เมาปาเอ้อลุก “พรึ่บ” ขึ้นเสียงราวกับคนลุกขึ้นจริงๆ แล้วดึงประตูเปิดออก“ดูสิ! ไม่มีใครสักคนใช่มั้ยล่ะ!”
สวีหยางอี้เลิกคิ้วขึ้น
ไม่มีใครสักคนจริงๆ
ถ้าอย่างนั้น...ก็เื่ใหญ่แล้ว แล้วเมื่อกี้นี้เขาได้ยินอะไร
เขาได้ยินคนที่ชื่อผู้จัดการซูพูดงึมงำอยู่คนเดียวหน้าประตูอย่างชัดเจนผู้จัดการซูคนนั้นกับเมาปาเอ้อตกลงกันจัดการเื่ต่างๆ ทั้งราคา ค่าตอบแทนล้วนตกลงกันอย่างชัดเจน ทว่า..ที่หน้าประตูตอนนี้กลับไม่มีใครอยู่จริงๆ!
“ด้านซ้ายมีใครอยู่ไหม จะให้หมอมาเปลี่ยนยาเหรอ”
หัวสุนัขของมันยื่นออกมาดูแล้วหดกลับไป “ไม่มีสักหน่อย”
“นายหูฝาดแล้วล่ะมั้ง” เมาปาเอ้อมองสวีหยางอี้อย่างระแวง“อันที่จริงนายไม่ต้องมาพล่ามว่าเรายังเป็เพื่อนที่ดีต่อกัน...ถ้านายยอมอธิบายกับฉันมาให้ชัดๆว่านายรู้ข้อตกลงระหว่างฉันกับตู้มหาสมบัติได้ยังไง”
สวีหยางอี้หรี่ตาลง เขาไม่ได้สนใจอีกฝ่าย แต่กลับส่งพลังจิตออกไป
ในหัวเขาบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้น
บางที...เขาอาจไม่ได้หูฝาด...
ทันทีที่ส่งพลังจิตออกไปเขาก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างทันทีมันเป็ความชัดเจนที่แตกต่างกับก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง!
ก่อนหน้านี้ก็ชัดเจน ทว่าเทียบกับตอนนี้แล้วมันเหมือนกับมีเยื่อบางๆมาคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง
ดอกไม้ยังคงเป็สีแดงอยู่อย่างนั้นทว่าสายตาเขากลับััได้ถึงความซับซ้อนที่มากขึ้นและหลากหลายขึ้นราวกับว่าสามารถเห็นโครงสร้างของสีได้อย่างชัดเจนเขาเห็นกระทั่งปีกของผึ้งตัวหนึ่งบนดอกไม้กำลังสั่นไหว
หรืออาจจะกล่าวได้ว่าโลกใบนี้มันจริงแท้มากขึ้น
เขาอยู่ห้องผู้ป่วยชั้นสิบ ตรงข้างทางหลวงที่ห่างจากแปลงดอกไม้ใต้ตึกไปเกือบร้อยห้าสิบเมตร!
ต่อให้เป็นักฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ห่างออกไปร้อยห้าสิบเมตรได้ละเอียดถึงขนาดนี้แค่ร้อยเมตรก็นับว่าสุดยอดแล้ว!
และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ...เสียง
ทุกกระแสเสียง ไม่ว่าจะเป็เสียงผึ้งกระพือปีก เสียงผู้ป่วยพูดคุยกันใต้ตึกเสียงรถเมล์จอดเทียบป้ายที่ห่างออกไปสองร้อยเมตร หรือแม้แต่กระทั่งเสียงคนขับรถวัยกลางคนไอเบาๆตอนลงรถ...เขาได้ยินมันราวกับดังอยู่ข้างหูเขา
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้ฟังผิด...แต่พลังจิตของเขามันขยายขนาดขึ้นแล้ว อีกทั้ง่สั้นๆ ก็ขยายใหญ่ขึ้นมาถึงประมาณหนึ่งในสามเท่า!
สวีหยางอี้ข่มกลั้นความสั่นสะท้านในใจเอาไว้สำหรับนักฝึกตนแล้วพลังจิตกับทะเลลมปราณมีความสำคัญเท่าๆ กัน มันคือดวงตา หูและลิ้นของนักฝึกตนในการััโลกใบนี้ เหมือนกับประสาทรับรู้ทั้งห้าของมนุษย์รวมไปถึง...
ขนาดแรงในการััและดึงดูดพลัง!
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเร็วในการััและดึงดูดพลังของเขาในตอนนี้แข็งแกร่งกว่านักฝึกตนในลำดับขั้นเดียวกันไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสามเท่า!
ณ ตอนนี้ไม่มีกำลังภายในหรือของล้ำค่าใดที่จะช่วยให้เลื่อนขั้นพลังจิตได้แน่! ยุคแห่งอารยะธรรมการฝึกบำเพ็ญ หรือเรียกอีกอย่างว่ายุคปลายของเวทย์ยุทธพลังปราณมันเริ่มจะเบาบางลงชนิดหาใดเปรียบแล้วการเข้าสู่ขั้นจู้จีภายในร้อยวันอย่างในนวนิยายนั้นไม่ได้รับความสำคัญอีกต่อไปทุกวันนี้เข้าสู่ขั้นจู้จีได้ในร้อยปีก็นับว่าล้ำเลิศแล้วซึ่งพลังจิตนั้นจะพัฒนาขึ้นตามลำดับขั้นการฝึกตนเท่านั้น ไม่เคยอยู่ๆก็เลื่อนขั้นขึ้นมาก่อน!
“ไอ้หน้าอ่อน...นายไม่เป็ไรใช่ไหม” สีหน้าเขาว่างเปล่า เมาปาเอ้อจึงถามขึ้นอย่างร้อนใจ“ หรือเป็เพราะ...พักผ่อนไม่เต็มที่ถึงได้หูฝาด”
“ก็เป็ไปได้” สวีหยางอี้หลับตาลงเอนกายลงพิงเตียงผู้ป่วย “เก็บของซะไม่กี่วันหลังจากนี้เราจะไปจากเมืองซานสุ่ย”
“ตึงตึงตึง...” ขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น สิ้นเสียงเขาก็เห็นดอกไม้ช่อใหญ่ก่อนจะตามมาด้วยคนนับสิบกว่าคน
คนทั้งหมดนั้นคือเ้าพนักงานจากหน่วยสืบสวน คราวนี้มากันครบทีเดียว โดยมีรองหัวหน้าเฉินนำทีม!
“หัวหน้าสวี ดีขึ้นหรือยังครับ” รองหัวหน้าเฉินเอาดอกไม้หอบหนึ่งนั้นวางลงบนโต๊ะอย่างเคารพนบนอบจากนั้นก็มายืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยด้วยท่าทีนอบน้อมจริงใจ“ได้ยินว่าคุณสลบไปสิบกว่าวัน พวกเราเสียใจมาก ไม่คิดว่าคนร้ายจะวางะเิได้หากไม่ใช่เพราะคุณหัวหน้าสวี...พวกเราก็ไม่รู้เลยว่าจะมีวันได้เห็นหน้าลูกอีกรึเปล่า”
ในคำพูดนั้นเผยให้เห็นถึงความนับถือ นอบน้อม และเคารพจากใจจริงท่าทีแข็งกร้าวของอีกฝ่ายที่มีต่อเขาตอนที่เพิ่งขึ้นรับตำแหน่งไม่กี่วันก่อนหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
“นั่นเป็สิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว” สวีหยางอี้มองดอกแกลดิโอลัสช่อใหญ่อันสื่อถึงสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วคลี่ยิ้ม“ขอบคุณพวกคุณมากสำหรับดอกไม้”
“ไม่ครับ ไม่ต้องขอบคุณ...ไม่เลยคือผมจะบอกว่าหัวหน้าสวีไม่จำเป็ต้องขอบคุณเลยครับ!”เหล่าจูก้าวออกมาข้างหน้า เขาถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ย“เมื่อก่อนมีคนบอกว่าคุณเป็เด็กเส้น บอกว่าคุณลงมาทำงานเอาหน้าผมดันเชื่อไปเสียได้...หัวหน้าสวีครับ พวกเรา...เรา...”
“พวกเราปฏิเสธคำชมเชยจากสำนักงานตำรวจประจำมณฑล”รองหัวหน้าเฉินมีสีหน้าละอายใจ “หัวหน้าสวี...พวกเรารอคุณได้แต่สำนักงานตำรวจของมณฑลรอไม่ได้ คดีนี้ยืดเยื้อมานานเกินไปแล้วคุณคงยังไม่รู้ว่าเดือนนี้ประชาชนในเมืองซานสุ่ยต่างพากันอกสั่นขวัญแขวนการเรียนภาคค่ำก็ถูกยกเลิกไปตอนกลางคืนบนถนนมีคนแค่ไม่กี่คน...พวกเขา้าให้เราแถลงข่าวนี้เดี๋ยวนี้ ผม...”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก” สวีหยางอี้ไม่ได้ใส่ใจสักนิด ปลอบประโลมจิตใจประชาชนเป็ภารกิจแรกที่ต้องทำหลังเกิดเหตุประหลาดอยู่แล้ว“นี่เป็เื่ที่พวกคุณควรทำ”
ในที่นั้นพลันเกิดความอึดอัดใจเล็กๆ ขึ้น
ก่อนหน้านี้ ทุกคนต่างเห็นสวีหยางอี้ขัดหูขัดตา อยู่ๆ ก็ส่งเด็กเส้นลงมาทั้งยังให้รับผิดชอบคดีใหญ่อย่างนี้อีกต่างหาก แม่ทัพไร้สามารถจะพาทัพพ่ายกันไปหมด ยิ่งโดยเฉพาะตอนที่สวีหยางอี้แสดงท่าทีว่าจะรับทำคดีนี้เองนั้นทำเอาพวกเขาเดือดเสียจนแทบระงับโทสะไว้ไม่อยู่
แต่ตอนนี้ หลังจากที่พวกเขาสลบไปแล้วฟื้นขึ้นมาถึงได้รู้ว่าใน่เวลาวิกฤตนั้นสวีหยางอี้ได้ช่วยพวกเขาเอาไว้ได้ยินว่าเป็เพราะพวกเขาอยู่ใกล้จุดที่ผู้ต้องหาวางะเิถึงทำให้สูญเสียความทรงจำไปส่วนหนึ่ง
เมื่อย้อนคิดไปถึงท่าทีของตัวเองก่อนหน้านี้แล้วก็ทำเอาพวกเขาต้องใช้ความกล้ามากพอดูในการมาเยี่ยมไข้
ช่างน่าอายเหลือเกิน...จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันอายุอานามตั้งสามสิบสี่สิบแล้วแต่ยังตัดสินคนจากภายนอก ผลก็คืออีกฝ่ายช่วยพวกเขาทั้งหมดเอาไว้อีกทั้งเขาแค่คนเดียวก็ยังจับกุมผู้ต้องหาไว้ได้ ตอนที่อธิบดีเจิ้งมาแจ้งข่าวนี้ทั้งหน่วยสืบสวนต่างพากันพูดอะไรไม่ออกอย่างกับคนใบ้
ทว่าหลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะความรู้สึกละอายแก่ใจก็เอ่อล้นทะลักราวน้ำในทะเลสาบแต่ก็ยังไม่วายรู้สึกกระดากใจอยู่นานทีเดียวจนตอนนี้ถึงได้ปลุกความกล้าไปเลือกดอกไม้ช่อโตมาที่ห้องผู้ป่วยด้วยกันนี่เอง
“ยังมีเื่อะไรอีกเหรอ” สวีหยางอี้พอจะเข้าใจความคิดพวกเขาชัดเจนแล้ว“ผมจะตรวจสอบอีกครั้งทันที หลังจากนั้นก็จะย้ายไปรอให้ผมออกจากโรงพยาบาลเราค่อยคุยกันดีไหม”
ย้ายไป?
ความรู้สึกละอายแก่ใจจางหายไปในชั่วพริบตากลายเป็ความหักใจไม่ลงที่พลันเอ่อล้นขึ้นมาแทนที่ทุกคนในที่นั้นต่างมองหน้ากันอย่างตกตะลึง ในตอนนั้นเองถึงคิดขึ้นมาได้ว่าเหมือนสวีหยางอี้จะเคยพูดเอาไว้จริงๆ ว่าหลังจากจบคดีนี้จะย้ายไป
เมื่อก่อนพวกเขาทั้งร้อยยี่สิบชีวิตล้วนยินดี! แต่ตอนนี้...
เมื่อก่อนยินดีแค่ไหน ตอนนี้ก็ไม่ยินดีแค่นั้น!
ล้อเล่นอะไรกัน! จะมีหน่วยงานไหนไม่อยากมีหัวหน้าเก่งขนาดนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าติดตามเขาจะต้องพลอยได้ดิบได้ดีไปด้วยแค่ได้เรียนรู้จากเขาก็ถือว่าได้กำไรแล้ว!
“หัวหน้าสวี!”รองหัวหน้าเฉินเม้มริมฝีปากแล้วพลันลุกพรวดขึ้น ก่อนจะโค้งคำนับอย่างจริงจัง“ขอโทษด้วยครับ!”
พวกเขาทั้งหมดก้มศีรษะโค้งกายคำนับแล้วเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพียงกัน“ขอโทษด้วยครับ/ค่ะ!”
“ไม่เป็ไร” สวีหยางอี้ส่ายหน้า ครั้นกำลังจะเอ่ยปากขึ้นรองหัวหน้าเฉินก็เอ่ยขึ้นต่อทันที “ไม่ครับ! มีเื่หนึ่งหากไม่พูดออกไปเกรงว่าต่อไปผมต้องนอนหลับไม่สนิทแน่!”
“ตอนแรกนั้นเป็เพราะผมตัดสินคนจากภายนอก หัวหน้าสวี...ผมคิดไม่ถึงจริงๆว่า...คุณจะ จะ...ขนาดนั้น” เหล่าจูเม้มริฝีปากไตร่ตรองอยู่สองวินาทีถึงค่อยพูดออกไปอย่างจริงใจ “สุดยอด...สุดยอดจริงๆ! ทั้งมณฑลหนานทงไม่มีใครกล้ารับทำคดีนี้ แต่คุณแค่สามวันก็ปิดคดีได้แล้ว! ผมเหล่าจูเคยยอมแพ้ให้หัวหน้ากงคนก่อน แต่ตอนนี้ผมยอมคุณเลย!
“หัวหน้าสวี ขอได้โปรดรับคำขอโทษจากพวกเราด้วย”เ้าพนักงานฉินเอ่ยขึ้นบ้าง “พวกเราไม่มีของขวัญอะไรมาให้ แต่นี่คือน้ำใจจากพวกเราถ้าเป็เพราะท่าทีของพวกเราเมื่อก่อนทำให้คุณเข้าใจผิด...”
“ผมรับประกันได้ว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก!”รองหัวหน้าเฉินยืดตัวตรงแล้วตบอกตัวเอง “ยังไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นหัวหน้าหน่วยคนนี้ ผมยอมแพ้แล้ว เดิมทีถ้าพูดถึงเื่ประสบการณ์แล้วมันควรจะเป็ผมแต่คนที่มีความสามารถเท่านั้นถึงจะขึ้นนั่งตำแหน่งนี้ได้! ต่อจากนี้ไปถ้าคุณบอกทิศใต้ ผมไม่มีทางไปทิศเหนือเด็ดขาด!”
สวีหยางอี้เข้าใจแล้ว
แบบนี้ก็คือไม่อยากให้เขาไปนั่นเอง...
สำหรับคำขอโทษของอีกฝ่ายนั้นเขาไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจเลยจริงๆกระทั่งเื่ที่เคยทำให้เขาลำบากก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจ
เพราะเดิมทีก็ไม่ใช่คนในระดับเดียวกันอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าดูถูกแต่เพราะจุดเดือดของเขากับคนธรรมดาทั่วไป เดิมทีก็ไม่เท่ากันอยู่แล้ว
คนทั่วไปจะด่ากราดเพราะโดนหัวหน้ากลั่นแกล้ง เพราะสุดยอดเพื่อนร่วมงานเพราะของขึ้นราคา แต่เขาไม่เป็อย่างนั้นเื่ที่ทำให้เขาร้อนใจได้ก็มีแต่ฝึกตนไร้หนทางก้าวหน้าหรือจะกลุ้มใจก็แต่เื่มองไม่เห็นทางสิ้นสุดเท่านั้น
“ขอโทษด้วย” เขาลุกขึ้นยืน แต่ละคนต่างพากันเข้ามาพยุงเพื่อนร่วมงานเพียงไม่กี่วัน“เป็คำสั่งเลื่อนตำแหน่งน่ะ ผมมาที่นี่แค่เพราะต้องจัดการคดีนี้หมดเื่แล้วก็ต้องไป”
คำพูดของเขาเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ทุกคนต่างฟังออกว่าเื่นี้ไม่อาจทัดทานได้อีก
“มัน...ผ่อนผันออกสักหน่อยไม่ได้เลยเหรอ”รองหัวหน้าเฉินกัดริมฝีปากอย่างไม่เต็มใจนัก หัวหน้าหน่วยที่มีความสามารถขนาดนี้เขาไม่อยากให้ย้ายไปจริงๆ
สวีหยางอี้ส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “มีโอกาสคงได้เจอกันอีก”
คนจากหน่วยสืบสวนทั้งหมดออกจากห้องผู้ป่วยไปด้วยความรู้สึกไม่ยินดีนัก
“โธ่เอ๊ย เหล่าเฉิน คุณจำได้ไหมว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง”เหล่าจูขมวดคิ้วถาม“ผมจำอะไรไม่ได้สักนิด...จำได้แค่ว่า...เหมือนจะเกิดเื่ใหญ่โตสุดๆอะไรขึ้นสักอย่าง...เราติดค้างน้ำใจหัวหน้าสวีอย่างใหญ่หลวงแล้ว”
“ฉันก็จำไม่ได้เหมือนกัน...” รองหัวหน้าเฉินส่ายหน้าพลางยิ้มเฝื่อนๆ“แต่ฉันก็เหมือนกับนาย จิตสำนึกฉันมันมักจะเตือนว่าคืนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะเขาพวกเราได้ตายอยู่ที่นั่นกันหมดแล้ว”
“ผมก็เหมือนกัน!” “แปลกนะ...ผมก็เป็เหมือนกัน”“มักจะรู้สึกว่าตัวเองติดค้างหนี้น้ำใจอีกฝ่ายอย่างใหญ่หลวง แต่กลับคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง”
คนทั้งกลุ่มนั้นเดินลงไปถึงใต้ตึกรองหัวหน้าเฉินพลันเงยหน้าขึ้นไปมองยังห้องผู้ป่วยที่ชั้นสิบเป็ครั้งสุดท้าย
เขามักจะมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าครั้งนี้อาจจะเป็การพบหน้ากันครั้งสุดท้าย
“ว่าแล้วไม่มีผิด...” เขาส่ายหน้าแล้วเดินตามคนอื่นๆ ไป“คนมีความสามารถจะยอมมาทนอยู่ที่กันดารแร้นแค้นอย่างเมืองซ่านสุ่ยนี่ได้ยังไง...”
“พรึ่บ...” มู่ลี่ถูกดึงลงมาแล้วทว่าสวีหยางอี้กลับใช้มือเลิกมู่ลี่เกล็ดหนึ่งขึ้นเบาๆสายตาเขาฉายแววสั่นไหวเล็กน้อย
“ทำไม รู้สึกหดหู่ที่ไม่มีเพื่อนเป็คนธรรมดาขึ้นมาหรือไง”เมาปาเอ้อยืนอยู่ข้างกายเขา แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งแหวกม่านมู่ลี่ขึ้นตาม“ไอ้หน้าอ่อน...พวกเรามันไม่ใช่คนธรรมดามาแต่แรกแล้ว...ในสังคมนี้ภายใต้เปลือกนอกที่ดูกลมกลืน ซุกซ่อนสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์กลุ่มหนึ่งที่สืบทอดมาั้แ่สมัยา...และยิ่งกว่านั้นคือซ่อนการมีอยู่ของคนเหนืุ์อย่างพวกเราเอาไว้ด้วย มีคนเคยพูดไว้ว่าทางที่เราเลือกเอง ต่อให้เข่าทรุดลงก็ต้องเดินไปจนสุด”
“ฟรึ่บ...” ม่านมู่ลี่ถูกปล่อยลงเบาๆ สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม“หายากนะที่นายจะพูดภาษาคน”
“ช่วยติดต่อทางตู้มหาสมบัติประจำเมืองซานสุ่ยให้ฉันทีฉัน้าให้ประเมินราคาเดี๋ยวนี้”
“แล้วนายล่ะ”
สวีหยางอี้กดที่นาฬิกาของตัวเอง“แน่นอนว่าต้องรีบส่งผลการประเมินคะแนนเดี๋ยวนี้น่ะสิ”