ตอนที่สามสิบหก ส่งทุนการศึกษาให้ฮิตเลอร์เรียนศิลปะ
ผมเกลียดแอนนาและไม่อยากใกล้เธอเกินความจำเป็นแต่ผมคิดว่าคงเป็นการดีที่เราอาจจะคุยกันได้โดยไม่ต้องอาศัยเรื่องเหนือธรรมชาติเป็นหัวข้อที่คุยกัน
“กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง”
บ้านของเธอเป็นแบบธรรมดา ไม่เรียกว่า”เล็ก”แต่ก็ไม่ได้เป็นคนที่ฐานะดีแบบเลโอนาร์ดเป็นบ้านเล็กๆมีสวนอยู่กันสองคนแม่ลูกหลังจากที่แอนนาสู้กับแวมไพร์ที่โรงเรียนเก่า เผาโรงยิมและต้องอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตพักหนึ่งก่อนที่จะออกมาจากโรงพยาบาลอยู่กับแม่ของเธอที่โรงเรียนใหม่นี้ได้อีกครั้ง
เธอพยายามเอาชีวิตปรกติของเธอก่อนที่พลังสเลเยอร์จะตื่นกลับคืนมาโดยพยายามเข้าชมรมเชียร์ลีดเดอร์และดราม่าที่ตามมาในกลุ่มอีกแล้วล่ะครับท่านผู้ชม
ใช้ความสามารถการเคลื่อนไหวของสเลเยอร์ก็ทำให้เต้นเก่งกว่าคนอื่นๆแต่ต้องมีเวลามาฝึกซ้อมจึงจะได้อยู่ในทีม ที่การเป็นสเลเยอร์นั้นมันทำได้ลำบาก
แต่ผมไม่ได้มาเรื่องนั้น
คุณนายเวลลิงตันเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดี พอจะดูออกว่าแอนนาได้ความหน้าตาดีมาจากไหนแต่ก็อย่างว่า พูดกลับกันคือจะมองออกว่าแอนนาพออายุเยอะขึ้นจะหน้าตาเป็นอย่างไรนั่นล่ะ
“สวัสดีครับคุณนายเวลลิงตัน แอนนาอยู่หรือเปล่าครับ? ผมมาช่วยแอนนาทำรายงานชีววิทยาให้เสร็จเพื่อส่งวันจันทร์น่ะครับ”
“อืม แอนนากำลังเอ่อ..ยุ่งอยู่จ๊ะ เจ้ามาก่อนสิจ๊ะ”
ฮืมเมื่อกี้เธอมองกล้ามของผมหรือ?
รู้เลยว่านิสัยใจง่ายมาจากใคร เฮ้อ
..
“นี่จ๊ะ น้ำ จะไปตามแอนนามานะจ๊ะ”
แอนนาคงนอนหลับอยู่ ซึ่งก็นั่นล่ะเด็กมัธยมต้องการการพักผ่อน จนผู้ใหญ่มักจะคิดว่าขี้เกียจแต่สภาพร่างกายต้องการการพักผ่อนเพื่อการเติบโตจริงๆ
ส่วนผมอาศัยเวทย์ในการช่วยในการนอนหลับ ทำให้พักผ่อนได้มากกว่าธรรมดาในเวลาที่น้อยกว่า
แต่ผมก็เลือกนอนมากกว่าปรกติถ้าทำได้ล่ะนะ
แต่ผมมาแต่เช้าเพราะไม่อยากจะอยู่ติวจนดึกดื่นนั่นล่ะ
การจับคลื่นเสียงแม้ทำให้ผมหลับตาก็รู้ได้ว่าคุณนายเวลลิงตันเดินไปปลุกแอนนาที่ห้องนอน
เฮ้อ ถึงไม่อยากจะฟังแต่ความสามารถที่มีก็ทำให้เรารู้สึกว่าต้องฟังล่ะนะ
เธอมีดราม่ากับแม่ของเธออีกแล้วประมาณว่า
มีความลับที่ไม่สามารถบอกใครได้ และแม่เธอก็สงสัยว่าเธอไปเที่ยวกลางคืนข้างนอก
ทั้งที่ความจริงเธอไปปราบแวมไพร์นั่นล่ะ
ผมพยายามไม่เข้าไปยุ่มย่ามในเรื่องส่วนตัวของเธอเพราะผมอาจจะทำให้แย่ลงและเธอจะมีเป้าหมายในการโยนว่าปัญหาเกิดจากผม
ผมแค่พยายามจะช่วยเรื่องธรรมดาเท่าที่ทำได้อย่างรายงานชีววิทยานี้นั่นล่ะ
ผมทำสิ่งที่ควรทำคือหลับไปจริงๆคร่อก..
“เลโอนาร์ด เลโอนาร์ด ตื่นสิ”
ฮืม
“นี่นายมาปลุกชั้นตั้งแต่เช้าก็เพื่อจะมานอนเสียเองหรือนี่”
เวลาผ่านไปสักพัก..ล่อไปเกือบชั่วโมงสินะเวลาที่เธออาบน้ำแต่งตัวหลังจากตื่นขึ้นมา
“อืม ก็นั่นล่ะ ชั้นมาช่วยเธอทำรายงานวิชาชีววิทยา ตามที่เธอสัญญากับอ.ดมิธรี่ไว้นั่นล่ะ
“
ผมชี้ให้ดูชีทบนโต๊ะ
“วันอย่างนี้ชั้นต้องมาเรียนอีกหรือนี่” เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ
“อืม ชั้นคิดว่าเธอเป็นคงเก่งนะ ไม่น่ามีเหตุผลที่เธอเรียนไม่ดี”
ผมค่อนข้างแปลกใจ
คนเขียนให้ความสามารถของพระเอกโชวเน็นแก่แอนนาที่ว่า “เห็นกระบวนท่าศิลปะการต่อสู้เพียงแค่ครั้งเดียวก็จะจดจำได้” นั่นคือเหตุผลที่แถให้ว่า ทำไมแอนนาถึงเก่งการต่อสู้
แต่คนที่จำได้อย่างนั้นแสดงว่ามีความทรงจำเป็นภาพได้ดี และสามารถมีการจำลองภาพสามมิติเคลื่อนไหวในหัวได้ดี
ไม่ควรจะเป็นคนที่ไม่เก่งหากความสามารถทักษะทางสมองในด้านนั้นเหนือกว่าคนทั่วไป
แต่ก็นั่นล่ะ เธออาจจะเป็นอย่างโนบิตะก็ได้ ที่ประสาทสัมผัสและพรสวรรค์นั้นสุดยอด
แต่ขาดความตั้งใจและใช้วิธีการเรียนผิดวิธี
“อะไรเนี่ย เธอพยายามจะใช้กระดาษล้างสมองชั้นหรือ?”
นี่แม่คุณ คิดแต่จะไปทางนั้นหรือนี่?
สมองจะคิดห่างจากใต้สะดือบ้างจะได้ไหม
“เธอรู้จักการเรียนรู้ด้วยรูปภาพไหม?”
..
แนวความคิดผมก็เรียบง่าย แบบเดียวกับคำถามว่าผมจะสอนแอนนาอย่างไรแบบเดียวกับที่จะสอนคนอย่างโนบิตะหรือนารุโตะอย่างไรนั่นล่ะ
เมื่อพวกเขาสามารถจำเป็นภาพได้ดีกว่าผมก็พยายามจะให้พวกเขาจำเป็นภาพ
แอนนาที่คนเขียนโม้ว่ามีความสามารถแบบพระเอกโชวเน็น ดูผ่านตาครั้งเดียวก็เรียนรู้ได้ ผมยังสงสัยมากกว่าว่าเธอเรียนอย่างไรให้ได้คะแนนไม่ดี
หรือคนเขียนต้องการเขียนให้คะแนนไม่ดีเพื่อจะให้คนดูรู้สึกผูกพันมากกว่า?
“ผมเตรียมแผนการสอนมาให้เธอทั้งคืนเลย”
ก็ไม่ใช่อะไรผมเริ่มสร้างเครื่องปริ๊นท์สามมิติและหมึกสีต่างๆได้เองโดยไม่ต้องซื้อได้แล้วด้วยวิชาเล่นแร่แปรธาตุเลยเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
สร้างเครื่องมือที่ทำให้การทำงานประจำวันสะดวกขึ้นก่อนเรื่อยๆ สักวันเราจะมีเวลาพอที่สร้างปืนเลเซอร์ในอวกาศ
ผมคิดว่าตอนนี้ผมใส่ใจตรงหน้าก่อนว่าทฤษฎีของผมจะถูกต้องหรือไม่?
“สีอะไรนี่น่าเกลียดจัง เฉิ่มซะไม่มี “
แอนนาเธอแสดงความเป็นสาวชอบแฟชั่นขึ้นมาอีกแล้ว
แต่ผมไม่ได้ว่าอะไร ผมค่อนข้างชื่นชมคนที่มีสัมผัสพิเศษที่สามารถแยกสีที่แตกต่างได้มากกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำ
แต่เห็นพวกเขาไม่ใช้พรสวรรค์สุดยอดที่ตนเองมีก็เหมือนกับเห็นโนบิตะที่มีพรสวรรค์สุดยอดด้านยิงปืน แต่กลับไปเป็นพนักงานบริษัทธรรมดา
แอนนาก็ไม่ได้เอาความสามารถของตนเองไปใช้ให้เป็นประโยชน์แต่กลับกลายเป็นสาวเสิร์ฟธรรมดาหลังจากจบชั้นมัธยมปลาย แต่นั่นอาจจะโทษเธอไม่ได้เพราะองค์กรว็อทเชอร์ไม่ให้เงินสนับสนุนสเลเยอร์ของตนเองและการทำงานเต็มเวลาเป็นอุปสรรคต่องานกำจัดแวมไพร์
ผมลูบมือไปมาที่เส้นสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีส้มและสีแดงขึ้นเรื่อยๆด้วยเวทมนตร์
“อย่างนี้พอถูกใจบ้างหรือเปล่า?”
แอนนากัดริมฝีปาก
“ฉันชอบออกโทนสีแดงชมพูมากกว่า ไม่เฉิ่มอย่างนี้”
ผมทำตามคำขอใช้เวทย์เปลี่ยนสีให้ถูกใจเธอ
“เอาล่ะเธอจำสีนี้ได้ใช่ไหม?”
น่าสนใจแอนนาเป็นคนมีสัมผัสด้านสีที่ดีมาก ทำให้จำและแยกแยะทางสีได้ดีกว่าคนธรรมดาอย่างนั้นล่ะนะ
จากความสามารถในการวิจารณ์แฟชั่นและเสื้อผ้าของเธอ
การเรียนในห้องเรียนคือการสอนคนหมู่มาก
อัจฉริยะไม่เหมาะกับการเรียนปรกติ
ซึ่งผมก็ไม่อยากโทษว่าทางโรงเรียนหรือรัฐบาล
อัจฉริยะมีจำนวนน้อยในสังคม
ลงทุนไปกับคนธรรมดาที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคมถือว่าถูกต้องแล้ว
ผมพยายามจะทำเป็นรูปภาพและสีที่ทำให้แอนนาจำได้ง่าย
เธอให้ความเห็นเรื่องสีแม้จะออกมาในทางหงุดหงิด สำหรับผมที่ต้องการให้เธอสนใจเรียนเพิ่มมากขึ้นนับว่าเป็นผลสำเร็จที่ไม่เลว
เวทมนตร์ทำให้ผมสามารถตอบสนองการโวยวายของแอนนาได้ทันท่วงที
ไม่มีความจำเป็นต้องรีบ ตราบใดที่มีพื้นฐานให้เรียนรู้อีกเยอะ
การสอนเน้นพื้นฐานก่อน สร้างความเข้าใจให้ดีก่อน ต่อให้เธอไม่อยากเรียนกับผมอีกในอนาคต
พื้นฐานก็จะช่วยเธอได้ตลอดไป
เพล้ง
แก้วน้ำตกแตกจากการที่คุณนายเวลลิงตันจะเอานมและคุกกี้มาให้พวกเรา
“พะพวกเธอทำอะไรกันน่ะ?”
สีหน้าของเธอหวาดกลัวแฮะ?
ผมว่าผมไม่ได้ทำอะไรไม่ดีนะ
ไม่งั้นไม่มาสอนแอนนาเรียนหนังสือกลางห้องนั่งเล่น ไม่อยู่ในที่ที่คุณนายสามารถมองเห็นอย่างนี้ได้หรอก อยู่ในที่ที่มีคนมองเห็นจะรับประกันความปลอดภัยของผมเมื่ออยู่กับแอนนาได้มากกว่าด้วยซ้ำ
“ใช้แผนภาพประกอบการเรียนรู้น่ะครับ วิธีสื่อการสอนแบบหนึ่งที่น่าสนใจผมเลยใช้”
คุณนายเวลลิงตันเอามือปิดปาก
“ธะ เธอใช้เวทมนตร์ได้?”
เอ๋ แอนนายังไม่ได้สารภาพกับแม่ของเธออีกหรือ?