จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 114 การฝึกซ้อมของตระกูลไป่ Re

            คืนนั้นไป่ฉีได้วางค่ายกลเอาไว้รอบกำแพงเรือนที่พักของตน  ก่อนจะทำการเปิดประตูมิติไปยังถ้ำฝึกฝนของเขา  เขาสัมผัสได้ว่า 2 แม่ลูกจี๋หลินกำลังฝึกอยู่  จึงตรวจสอบพลังปราณนิดหน่อย  คาดว่าอีกไม่นานเฟิงเทียนน่าจะสามารถทะลวงสู่ชั้นปราณนภาได้


            “เราเองก็ต้องเพิ่มพลังปราณเช่นกัน” ไป่ฉีได้นำกระบี่กลืนดาราออกมา


            เขาวางอักขระลมปราณจนกลายเป็นอาคมพิเศษ  โดยภายในอาคมนี้นั้นจะรวบรวมปราณหยินเข้ามาอยู่ภายในเพื่อให้เขาดึงไปใช้ปรับสมดุล


            ไป่ฉีรอจนพลังหยินมีมากพอแล้วเขาจึงเริ่มกลืนโอสถเสริมลมปราณเข้าไป  จากนั้นเริ่มดึงปราณหยางกับปราณหยินมาอย่างละเท่า ๆ กันและเริ่มดูดซับเข้าไปยังตันเถียงของตนเอง


            เวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงเต็ม  ไป่ฉีเข้าสู่ปราณจักรพรรดิขั้น 2 เสียที  นั่นคงพอทำให้เขาสามารถสู้กับพวกผู้อาวุโสของตระกูลไป่ได้บ้าง  หากมีการรุมเกิดขึ้นเขาก็สามารถเดินชิว ๆ ไปตบเรียงตัวได้โดยที่ตัวเองไร้รอยขีดข่วน


            “ได้เวลากลับไปที่ตระกูลไป่แล้วสินะ” ไป่ฉีทำการเปิดประตูมิติไปยังภูเขาหิมะลูกหนึ่งที่เขาไปหาข้อมูลมา  ที่นั่นเต็มไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี  เขาจึงนำกระบี่กลืนดาราไปดูดซับปราณหยินที่นั่น  พร้อมกับลงอักขระอำพรางมันเอาไว้  จากนั้นอีก 3 วันเขาค่อยมาเก็บมันอีกที  เสร็จเรียบร้อยไป่ฉีจึงทำการเปิดประตูมิติกลับมายังเรือนของไป่ชิงหยุนที่ตระกูลไป่อีกที


            “คลาย” ไป่ฉีคลายค่ายกลออก


            “นายน้อยขอรับ” เสียงของไป่ชิดังขึ้นทันทีหลังจากไป่ฉีคลายค่ายกลได้ไม่นาน


            “เข้ามาสิไป่ชิ” ไป่ฉีกล่าว  เพียงไม่นานไป่ชิก็เดินเข้ามาภายในเรือนที่พัก


            “นายน้อยขอรับ  ท่านผู้นำให้มาตามไปร่วมการฝึกของตระกูลขอรับ” ไป่ชิกล่าว


            “เข้าใจแล้ว  ไปรอข้างนอกก่อน  ขอเวลา 1 นาที” ไป่ฉีกล่าว  ไป่ชิจึงเดินออกมาข้างนอก


            “ไป่ชิ นายน้อยล่ะ” ไป่เชอะถาม


            “นายน้อยขอเวลาเปลี่ยนเสื้อสักครู่” ไป่ชิกล่าว


            “คิดว่าวันนี้นายน้อยจะก่อเรื่องแบบเมื่อวานอีกไหม” ไป่เชอะถาม


            “ไม่แน่หรอก  เห็นนายน้อยนิ่ง ๆ แบบนั้น  แต่เมื่อวานเจ้าก็เห็นแล้วนี่  ขนาดพวกที่อยู่ระดับราชันย์ยังมีสภาพเป็นแบบนั้น” ไป่ชิกล่าว


            “ถ้าไม่ทำแบบนั้นข้าก็โดนข่มน่ะสิ” ไป่ฉีโผล่มาตรงกลางระหว่างไป่ชิกับไป่เชอะ  ทำให้ทั้ง 2 คนกระโดดถอยห่างออกจากไป่ฉีทันที


            “นายน้อย ให้เสียงกันหน่อยสิขอรับ  มาเงียบ ๆ แบบนี้พวกข้าตกใจหมด” ไป่ชิกล่าว


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า รีบนำทางไปเถอะ  เดี๋ยวจะสายเอานะ” ไป่ฉีกล่าว


            ทั้ง 2 คนนำทางไป่ฉีผ่านเรือนหลายหลัง  ระหว่างทางเต็มไปด้วยสมาชิกของตระกูลไป่หลายคนกำลังเดินไปยังลานฝึกซ้อม  สายตาดูแคลนไป่ฉีในเช้าวันนี้ยังคงมีอยู่  เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาปะทะหรือหาเรื่องเขา  


            ฉากเมื่อวานที่ผู้ฝึกปราณชั้นราชันย์ถูกเหยียบหัวจนสภาพอนาถยังคงติดตาทุกคนอยู่


            ไป่ฉีเดินผ่านซุ้มประตูใหญ่  ประตูนั้นหนาถึง 1 เมตรเลยทีเดียว  ผ่านซุ้มประตูเข้ามาเป็นลานกว้างสำหรับฝึกซ้อม  ล้อมรอบด้วยตัวอาคาร 2 ชั้นทั้ง 3 ด้าน  ตรงกลางมีระเบียงยื่นออกมา  ที่นั้นมีเก้าอี้ใหญ่แกะสลักจากหยกล้ำค่าตั้งอยู่  คาดว่าคงเป็นที่นั่งของไป่ชิงหยาง  ส่วนตัวอาคารอีก 2 ข้างมีเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายงดงาม  คาดว่าคงเป็นที่นั่งของพวกผู้อาวุโส


            “นายน้อย  ข้าจะขออธิบายก่อน  การฝึกซ้อมช่วงเช้านั้นจะเริ่มจากการอบอุ่นร่างกายด้วยกระบวนท่าต่อสู้ของตระกูล  สิ่งที่นายน้อยต้องทำคือออกกระบวนท่าตามคนในตระกูลขอรับ” ไป่ชิกล่าว


            “จากนั้นจะเป็นการฝึกพลังปราณ  ขั้นตอนนี้ท่านผู้นำได้ให้ข้าเป็นผู้ดูแลขอรับ  แต่คิดว่าคงไม่ต้อง  เพราะนายน้อยทำได้แล้ว และส่วนสุดท้ายคือการจับสลากเพื่อขึ้นมาประลอง  โดยจะสุ่มรอบเช้า 10 คู่  รอบบ่าย 10 คู่ขอรับ” ไป่เชอะกล่าวเสียงเบา  เพราะไม่ต้องการให้ใครได้ยิน


            ไม่นานนักไป่ชิงหยางกับเหล่าผู้อาวุโสก็เดินมานั่งประจำที่เก้าอี้ของตน  พวกที่อยู่ด้านหน้าสุดจะเป็นผู้ใช้ปราณชั้นจักรพรรดิ และแถวหลังถัดมาเรื่อย ๆ จะเป็นพวกที่มีชั้นปราณลดหลั่นลงไปเรื่อย ๆ และแน่นอนว่าไป่ฉีนั้นถูกจัดไว้อยู่ท้ายสุด


            “เริ่มการฝึกซ้อมได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ประกาศสั่งให้เริ่มการฝึกฝน


            ทุกคนต่างเริ่มออกกระบวนท่าอย่างพร้อมเพรียง  มีเพียงกลุ่มเด็ก ๆ ที่เริ่มฝึกเท่านั้นที่ดูจะตามไม่ทันเอาซะเลย  แต่วันนี้สายตาของไป่ชิงหยางและผู้อาวุโสกลับจับจ้องไปยังที่หนึ่งเป็นพิเศษ  


            ใช่แล้ว  พวกเขากำลังจับตาดูไป่ฉีอยู่  ขณะเดียวกันก็กล่าวเตือนคนที่ออกท่าทางผิดหรือมีข้อผิดพลาด


            “เจ้าเด็กนั่นเรียนวิชาของเรามาก่อนงั้นรึ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กระซิบถามผู้อาวุโสลำดับที่ 3


            “ไม่รู้สิ  เจ้าไป่ชิงหยุนมันสอนอะไรบ้างเราก็ไม่รู้  แต่ดูแล้วท่าทางคล่องแคล่ว  ราวกับคนที่ฝึกฝนมานาน  ลองดูความต่อเนื่องของกระบวนท่าสิ  ราวกับพวกที่ฝึกมาหลายสิบปีเลย” ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 กล่าว


            “ท่านผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ท่านคิดว่ายังไง” ผู้อาวุโสลำดับที่ 4 ถามขึ้น


            “คนมีพรสวรรค์  การตอบสนองต่อกระบวนท่ารวดเร็ว  แม้จะเหลื่อมกันเพียงนิดหน่อย  แต่ท่าทางถูกต้องและต่อเนื่อง  นับว่าหากอยู่ในตระกูล  จะถูกดูแลและได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ  การที่กระบวนท่าเหลื่อมกันเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าเขาเพิ่งจะเคยเห็นกระบวนท่าการต่อสู้ของตระกูลเป็นครั้งแรก” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 เอ่ยวิเคราะห์ออกมา


            “แต่มันก็ยังเป็นแค่ลูกของคนนอกตระกูล  มีสิทธิ์อะไรให้มันมาเรียนวิชาของตระกูล” ผู้อาวุโสลำดับที่ 5 กล่าวอย่างไม่เกรงใจไป่ชิงหยาง


            “พวกเราไม่รู้ว่าท่านประมุขคิดยังไงกับเรื่องนี้  จะรับเด็กนี่เข้าตระกูล หรือจะให้มาแค่ฝึกฝนเพื่อดูหน่วยก้านกันแน่  พวกเจ้าควรสงบปากสงบคำเสียบ้าง  ตัวอย่างก็มีให้เห็นเมื่อวาน  เขาก็สามารถสู้กับผู้ใช้ปราณชั้นราชันย์ได้โดยไม่ต้องใช้ปราณด้วยซ้ำ  เด็กนั่นอาจมีร่างกายที่พิเศษกว่าคนอื่นก็ได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวเตือน  ผู้อาวุโสที่เหลือต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้


            หลังฝึกกระบวนท่าได้ประมาณ 1 ชั่วโมง  ตอนนี้หลายคนเหงื่อเริ่มออกกันบ้างแล้ว  ทางไป่ชิงหยางได้ให้สัญญาณว่าให้เปลี่ยนการฝึกไปเป็นการฝึกพลังปราณได้


            “จากนี้จะให้ทำการฝึกพลังปราณเป็นเวลา 1 ชั่วโมง  เริ่มได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ประกาศออกมา  คนบนลานฝึกฝนต่างนั่งขัดสมาธิและเริ่มบ่มเพาะทันที


            ไป่ฉีนั่งลงเช่นกัน  โดยมีไป่เชอะกับไป่ชินั่งอยู่ข้าง ๆ พวกเขาไม่คิดจะสอนปลาให้ว่ายน้ำ  เพราะมันไม่มีประโยชน์ไงล่ะ


            “เด็กนั่นจะทำได้รึเปล่านะ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 8 กล่าวขึ้น


            “ไม่ง่ายหรอกนะ  สำหรับคนที่เริ่มน่ะ ต้องเริ่มจากการสัมผัสถึงพลังปราณที่อยู่รอบตัวให้ได้เสียก่อน  มันไม่ใช่การนั่งสมาธิ” ผู้อาวุโสลำดับที่ 6 กล่าว


            “ทำไมไป่ชิกับไป่เชอะถึงไม่สอนเด็กนั่นล่ะ  แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะทำได้กัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 7 กล่าว


            ไม่ใช่แค่ไป่ชิงหยางกับผู้อาวุโสที่จับจ้องมาที่ไป่ฉี  แต่พวกคนในลานฝึกซ้อมก็จ้องมองเขาเช่นกัน  ขนาดเด็กเพียง 5 ขวบก็ยังมองมาที่ไป่ฉีด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก


            ไป่ฉีนั่งขัดสมาธิ  เขานำเอาปลายนิ้วชี้กับนิ้วโป้งมา  ลักษณะเหมือนกับท่ามือของพระโพธิสัตว์  จากนั้นหงายมือไปวางไว้บนเข่าทั้ง 2 ข้าง  บางคนหัวเราะ  บางคนยังคงจ้องมองว่าไป่ฉีคิดจะทำอะไร


            [รากฐานกายาโพธิสัตว์] ไป่ฉีเริ่มการบ่มเพาะร่างกายของเขาทันที  ตามตัวของเขาเริ่มมีเส้นแสงสีเหลืองทองปรากฎขึ้น  บริเวณพื้นที่นั่งปรากฎภาพดอกบัวบานขึ้นที่พื้น  เส้นสายสีทองเปล่งแสงสว่างและด้วยความที่ไปฉีนั้นสำเร็จถึงขั้นสูงของมันแล้ว  ทำให้แสงที่เปล่งออกมามีความสว่างมากกว่าขั้นต้นและขั้นกลางมาก


            “นั่นมันอะไรน่ะ”


            “นั่นสิ  ไม่เคยเห็นการบ่มเพาะแบบนี้มาก่อน”


            ระหว่างที่ทุกคนกำลังวิเคราะห์การฝึกพลังปราณของไป่ฉี  ผู้อาวุโส 5 ก็พุ่งออกไปทันที  เขาคิดหาข้ออ้างทำร้ายไป่ฉีที่ทำให้พวกเขาเสียหน้าเมื่อวานได้แล้ว


            “หยุดเดี๋ยวนี้ผู้อาวุโส 5” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าวขึ้น  แต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว


            ไป่ชิกับไป่เชอะเห็นผู้อาวุโส 5 เหาะเข้ามา  แถมยังปลดปล่อยจิตสังหารเต็มที่  พวกเขาไม่สามารถต่อกรกับผู้อาวุโส 5 ที่มีระดับถึงชั้นปราณจักรพรรดิได้  ดังนั้นจึงทำได้เพียงเอาตัวเข้ามาขวางหวังจะปกป้องไป่ฉี


            “พวกเจ้าทั้ง 2 หลีกไป  ข้าไม่เป็นอะไร” ไป่ฉีนั้นรีบบอกให้ทั้ง 2 หลบไป  พร้อมกับเตรียมตัวสวนกลับ  ไป่ชิกับไป่เชอะถอยออกไปทันที  พวกเขาเชื่อในตัวของนายน้อยคนนี้  ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ยืนขึ้นพร้อมกับพุ่งตามออกไป


            “ข้าไม่ยอมให้คนนอกตระกูลฝึกวิชาของพวกเราหรอก” ฝ่ามือของผู้อาวุโส 5 ถูกซัดใส่อกของไป่ฉี


            “จิตสงบดุจโพธิสัตว์” ไป่ฉีพึมพำเบา ๆ ก่อนที่ฝ่ามือจะถึงตัวเขา  ส่งผลให้เกิดการรวมตัวกันของพลังปราณชั่วขณะและรับแรงปะทะจากการโจมตีของผู้อาวุโส 5   แต่สิ่งที่ไป่ฉีต้องการคือการใช้แรงของอีกฝ่ายทำร้ายตัวของมันเอง  จึงได้ใช้จิตสงบดุจโพธิสัตว์ออกไป


            เปรี้ยง


            “อ๊ากกกก  แขนข้า” สิ้นเสียง  แขนของผู้อาวุโส 5 ก็ปลิวกระเด็นหลุดจากไหล่ของเขา  นอกจากนี้สภาพแขนที่หลุดออกไปนั้นมีสภาพฉีกขาดจนเห็นกระดูกเลยทีเดียว  สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในลานฝึก  ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ถึงกับหยุดชะงักมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา


            “ผู้ใดทำกรรมใดไว้  ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” ไป่ฉีกล่าว


            “แกทำได้ยังไงกัน  ข้าเป็นถึงผู้ใช้ปราณชั้นจักรพรรดิ  เหตุใดจึงไม่สามารถทำอะไรแกได้  ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้แกเรียนกระบวนท่าต่อสู้ของตระกูลไป่เด็ดขาด” ผู้อาวุโส 5 ตะโกนขึ้น


            “หยุดเดี๋ยวนี้นะผู้อาวุโส 5 ข้าเป็นคนให้เขามาฝึก  เจ้าควรเคารพในการตัดสินใจของข้า” ไป่ชิงหยางกล่าว  แต่ไป่ฉีก็หัวเราะขึ้นมาเสียก่อนที่ผู้อาวุโส 5 จะได้พูดแย้งอะไรขึ้นมา


            “การฝึกมันผิดกัน  อีกอย่างไอ้กระบวนท่าห่วยแตกที่เต็มไปด้วยช่องโหว่นั่นเป็นวิชาของตระกูลที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยยุครุ่งเรืองเหรอ  ขอพูดอย่างไม่เกรงใจเลยนะ  ของไร้ค่าแบบนั้นไม่มีค่าพอให้เรียนรู้หรอก  แต่เพราะอยากรู้ว่ามันจะวิเศษขนาดไหนถึงทำให้คนในตระกูลไป่หลงตัวเองเยี่ยงนี้กัน  พวกเจ้าเป็นกบในบ่อที่คิดว่าท้องฟ้าที่เจ้ามองเห็นจากในบ่อเป็นท้องฟ้าทั้งหมด  ช่างโง่เง่ายิ่งนัก” ไป่ฉีกล่าว  ตอนนี้หลายคนต่างปลดปล่อยจิตสังหารออกมาบ้างแล้ว  แต่ยังไม่กล้าทำอะไร  เพราะขนาดผู้อาวุโส 5 ที่อยู่ชั้นปราณจักรพรรดิยังทำอะไรไป่ฉีไม่ได้  ซ้ำยังต้องเสียแขนไปข้างหนึ่งอีกด้วย


            “พอแค่นั้น  ผู้อาวุโส 5 ท่านต้องทำแผลก่อน” ไป่ชิงหยางกล่าวขึ้น  จากนั้นผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ที่มีหน้าที่ดูแลหอโอสถก็เข้าไปทำการรักษา  เขานำแขนข้างที่ขาดทำการต่อและประสานมันด้วยพลังปราณ  เสริมด้วยโอสถสมานแผล  เพียงไม่นานแขนของผู้อาวุโส 5 ก็มีสภาพภายนอกกลับมาเป็นเหมือนเดิม


            “ผู้อาวุโส 5 เจ้าต้องห้ามใช้งานมันสัก 1 สัปดาห์  เนื้อเยื่อและกระดูกของท่านข้ากระตุ้นให้มันเกิดการซ่อมแซมแล้ว  แต่พวกมันยังยึดติดกันไม่ดี  ขอให้งดใช้แรงที่แขนไปก่อน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าว


            “ขอบคุณท่านมาก” ผู้อาวุโส 5 กล่าว  แต่สีหน้ามืดครึ้มยังคงมองไปที่ไป่ฉี


            “กลับไปบ่มเพาะพลังกันต่อได้แล้ว” ไป่ชิงหยางออกคำสั่ง  ทำให้ทุกคนกลับมานั่งบ่มเพาะพลังกันต่อ  ขณะที่กลุ่มผู้อาวุโสต่างก็จ้องไปที่ไป่ฉีไม่วางตา  เด็กหนุ่มคนนี้ช่างลึกลับยิ่งนัก  นี่ใช่ลูกของไป่ชิงหยุนจริง ๆ งั้นรึ  เหตุได้จึงมีร่างกายและวิชาพิศดารเยี่ยงนี้กัน


            ผ่านไปจนครบเวลา  ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนและเดินไปยังอาคารโดยรอบ  พวกเขารวมตัวกันอยู่ตามชั้น 1 และชั้น 2 เพื่อรอจับคู่การประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของการฝึกรอบเช้านี้  นับเป็นกิจกรรมแก้เบื่อสำหรับพวกเขาที่ไม่ได้ออกไปพบเจอผู้คนภายนอก


            “ไป่ชิ  ถามหน่อยสิ  การประลองนี้มีกฎยังไง” ไป่ฉีถาม


            “การประลอง 10 คู่นั้น  จะแบ่งเป็นพวกปราณปฐพี 3 คู่  ปราณนภา 3 คู่  ปราณราชันย์ 2 คู่  ปราณจักรพรรดิอีก 2 คู่  หากพลังปราณของทั้งคู่มีความแตกต่างกันเกิน 1 ขั้น  จะให้ประลองกันด้วยกระบวนท่าเพียงอย่างเดียว  ห้ามใช้พลังปราณ  เพื่อความยุติธรรมขอรับ” ไป่ชิกล่าว


            “พวกเขารู้จักคำว่า ยุติธรรม ด้วยงั้นเหรอ” ไป่ฉีกล่าว


            “นายน้อยเลิกจิกกัดเถอะครับ  ถ้าพวกเขารุมท่านขึ้นมา  ข้าช่วยท่านไม่ได้นะขอรับ” ไป่เชอะกล่าว  นายน้อยของเขาก่อเรื่องตั้งแต่วันแรกที่มาถึง  ที่หอ 7 ดารา  ทำร้ายผู้ฝึกยุทธ์ชั้นปฐพีกับชั้นราชันย์  วันนี้ตอบโต้ผู้อาวุโส 5 จนแขนขาดกระจุย  การฝึกวันนี้ยังไม่จบ  เกรงว่าอาจมีศพเกิดขึ้นก็เป็นได้


            “ถ้าพวกมันไม่รนหาที่  ข้าก็ไม่คิดจะใส่ใจหรอกนะ” ไป่ฉีกล่าว  เขามองไปยังลานประลองซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางลานฝึกฝนพอดี  ในใจอดคิดถึงอดีตที่เขาเคยผ่านมา  เขาผ่านการประลองแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนจริง ๆ


            ขณะที่กำลังรอการจับสลากกันอยู่  ชายหนุ่มที่เป็นหลานของผู้อาวุโส 5 ซึ่งกำลังโกรธแค้นไป่ฉี  ที่ทำร้ายตาของเขาก็เดินออกไปยังลานประลองตรงกลาง  ก่อนจะคำนับไป่ชิงหยาง


            “ท่านผู้นำ  ข้าขอท้าประลองกับไป่ฉี  เป็นการประลองแบบเป็นตายขอรับ” ชายหนุ่มกล่าว  ส่งผลให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นจากผู้คนโดยรอบ


            “การประลองเป็นตายงั้นเหรอ” ไป่ฉีกล่าวทวน  เข้ารู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่ได้สัมผัสมานาน


            “เป็นการประลองที่สังหารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ตายกันไปข้างหนึ่งจึงจะนับเป็นผลตัดสินแพ้ชนะขอรับ  หากแต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้นำตระกูลเท่านั้นถึงจะดำเนินการได้” ไป่ชิกล่าว


            'ระดับปราณของมันอยู่ในชั้นราชันย์  นับเป็นอัจฉริยะในด้านการฝึกฝน  แต่ปัญญาช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งนัก' ไป่ฉีกล่าว


            “ไป่ฉี เจ้าจะยอมรับคำท้าของเขารึไม่” ไป่ชิงหยางมองมาที่ไป่ฉี


            “ข้ารับคำท้า  ส่วนกฎจะให้ใช้พลังปราณหรือใช้แค่กระบวนท่าสู้กันดีล่ะ” ไป่ฉีเดินออกไปที่ลานประลอง


            “ใช้กระบวนท่าต่อสู้กัน  เพราะตัวเจ้าไม่มีปราณคุ้มกาย  จะทำให้เสียเปรียบ  ตระกูลเรานั้นจะให้ความยุติธรรมในการประลองเสมอ” ไป่ชิงหยางกล่าว


            “เช่นนั้น การประลองครั้งนี้เป็นแบบชี้เป็นชี้ตาย  ฆ่าได้โดยไม่ต้องถูกล้างแค้นสินะ” ไป่ฉีถามไป่ชิงหยาง


            “ถูกต้อง” ไป่ชิงหยางกล่าว


            “งั้นข้าคงต้องระบายอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่กับเจ้าสินะ  ดีเหมือนกัน  ตาทำผิด  ลงโทษหลานแทนก็ดีเหมือนกัน” ไป่ฉีกล่าว


            “ทั้ง 2 พร้อมกันแล้วใช่ไหม” ไป่ชิงหยางถาม  ซึ่งไป่ฉีกับหลานชายของผู้อาวุโส 5 พยักหน้าเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้ว


            “เช่นนั้น เริ่มได้” สิ้นเสียงไป่ชิงหยาง  ร่างของไป่ฉีนั้นวูบไหวและหายไป  ส่วนหลานชายของผู้อาวุโส 5 ยืนนิ่งไม่ไหวติง


            พริบตาต่อมาไป่ฉีปรากฎตัวขึ้นที่ด้านหลังของหลานชายผู้อาวุโส 5 ห่างออกไป 3 เมตร  ในท่ายืนเอามือขัดไว้ข้างหลัง  ไป่ฉียืนอย่างสง่าผ่าเผย  ราวกับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ไม่ได้เอาจริงกับคู่ต่อสู้แต่อย่างใด


            แผละ


            “ไม่  หลานข้า” ผู้อาวุโส 5 ร้องขึ้น  จากนั้นเสียงของคนอื่น ๆ ก็ดังตามขึ้นมา


            ร่างของหลานชายผู้อาวุโส 5 หลังจากไป่ฉีปรากฏตัวที่ด้านหลังห่างออกไป 3 เมตร  เลือดก็ไหลออกมาตามจุดต่าง ๆ เป็นเส้นตัดตรงถี่ยิบเหมือนตาข่าย  ก่อนที่จะปริออกและกลายเป็นก้อนเนื้อร่วงลงบนพื้นลานประลอง  เกิดเป็นแอ่งเลือดขนาดใหญ่พอสมควร


            “พวกเจ้าตาหลานรนหาที่ตายเอง  วันนี้ฆ่าหลานเจ้าทำให้ข้าอารมณ์ดียิ่งนัก  ไป่ชิกับไป่เชอะพาข้ากลับเรือนที่พักได้แล้ว  ที่นี่ไม่มีอะไรให้ข้าสนใจอีกแล้ว”ไป่ฉีกล่าว  ก่อนที่จะเดินจากไป  โดยมีไป่ชิกับไป่เชอะตามเขาไปด้วย


            หลังไป่ฉีจากไป ผู้อาวุโส 5 กับพ่อแม่ของชายหนุ่มคนนี้ก็รีบรุดลงไปกอบเอาร่างลูกชายที่กลายเป็นเศษเนื้อใส่ถังด้วยน้ำตานองหน้า  เหตุใดพวกเขาถึงต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้


            “ข้าสาบานว่าข้าจะฆ่าเจ้า  ไป่ฉี” ผู้อาวุโส 5 ตะโกนไล่หลังไป่ฉีไป


            “หยุดเดี๋ยวนี้เลยผู้อาวุโส 5 อย่าใช้อารมณ์  กฎการประลองเป็นตายนี้  เป็นหลานท่านเป็นผู้เสนอ  ห้ามล้างแค้นเด็ดขาด  หากท่านผิดกฎตระกูล  ข้าจะสั่งให้ผู้อาวุโส 2 ที่เป็นผู้คุมกฎลงโทษเจ้า” ไป่ชิงหยางชี้หน้าผู้อาวุโส 5 ดวงตาของเขาแข็งกร้าวแสดงให้เห็นว่าเขาเอาจริง  มิเช่นนั้นไป่ชิงหยางอาจถูกไป่ฉีถอนหงอกเอาได้ว่าปกป้องแต่พวกของตน


            ส่วนไป่ฉีนั้นเดินกลับมาที่เรือนพัก  ระหว่างทางเหมือนไป่ชิกับไป่เชอะอยากจะถามว่าไม่กลัวผู้อาวุโส 5 ล้างแค้นหรือ  ไป่ฉีที่เห็นแบบนี้จึงกล่าวขึ้น


            “พวกเจ้าจงจำไว้ ฆ่า 1 คน สร้างศัตรูนับ 10  แต่ถ้าฆ่าทุกคน  จะไม่เหลือผู้ใดเป็นศัตรู หึหึ” ไป่ฉีมีความสุขอย่างมาก  เขานั้นไม่ได้สั่งสอนพวกอวดดีมานานมากแล้ว  นับว่าได้ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เขาหลงลืมไปกลับคืนมาอยู่บ้าง

    ____________________________

    ฝากติดตามเพจผมด้วยนะครับ ^^



    “พวกเจ้าจงจำไว้ ฆ่า 1 คน สร้างศัตรูนับ 10  แต่ถ้าฆ่าทุกคน  จะไม่เหลือผู้ใดเป็นศัตรู หึหึ” ไป่ฉีมีความสุขอย่างมาก  เขานั้นไม่ได้สั่งสอนพวกอวดดีมานานมากแล้ว  นับว่าได้ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เขาหลงลืมไปกลับคืนมาอยู่บ้าง

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน