Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 กำราบอย่างเด็ดขาด

            “ไปตายซะ!”

            เสียงเย้ยหยันดังขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่ารากไม้สีดำทะมึนรัดร่างของงูยักษ์จนแน่นหนาอวี๋จื่ออวี๋พลันเร่งความเร็ว

            “ฟิ้ว!”

            เพียงชั่วพริบตา เสียงแหวกอากาศดังสนั่นงูยักษ์ไม่ทันตั้งตัว รู้สึกเพียงร่างกายถูกพันธนาการแน่นหนา

            แต่ไม่ทันได้รู้ว่าสิ่งใดรัดร่างมันก็รู้สึกว่าเบื้องหน้ามืดมิด เงาดำนับไม่ถ้วนโอบล้อมกายกลายเป็นกรงขังทรงกระบอกขนาดยักษ์

            ในวินาทีนั้นอวี๋จื่ออวี๋ออกแรงกระชากก้อนทรงกระบอกที่ลอยอยู่กลางอากาศลงสู่พื้นดินอย่างแรง

            “ตึง!” เสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นบ่อลึกขนาดมหึมาปรากฏขึ้น

            ท้องฟ้าไม่ใช่ดินแดนของอวี๋จื่ออวี๋มีเพียงพื้นดินที่เต็มไปด้วยรากไม้นับไม่ถ้วนเท่านั้นที่เป็นสังเวียนที่แท้จริงของเขา

            และในเสี้ยววินาทีที่ก้อนทรงกระบอกกระแทกพื้นดิน

            “ครืน ครืน”

            รากไม้สีดำทะมึนขนาดเท่าถังน้ำส่งเสียงคำรามดุดันไม่แพ้งูยักษ์พุ่งทะลวงผืนดินมุ่งเข้าสู่กรงขังทรงกระบอกที่อยู่ไม่ไกล

            “โฮก!”

            เสียงคำรามเกรี้ยวกราดรากไม้ที่รัดงูยักษ์ถูกแรงปะทะจนขาดสะบั้น

            ทว่าก่อนที่มันจะหลุดพ้นจากพันธนาการหายนะที่แท้จริงก็กำลังจะมาเยือน

            “บึ้ม!” เสียงระเบิดดังสนั่นรากไม้ที่ใหญ่ที่สุดของอวี๋จื่ออวี๋ฟาดเข้าที่ร่างงูยักษ์อย่างจัง

            “โฮก!”

            เสียงครวญครางบ่งบอกถึงความเจ็บปวดงูยักษ์ที่เบื้องหน้ามืดมิด ถูกซัดกระเด็นไปไกลนับร้อยเมตรชนต้นไม้หักโค่นระเนระนาด

            ในตอนนั้นรากไม้สีดำทะมึนอีกส่วนหนึ่งพุ่งพรวดขึ้นมา โอบรัดงูยักษ์ไว้อีกครั้งอย่างว่องไว

            รากไม้ส่วนนี้ไม่เหมือนรากฝอยทั่วไปมันคือหนึ่งในรากไม้ที่แข็งแกร่งที่สุดของอวี๋จื่ออวี๋เพียงแค่การมีอยู่ของมันก็เปรียบเสมือนฝันร้ายแล้ว

            และในตอนนี้รากไม้นั้นก็บีบรัดอย่างแรงราวกับงูยักษ์รัดพัน

            “โฮก!”

            เสียงโหยหวนบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอสรพิษศิลาถึงกับตกตะลึงเป็นครั้งแรก

            บีบรัดสังหาร

            คือสิ่งที่มันคุ้นเคยและเชี่ยวชาญที่สุด

            แต่ตอนนี้กลยุทธ์เดียวกันกลับถูกนำมาใช้กับตัวมันเอง

            ทว่า ในขณะนั้นคิ้วของอวี๋จื่ออวี๋ก็ขมวดเล็กน้อย

            “แข็งแกร่งเหลือเกิน...”

            เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังป้องกันอันน่าสะพรึงกลัวของเกล็ดงูที่ยังคงไม่บุบสลายแม้จะถูกเขารัดแน่นอวี๋จื่ออวี๋ก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้

            และในตอนนั้นเองเสียงของชิงเอ๋อร์พลันดังขึ้นข้างหูอวี๋จื่ออวี๋ ราวกับกำลังอธิบายสถานการณ์

            “นายท่าน นี่คืออสรพิษศิลาร่างกายของมันเหมือนกับหินแกรนิต มันสามารถควบคุมธาตุดินได้โดยกำเนิดและพลังป้องกันของมันก็ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน...”

            “พลังป้องกันไร้เทียมทานหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋ถึงกับชะงักไป

            ไม่คาดคิดว่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งที่เขาเจอเป็นครั้งแรกจะเป็นศัตรูที่รับมือยากเช่นนี้

            น่าเสียดาย ที่มันมาผิดที่ผิดเวลาเจอคู่ปรับผิดตัวไปหน่อย

            เขายิ้มเย้ยหยัน

            “ฟึบ ฟึ่บ ฟึ่บ!”

            เสียงแหวกอากาศดังสนั่นรากไม้ขนาดใหญ่พุ่งเข้ามารอบทิศทาง จากนั้นก็กระแทกงูยักษ์อย่างรุนแรง

            “ปัง ปัง ปัง!”

            เพียงชั่วพริบตาการชนปะทะอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้อสรพิษศิลาถึงกับสับสนไปหมด

            แม้การป้องกันของมันจะน่าเกรงขามเพียงใดแต่มันก็ไม่อาจต้านทานการชนปะทะอันหนักหน่วงเช่นนี้ได้

            ลองจินตนาการภาพรากไม้คล้ายงูยักษ์สีดำเก้าตัวที่ไม่ด้อยไปกว่าตัวมันเองแค่คิดก็ขนหัวลุกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอสรพิษศิลาตรงหน้ากำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่พอดี

            ในตอนนี้ อวี๋จื่ออวี๋เผยยิ้มเยือกเย็นเพียงเขานึกสั่งการ รากไม้สามเส้นขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ บีบรัดจากหัวจรดหางไม่เหลือช่องว่างแม้แต่น้อย

            จากนั้น รากไม้เหล่านี้ก็บีบตัวดึงอสรพิษศิลาลงสู่ส่วนลึกของผืนดิน

            “ถ้าทำลายการป้องกันไม่ได้ ต้องรัดให้ตายถ้ารัดไม่ตาย งั้นก็ปล่อยให้มันขาดอากาศหายใจตาย”

            สิ้นเสียง ฝุ่นควันก็จางหายไป

            ยกเว้นบางจุดที่ยังสั่นสะเทือนอยู่เป็นระยะสนามรบทั้งหมดก็กลับสู่ความเงียบสงบ เหลือเพียงรากไม้หักโค่น เศษไม้และซากปรักหักพังกระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมของสนามรบ

            ......

            ยามค่ำคืน ในส่วนลึกของหุบเขาเป่ยอวี่

            ต้นหลิวสูงประมาณห้าสิบเมตรตั้งตระหง่านราวกับจะพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า

            ในตอนนี้มันได้กลายเป็นจุดสูงสุดของหุบเขาแห่งนี้อย่างแท้จริง

            นอกจากนี้ ยังมีสระวิญญาณ และเนินดินเล็กๆอีกแห่งที่ไม่ไกลนัก

            ในตอนนี้ นอกจากเก้าหางและปีศาจกระทิงแล้วสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆ แม้แต่จะเข้าใกล้เนินดินเล็กๆที่สั่นสะเทือนเป็นระยะก็ยังไม่กล้า

            มีเพียงพี่หัวราบที่หมอบอยู่ไม่ไกลอ้าปากแยกเขี้ยว แต่เมื่อคิดจะพุ่งเข้าไปสายตาของมันก็อดไม่ได้ที่จะเผยความหวาดกลัวออกมา

            ดูเหมือนอสรพิษศิลาจะสร้างบาดแผลให้มันไม่น้อย

            “นายท่านอสรพิษศิลาตัวนั้นยังไม่ตายอีกเหรอคะ?”

            ชิงเอ๋อร์ที่เพิ่งถอนจิตออกจากร่างของหลิงเอ๋อร์เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

            โชคดีที่หลิงเอ๋อร์ได้รับการขนานนามจากฝั่งมนุษย์ว่าเป็น‘สาวขี้เซา’ ไม่อย่างนั้นการนอนหลับเป็นเวลานานเช่นนี้คงอธิบายได้ยาก

            แต่ตอนนี้ก็ยังดีมีอาจารย์หลายคนช่วยหาเหตุผลอธิบายให้เธอ โดยใช้คำกล่าวสละสลวยว่า‘สำหรับหญิงสาวอัจฉริยะที่เปี่ยมพรสวรรค์ในการเรียนรู้เหนือกว่าใครอย่างหลิงเอ๋อร์การขี้เซาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะจิตวิญญาณต้องการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟู!’

            ด้วยคำกล่าวนี้ทำให้หลายคนแอบอิจฉาความขี้เซาของหลิงเอ๋อร์

            “สิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งมีพลังชีวิตที่กล้าแข็งจริงๆ”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้และกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้ข้าได้ปิดผนึกร่างกายของมันไว้แล้วแม้กระทั่งพลังวิญญาณที่กระจายอยู่ในอากาศก็ยังถูกตัดขาด แต่เจ้าตัวนี้นอกจากจะอ่อนแอลงบ้างแล้ว มันก็ไม่มีความผิดปกติอะไรเลย”

            “อย่างน้อยก็เป็นสัตว์กลายพันธุ์สายธาตุพลังชีวิตที่แข็งแกร่งเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ค่ะ”

            เมื่อได้ยินคำพูดของอวี๋จื่ออวี๋ชิงเอ๋อร์ก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

            “สัตว์กลายพันธุ์สายธาตุงั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋ถามออกมาด้วยความสงสัย

            “มันคือสิ่งมีชีวิตที่ได้รับพรจากพลังธาตุค่ะสามารถใช้พลังธาตุเสริมพลังให้ตัวเองไม่เพียงแค่พละกำลังทางกายภาพที่แข็งแกร่งขึ้นแต่ยังสามารถควบคุมธาตุเพื่อโจมตีได้อีกด้วย”

            พูดพลางชิงเอ๋อร์ก็เหลือบมองไปยังเนินดินเล็กๆ และอธิบายต่อ“อสรพิษศิลาคืองูกลายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติธาตุดินไม่ว่าจะก่อนหน้านี้จะเป็นสัตว์ชนิดใดหรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตามหากเป็นเต่าธาตุดินก็จะเรียกว่าเต่าศิลา หากเป็นหนูธาตุดิน จะเรียกว่าหนูศิลา...นี่คือการแบ่งประเภทสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่ละเอียดมากขึ้นของกองทัพ เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าใจจุดอ่อนของพวกมันได้แม่นยำขึ้นค่ะ”

            “อ้อ” อวี๋จื่ออวี๋อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

            “มนุษย์ก็มีดีเหมือนกันนะถึงขนาดจัดระบบประเภทของสัตว์กลายพันธุ์ได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ?”

            ชิงเอ๋อร์ยิ้มแหะๆ และพยักหน้าพลางกล่าวว่า“ต้องยอมรับว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดมากค่ะ”

            อวี๋จื่ออวี๋เงียบไปครู่หนึ่งสายตาจับจ้องไปที่เนินดินเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล “พลังชีวิตที่แข็งแกร่งเป็นเรื่องดีแต่ถ้าเป็นเช่นนี้ วาระสุดท้ายของมันคงทรมานน่าดู”

            สิ้นคำพูดนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะรัดรากไม้ให้แน่นขึ้นอีกระดับ

            “แกร่ก แกร่ก”

            เสียงเสียดสีจากแรงบีบรัดดังขึ้นเสียงร้องคำรามโหยหวนของอสรพิษศิลาที่ดังลอดออกมาอย่างแผ่วเบาก็ยิ่งทุ้มต่ำและขาดหายลงไปอีก

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน