“ไปตายซะ!”
เสียงเย้ยหยันดังขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่ารากไม้สีดำทะมึนรัดร่างของงูยักษ์จนแน่นหนาอวี๋จื่ออวี๋พลันเร่งความเร็ว
“ฟิ้ว!”
เพียงชั่วพริบตา เสียงแหวกอากาศดังสนั่นงูยักษ์ไม่ทันตั้งตัว รู้สึกเพียงร่างกายถูกพันธนาการแน่นหนา
แต่ไม่ทันได้รู้ว่าสิ่งใดรัดร่างมันก็รู้สึกว่าเบื้องหน้ามืดมิด เงาดำนับไม่ถ้วนโอบล้อมกายกลายเป็นกรงขังทรงกระบอกขนาดยักษ์
ในวินาทีนั้นอวี๋จื่ออวี๋ออกแรงกระชากก้อนทรงกระบอกที่ลอยอยู่กลางอากาศลงสู่พื้นดินอย่างแรง
“ตึง!” เสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นบ่อลึกขนาดมหึมาปรากฏขึ้น
ท้องฟ้าไม่ใช่ดินแดนของอวี๋จื่ออวี๋มีเพียงพื้นดินที่เต็มไปด้วยรากไม้นับไม่ถ้วนเท่านั้นที่เป็นสังเวียนที่แท้จริงของเขา
และในเสี้ยววินาทีที่ก้อนทรงกระบอกกระแทกพื้นดิน
“ครืน ครืน”
รากไม้สีดำทะมึนขนาดเท่าถังน้ำส่งเสียงคำรามดุดันไม่แพ้งูยักษ์พุ่งทะลวงผืนดินมุ่งเข้าสู่กรงขังทรงกระบอกที่อยู่ไม่ไกล
“โฮก!”
เสียงคำรามเกรี้ยวกราดรากไม้ที่รัดงูยักษ์ถูกแรงปะทะจนขาดสะบั้น
ทว่าก่อนที่มันจะหลุดพ้นจากพันธนาการหายนะที่แท้จริงก็กำลังจะมาเยือน
“บึ้ม!” เสียงระเบิดดังสนั่นรากไม้ที่ใหญ่ที่สุดของอวี๋จื่ออวี๋ฟาดเข้าที่ร่างงูยักษ์อย่างจัง
“โฮก!”
เสียงครวญครางบ่งบอกถึงความเจ็บปวดงูยักษ์ที่เบื้องหน้ามืดมิด ถูกซัดกระเด็นไปไกลนับร้อยเมตรชนต้นไม้หักโค่นระเนระนาด
ในตอนนั้นรากไม้สีดำทะมึนอีกส่วนหนึ่งพุ่งพรวดขึ้นมา โอบรัดงูยักษ์ไว้อีกครั้งอย่างว่องไว
รากไม้ส่วนนี้ไม่เหมือนรากฝอยทั่วไปมันคือหนึ่งในรากไม้ที่แข็งแกร่งที่สุดของอวี๋จื่ออวี๋เพียงแค่การมีอยู่ของมันก็เปรียบเสมือนฝันร้ายแล้ว
และในตอนนี้รากไม้นั้นก็บีบรัดอย่างแรงราวกับงูยักษ์รัดพัน
“โฮก!”
เสียงโหยหวนบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอสรพิษศิลาถึงกับตกตะลึงเป็นครั้งแรก
บีบรัดสังหาร
คือสิ่งที่มันคุ้นเคยและเชี่ยวชาญที่สุด
แต่ตอนนี้กลยุทธ์เดียวกันกลับถูกนำมาใช้กับตัวมันเอง
ทว่า ในขณะนั้นคิ้วของอวี๋จื่ออวี๋ก็ขมวดเล็กน้อย
“แข็งแกร่งเหลือเกิน...”
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังป้องกันอันน่าสะพรึงกลัวของเกล็ดงูที่ยังคงไม่บุบสลายแม้จะถูกเขารัดแน่นอวี๋จื่ออวี๋ก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้
และในตอนนั้นเองเสียงของชิงเอ๋อร์พลันดังขึ้นข้างหูอวี๋จื่ออวี๋ ราวกับกำลังอธิบายสถานการณ์
“นายท่าน นี่คืออสรพิษศิลาร่างกายของมันเหมือนกับหินแกรนิต มันสามารถควบคุมธาตุดินได้โดยกำเนิดและพลังป้องกันของมันก็ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน...”
“พลังป้องกันไร้เทียมทานหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ถึงกับชะงักไป
ไม่คาดคิดว่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งที่เขาเจอเป็นครั้งแรกจะเป็นศัตรูที่รับมือยากเช่นนี้
น่าเสียดาย ที่มันมาผิดที่ผิดเวลาเจอคู่ปรับผิดตัวไปหน่อย
เขายิ้มเย้ยหยัน
“ฟึบ ฟึ่บ ฟึ่บ!”
เสียงแหวกอากาศดังสนั่นรากไม้ขนาดใหญ่พุ่งเข้ามารอบทิศทาง จากนั้นก็กระแทกงูยักษ์อย่างรุนแรง
“ปัง ปัง ปัง!”
เพียงชั่วพริบตาการชนปะทะอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้อสรพิษศิลาถึงกับสับสนไปหมด
แม้การป้องกันของมันจะน่าเกรงขามเพียงใดแต่มันก็ไม่อาจต้านทานการชนปะทะอันหนักหน่วงเช่นนี้ได้
ลองจินตนาการภาพรากไม้คล้ายงูยักษ์สีดำเก้าตัวที่ไม่ด้อยไปกว่าตัวมันเองแค่คิดก็ขนหัวลุกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอสรพิษศิลาตรงหน้ากำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่พอดี
ในตอนนี้ อวี๋จื่ออวี๋เผยยิ้มเยือกเย็นเพียงเขานึกสั่งการ รากไม้สามเส้นขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ บีบรัดจากหัวจรดหางไม่เหลือช่องว่างแม้แต่น้อย
จากนั้น รากไม้เหล่านี้ก็บีบตัวดึงอสรพิษศิลาลงสู่ส่วนลึกของผืนดิน
“ถ้าทำลายการป้องกันไม่ได้ ต้องรัดให้ตายถ้ารัดไม่ตาย งั้นก็ปล่อยให้มันขาดอากาศหายใจตาย”
สิ้นเสียง ฝุ่นควันก็จางหายไป
ยกเว้นบางจุดที่ยังสั่นสะเทือนอยู่เป็นระยะสนามรบทั้งหมดก็กลับสู่ความเงียบสงบ เหลือเพียงรากไม้หักโค่น เศษไม้และซากปรักหักพังกระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมของสนามรบ
......
ยามค่ำคืน ในส่วนลึกของหุบเขาเป่ยอวี่
ต้นหลิวสูงประมาณห้าสิบเมตรตั้งตระหง่านราวกับจะพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า
ในตอนนี้มันได้กลายเป็นจุดสูงสุดของหุบเขาแห่งนี้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังมีสระวิญญาณ และเนินดินเล็กๆอีกแห่งที่ไม่ไกลนัก
ในตอนนี้ นอกจากเก้าหางและปีศาจกระทิงแล้วสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆ แม้แต่จะเข้าใกล้เนินดินเล็กๆที่สั่นสะเทือนเป็นระยะก็ยังไม่กล้า
มีเพียงพี่หัวราบที่หมอบอยู่ไม่ไกลอ้าปากแยกเขี้ยว แต่เมื่อคิดจะพุ่งเข้าไปสายตาของมันก็อดไม่ได้ที่จะเผยความหวาดกลัวออกมา
ดูเหมือนอสรพิษศิลาจะสร้างบาดแผลให้มันไม่น้อย
“นายท่านอสรพิษศิลาตัวนั้นยังไม่ตายอีกเหรอคะ?”
ชิงเอ๋อร์ที่เพิ่งถอนจิตออกจากร่างของหลิงเอ๋อร์เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
โชคดีที่หลิงเอ๋อร์ได้รับการขนานนามจากฝั่งมนุษย์ว่าเป็น‘สาวขี้เซา’ ไม่อย่างนั้นการนอนหลับเป็นเวลานานเช่นนี้คงอธิบายได้ยาก
แต่ตอนนี้ก็ยังดีมีอาจารย์หลายคนช่วยหาเหตุผลอธิบายให้เธอ โดยใช้คำกล่าวสละสลวยว่า‘สำหรับหญิงสาวอัจฉริยะที่เปี่ยมพรสวรรค์ในการเรียนรู้เหนือกว่าใครอย่างหลิงเอ๋อร์การขี้เซาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะจิตวิญญาณต้องการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟู!’
ด้วยคำกล่าวนี้ทำให้หลายคนแอบอิจฉาความขี้เซาของหลิงเอ๋อร์
“สิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งมีพลังชีวิตที่กล้าแข็งจริงๆ”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้และกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้ข้าได้ปิดผนึกร่างกายของมันไว้แล้วแม้กระทั่งพลังวิญญาณที่กระจายอยู่ในอากาศก็ยังถูกตัดขาด แต่เจ้าตัวนี้นอกจากจะอ่อนแอลงบ้างแล้ว มันก็ไม่มีความผิดปกติอะไรเลย”
“อย่างน้อยก็เป็นสัตว์กลายพันธุ์สายธาตุพลังชีวิตที่แข็งแกร่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของอวี๋จื่ออวี๋ชิงเอ๋อร์ก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“สัตว์กลายพันธุ์สายธาตุงั้นหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ถามออกมาด้วยความสงสัย
“มันคือสิ่งมีชีวิตที่ได้รับพรจากพลังธาตุค่ะสามารถใช้พลังธาตุเสริมพลังให้ตัวเองไม่เพียงแค่พละกำลังทางกายภาพที่แข็งแกร่งขึ้นแต่ยังสามารถควบคุมธาตุเพื่อโจมตีได้อีกด้วย”
พูดพลางชิงเอ๋อร์ก็เหลือบมองไปยังเนินดินเล็กๆ และอธิบายต่อ“อสรพิษศิลาคืองูกลายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติธาตุดินไม่ว่าจะก่อนหน้านี้จะเป็นสัตว์ชนิดใดหรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตามหากเป็นเต่าธาตุดินก็จะเรียกว่าเต่าศิลา หากเป็นหนูธาตุดิน จะเรียกว่าหนูศิลา...นี่คือการแบ่งประเภทสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่ละเอียดมากขึ้นของกองทัพ เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าใจจุดอ่อนของพวกมันได้แม่นยำขึ้นค่ะ”
“อ้อ” อวี๋จื่ออวี๋อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
“มนุษย์ก็มีดีเหมือนกันนะถึงขนาดจัดระบบประเภทของสัตว์กลายพันธุ์ได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
ชิงเอ๋อร์ยิ้มแหะๆ และพยักหน้าพลางกล่าวว่า“ต้องยอมรับว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดมากค่ะ”
อวี๋จื่ออวี๋เงียบไปครู่หนึ่งสายตาจับจ้องไปที่เนินดินเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล “พลังชีวิตที่แข็งแกร่งเป็นเรื่องดีแต่ถ้าเป็นเช่นนี้ วาระสุดท้ายของมันคงทรมานน่าดู”
สิ้นคำพูดนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะรัดรากไม้ให้แน่นขึ้นอีกระดับ
“แกร่ก แกร่ก”
เสียงเสียดสีจากแรงบีบรัดดังขึ้นเสียงร้องคำรามโหยหวนของอสรพิษศิลาที่ดังลอดออกมาอย่างแผ่วเบาก็ยิ่งทุ้มต่ำและขาดหายลงไปอีก