บทที่ 71ผู้พลัดถิ่น
“นี่พวกเจ้ากำลังล่ากระต่ายเขาเดียวหรือกำลังแสดงตลกให้ข้าดูอยู่กันแน่?”
ชายลึกลับหัวเราะพลางกุมศีรษะตัวเองด้วยความขบขัน
เขาค่อยๆก้าวเท้าออกจากเงาไม้ด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังดูเรื่องไร้สาระ
“ให้ตายสิจะฆ่าข้าด้วยการทำให้หัวเราะจนตายหรือไง!”
แม้ท่าทีของเขาจะดูสบายๆทว่าบรรยากาศฝั่งพวกเรากลับตึงเครียดตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
มานาในร่างกายของผมกำลังไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งการที่ไม่สามารถตรวจจับมานาจากชายคนนี้ได้ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีพิษภัย
แต่มันกลับน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับหมีเถ้าถ่านเสียอีกและตัวอักษรเครื่องหมายคำถามบนศีรษะของเขาก็ยิ่งตอกย้ำความลึกลับเข้าไปใหญ่
“ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใครแต่อย่าเข้ามาใกล้มากกว่านี้เลยจะดีกว่า”
แฮดวินเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่ากระแสมานาที่ระเบิดออกมารอบตัวเขากลับดุดันไม่ต่างจากผม
รอยยิ้มบนใบหน้าของชายแปลกหน้าหุบลงทันควัน
พริบตาที่แววตาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นจริงจังมานามหาศาลก็ทะลักออกจากร่างของเขาพร้อมกลิ่นอายสังหารเข้มข้น มันกดดันจนร่างกายของผมหนักอึ้งและสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
บ้าอะไรกัน!
ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้อ่อนแอผมฝ่าฟันชั้นที่ 1 และโค่นหมีเถ้าถ่านมาได้แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าแรงกดดันนี้ ผมกลับขยับตัวไม่ได้เลยสักนิด
ตอนนี้ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเครื่องหมายคำถามบนหัวของชายคนนี้ คืออะไร มันคือช่องว่างของเลเวลที่ห่างชั้นกันเกินกว่าระบบจะแสดงออกมาได้
พยานวันสิ้นโลกบ้าบออะไรกัน...เจอสัตว์ประหลาดแบบนี้ตั้งแต่เริ่ม แล้วเราจะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไร?
ระบบเฮงซวยนี่ต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่?
“ตลกดีที่พวกเจ้ากล้ามาขู่ข้าทั้งที่เป็นฝ่ายบุกรุกเข้ามาล่าสัตว์ในเขตของท่านลอร์ดแบล็กเบิร์นแท้ๆ”
ชายลึกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา สายตาที่มองมาราวกับกำลังจ้องมองกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ไร้ทางสู้
ผมรู้ดีว่าหากไม่ทุ่มสุดตัวคงไม่มีหวังรอดชีวิตจึงตัดสินใจเปิดใช้ทักษะอันตรายอย่างสมาธิคู่ขนาน ทันที
พริบตาที่มุมมองถูกแยกออกเป็นสองส่วนความคิดส่วนหนึ่งก็เริ่มเป็นอิสระจากแรงกดดันที่ชายลึกลับปล่อยออกมา
ผมใช้ความคิดที่สองนั้นพยายามควบคุม และจัดระเบียบมานาของตัวเองอย่างสุดความสามารถเพื่อหาทางตอบโต้กลับไป
ทว่าก่อนที่ผมจะทันได้ลงมือเสียงที่สั่นเทาของโชอี้ก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
“พวกเราต้องขอโทษด้วยค่ะพวกเราไม่รู้จริงๆ ว่าที่นี่มีเจ้าของ พวกเราแค่หลงทาง และหิวมากเกินไปเลยทำแบบนั้นลงไป”
โชอี้เอ่ยออกมาอย่างนอบน้อมซึ่งดูเหมือนคำพูดของเธอจะช่วยให้ชายลึกลับสงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง
แรงกดดันมานาที่เคยแผ่ซ่านอย่างบ้าคลั่งเริ่มเบาบางลงจนทำให้ผมพอจะกลับมาหายใจได้ทั่วท้องอีกครั้ง
“หลงทางเข้ามาทั้งที่อยู่ใจกลางที่ดินของท่านลอร์ดเนี่ยนะ?”
ชายลึกลับตอบกลับเสียงเย็นชาสายตาของเขากวาดมองพวกเราทีละคนราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง
“พวกเราเพิ่งผ่านประตูมิติมาพอรู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ที่นี่แล้วครับ ไม่ได้มีเจตนาจะบุกรุกจริงๆ”
แฮดวินที่เงียบอยู่นานรีบกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงสุภาพเท่าที่จะเค้นออกมาได้
ชายแปลกหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง
“ประตูมิติ...?”
เขาทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะยอมสลายแรงกดดันมานาที่เหลืออยู่จนหมด
“หรือพวกเจ้าจะเป็น... ผู้พลัดถิ่น”
เขาจ้องมองพวกเราซ้ำอีกครั้งก่อนจะพยักหน้ากับตัวเอง
“ดูจากสภาพก็น่าจะใช่แต่ถึงแม้จะเป็นผู้พลัดถิ่นที่ถูกเทพเจ้าส่งเข้ามามันก็หนีความผิดเรื่องการบุกรุกไม่ได้อยู่ดี”
สิ้นคำกล่าวชายแปลกหน้าก็ยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปากแล้วผิวปากเสียงดังวี้ดแหลมลึก
สิ้นเสียงผิวปากเงาสีดำทมิฬก็บินทะยานพุ่งออกจากพุ่มไม้ก่อนจะทิ้งดิ่งลงมาบินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของพวกเรา
[อีกาสนธยา - เลเวล 19]
ตัวอักษรระบบลอยเด่นชัดอยู่เหนือร่างของมันเจ้าอีกายักษ์กางปีกร่อนลมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโฉบลงไปเกาะบนกิ่งไม้ใหญ่ที่ไม่ไกลจากชายแปลกหน้านัก
สายตาคมกริบของมันจ้องมองพวกเราทุกคนราวกับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดจากนั้นมันก็อ้าจะงอยปากส่งเสียงร้องออกมา
กา!
พริบตานั้นคลื่นมานาประหลาดก็แผ่ออกมาจากร่างของมัน พุ่งเข้าปะทะร่างกายของผมและคนอื่นๆที่ยืนอยู่ ก่อนจะสลายหายไปในพริบตา
“ตอนนี้ทาลอนประทับตราไว้บนตัวพวกเจ้าทุกคนแล้วเพราะฉะนั้นอย่าคิดหนีเด็ดขาด... ตามข้ามา!”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินนำไปทันที
ตอนที่คลื่นมานาประหลาดปะทะร่างผมรีบใช้ประสาทสัมผัสตรวจเช็กดูทันทีทว่ากลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เลย
แม้จะนึกกังขาเรื่องตราประทับที่ชายคนนี้ขู่ไว้แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยง
ผมหันไปสบตากับเทส ซึ่งดูเหมือนเธอเองก็หวาดระแวงไม่ต่างกันผมจึงพยักหน้าส่งสัญญาณให้เธอสงบลง และตัดสินใจคลายทักษะสมาธิคู่ขนานลง
ทันทีที่คลายทักษะสมาธิคู่ขนานผลกระทบตีกลับก็เล่นงานจนหัวของผมปวดหนึบขึ้นมาทันที
ไม่เพียงแค่พวกเราแฮดวินและกลุ่มของโชอี้เองก็เลือกที่จะไม่เสี่ยงพวกเขาเริ่มสลายมานาที่เตรียมพร้อมต่อสู้ออกไปแล้วก้าวเท้าเดินตามชายแปลกหน้าคนนี้ไปอย่างเงียบเชียบ
“ข้าชื่อโรแลนด์ เป็นทหารของท่านลอร์ดพวกเจ้าโชคดีแล้วที่ได้เจอข้า เพราะหากเป็นคนอื่นพวกนั้นคงฆ่าพวกเจ้าก่อนจะอ้าปากถามซะด้วยซ้ำ”
ชายที่อ้างตัวว่าชื่อโรแลนด์เปรยขึ้นลอยๆ
เขาเดินลัดเลาะไปตามราวป่าด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังเดินชมสวนทว่าความเร็วในการก้าวเท้ากลับรวดเร็วปานสายลม จนพวกเราต้องออกแรงวิ่งเหยาะๆตามไปให้ทัน
ทั้งผม แฮดวิน และโชอี้ต่างตกอยู่ในความเงียบเพื่อประเมินสถานการณ์ตรงหน้าและผมเชื่อว่าทุกคนคงกำลังคิดหาทางหนีทีไล่จากโรแลนด์คนนี้ไม่ต่างกัน แต่ปรากฏว่าความคิดของผมมันถูกแค่ครึ่งเดียว
เพราะในกลุ่มของพวกเรามีคนหนึ่งที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วผิดปกติ
คิมวิ่งนำหน้าแซงทุกคนจนขึ้นไปเกือบจะขนาบข้างโรแลนด์ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
“คุณบอกว่าคุณรับใช้ลอร์ดแบล็กเบิร์น แล้วเขาแข็งแกร่งมากไหมครับ?”
โรแลนด์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ท่านลอร์ดคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคนี้พื้นที่แถบนี้ทั้งหมดล้วนอยู่ใต้กรรมสิทธิ์ของท่านพวกเจ้ารู้ไหมว่าการแอบเข้ามาล่าสัตว์ในเขตของท่านลอร์ดโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษถึงขั้นตัดมือทิ้งเลยทีเดียว”
คำขู่ของเขาทำให้เท้าของผมชะงักไปครู่หนึ่งและเริ่มนึกหวั่นว่าตัวเองตัดสินใจผิดหรือเปล่าที่ยอมเดินตามชายคนนี้มาอย่างว่าง่าย
ทว่าประโยคต่อมาของเขากลับช่วยลดทอนความตึงเครียดลงไปได้
“แต่พวกเจ้าถือว่าโชคดีที่อย่างน้อยก็ยังไม่ได้ล่าอะไรไปจะว่าไปพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าไม่มีปัญญาล่าอะไรได้มากกว่า ฮ่าๆ!”
โรแลนด์ระเบิดหัวเราะออกมาอีกครั้งครานี้เขาถึงกับชะลอความเร็วในการเดินพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมาเพราะความขบขัน
ทว่าคิมกลับดูไม่ใส่ใจกับคำดูถูกนั้นเลยเด็กหนุ่มยังคงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อต่อไป
“แสดงว่าท่านลอร์ดแบล็กเบิร์นแข็งแกร่งที่สุดในดินแดนนี้เลยเหรอครับ?”
โรแลนด์เหลือบสายตาลงมามองเด็กหนุ่ม
“นี่เจ้าไม่รู้จักเหล่าแชมเปี้ยน หรือไง?”
“แชมเปี้ยน?”
คิมทวนคำพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ข้าลืมไปว่าพวกเจ้าเป็นผู้พลัดถิ่นคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอาณาจักรแห่งนี้เลยสินะ เอาเถอะ...ถ้าถามว่าใครแข็งแกร่งที่สุดล่ะก็”
โรแลนด์ทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มออกก้าวเดินต่อ
“ก็คงต้องเป็นท่านแชมเปี้ยนคีรอนนั่นแหละถึงบางคนจะบอกว่าท่านแชมเปี้ยนทริสตันเก่งกว่า แต่ข้าไม่เชื่อหรอก สำหรับข้าแล้วแชมเปี้ยนคีรอนคือตำนานที่แข็งแกร่งที่สุด!”
คิมทำตาโต
“แชมเปี้ยนเหล่านั้นคงเลเวลสูงน่าดูว่าแต่แล้วคุณเลเวลเท่าไรเหรอ?”
โรแลนด์ที่เดินนำอยู่พลันหยุดกึกกับที่ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขาหุบลงทันควัน ก่อนจะหันมามองทางคิมด้วยสายตาที่เย็นชา
เพียะ!
ฝ่ามือที่รวดเร็วเกินกว่าที่ตาผมจะมองตามทันฟาดลงบนแก้มของคิมจนเด็กหนุ่มตัวน้อยปลิวกระเด็นไปนอนฟุบบนพื้น ใบหน้าของเขาแดงก่ำและเริ่มมีเลือดไหลออกมาจากมุมปาก
“แกมันไร้มารยาทจริงๆ”
โรแลนด์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
วินาทีนั้นผมเริ่มเข้าสู่สมาธิคู่ขนานอีกครั้ง
ผมไม่รู้ว่าการถามเรื่องเลเวลนั้นร้ายแรงขนาดไหนเขาจะถึงขั้นฆ่าคิมลงตรงนั้นเลยไหม... ผมไม่รู้เลยสิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่ต้องเตรียมพร้อมเท่านั้นแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่มั่นใจหรอกว่าจะช่วยอะไรได้ไหม
ทว่าหลังจากนั้นโรแลนด์กลับไม่ได้ลงมือต่อ เขาแค่ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจก่อนจะออกเดินต่อไปหน้าตาเฉย
ลิลลี่รีบเข้าไปช่วยพยุงคิมขึ้นมาแต่แล้วคิมกลับปัดมือของเธอออกจนลิลลี่เซถอยหลังไป ผมจึงเข้าไปจับไหล่ของลิลลี่ ไว้พร้อมกับส่ายหน้าเป็นการห้ามปราม
เทสที่เดินตามหลังมามองผมครู่หนึ่งสายตาของเธอเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ผมคิดเธอจึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปช่วยพยุงเด็กหนุ่มขึ้นมาแทน
“ข้าไม่ได้มีเวลาทั้งวันถ้าไอ้เด็กไร้มารยาทนั่นมันเดินเองไม่ได้ พวกเจ้าก็ต้องแบกมันมาอย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลา!”
โรแลนด์ตวาดออกมาน้ำเสียงของเขาบ่งบอกชัดเจนว่ายังคงหงุดหงิดอยู่
พวกเราไม่กล้ารอช้ารีบทำตามที่เขาสั่งทันที
ตลอดเวลาที่เดินตามไปผมพยายามประเมินชายคนนี้อย่างจริงจังความเร็วที่เขาแสดงออกมาตอนตบหน้าคิมนั้นรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อและผมก็พอจะดูออกว่าเขาไม่ได้ใช้มานาเลยแม้แต่น้อย
จากการสังเกตเพียงเท่านี้ก็พอจะเข้าใจได้แล้วว่าชายคนนี้แข็งแกร่งจนพวกเราเทียบไม่ติดผมรู้สึกนึกขอบคุณตัวเองที่ยอมทำตามคำสั่งแต่แรกไม่เช่นนั้นสภาพของผมคงแย่ยิ่งกว่าคิมแน่ๆ
ระหว่างที่ผมกำลังลอบประเมิน จู่ๆโรแลนด์ก็หันกลับมาสำรวจทีมของเราอีกครั้ง ในจังหวะนั้นสายตาของเขาบังเอิญสบเข้ากับตาของผมพอดีเขาแสดงสีหน้าไม่พอใจก่อนจะหยุดเดินอีกครั้ง
“แกน่ะ มานี่ซิ!”
ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอพยายามใช้สภาวะสมาธิสะกดความรู้สึกประหม่าเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆก้าวเท้าเดินตรงไปหาเขา
“นี่เพราะข้าใจดีหรอกนะถึงได้เตือนแก... ถ้าไม่อยากรนหาที่ตายเมื่อไปถึงค่ายแล้ว อย่าใช้สายตาแบบนั้นมองใครเด็ดขาด”
ผมพยักหน้ารับเล็กน้อยด้วยความงุนงง
สายตาของผมมันผิดอะไรขนาดนั้น?
ผมได้แต่ตั้งคำถามในใจ แต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ
หลังจากออกเดินต่อได้ไม่นาน ควันไฟจางๆก็ปรากฏขึ้นให้เห็นตรงหน้า จังหวะนั้นเอง เทสก็รีบก้าวเท้าเข้ามาขนาบข้างผมก่อนจะกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ฉันเห็นค่ายพักแรมแล้ว...ที่นั่นมีคนอยู่ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนเลย แถมทุกคน...”
เสียงของเธอขาดห้วงไป
“ทุกคนมีเครื่องหมายคำถามขึ้นบนหัวเหมือนกันหมด!”
คำเตือนของเธอทำเอาเท้าของผมชะงักกึกไปในทันทีหัวใจหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ลำพังแค่โรแลนด์คนเดียวพวกเราก็ไร้ทางสู้แล้วแต่เบื้องหน้ากลับมีคนที่แข็งแกร่งระดับนั้นอยู่มากขนาดนั้น... แล้วพวกเราจะเอาชีวิตรอดออกไปได้อย่างไร?