“ข้าเคยบอกตั้งนานแล้วว่าอย่าเลี้ยงสัตว์พวกนี้! ดีแต่วิ่งพล่านไปทั่ว ซ้ำยังควบคุมไม่ได้อีก”
ขณะที่กำลังด่าทออยู่นั้น เจ้าตูบน้อยสีขาวก็คล้ายกับฟังคำพูดของฮองเฮารู้เรื่อง มันคาบรองเท้าวิ่งมาหยุดอยู่แทบเท้า
“ไสหัวไปซะ!” ฮองเฮายกเท้าขึ้น เจ้าขาวก็รีบวิ่งเตลิดหนีไปในทันที
“แล้วเหตุใดเจ้าขาวถึงได้ไปที่ห้องพระเล่า? สุนัขตัวเดียวจะวิ่งไปไกลถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? หรือว่าที่ห้องพระมีกระดูกให้มันแทะกัน?”
“เสด็จแม่ ลูกไปตามหาเจ้าขาวจริง ๆ นะพ่ะย่ะค่ะ” อวิ๋นอี้ป๋อกางมือทั้งสองข้างออกอย่างจนใจ ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเสด็จแม่จึงต้องใส่ใจเรื่องที่เจ้าขาววิ่งไปที่ห้องพระถึงเพียงนี้
“วันนั้น พอรู้ว่าเจ้าขาวหายตัวไป ลูกก็รีบออกตามหา แต่หาอยู่นานเท่าใดก็หาไม่พบพ่ะย่ะค่ะ จนกระทั่งมีขันทีผู้หนึ่งมาบอกลูกว่า คล้ายจะเห็นเจ้าขาวป้วนเปี้ยนอยู่แถวห้องพระ ลูกจึงลองไปดู นึกไม่ถึงว่าจะพบมันจริง ๆ ! หากวันหน้ามีโอกาสพบขันทีผู้นั้นอีก ลูกจะต้องตอบแทนเขาอย่างงามเป็นแน่”
ขันทีงั้นรึ?
ภายในหัวของเจาหยวนฮองเฮาพลันอื้ออึงไปชั่วขณะ พระนางคว้าหัวไหล่ของอวิ๋นอี้ป๋อไว้แน่น
“ขันที? เป็นขันทีรูปร่างหน้าตาเช่นไร?”
“เสด็จแม่ ลูกเจ็บ! ก็เป็นขันทีในวังนี่แหละพ่ะย่ะค่ะ เขากำลังเข็นถังอุจจาระ แม้จะตัวเหม็นไปสักหน่อย แต่ก็นับว่าเป็นคนดี”
เจาหยวนฮองเฮาประติดประต่อเรื่องราวต้นสายปลายเหตุเข้าด้วยกัน ในที่สุดทุกอย่างก็กระจ่างแจ้ง สุนัขที่บุตรชายของนางเลี้ยงไว้หายตัวไป แล้วจู่ ๆ ก็มีขันทีเข็นถังอุจจาระผู้หนึ่งมาบอกว่าสุนัขอยู่ที่ห้องพระ ดังนั้นบุตรชายของนางจึงได้ไปปรากฏตัวอยู่แถวห้องพระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แผนการนี้ช่างลึกล้ำแยบยลยิ่งนัก
อย่าให้นางจับได้เชียว ว่าเป็นฝีมือของนางตัวดีคนใดที่กล้าก่อเรื่องงามหน้าเช่นนี้!
“ชุ่ยหลิง! ตามข้าไปที่โรงชำระล้างเดี๋ยวนี้!”
โรงชำระล้างคือสถานที่สำหรับจัดการกับถังอุจจาระโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการเททิ้ง ล้างทำความสะอาด หรือแม้แต่การขนย้าย ล้วนต้องดำเนินการที่นี่ทั้งสิ้น
เจาหยวนฮองเฮารู้สึกราวกับมีเลือดสูบฉีดพลุ่งพล่านขึ้นหน้า
บัดซบเอ๊ย! สตรีคนใดในวังหลังแห่งนี้ที่มันกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนั้น ไม่เห็นนางอยู่ในสายตา ซ้ำยังกล้ายื่นมือมาวางแผนร้ายใส่บุตรชายของนางเชียวหรือ?
“เร็วเข้า ไปที่โรงชำระล้าง ไปแค่เจ้ากับข้าสองคนก็พอ ไม่ต้องพาคนอื่นไปให้มากความ”
นางต้องการลอบไปสืบความที่โรงชำระล้างอย่างเงียบ ๆ จะกระโตกกระตากไม่ได้เป็นอันขาด หากพาคนไปมากเกินไป ทำให้ขันทีที่เป็นคนชี้ทางแก่อวิ๋นอี้ป๋อตื่นตูมจนหนีเตลิดไป เกรงว่าชาตินี้นางคงไม่อาจลากคอคนบงการที่ใส่ร้ายบุตรชายออกมาได้อีก
“จริงสิ ให้หวังกงกง หัวหน้าขันทีวังหลวง ไปรออยู่แถว ๆ ทางเดินข้างโรงชำระล้างด้วย” ฮองเฮาตรัสสั่งการพลางถอดปิ่นปักผมและเครื่องประดับศีรษะออก ก่อนจะผลัดเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์สีพื้นเรียบง่ายแทน
“เพคะ บ่าวจะรีบส่งคนไปถ่ายทอดคำสั่งเดี๋ยวนี้” ชุ่ยหลิงเองก็ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา เข้าใจพระประสงค์ของเจ้านายอย่างถ่องแท้ จึงรีบออกไปจัดการเตรียมคนทันที
“ลูกรัก บอกเสด็จแม่มาสิ ว่าขันทีผู้นั้นหน้าตาเป็นเช่นไร?”
เมื่อผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว อาศัยช่วงจังหวะที่ชุ่ยหลิงยังไม่กลับมา ฮองเฮาก็เสด็จมาที่ตำหนักของอวิ๋นอี้ป๋ออีกครั้งเพื่อซักถามรายละเอียดให้แน่ชัด
ในยามนี้ อวิ๋นอี้ป๋อกำลังนั่งหงอยแอบซึมเศร้าอยู่ที่มุมห้อง เขากอดเจ้าตูบสีขาวเอาไว้แน่น พลางลูบขนของมันด้วยความสงสารจับใจ
ครั้นได้ยินมารดาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปานนั้น เขาจึงเดินเข้าไปหาฮองเฮา “เสด็จแม่ ขันทีผู้นั้นสูงกว่าลูกประมาณสองช่วงศีรษะ ผอมบางมากพ่ะย่ะค่ะ ทว่าขันทีในวังก็ผอมแห้งกันแทบทุกคน”
“เจ้าลองนึกดูให้ดี ๆ สิ ยังมีจุดเด่นอันใดอีกหรือไม่?”
อวิ๋นอี้ป๋อหลับตาลง พยายามทบทวนความทรงจำอย่างละเอียด “รูปร่างน่าจะสูงกว่าลูกราวสองช่วงศีรษะ ร่างกายผอมแห้ง ใบหน้าซูบซีดเหลือง ดวงตาเล็กชั้นเดียว ดั้งจมูกแบนแฟบ ที่ข้างจมูกมีไฝดำอยู่หนึ่งเม็ด เวลาพูดจะเผยให้เห็นฟันที่เหลืองอ๋อยเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เขาเป็นคนเข็นรถถังอุจจาระ ดังนั้น ลูกสันนิษฐานว่าบริเวณฝ่ามือใกล้กับโคนนิ้วของเขา น่าจะมีรอยด้านที่ค่อนข้างหนาพ่ะย่ะค่ะ อายุอานามของเขาก็น่าจะไม่น้อยแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ เวลาหัวเราะจะเห็นรอยตีนกาที่หางตาได้อย่างชัดเจน แล้วก็ บนตัวของเขามีกลิ่นเหม็นมากจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อรำลึกความหลังจนจบ อวิ๋นอี้ป๋อก็ลืมตาขึ้น แล้วมองมารดาของตน
เจาหยวนฮองเฮากะพริบตาปริบ ๆ มองบุตรชายของตนด้วยความประหลาดใจระคนคาดไม่ถึง
บุตรชายของนางไปเอาความสามารถในการจดจำและบรรยายลักษณะบุคคลที่เพิ่งเคยเห็นเพียงแวบเดียวได้ละเอียดลออถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกัน?
นางปรายตามองไปที่มุมห้องซึ่งมีหนังสือนิทานปรัมปรากองสูงเป็นภูเขาเลากาเทียบเท่าความสูงของเตียงนอน
ดูท่าว่านิทานพวกนี้จะไม่ได้อ่านเสียเปล่าสินะ เจ้าเด็กแสบคนนี้ ทักษะการสังเกตและบรรยายยอดเยี่ยมไม่เบาทีเดียว
“เอาล่ะ แม่เข้าใจแล้ว ก่อนที่แม่จะกลับมา หรืออย่างน้อยก็ในช่วงสองสามวันนี้ เจ้าห้ามก้าวเท้าออกจากตำหนักเป็นอันขาด จำเอาไว้ให้ดี เข้าใจหรือไม่?”
องค์ชายใหญ่อวิ๋นอี้ป๋อเห็นท่าทีเคร่งขรึมจริงจังของมารดา ก็พอจะเดาออกว่าคงมีเรื่องร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้น เขาจึงพยักหน้ารับคำ
“เสด็จแม่ แล้วน้องหญิง นางยังปลอดภัยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” อวิ๋นอี้ป๋อเป็นห่วงองค์หญิงน้อยอย่างยิ่ง แต่ก็กลัวว่าถามไปแล้วจะทำให้เสด็จแม่กริ้ว น้ำเสียงของเขาจึงแผ่วเบานัก
“องค์หญิงน้อยไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด มีคนคอยดูแลอยู่มากมาย”
อวิ๋นอี้ป๋อพยักหน้ารับ นับตั้งแต่รู้ข่าวว่าน้องหญิงถูกช่วยออกมาจากกองเพลิง เขาก็ร้อนใจอยากออกไปเยี่ยมน้องใจแทบขาด แต่ติดตรงที่เสด็จพ่อของเขาก็ประทับอยู่ที่ตำหนักฝูซวงด้วย เขาจึงไม่กล้าเฉียดกรายไปที่นั่นเลย
หลังจากเดินอ้อมผ่านประตูวังมาหลายชั้น ในที่สุดก็มาถึงโรงชำระล้าง ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป ฮองเฮาก็แทบจะลมจับเพราะถูกกลิ่นเหม็นตลบอบอวลก็พุ่งกระแทกเข้าใส่ทันที
“เจ้าลองไปสืบดู ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าให้ใครจับพิรุธได้” ฮองเฮาใช้ผ้าเช็ดหน้าและแขนเสื้อปิดบังปากและจมูกเอาไว้
อันที่จริงนางไม่จำเป็นต้องเสด็จมาด้วยตัวเองเลย ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของบุตรชาย ซ้ำยังกังวลว่าคนใต้บังคับบัญชาจะทำงานไม่รอบคอบ นางจึงต้องจำใจเสด็จมาด้วยตนเอง
“จงไปตามหาขันทีผู้หนึ่งที่มีดั้งจมูกแบนแฟบ และมีไฝดำอยู่ที่ข้างจมูก”
“เพคะ ฮองเฮา บ่าวจดจำไว้ขึ้นใจแล้ว”
ชุ่ยหลิงจำใจฝืนทน ก้าวเท้าเดินเข้าไปในโรงชำระล้าง นางแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคน นั่งยอง ๆ แสร้งหยิบถังอุจจาระขึ้นมาขัดถู พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับเหล่าขันทีและนางกำนัลรอบข้าง พร้อมกับเงี่ยหูฟังบทสนทนาของพวกเขาอย่างตั้งใจ
“นี่ก็ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว แต่งานของพวกเรากลับมีแต่เพิ่มไม่มีลดเลยให้ตายสิ!” จ้าวเหนิงบ่นอุบ
“ก็พูดเป็นเล่นไป พวกเจ้านายสูงศักดิ์เขาจะกินจะถ่าย มีหรือจะมาสนว่าเทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลอะไร” หลี่เอ้อร์ ขันทีที่มีดั้งจมูกแบนแฟบและมีไฝดำที่ข้างจมูก ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“รอให้ถึงวันปีใหม่ก่อนเถอะ ได้กินของดี ๆ ได้กินเยอะขึ้น ถังอุจจาระพวกนี้รับรองว่ามีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดลงแน่นอน!” ขันทีอีกคนเอ่ยเสริม
“พวกเจ้าว่าตอนช่วงปีใหม่ เงินเดือนของพวกเราจะเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่?” หลี่เอ้อร์เอ่ยถาม
“ปีก่อน ๆ จะได้เงินเพิ่มมาอีกครึ่งเดือนน่ะ”
“แค่นั้นมันน้อยไปหน่อยนะ น้องสาวของข้าใกล้จะออกเรือนแล้ว ข้าอยากจะหาซื้อสินสอดให้นางเสียหน่อย!” หลี่เอ้อร์ทอดถอนใจ ปากก็พูดไป พลางคิดคำนวณเงินก้อนที่ตนเองอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาได้ตลอดทั้งปีอยู่ในใจ
“น้องสาวของเจ้าใกล้จะออกเรือนแล้วรึ? ตกลงปลงใจกับบ้านไหนไว้เล่า?”
“ดีจังเลยน้า พอถึงวัยที่ข้าต้องออกจากวังไป ยังไม่รู้เลยว่าจะมีใครต้องการข้าหรือเปล่า! พวกเจ้าคุยกันไปก่อนนะ ข้าจะเอาถังที่ล้างเสร็จแล้วนี่ออกไปข้างนอกก่อน” นางกำนัลนางหนึ่งใช้มือประคองเอวแล้วเดินออกไป โดยมีขันทีอีกคนช่วยยกถังอุจจาระตามหลังไปติด ๆ ทั้งสองเดินออกไปพร้อมกัน
“ข้าจะบอกอะไรให้นะ ช่วงนี้ข้ากอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าได้เป็นกอบเป็นกำเลยเชียวล่ะ!” หลี่เอ้อร์กระซิบที่ข้างหูของจ้าวเหนิง
ชุ่ยหลิงเห็นดังนั้นจึงแสร้งขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ
“ล้างถังอุจจาระเนี่ยนะ ยังจะหาผลประโยชน์อะไรได้อีกรึ?”
“ข้าเห็นเจ้าเป็นพี่น้องหรอกนะถึงได้ยอมบอก หากมีโอกาส เจ้าก็ลองเข้าไปตีสนิทพูดคุยกับพระสนมหรือเจ้านายในวังให้มากขึ้นสิ โชควาสนาอาจเข้าข้างเจ้าก็ได้”
ชุ่ยหลิงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณ ครั้นเห็นว่าภายในโรงชำระล้างแห่งนี้ บริเวณลานซักล้างเหลือเพียงพวกเขาสามคนแล้วเท่านั้น ซ้ำรูปร่างหน้าตาของหนึ่งในนั้นก็ตรงกับลักษณะคนที่ฮองเฮาทรงตามหาทุกประการ
โอกาสมาถึงแล้ว ต้องเป็นตอนนี้แหละ!