อยล่ะ” ไป่เชอะถาม
“นายน้อยขอเวลาเปลี่ยนเสื้อสักครู่” ไป่ชิกล่าว
“คิดว่าวันนี้นายน้อยจะก่อเรื่องแบบเมื่อวานอีกไหม” ไป่เชอะถาม
“ไม่แน่หรอก เห็นนายน้อยนิ่ง ๆ แบบนั้น แต่เมื่อวานเจ้าก็เห็นแล้วนี่ ขนาดพวกที่อยู่ระดับราชันย์ยังมีสภาพเป็นแบบนั้น” ไป่ชิกล่าว
“ถ้าไม่ทำแบบนั้นข้าก็โดนข่มน่ะสิ” ไป่ฉีโผล่มาตรงกลางระหว่างไป่ชิกับไป่เชอะ ทำให้ทั้ง 2 คนกระโดดถอยห่างออกจากไป่ฉีทันที
“นายน้อย ให้เสียงกันหน่อยสิขอรับ มาเงียบ ๆ แบบนี้พวกข้าตกใจหมด” ไป่ชิกล่าว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า รีบนำทางไปเถอะ เดี๋ยวจะสายเอานะ” ไป่ฉีกล่าว
ทั้ง 2 คนนำทางไป่ฉีผ่านเรือนหลายหลัง ระหว่างทางเต็มไปด้วยสมาชิกของตระกูลไป่หลายคนกำลังเดินไปยังลานฝึกซ้อม สายตาดูแคลนไป่ฉีในเช้าวันนี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาปะทะหรือหาเรื่องเขา
ฉากเมื่อวานที่ผู้ฝึกปราณชั้นราชันย์ถูกเหยียบหัวจนสภาพอนาถยังคงติดตาทุกคนอยู่
ไป่ฉีเดินผ่านซุ้มประตูใหญ่ ประตูนั้นหนาถึง 1 เมตรเลยทีเดียว ผ่านซุ้มประตูเข้ามาเป็นลานกว้างสำหรับฝึกซ้อม ล้อมรอบด้วยตัวอาคาร 2 ชั้นทั้ง 3 ด้าน ตรงกลางมีระเบียงยื่นออกมา ที่นั้นมีเก้าอี้ใหญ่แกะสลักจากหยกล้ำค่าตั้งอยู่ คาดว่าคงเป็นที่นั่งของไป่ชิงหยาง ส่วนตัวอาคารอีก 2 ข้างมีเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายงดงาม คาดว่าคงเป็นที่นั่งของพวกผู้อาวุโส
“นายน้อย ข้าจะขออธิบายก่อน การฝึกซ้อมช่วงเช้านั้นจะเริ่มจากการอบอุ่นร่างกายด้วยกระบวนท่าต่อสู้ของตระกูล สิ่งที่นายน้อยต้องทำคือออกกระบวนท่าตามคนในตระกูลขอรับ” ไป่ชิกล่าว
“จากนั้นจะเป็นการฝึกพลังปราณ ขั้นตอนนี้ท่านผู้นำได้ให้ข้าเป็นผู้ดูแลขอรับ แต่คิดว่าคงไม่ต้อง เพราะนายน้อยทำได้แล้ว และส่วนสุดท้ายคือการจับสลากเพื่อขึ้นมาประลอง โดยจะสุ่มรอบเช้า 10 คู่ รอบบ่าย 10 คู่ขอรับ” ไป่เชอะกล่าวเสียงเบา เพราะไม่ต้องการให้ใครได้ยิน
ไม่นานนักไป่ชิงหยางกับเหล่าผู้อาวุโสก็เดินมานั่งประจำที่เก้าอี้ของตน พวกที่อยู่ด้านหน้าสุดจะเป็นผู้ใช้ปราณชั้นจักรพรรดิ และแถวหลังถัดมาเรื่อย ๆ จะเป็นพวกที่มีชั้นปราณลดหลั่นลงไปเรื่อย ๆ และแน่นอนว่าไป่ฉีนั้นถูกจัดไว้อยู่ท้ายสุด
“เริ่มการฝึกซ้อมได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ประกาศสั่งให้เริ่มการฝึกฝน
ทุกคนต่างเริ่มออกกระบวนท่าอย่างพร้อมเพรียง มีเพียงกลุ่มเด็ก ๆ ที่เริ่มฝึกเท่านั้นที่ดูจะตามไม่ทันเอาซะเลย แต่วันนี้สายตาของไป่ชิงหยางและผู้อาวุโสกลับจับจ้องไปยังที่หนึ่งเป็นพิเศษ
ใช่แล้ว พวกเขากำลังจับตาดูไป่ฉีอยู่ ขณะเดียวกันก็กล่าวเตือนคนที่ออกท่าทางผิดหรือมีข้อผิดพลาด
“เจ้าเด็กนั่นเรียนวิชาของเรามาก่อนงั้นรึ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กระซิบถามผู้อาวุโสลำดับที่ 3
“ไม่รู้สิ เจ้าไป่ชิงหยุนมันสอนอะไรบ้างเราก็ไม่รู้ แต่ดูแล้วท่าทางคล่องแคล่ว ราวกับคนที่ฝึกฝนมานาน ลองดูความต่อเนื่องของกระบวนท่าสิ ราวกับพวกที่ฝึกมาหลายสิบปีเลย” ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 กล่าว
“ท่านผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ท่านคิดว่ายังไง” ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ถามขึ้น
“คนมีพรสวรรค์ การตอบสนองต่อกระบวนท่ารวดเร็ว แม้จะเหลื่อมกันเพียงนิดหน่อย แต่ท่าทางถูกต้องและต่อเนื่อง นับว่าหากอยู่ในตระกูล จะถูกดูแลและได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ การที่กระบวนท่าเหลื่อมกันเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าเขาเพิ่งจะเคยเห็นกระบวนท่าการต่อสู้ของตระกูลเป็นครั้งแรก” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 เอ่ยวิเคราะห์ออกมา
“แต่มันก็ยังเป็นแค่ลูกของคนนอกตระกูล มีสิทธิ์อะไรให้มันมาเรียนวิชาของตระกูล” ผู้อาวุโสลำดับที่ 5 กล่าวอย่างไม่เกรงใจไป่ชิงหยาง
“พวกเราไม่รู้ว่าท่านประมุขคิดยังไงกับเรื่องนี้ จะรับเด็กนี่เข้าตระกูล หรือจะให้มาแค่ฝึกฝนเพื่อดูหน่วยก้านกันแน่ พวกเจ้าควรสงบปากสงบคำเสียบ้าง ตัวอย่างก็มีให้เห็นเมื่อวาน เขาก็สามารถสู้กับผู้ใช้ปราณชั้นราชันย์ได้โดยไม่ต้องใช้ปราณด้วยซ้ำ เด็กนั่นอาจมีร่างกายที่พิเศษกว่าคนอื่นก็ได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวเตือน ผู้อาวุโสที่เหลือต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้
หลังฝึกกระบวนท่าได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ตอนนี้หลายคนเหงื่อเริ่มออกกันบ้างแล้ว ทางไป่ชิงหยางได้ให้สัญญาณว่าให้เปลี่ยนการฝึกไปเป็นการฝึกพลังปราณได้
“จากนี้จะให้ทำการฝึกพลังปราณเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เริ่มได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ประกาศออกมา คนบนลานฝึกฝนต่างนั่งขัดสมาธิและเริ่มบ่มเพาะทันที
ไป่ฉีนั่งลงเช่นกัน โดยมีไป่เชอะกับไป่ชินั่งอยู่ข้าง ๆ พวกเขาไม่คิดจะสอนปลาให้ว่ายน้ำ เพราะมันไม่มีประโยชน์ไงล่ะ
“เด็กนั่นจะทำได้รึเปล่านะ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 8 กล่าวขึ้น
“ไม่ง่ายหรอกนะ สำหรับคนที่เริ่มน่ะ ต้องเริ่มจากการสัมผัสถึงพลังปราณที่อยู่รอบตัวให้ได้เสียก่อน มันไม่ใช่การนั่งสมาธิ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 6 กล่าว
“ทำไมไป่ชิกับไป่เชอะถึงไม่สอนเด็กนั่นล่ะ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะทำได้กัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 7 กล่าว
ไม่ใช่แค่ไป่ชิงหยางกับผู้อาวุโสที่จับจ้องมาที่ไป่ฉี แต่พวกคนในลานฝึกซ้อมก็จ้องมองเขาเช่นกัน ขนาดเด็กเพียง 5 ขวบก็ยังมองมาที่ไป่ฉีด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
ไป่ฉีนั่งขัดสมาธิ เขานำเอาปลายนิ้วชี้กับนิ้วโป้งมา ลักษณะเหมือนกับท่ามือของพระโพธิสัตว์ จากนั้นหงายมือไปวางไว้บนเข่าทั้ง 2 ข้าง บางคนหัวเราะ บางคนยังคงจ้องมองว่าไป่ฉีคิดจะทำอะไร
[รากฐานกายาโพธิสัตว์] ไป่ฉีเริ่มการบ่มเพาะร่างกายของเขาทันที ตามตัวของเขาเริ่มมีเส้นแสงสีเหลืองทองปรากฎขึ้น บริเวณพื้นที่นั่งปรากฎภาพดอกบัวบานขึ้นที่พื้น เส้นสายสีทองเปล่งแสงสว่างและด้วยความที่ไปฉีนั้นสำเร็จถึงขั้นสูงของมันแล้ว ทำให้แสงที่เปล่งออกมามีความสว่างมากกว่าขั้นต้นและขั้นกลางมาก
“นั่นมันอะไรน่ะ”
“นั่นสิ ไม่เคยเห็นการบ่มเพาะแบบนี้มาก่อน”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังวิเคราะห์การฝึกพลังปราณของไป่ฉี ผู้อาวุโส 5 ก็พุ่งออกไปทันที เขาคิดหาข้ออ้างทำร้ายไป่ฉีที่ทำให้พวกเขาเสียหน้าเมื่อวานได้แล้ว
“หยุดเดี๋ยวนี้ผู้อาวุโส 5” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวขึ้น แต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว
ไป่ชิกับไป่เชอะเห็นผู้อาวุโส 5 เหาะเข้ามา แถมยังปลดปล่อยจิตสังหารเต็มที่ พวกเขาไม่สามารถต่อกรกับผู้อาวุโส 5 ที่มีระดับถึงชั้นปราณจักรพรรดิได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงเอาตัวเข้ามาขวางหวังจะปกป้องไป่ฉี
“พวกเจ้าทั้ง 2 หลีกไป ข้าไม่เป็นอะไร” ไป่ฉีนั้นรีบบอกให้ทั้ง 2 หลบไป พร้อมกับเตรียมตัวสวนกลับ ไป่ชิกับไป่เชอะถอยออกไปทันที พวกเขาเชื่อในตัวของนายน้อยคนนี้ ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ยืนขึ้นพร้อมกับพุ่งตามออกไป
“ข้าไม่ยอมให้คนนอกตระกูลฝึกวิชาของพวกเราหรอก” ฝ่ามือของผู้อาวุโส 5 ถูกซัดใส่อกของไป่ฉี
“จิตสงบดุจโพธิสัตว์” ไป่ฉีพึมพำเบา ๆ ก่อนที่ฝ่ามือจะถึงตัวเขา ส่งผลให้เกิดการรวมตัวกันของพลังปราณชั่วขณะและรับแรงปะทะจากการโจมตีของผู้อาวุโส 5 แต่สิ่งที่ไป่ฉีต้องการคือการใช้แรงของอีกฝ่ายทำร้ายตัวของมันเอง จึงได้ใช้จิตสงบดุจโพธิสัตว์ออกไป
เปรี้ยง
“อ๊ากกกก แขนข้า” สิ้นเสียง แขนของผู้อาวุโส 5 ก็ปลิวกระเด็นหลุดจากไหล่ของเขา นอกจากนี้สภาพแขนที่หลุดออกไปนั้นมีสภาพฉีกขาดจนเห็นกระดูกเลยทีเดียว สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในลานฝึก ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ถึงกับหยุดชะงักมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
“ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” ไป่ฉีกล่าว
“แกทำได้ยังไงกัน ข้าเป็นถึงผู้ใช้ปราณชั้นจักรพรรดิ เหตุใดจึงไม่สามารถทำอะไรแกได้ ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้แกเรียนกระบวนท่าต่อสู้ของตระกูลไป่เด็ดขาด” ผู้อาวุโส 5 ตะโกนขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะผู้อาวุโส 5 ข้าเป็นคนให้เขามาฝึก เจ้าควรเคารพในการตัดสินใจของข้า” ไป่ชิงหยางกล่าว แต่ไป่ฉีก็หัวเราะขึ้นมาเสียก่อนที่ผู้อาวุโส 5 จะได้พูดแย้งอะไรขึ้นมา
“การฝึกมันผิดกัน อีกอย่างไอ้กระบวนท่าห่วยแตกที่เต็มไปด้วยช่องโหว่นั่นเป็นวิชาของตระกูลที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยยุครุ่งเรืองเหรอ ขอพูดอย่างไม่เกรงใจเลยนะ ของไร้ค่าแบบนั้นไม่มีค่าพอให้เรียนรู้หรอก แต่เพราะอยากรู้ว่ามันจะวิเศษขนาดไหนถึงทำให้คนในตระกูลไป่หลงตัวเองเยี่ยงนี้กัน พวกเจ้าเป็นกบในบ่อที่คิดว่าท้องฟ้าที่เจ้ามองเห็นจากในบ่อเป็นท้องฟ้าทั้งหมด ช่างโง่เง่ายิ่งนัก” ไป่ฉีกล่าว ตอนนี้หลายคนต่างปลดปล่อยจิตสังหารออกมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่กล้าทำอะไร เพราะขนาดผู้อาวุโส 5 ที่อยู่ชั้นปราณจักรพรรดิยังทำอะไรไป่ฉีไม่ได้ ซ้ำยังต้องเสียแขนไปข้างหนึ่งอีกด้วย
“พอแค่นั้น ผู้อาวุโส 5 ท่านต้องทำแผลก่อน” ไป่ชิงหยางกล่าวขึ้น จากนั้นผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ที่มีหน้าที่ดูแลหอโอสถก็เข้าไปทำการรักษา เขานำแขนข้างที่ขาดทำการต่อและประสานมันด้วยพลังปราณ เสริมด้วยโอสถสมานแผล เพียงไม่นานแขนของผู้อาวุโส 5 ก็มีสภาพภายนอกกลับมาเป็นเหมือนเดิม
“ผู้อาวุโส 5 เจ้าต้องห้ามใช้งานมันสัก 1 สัปดาห์ เนื้อเยื่อและกระดูกของท่านข้ากระตุ้นให้มันเกิดการซ่อมแซมแล้ว แต่พวกมันยังยึดติดกันไม่ดี ขอให้งดใช้แรงที่แขนไปก่อน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าว
“ขอบคุณท่านมาก” ผู้อาวุโส 5 กล่าว แต่สีหน้ามืดครึ้มยังคงมองไปที่ไป่ฉี
“กลับไปบ่มเพาะพลังกันต่อได้แล้ว” ไป่ชิงหยางออกคำสั่ง ทำให้ทุกคนกลับมานั่งบ่มเพาะพลังกันต่อ ขณะที่กลุ่มผู้อาวุโสต่างก็จ้องไปที่ไป่ฉีไม่วางตา เด็กหนุ่มคนนี้ช่างลึกลับยิ่งนัก นี่ใช่ลูกของไป่ชิงหยุนจริง ๆ งั้นรึ เหตุได้จึงมีร่างกายและวิชาพิศดารเยี่ยงนี้กัน
ผ่านไปจนครบเวลา ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนและเดินไปยังอาคารโดยรอบ พวกเขารวมตัวกันอยู่ตามชั้น 1 และชั้น 2 เพื่อรอจับคู่การประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของการฝึกรอบเช้านี้ นับเป็นกิจกรรมแก้เบื่อสำหรับพวกเขาที่ไม่ได้ออกไปพบเจอผู้คนภายนอก
“ไป่ชิ ถามหน่อยสิ การประลองนี้มีกฎยังไง” ไป่ฉีถาม
“การประลอง 10 คู่นั้น จะแบ่งเป็นพวกปราณปฐพี 3 คู่ ปราณนภา 3 คู่ ปราณราชันย์ 2 คู่ ปราณจักรพรรดิอีก 2 คู่ หากพลังปราณของทั้งคู่มีความแตกต่างกันเกิน 1 ขั้น จะให้ประลองกันด้วยกระบวนท่าเพียงอย่างเดียว ห้ามใช้พลังปราณ เพื่อความยุติธรรมขอรับ” ไป่ชิกล่าว
“พวกเขารู้จักคำว่า ยุติธรรม ด้วยงั้นเหรอ” ไป่ฉีกล่าว
“นายน้อยเลิกจิกกัดเถอะครับ ถ้าพวกเขารุมท่านขึ้นมา ข้าช่วยท่านไม่ได้นะขอรับ” ไป่เชอะกล่าว นายน้อยของเขาก่อเรื่องตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ที่หอ 7 ดารา ทำร้ายผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปฐพีกับชั้นราชันย์ วันนี้ตอบโต้ผู้อาวุโส 5 จนแขนขาดกระจุย การฝึกวันนี้ยังไม่จบ เกรงว่าอาจมีศพเกิดขึ้นก็เป็นได้
“ถ้าพวกมันไม่รนหาที่ ข้าก็ไม่คิดจะใส่ใจหรอกนะ” ไป่ฉีกล่าว เขามองไปยังลานประลองซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางลานฝึกฝนพอดี ในใจอดคิดถึงอดีตที่เขาเคยผ่านมา เขาผ่านการประลองแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนจริง ๆ
ขณะที่กำลังรอการจับสลากกันอยู่ ชายหนุ่มที่เป็นหลานของผู้อาวุโส 5 ซึ่งกำลังโกรธแค้นไป่ฉี ที่ทำร้ายตาของเขาก็เดินออกไปยังลานประลองตรงกลาง ก่อนจะคำนับไป่ชิงหยาง
“ท่านผู้นำ ข้าขอท้าประลองกับไป่ฉี เป็นการประลองแบบเป็นตายขอรับ” ชายหนุ่มกล่าว ส่งผลให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นจากผู้คนโดยรอบ
“การประลองเป็นตายงั้นเหรอ” ไป่ฉีกล่าวทวน เข้ารู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่ได้สัมผัสมานาน
“เป็นการประลองที่สังหารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ตายกันไปข้างหนึ่งจึงจะนับเป็นผลตัดสินแพ้ชนะขอรับ หากแต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้นำตระกูลเท่านั้นถึงจะดำเนินการได้” ไป่ชิกล่าว
'ระดับปราณของมันอยู่ในชั้นราชันย์ นับเป็นอัจฉริยะในด้านการฝึกฝน แต่ปัญญาช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งนัก' ไป่ฉีกล่าว
“ไป่ฉี เจ้าจะยอมรับคำท้าของเขารึไม่” ไป่ชิงหยางมองมาที่ไป่ฉี
“ข้ารับคำท้า ส่วนกฎจะให้ใช้พลังปราณหรือใช้แค่กระบวนท่าสู้กันดีล่ะ” ไป่ฉีเดินออกไปที่ลานประลอง
“ใช้กระบวนท่าต่อสู้กัน เพราะตัวเจ้าไม่มีปราณคุ้มกาย จะทำให้เสียเปรียบ ตระกูลเรานั้นจะให้ความยุติธรรมในการประลองเสมอ” ไป่ชิงหยางกล่าว
“เช่นนั้น การประลองครั้งนี้เป็นแบบชี้เป็นชี้ตาย ฆ่าได้โดยไม่ต้องถูกล้างแค้นสินะ” ไป่ฉีถามไป่ชิงหยาง
“ถูกต้อง” ไป่ชิงหยางกล่าว
“งั้นข้าคงต้องระบายอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่กับเจ้าสินะ ดีเหมือนกัน ตาทำผิด ลงโทษหลานแทนก็ดีเหมือนกัน” ไป่ฉีกล่าว
“ทั้ง 2 พร้อมกันแล้วใช่ไหม” ไป่ชิงหยางถาม ซึ่งไป่ฉีกับหลานชายของผู้อาวุโส 5 พยักหน้าเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้ว
“เช่นนั้น เริ่มได้” สิ้นเสียงไป่ชิงหยาง ร่างของไป่ฉีนั้นวูบไหวและหายไป ส่วนหลานชายของผู้อาวุโส 5 ยืนนิ่งไม่ไหวติง
พริบตาต่อมาไป่ฉีปรากฎตัวขึ้นที่ด้านหลังของหลานชายผู้อาวุโส 5 ห่างออกไป 3 เมตร ในท่ายืนเอามือขัดไว้ข้างหลัง ไป่ฉียืนอย่างสง่าผ่าเผย ราวกับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ไม่ได้เอาจริงกับคู่ต่อสู้แต่อย่างใด
แผละ
“ไม่ หลานข้า” ผู้อาวุโส 5 ร้องขึ้น จากนั้นเสียงของคนอื่น ๆ ก็ดังตามขึ้นมา
ร่างของหลานชายผู้อาวุโส 5 หลังจากไป่ฉีปรากฏตัวที่ด้านหลังห่างออกไป 3 เมตร เลือดก็ไหลออกมาตามจุดต่าง ๆ เป็นเส้นตัดตรงถี่ยิบเหมือนตาข่าย ก่อนที่จะปริออกและกลายเป็นก้อนเนื้อร่วงลงบนพื้นลานประลอง เกิดเป็นแอ่งเลือดขนาดใหญ่พอสมควร
“พวกเจ้าตาหลานรนหาที่ตายเอง วันนี้ฆ่าหลานเจ้าทำให้ข้าอารมณ์ดียิ่งนัก ไป่ชิกับไป่เชอะพาข้ากลับเรือนที่พักได้แล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรให้ข้าสนใจอีกแล้ว”ไป่ฉีกล่าว ก่อนที่จะเดินจากไป โดยมีไป่ชิกับไป่เชอะตามเขาไปด้วย
หลังไป่ฉีจากไป ผู้อาวุโส 5 กับพ่อแม่ของชายหนุ่มคนนี้ก็รีบรุดลงไปกอบเอาร่างลูกชายที่กลายเป็นเศษเนื้อใส่ถังด้วยน้ำตานองหน้า เหตุใดพวกเขาถึงต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้
“ข้าสาบานว่าข้าจะฆ่าเจ้า ไป่ฉี” ผู้อาวุโส 5 ตะโกนไล่หลังไป่ฉีไป
“หยุดเดี๋ยวนี้เลยผู้อาวุโส 5 อย่าใช้อารมณ์ กฎการประลองเป็นตายนี้ เป็นหลานท่านเป็นผู้เสนอ ห้ามล้างแค้นเด็ดขาด หากท่านผิดกฎตระกูล ข้าจะสั่งให้ผู้อาวุโส 2 ที่เป็นผู้คุมกฎลงโทษเจ้า” ไป่ชิงหยางชี้หน้าผู้อาวุโส 5 ดวงตาของเขาแข็งกร้าวแสดงให้เห็นว่าเขาเอาจริง มิเช่นนั้นไป่ชิงหยางอาจถูกไป่ฉีถอนหงอกเอาได้ว่าปกป้องแต่พวกของตน
ส่วนไป่ฉีนั้นเดินกลับมาที่เรือนพัก ระหว่างทางเหมือนไป่ชิกับไป่เชอะอยากจะถามว่าไม่กลัวผู้อาวุโส 5 ล้างแค้นหรือ ไป่ฉีที่เห็นแบบนี้จึงกล่าวขึ้น
“พวกเจ้าจงจำไว้ ฆ่า 1 คน สร้างศัตรูนับ 10 แต่ถ้าฆ่าทุกคน จะไม่เหลือผู้ใดเป็นศัตรู หึหึ” ไป่ฉีมีความสุขอย่างมาก เขานั้นไม่ได้สั่งสอนพวกอวดดีมานานมากแล้ว นับว่าได้ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เขาหลงลืมไปกลับคืนมาอยู่บ้าง
____________________________
ฝากติดตามเพจผมด้วยนะครับ ^^

“พวกเจ้าจงจำไว้ ฆ่า 1 คน สร้างศัตรูนับ 10 แต่ถ้าฆ่าทุกคน จะไม่เหลือผู้ใดเป็นศัตรู หึหึ” ไป่ฉีมีความสุขอย่างมาก เขานั้นไม่ได้สั่งสอนพวกอวดดีมานานมากแล้ว นับว่าได้ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เขาหลงลืมไปกลับคืนมาอยู่บ้าง