หลังจากส่งรายงานให้แก่เจ้ากรมเป่าไฉ เฟิงตงเปียนรีบย้ายไปยังโรงเตี๊ยมอีกแห่งหนึ่ง
หลายวันที่ผ่านมามันเปลี่ยนโรงเตี๊ยมไปแล้วสามแห่ง
ตอนนี้มันรู้ตัวแล้วว่าถูกพรรคปราบมังกรหมายหัว หากจะขอเข้าพักในพื้นที่ของทางการก็ย่อมได้ แต่นั่นมิใช่วิสัยของมัน
มันต้องการความสะดวกในการเคลื่อนไหว หากอยู่ในจุดที่มีเวรยามรัดกุม อาจปลอดภัยมากกว่านี้ แต่การเข้านอกออกในย่อมมีผู้รับรู้
มันคาดว่ามีคนของพรรคปราบมังกรแฝงตัวปะปนกับเจ้าหน้าที่ การลงมือที่อุกอาจหลายครั้งจึงเร้นลับยากตรวจสอบ
ที่สำคัญคือมันต้องการทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพรรคปราบมังกร เพื่อจะได้วางแผนป้องกันตอบโต้ได้ตรงจุด
แต่จากเหตุการณ์ที่เสี้ยวอู่หมิงถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ทั้งได้ประมือกับศัตรูด้วยตนเอง เฟิงตรงเปียนมิกล้าชะล่าใจอีกต่อไป
หากถูกทุ่มเทไล่ล่าเช่นเสี้ยวอู่หมิง มันไม่แน่ใจว่าจะรับมือได้หรือไม่
กลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกไม้โชยมาตามกระแสลม
หากจำไม่ผิดโรงเตี๊ยมแห่งนี้มิได้ปลูกดอกไม้ใด ออกจะสกปรกซอมซ่อเสียด้วยซ้ำ
“รบกวนท่านเฟิงออกมาได้หรือไม่”
เสียงนั้นดังมาจากด้านนอก แต่ชัดเจนราวกับผู้พูดนั่งอยู่ในห้อง
เฟิงตงเปียนเคลื่อนร่างลงจากเตียง ใช้เงามืดพลางตัวไว้
“สถานที่นี้เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ หวังว่าท่านคงเข้าใจ ข้าพเจ้ามิปรารถนาจะเข้าไป”
เฟิงตงเปียนสงสัยว่าฝ่ายตรงข้ามจะก่อกวนอย่างไร การมายามราตรีเช่นนี้ ย่อมแสดงว่ามิได้มาดี แต่จะเรียกมันออกไปจู่โจมโดยง่าย ย่อมเป็นไปมิได้
ผ่านไประยะหนึ่ง คนภายนอกทำท่าจะรอไม่ไหว
“โอ ท่านผู้นี้ช่างเอาใจยากยิ่งนัก จางเหมาเซียงไปไล่มันออกมา”
ลูกข่างกลมใหญ่ลูกหนึ่งหมุนทลายหน้าต่างกระจายออก เฟิงตงเปียนลอยตัวขึ้นเกาะเพดานห้องไว้
เป็นคนแคระที่เคยดักทำร้ายมันในคราวก่อน
จางเหมาเซียงหมุนตัวไม่หยุด พังข้าวของในห้องดังโครมคราม ผู้ที่พักในห้องอื่นเริ่มแตกตื่น
เฟิงตงเปียนมีทางเลือกไม่มาก หากต่อสู้กันในห้องแคบเช่นนี้ จางเหมาเซียงย่อมได้เปรียบ หากหนีออกไปด้านในโรงเตี้ยมก็จะเป็นการชักนำภัยไปให้ผู้อื่น หากออกไปด้านนอกไม่ทราบว่าจะพบการกลุ้มรุมเช่นไร
แต่ผู้ที่อยู่ข้างนอกเหมือนมิใช่สตรีคนก่อน
จางเหมาเซียงหมุนร่างไต่กำแพงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ประกายของคมมีดฉวัดเฉวียนมองเห็นได้แม้ในความมืด เฟิงตงเปียนตัดสินใจถีบเท้ากับเพดานพุ่งตัวออกมาทางหน้าต่าง
กลับไม่ถูกลอบทำร้ายอย่างที่คิดไว้
จางเหมาเซียงก็ไม่ตามออกมา
นี่เป็นเรื่องราวใด
“ขอบคุณท่านที่ยอมออกมา”
เฟิงตงเปียนถอยออกมาจากเสียงนั้น แล้วหยุดอยู่กลางหนทาง กลิ่นดอกไม้หอมเรื่อมาตามกระแสลม
สตรีวัยสามสิบปีนางหนึ่งยืนอยู่ แม้มองเห็นใบหน้านางไม่ชัด แต่รู้สึกได้ว่านางงดงาม
เป็นความงามอย่างช้า ๆ แต่ลึกซึ้ง
“แม่นางเป็นใคร”
“ข้าฯเรียก ฮวายี่เชียน”
“พันบุปผา มิน่าจึงทั้งหอมทั้งงดงาม เป็นวาสนายิ่งนัก”
แม้จะพูดไปเช่นนั้น แต่ความจริงมันไม่ทราบว่านางเป็นใครมาจากที่ใด นี่ทำให้ต้องระวังอย่างหนัก
“พี่เฟิงชมเกินไป ที่ข้าพเจ้ามาวันนี้จำต้องฆ่าพี่เฟิง ขออภัยอย่างยิ่ง”
“ท่านเป็นคนของพรรคปราบมังกร”
“พวกนั้นไม่มีวาสนาพอ”
“ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นผู้ใด ระหว่างเรามีเรื่องบาดหมางเช่นไร”
ฮวายี่เชียนขมวดคิ้ว คล้ายรำคาญเล็กน้อย
“ไฉนพิรี้มากความเช่นนี้ พี่เฟิงเป็นชายชาตรีหรือไม่”
เฟิงตงเปียนลอบระวังการจู่โจมของจางเหมาเซียง แต่ภายในห้องเงียบกริบ ไม่มีวี่แววของคนแคระนั่น
“พี่เฟิงมิต้องห่วง เมื่อข้าฯลงมือ มันมิอาจยุ่งเกี่ยว”
เฟิงตงเปียนเกร็งกำลังภายในขึ้น ท่าทางของนางเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ทั้งที่จางเหมาเซียงเคยประมือกับมันมาแล้ว นี่แสดงว่านางมีที่ถือดี
“ลำบากพี่เฟิงแล้ว”
เฟิงตงเปียนไม่รอให้นางจู่โจมก่อน พุ่งตรงไปเข้าหานางด้วยความรวดเร็วกว่าที่เคยต่อสู้กับจางเหมาเซียงและไป่เซ่อเชิน สองเท้าก้าวสลับไปมา มองเห็นร่างจากหนึ่งเป็นสอง แล้วแยกออกเป็นห้าหกคนล้อมนางไว้ ท่าร่างต่อเนื่องลื่นไหลไม่ขาดตอน
ฮวายี่เซียนยืนอยู่กับที่ มิได้ตั้งกระบวนท่าอันใด
เฟิงตงเปียนแปลกใจยิ่ง สุดท้ายฟาดฝ่ามือใส่นาง
ฝ่ามือของมันไม่ทันถึงตัว นางก็ผลักฝ่ามือออกช้า ๆ ใช้ออกทีหลัง แต่กลับถึงก่อน เฟิงตงเปียนจำต้องเปลี่ยนเป็นใช้ฝ่ามือปะทะกับฝ่ามือของนาง
ทันใดที่ฝ่ามือประกบกัน เฟิงตงเปียนรีบเอนกายไปข้างหลังเพื่อดึงตัวเองออกมา แต่เหมือนกับนางรั้งมันไว้ เฟิงตงเปียนจำใจเตะเท้าขึ้นใส่ นางก็กระแทกมันออก เฟิงตงเปียนคล้ายโดนช้างถีบ ลอยละลิ่วไปชนกำแพงด้านหลัง แต่มันยังมีสติฝืนกายเพื่อลดแรงปะทะ
มิคาดนางไม่รั้งฝ่ามือกลับ ฝ่ามือที่กระแทกมันผลักออกต่อเนื่อง เฟิงตงเปียนส่ายร่างไปมาเร็วขึ้นจนมองเห็นเป็นเจ็ดแปดคน รู้สึกเหมือนมีลมผ่านข้างกาย ปะทะเข้ากับกำแพงเสียงดังสนั่น มองเห็นเป็นรูปฝ่ามือจมลึกเข้าไปในกำแพงราวหนึ่งคืบ
เฟิงตงเปียนตัวเย็นเฉียบ
นี่เป็นฝ่ามือใดกัน
มันทำท่าฮึดฮัดพุ่งเข้าใส่นางอีก แต่เมื่อไปได้ครึ่งทางกลับเปลี่ยนเป็นวิ่งหนีออกทางด้านข้างด้วยความเร็วเต็มฝีเท้า พร้อมสะบัดมือ ปรากฏพลุขนาดใหญ่พุ่งขึ้นฟ้าไปแตกกระจ่ายสว่างไสวมองเห็นได้ในระยะไกล
เฟิงตงเปียนไม่หันกลับไปมอง เร่งท่าร่างออกไปทันที
จางเหมาเซียงพุ่งออกมาจากห้องโรงเตี๊ยม แต่มิได้ตามไป
ฮวายี่เซียนเงยหน้ามองประกายพลุที่สวยงาม
“มันผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก ทราบว่าตอนนี้เรายังไม่สะดวกแก่การเปิดเผยตัว”
เบย์ซาไม่มีเรื่องให้กังวลเฉกเช่นเหมยฮวา หลังอาหารเย็นนางเดินชมสวนดอกไม้ตระกูลหวง เหมือนอาคันตุกะผู้ได้รับเชิญ โดยมีหวงซิ่นทำหน้าที่มัคคุเทศก์จำเป็น
“เจ้าทำงานหนักมานานแล้ว สมควรเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการพาหญิงงามชมความยิ่งใหญ่ของสำนักเรา อย่าให้นางว่าได้ว่าเราไม่มีวัฒนธรรม”
นั่นคือสิ่งที่เสวียจง เยวี่ยจง และหวงหลง พูดเป็นเสียงเดียวกัน พร้อมกับรอยยิ้มที่มีเลศนัย
ทั้งสามคิดตรงกันโดยไม่ต้องนัดแนะว่า ถึงเวลาที่หวงซิ่นควรมีสิ่งอื่นมาเพิ่มความสนใจมากกว่าการงานและสุรา แต่ยังกังวลว่าหวงซิ่นจะกำราบแม่ม้าป่าตัวนี้อยู่หรือไม่
หรือจะถูกนางกำราบเสียมากกว่า
“สำนักของท่านใหญ่โตยิ่ง เดินยังไงก็ชมดูไม่หมด”
เบย์ซาเปรยหลังจากพักอยู่ที่นี่มาหลายวัน นางไม่เคยพบสำนักใดมีพื้นที่กว้างขวางเพียงนี้ ทั้งมีศิษย์มากมายขนาดนี้
นางยังคงใช้ผ้าบางคลุมส่วนล่างของใบหน้า เปิดไว้เพียงดวงตาคมวาว
“ท่านพักที่ตึกใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง มีสิ่งใดให้ช่วยหรือไม่”
“ไม่ต้องห่วง ท่านประมุขและฮูหยินดูแลข้าฯ อย่างดี หรือท่านต้องการให้ข้าฯ ไปอยู่ที่ตึกสี่ของท่าน”
หวงซิ่นพยายามไม่ยิ้มออกมาให้นางเห็น
“ห้องพักข้าพเจ้าสกปรกมิได้ปัดกวาดเช็ดถูมานาน ท่านอยู่ที่นั่นดีแล้ว”
“แต่ที่จำได้ ห้องของท่านมิรกเท่าใด”
ศิษย์ผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ศิษย์พี่หวง ท่านเฟิงถูกทำร้ายหลบหนีมายังสำนักเราตอนนี้สลบไป”
ดูจากใบหน้าอันแตกตื่นของมัน หวงซิ่นตัดสินใจในทันที
“พาข้าฯ ไปหาท่านเฟิง ส่งคนไปเรียนท่านประมุขและฮูหยิน”
เฟิงตงเปียนความจริงวิ่งหนีมาได้ระยะหนึ่ง ก็ทราบว่าไม่ถูกติดตาม
มันไม่คิดไปพักกับทางการและไม่อาจกลับโรงเตี๊ยม ที่พอไปได้จึงมีแค่ตระกูลหวง
แต่เมื่อวิ่งไปสักระยะคล้ายเรี่ยวแรงหดหาย ลมปราณสับสนวุ่นวาย จมูกสูดได้กลิ่นหอมของดอกไม้
มันคิดว่าฮวายี่เชียนตามมาทัน เมื่อหันไปมองมิเห็นผู้ใด
ทันใดมันสะดุดล้มลงหน้าทิ่มกับพื้น
เมื่อประคองตัวลุกขึ้นมา รู้สึกมึนงง โลกรอบข้างหมุนคว้าง
แม้ไม่ต้องการแตกตื่น ก็ต้องแตกตื่นแล้ว
มันกัดฟันโซซัดโซเซมาจนถึงหน้าประตูสำนักตระกูลหวง เมื่อศิษย์เฝ้าประตูมองเห็น จึงยอมล้มลงสลบไป
ศิษย์บางคนจดจำมันได้ รีบพากันอุ้มเฟิงตงเปียนเข้าไปในห้องโถง แล้วแจ้งหวงซิ่นซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดทันที
ร่างของเฟิงตงเปียนนอนอยู่บนตั่งขนาดใหญ่ ดวงตาปิด ลมหายใจแผ่วเบา ไม่รู้สึกตัว หวงซิ่นจับชีพจรพบว่าวุ่นวายราวฝูงม้าเตลิด
นี่เป็นเรื่องอันใด มันไม่เคยพบลักษณะของชีพจรเช่นนี้
หวงฮูหยินมาถึงเป็นคนแรก นางไม่รอช้า เมื่อแตะชีพจรของเฟิงตงเปียน รีบกลับเข้าไปนำตัวยาเม็ดสามชนิดออกมา
“จับมันอ้าปาก” นางสั่งอย่างห้วน ๆ น้ำเสียงกังวลอย่างชัดเจน
หวงซิ่นจับเฟิงตกเปียนอ้าปากได้เล็กน้อย นางใส่ยาเม็ดลงในปากมันสามชนิด
ประมุขหวงยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อมองจากสีหน้าของภริยารัก ทราบว่าเรื่องราวสาหัสกว่าที่คิด
ผ่านไปชั่วครู่ นางแตะชีพจรของเฟิงตงเปียนอีกครั้ง แล้วเข้าไปนำยาน้ำมาอีกสี่ชนิด
หวงซิ่นไม่รีรอ อ้าปากของเฟิงตงเปียนออก นางเทยาลงไปสี่หยด แล้วจี้ดัชนีใส่ศีรษะและลำตัวของมันราวห่าฝน
หวงซิ่นเพิ่งเห็นวิชาดัชนีอันรวดเร็วของนางเป็นครั้งแรก ถึงกับอ้าปากค้าง มันเพิ่งทราบว่าฮูหยินที่งดงามเมตตาของท่านประมุข ที่แท้มีฝีมือถึงเพียงนี้
ส่วนประมุขหวงย่อมรู้จักภริยาของตนเป็นอย่างดี
ผ่านไปชั่วน้ำเดือด นางแตะชีพจรของเฟิงตงเปียนอีกครั้ง จึงปรากฏสีหน้าผ่อนคลาย
“รอดพ้นจากความตายแล้ว แต่ดูท่าต้องรักษาตัวสักระยะ”
“มันถูกผู้ใดทำร้าย”
“เป็นวิชาที่ประหลาดยิ่ง ร่างของมันไม่มีรอยบาดแผลหรือฝ่ามือ แต่ลมปราณกลับถูกเร่งเร้าให้สับสนวุ่นวาย หากผ่านไประยะหนึ่งเส้นโลหิตภายในจะแตกออก ชีพจรขาดสะบั้น ตรวจภายนอกจะไม่พบสิ่งใด”
หวงซิ่นตกตะลึง นี่เป็นวิชาเช่นไร
“หรือเป็นพิษ”
“ไม่มีลักษณะของพิษ แต่ต้องตรวจร่างกายมันอย่างละเอียดอีกที หวงซิ่นนำมันไปพักห้องติดกับเสี้ยวอู่หมิง”
เสี้ยวอู่หมิงคืนนี้กลับนอนหลับ
เมื่อนอนหลับได้ มันหลับสนิทยิ่ง
ผลจากอาการบาดเจ็บยังไม่หายไปอย่างแท้จริง นี่แสดงให้เห็นว่าหมัดของต้าคลุ้มคลั่งร้ายกาจเพียงใด
คืนนี้เสี้ยวอู่หมิงคล้ายฝันร้าย
ในฝันสตรีนางหนึ่งหนีไปโดยไม่ย้อนกลับมา
มันวิ่งจนสุดฝีเท้า ก็ไม่อาจตามนางได้ทัน คล้ายไขว่คว้ารูปเงาอันเลื่อนลอย
พลันได้กลิ่นหอมของดอกไม้พันดอกผสมกัน
พอสะดุ้งตื่นขึ้นมา เป็นยามเช้าอันสดใส
หลังจากล้างหน้าล้างตา มันเดินออกจากห้องมาหาอาหารเช้า
พบศิษย์ตระกูลหวงสองสามคนเดินผ่านท่าทางผิดปกติ
“เกิดอันใดหรือพี่ท่าน”
“เมื่อคืนท่านเฟิงถูกทำร้ายสลบไป ตอนนี้พักอยู่ห้องติดกับท่าน”
เสี้ยวอู่หมิงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ในห้อง
เฟิงตงเปียนนอนอยู่บนเตียง
คนได้สติแล้ว
มันฝืนยิ้มออกมา
“เมื่อก่อนผู้น้องตกยากอยู่ในคุกฉางอาน ญาติพี่น้องห้ามเข้าเยี่ยม แทบจะต้องจับมุสิกกินเป็นอาหาร ก็ได้พี่ท่านหอบข้าวสวยร้อนกับขาเป็ดตุ๋นไปให้ มิคาดวันนี้พี่ท่านยังนั่งอยู่ตรงนี้”
เสี้ยวอู่หมิงก็แย้มยิ้ม
“คราวนี้ผู้ที่ช่วยให้ท่านรอดจากมัจจุราชคือหวงฮูหยิน หากมิได้วิชาแพทย์อันสูงส่งของนาง ผู้น้องคงต้องส่งพี่เฟิงไปหาเง็กเซียนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
“ไม่คิดเลยว่าหลังจากสอบได้มาหลายปี จะวนเวียนมาพบกับพี่เสี้ยวอีก”
เสี้ยวอู่หมิงหยิบพัดขึ้นโบก นึกย้อนไปถึงวันสอบเข้ารับราชการเมื่อหกปีก่อน มีผู้คนจากทั่วสารทิศมืดฟ้ามัวดิน ก่อนถึงเวลาผู้เข้าสอบต้องรออยู่ด้านนอกสนามสอบ ต่างทบทวนความรู้กันอย่างขะมักเขม้น
เสี้ยวอู่หมิงนั่งดื่มชาอยู่ใต้เงาต้นไม้ใหญ่ มันเตรียมพร้อมทุกอย่าง รอเวลาเข้าไปทำข้อสอบเท่านั้น
เฟิงตงเปียนเดินถือหมั่นโถวลูกหนึ่งเดินผ่านไป ท่าทางสบายใจคล้ายคนมาท่องเที่ยวมากกว่า
หญิงคนหนึ่งจูงมือเด็กชายเดินมา ดูจากชุดมอซอขาดวิ่นที่สวมใส่ เป็นคนยากไร้
“แม่ พวกเขามาทำอันใดกัน”
“นี่คือเหล่าบัณฑิตผู้มีความรู้ เขามาสอบรับราชการเป็นจอหงวน”
เด็กชายไม่เข้าใจคำว่าจอหงวนเท่าใด แต่ดูจากท่าทางของมารดาและบรรยากาศอันเคร่งขรึมของผู้คน ก็ทราบว่าเป็นสิ่งสำคัญ
“วันหนึ่งข้าฯ จะสอบจอหงวน หาเลี้ยงแม่ มิให้ลำบากเช่นตอนนี้”
“ลูกเอ๋ย เราจะเอาเงินที่ไหนไปเล่าเรียน”
เฟิงตงเปียนล้วงถุงเงินในตัวออกมามอบให้แม่ลูกคู่นั้นไปจนหมดสิ้น
เมื่อสอบเสร็จช่วงเย็น เหล่าบัณฑิตบ้างมีญาติมารอเลี้ยงฉลองล่วงหน้า บ้างดื่มกินเป็นกลุ่มเล็ก ๆ บ้างแยกย้ายกันเดินทางกลับบ้าน
เสี้ยวอู่หมิงนั่งดื่มสุราอยู่ผู้เดียว
เสียงเสี่ยวเอ้อก่นด่าดังมา
“เจ้าผู้นี้ช่างโง่เขลา กลับเอาเงินมอบให้ผู้อื่นจนหมดสิ้น แม้แต่ค่าโรงเตี๊ยมยังไม่มีจ่าย อย่างนี้จะสอบได้กับเขาหรือ”
เมื่อหันไปก็เห็นเฟิงตงเปียนยืนยิ้มอยู่
“ข้าวของที่ข้าฯมี พอมอบให้แทนค่าใช้จ่ายได้หรือไม่”
เสี่ยวเอ้อมองดูข้าวของที่ว่า ส่วนใหญ่มีแต่หนังสือ มิรู้ว่าโรงเตี๊ยมจะเก็บไว้ทำอันใด นอกจากเอาทำเชื้อฟืน
เสี้ยวอู่หมิงเดินเข้าไปหา
“พี่ท่านหากมิรังเกียจ เชิญร่วมดื่มสุราสักจอกสองจอก สำหรับค่าที่พัก รบกวนให้เก็บรวมกับข้าพเจ้า”
เสี่ยวเอ้อหันมามองอย่างสงสัย
“พวกท่านมาด้วยกัน”
“เปล่า”
“แต่ท่านจะจ่ายแทนมัน”
“ย่อมเป็นเช่นนี้”
เสี่ยวเอ้อแม้จะไม่เข้าใจ แต่เมื่อมีผู้จ่ายเงิน ทุกอย่างถือว่าคุยกันได้
มันเดินจากไป ยังคิดว่าการสอบจอหงวนปีนี้คงยากกว่าปีก่อน ทำให้ผู้เข้าสอบเคร่งเครียดจนมีพฤติกรรมแปลกประหลาด
เฟิงตงเปียนยกมือขึ้นคำนับ
“ขอบคุณพี่ท่าน สำหรับเงินที่ทดรองจ่าย ข้าพเจ้าจะกลับบ้านไปนำมาคืนให้”
“เอาไว้ค่อยใช้เมื่อเราพบกันในวังเถิด”
“หากเราสอบมิได้”
“ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าเราจะได้พบกัน”
เฟิงตงเปียนหัวเราะออกมา ดูจากกายแต่งกายแล้ว เสี้ยวอู่หมิงมิได้ร่ำรวยกว่ามัน แต่คนท่าทางกลับน่าสนใจยิ่งนัก
นั่นคือครั้งแรกที่เสี้ยวอู่หมิงได้พบกับเฟิงตงเปียน