“หนิงเอ๋อร์ เ้าช่วยอธิบายวิธีการให้พ่อฟังที เื่ที่ท่านปู่บอกเ้าน่ะ”
ตงหยางปรับสีหน้าใหม่ เพราะตนสังเกตุใบหน้าลูกสาวที่มีท่าทีใขึ้นมา
“เออ…คือ ท่านพ่อเชื่อลูกหรือเ้าคะ?”
“ถ้าหากมันเป็วิธีที่ช่วยกลุ่มเราได้ พ่อจะไม่คัดค้าน”
แปลกมาก!!!…ทำไมท่านพ่อถึงได้พูดเหมือนอับจนหนทางแบบนั้นล่ะ? แปลกเกินไป…ไม่สิ หรือว่านี่คือสิ่งที่เทพผู้สร้างได้พูดไว้ อย่าบอกนะว่าคนที่มิตินี้ล้วนเป็แบบนี้กันหมด จะบอกว่าโง่ก็ไม่เชิง แต่ขาดการวิเคราะห์ หรือความรู้ที่ใช้ในการดำรงชีวิตอย่างงั้นหรือ? งานจะหนักเกินไปไหมท่านเทพพพ!!!
“ถ้าเช่นนั้นลูกจะเล่าให้ท่านพ่อฟัง แต่ก่อนอื่น…ท่านแม่เ้าคะ”
หลี่จินหันมามองหน้าลูกสาวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความแปลกใจและประหลาดใจ
“ลูกหิวแล้วเ้าค่ะ ลูกฝากท่านแม่ดูแลเื่อาหารเช้าด้วยนะเ้าคะ”
“อ่อ ดะ…ได้! เดี๋ยวแม่จัดการให้”
หลี่จินส่งลูกสาวให้กับสามี แล้วก็เดินเข้าบ้านไปเตรียมอาหาร
(-)
ห่างจากบ้านมาเล็กน้อย มีกระท่อมหลังใหญ่ที่ถูกสร้างเพื่อประชุมและแบ่งงาน กลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคน พร้อมท่านพ่อ และเฟยฉี มานั่งล้อมเด็กสาวตัวเล็กๆ ทำเอาสั่นไปทั้งตัว
“เริ่มเลยลูกพ่อ พวกพ่อจะรับฟัง”
เมื่อได้เห็นสีหน้าที่จริงจังของผู้เป็พ่อ หนิงเอ๋อร์ก็ต้องเตรียมใจเช่นกัน หลับตา สูดหายใจเข้าออกครั้งหนึ่ง แล้วเริ่มพูดออกมา
“ท่านปู่บอกว่า ให้พวกเราหาแผ่นไม้กว้างหนึ่งคืบยาวประมาณหนึ่งคืบสองแผ่น ยาวหนึ่งศอกสองแผ่น แล้วยึดติดกันเป็กรอบสี่เหลี่ยมเ้าค่ะ”
“…” เหล่าชายฉกรรจ์ยืนจับคางกำลังคิดเงียบๆ และจริงจัง…จนน่ากลัว
“แล้วใช้หิมะตามพื้นใส่เข้าไป แล้วหาไม้ทุบและอัดให้แน่เสมอกัน นำไปเรียงชิดผนังแบบสลับกันครึ่งๆ เรียงให้สูงจนถึงชายคาเลยเ้าค่ะ”
“…”
“ส่วนที่เป็ขอบประตูก็ตัดเสียให้ตรง และ้าประตูก็วางแผ่นไม้สักแผ่นก่อนค่อยว่างหิมะลงไปนะเ้าคะ”
“พ่อเข้าใจแล้ว แต่ที่พ่อไม่เข้าใจคือ ทำไมการเอาน้ำแข็งมาวางล้อมบ้านถึงกันหนาวได้”
มาแล้วๆ คำถามสามัญสำนึก เพราะใครๆ ก็คิดว่าการอยู่ในน้ำแข็งมันก็น่าจะเย็นไม่ใช่หรือ? แต่จริงแล้ว เราเอามากันอย่างอื่นต่างหาก
“เ้าค่ะ ต้องเย็นแน่ๆ แต่…!”
“แต่…”
“แต่มันเย็นน้อยกว่าเวลาที่เจอลมเย็นเ้าค่ะ เวลานี้หิมะเต็มไปทั่วพวกเรายังพอทนใช่ไหมเ้าคะ แต่ที่เราทนกันไม่ไหวคือตอนที่ลมเย็นกำลังพัดต่างหาก”
“เพราะแบบนั้นเราก็เลยก่อหิมะมาเพื่อกันลม”
“เป็เช่นนั้นเ้าค่ะ”
“เื่นี้พ่อเข้าใจแล้ว แล้วเื่เตาไฟเล่า”
“เพราะควันไฟทำให้พวกเราสลบเวลานอนเ้าค่ะ”
“เวลาเราหลับ เรายังสลบได้หรือ?”
“เพราะควันไฟจากฟืนมันมีพิษในตัวของมัน ถ้าหากสูดดมเป็เวลานานจะส่งผลเสียต่อสุขภาพเ้าค่ะ”
“แล้วสลบกับหลับต่างกันอย่างไร พ่อเองยังสงสัย?”
“ลูกก็ตอบชัดเจนไม่ได้ แต่ลูกพอจะยกตัวอย่างได้”
“…”
“เวลาหลับ หากมีคนเอามีดมาจิ้มก็จะตื่นขึ้นมาเพราะความเ็ป แต่หากสลบ…แม้จะแทงมีดจนคว้านหัวใจออกมาก็ไม่มีทางตื่นหรอกเ้าค่ะ”
“เอ๋!!!!” เหล่าชายฉกรรจ์ต่างใจากการยกตัวอย่างของเด็กสาวแล้วมองหน้ากับเลิ่กลั่ก
“แบบท่านพ่อเมื่อคืนไงเ้าคะ ท่านพ่อปลุกยากมาก ลูกปลุกท่านตั้งนาน คิดว่าท่านพ่อจะไม่ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว”
หนิงเอ๋อร์พลันบีบน้ำตา เพื่อให้เื่ที่เล่าออกไปน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
“โถ๋ ลูกพ่อ” ตงหยางเดินเข้ามาสวมกอดและปลอบโยนเด็กน้อยอย่างถนุถนอม
“งืมม”
“แล้ว…หน้าตาของเตาฟืนที่ท่านปู่บอก หน้าตาเป็อย่างไรหรือ? วาดให้พ่อดูได้หรือไม่?!”
“งืมๆ เ้าค่ะ ลูกจะวาดให้ดู”
หนิงเอ๋อร์เช็ดน้ำตาทีหนึ่ง แล้วหยิบถ่านก้อนน้อยวาดลงบนโต๊ะไม้ที่ตนนั่งอยู่้าอย่างคล่องแคล่ว ในใจก็บ่นปวดมือเพราะกล้ามเนื้อมือของเด็กยังไม่เอื้อให้วาดเขียนอย่างมั่นคง
เตาดินเหนียวทรงสี่เหลี่ยมยาว ที่มีทางใส่ฟืนด้านหน้า มีรูใช้ตั้งหม้อต้มน้ำ และมีปล่องดินสูงอยู่ด้านหลัง ทำเอาหลายๆ คนคิ้วขมวด มันคือเตาดินเหนียวแบบโบราณ แต่ครั้งนี้ใช้แบบฉุกเฉิน จึงต้องใช้ดินเหนียวปั้น และใช้ก้อนหินเป็แกนด้านในกันการยุบตัว แต่มันจะแข็งขึ้นหลังจากที่ใช้จุดไฟ ส่วนปล่องดินจะถูกต่อขึ้นไปด้วยท่อไม้ไผ่ที่ทะลวงแกนในออกเรียบร้อยแล้ว
“เ้าช่างเป็เด็กที่มีบุญจริงๆ หากพวกเราผ่านคืนนี้ไปได้ เ้ามาคุยเื่ท่านปู่ใจดีให้พวกลุงๆ ฟังอีกนะ” เฟยฉีเอ่ยชมและยิ้มให้ พร้อมทั้งหันไปสั่งการชายฉกรรจ์ ก่อนจะแยกย้ายกันออกไป
“ท่านพ่อ ลูกหิวแล้วเ้าค่ะ พวกเราไปหาท่านแม่ กินข้าวเอาแรง แล้วเริ่มทำงานกันนะเ้าคะ”
“นั่นสิน้า แม่เ้าคงต้มข้าวเสร็จแล้ว เราไปกินกันก่อนเถอะ งานวันนี้ยังอีกมาก ทุกคนจะได้ไม่รอท่านหัวหน้าตัวน้อยกันนาน”
“ว้ายๆ วันนี้ลูกเป็หัวหน้าละ ฮิฮิ”
เสียงของสองพ่อลูกหัวเราะอย่างสนุกสนานก่อนจะไปเริ่มมื้อเช้ากัน
(-)
“ท่านแม่ ท่านทำอาหารอร่อยมากเลยเ้าค่ะ”
“ปากหวานนะเราเนี่ย” หลี่จินเอื้มมือมาหยิบเมล็ดข้าที่ติดแก้มลูกสาวอย่างเบามือ
อาหารท่านแม่วันนี้คือข้าวต้มเกลือ กับเนื้อเค็ม ถ้าให้พูดตรงๆ คือ ไม่เหมาะกับเด็กที่กำลังเติบโตเลยสักนิด แต่ความรู้สึกอิ่มเอมใจก็เป็ของจริงแท้แบบไม่ต้องสงสัย
ร่างของเด็กสาวค่อนข้างผอมไม่ต่างจากพ่อและแม่ของตน มือเล็กๆ นั้นไร้เรี่ยวแรง แบบนี้จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ แต่วันนี้ต้องผ่านไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยคุยกันเื่อาหารอีกที
“นี่อาหลี่”
“มีอะไรหรือท่านพี่”
“วันนี้พวกเราต้องช่วยกันอัดก้อนหิมะทำผนังล้อมบ้านให้เสร็จ หากเร่งหน่อย่ก่อนเที่ยงก็น่าจะเสร็จ ตกบ่ายข้าจะไปขุดดินทำเตาใหม่ให้”
“เื่เร่งด่วนหรือเ้าคะ?”
“ใช่ ตอนนี้กลุ่มพวกเราเหลือกันแค่ยี่สิบหลัง หากสิ้นกันหมด คงจะ…”
“งั้นก็รีบเถอะเ้าค่ะ หากช่วยกันเสร็จไว จะได้ไปช่วยบ้านอื่นด้วย…ดีไหมเ้าคะ”
“อืม ดี! แล้วก็วันนี้…”
“…?”
“วันนี้ลูกสาวเราจะเป็คนคุมงาน ท่านหัวหน้าบอกให้ลูกสาวเราช่วยตัดสินใจ”
“เดี๋ยวนะ!! นางยังเด็กอยู่เลย แถม…”
“นางจะไม่ต้องทำงาน แต่คอยตรวจสอบสิ่งที่เรากำลังจะทำเท่านั้น สิ่งที่พวกเราทำนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะถูกหรือผิด จึงต้องมีคนตรวจสอบความถูกต้อง”
“เช่นนั้นหรือเ้าคะ…ถ้างั้นเดี๋ยวข้าหาผ้าให้ลูกของเราห่มอีกสักผืน”
“ดีเลย ฝากเ้าด้วยนะ”
กลายเป็เื่แปลกที่สุดเท่าที่เคยเจอ จากคำพูดของผู้เป็พ่อ ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้ายังงั้นแหละ กะอีแค่ก่อแท่งหิมะมันจะอะไรขนาดนั้น จริงจังถึงขนาดให้เด็กอย่างข้าไปคุมการทำงาน…เป็เอามากจริงๆ คนมิตินี้