กาลเวลาคล้ายจะหยุดนิ่งลงในตรอกแคบๆ อันอับชื้นแห่งนั้น สำหรับเสี่ยวเหลียนแล้ว ทุกวินาทีที่ผ่านไปเชื่องช้าราวกับชั่วนิรันดร์ นางยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็หิน หัวใจของนางดิ่งวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม เสียงของอาเฟยที่เต็มไปด้วยความสับสนและเป็ห่วงนั้นไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจนาง
"เหลียนเอ๋อร์! ลุกขึ้นสิ! เ้าคุกเข่าให้เขาทำไม!?" อาเฟยปรี่เข้ามาหมายจะประคองคนรักของตนให้ลุกขึ้น แต่สายตาที่เ็าและกดดันของจางอี้ที่จ้องมองมา ทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
เสี่ยวเหลียนได้สติกลับคืนมาในเสี้ยววินาที สมองของนางทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนี้ นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้อาเฟยผู้ซื่อตรงพูดอะไรไม่เข้าหูออกไป ทุกอย่างที่นางพยายามทำมาอาจพังพินาศ และอาจจะนำภัยมาสู่ตัวเขาทั้งสองคนด้วยซ้ำ
"อาเฟย! หยุดนะ!" นางตวาดเสียงดังกว่าปกติ ทำให้อาเฟยชะงักงันด้วยความใ เขาไม่เคยเห็นนางใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวเช่นนี้มาก่อ
น
นางรีบก้มศีรษะลงต่ำจนหน้าผากแทบจะจรดพื้น กล่าวกับจางอี้ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น "ท่านหัวหน้าจาง ได้โปรดอภัยให้ความโง่เขลาของสามีข้าด้วย! เขาเป็คนซื่อ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ได้โปรดอย่าถือสาเขาเลยเ้าค่ะ!"
จากนั้นนางก็หันไปทางอาเฟยอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางแดงก่ำ "อาเฟย! คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้! แล้วขอขมาท่านหัวหน้าจาง!"
"หา!?" อาเฟยอุทานออกมาด้วยความไม่เข้าใจ "ทำไมข้าต้องคุกเข่า? ข้าทำอะไรผิด? แล้วท่านผู้นี้คือใครกันเหลียนเอ๋อร์?"
"เขาคือท่านหัวหน้าจางอี้ แห่งพรรคอินทรีทอง! ผู้คุ้มครองความสงบสุขของย่านนี้ทั้งหมด!" เสี่ยวเหลียนกล่าวเสียงดังฟังชัด
"เมื่อเช้าเ้าวิ่งหางานจนไปชนเข้ากับแผงขายเครื่องลายครามของร้านตระกูลหลิวจนเสียหายไม่ใช่หรือ! ข้ากำลังคุกเข่าขอความเมตตาจากท่านหัวหน้า ให้เขาช่วยไกล่เกลี่ยและผ่อนผันหนี้ให้เราอยู่! เ้ายังจะมายืนบื้ออยู่อีกรึ!?"
นางสร้างเื่โกหกขึ้นมาสดๆ ได้อย่างแเีจนน่าใ มันคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ถูกปลุกขึ้นมานับั้แ่คืนที่นางก้าวเข้าสู่ห้องของหมอหลี่
อาเฟยเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า ตอนที่เขารีบร้อนวิ่งไปตามซอยเพื่อจะไปสมัครงานที่ท่าเรือ เขาได้วิ่งชนเข้ากับแผงลอยแผงหนึ่งจริงๆ แต่เขาจำได้ว่ามันเป็แค่แผงขายซาลาเปา และเขาก็ได้ขอโทษขอโพยและช่วยเก็บของเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่แผงเครื่องลายครามราคาแพงแต่อย่างใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังและแววตาที่กำลังอ้อนวอนของภรรยาสุดที่รัก อาเฟยผู้ซื่อและเชื่อใจเสี่ยวเหลียนเสมอมาจึงไม่ได้เอะใจสงสัยในความผิดปกตินั้นเลย เขากลับรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้งที่ความซุ่มซ่ามของตนเองได้สร้างปัญหาใหญ่หลวงจนภรรยาต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนผู้อื่นเช่นนี้
"ขะ...ข้าขออภัยท่านหัวหน้า!" อาเฟยรีบคุกเข่าลงข้างๆ เสี่ยวเหลียนทันที เขาก้มหน้าจนคางชิดอก "เป็ความผิดของข้าเองที่ซุ่มซ่าม ได้โปรดลงโทษข้าแต่เพียงผู้เดียวเถิด อย่าเอาเื่ภรรยาของข้าเลย!"
จางอี้มองภาพสามีภรรยาที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขายืนนิ่งเงียบราวกับรูปสลักหิน แต่ภายในใจกลับกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก เขาไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าเื่แผงเครื่องลายครามเป็เื่ที่สตรีผู้นี้แต่งขึ้นมา แต่ความฉลาดและไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของนางกลับทำให้เขารู้สึกทึ่งและประทับใจอย่างประหลาด นางไม่ได้แค่สวย แต่ยังฉลาดเป็กรด และที่สำคัญที่สุด... นางยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องสามีที่ดูซื่อบื้อของนาง
เขามองเลยไปยังอาเฟยที่เอาแต่ก้มหน้าสำนึกผิด ชายหนุ่มที่ดูธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่กลับมีภรรยาที่งดงามและฉลาดล้ำถึงเพียงนี้อยู่เคียงข้าง ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความอิจฉาและความ้าที่จะ "" ก็ผุดขึ้นมาในใจของเขาอย่างรุนแรง
"ลุกขึ้น" จางอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ทรงอำนาจ
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ
"ข้าจะถือว่าเื่หนี้สินนั้น...ยกให้" เขากล่าวต่อ "แต่มีข้อแม้"
เสี่ยวเหลียนใจเต้นระทึก นางรู้ว่า "ข้อแม้" ที่แท้จริงกำลังจะมาถึง
"สามีของเ้า... ดูท่าทางแข็งแรงดี แต่ไร้ระเบียบวินัยสิ้นดี" จางอี้กล่าวพลางจ้องมองอาเฟย "นับั้แ่วันพรุ่งนี้ ให้เขาไปรายงานตัวที่ลานฝึกของพรรคอินทรีทองทุกเช้า ข้าจะให้เขาทำงานรับใช้เล็กๆ น้อยๆ และฝึกฝนร่างกายไปในตัว ถือเป็การชดใช้ความผิดและค่าเสียหายที่เขาก่อขึ้น"
อาเฟยเบิกตากว้างด้วยความดีใจจนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง "จริงหรือขอรับท่านหัวหน้า! ท่านจะให้ข้าไปฝึกที่พรรคอินทรีทองหรือขอรับ!?" สำหรับเขาแล้ว นี่ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต!
"ข้าไม่พูดซ้ำสอง" จางอี้กล่าวเสียงเย็น "ไปได้แล้ว ส่วนเ้า..." เขาหันมาทางเสี่ยวเหลียน "อยู่ก่อน ข้ามีเื่จะคุยด้วย"
อาเฟยที่กำลังดีใจสุดขีดไม่ได้เอะใจอะไรเลย เขารีบหันมาขอบคุณภรรยา "ขอบคุณเ้ามากเหลียนเอ๋อร์! เ้าเก่งที่สุดเลย! ข้าสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานและฝึกฝนให้ดีที่สุด!" ว่าแล้วเขาก็รีบลุกขึ้นโค้งคำนับจางอี้อีกหลายครั้งก่อนจะวิ่งจากไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ทิ้งให้เสี่ยวเหลียนเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้ายตามลำพัง
เมื่อเงาร่างของอาเฟยหายลับไปจากปากตรอก บรรยากาศก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง รอยยิ้มจางๆ ที่เคยประดับบนใบหน้าของจางอี้หายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและร้อนแรงดุจเปลวไฟ
"ฉลาดมากนี่" เขาเอ่ยชม "แต่งเื่ได้แเีจนสามีโง่ๆ ของเ้าเชื่อสนิทใจ"
เสี่ยวเหลียนก้มหน้านิ่ง ไม่ตอบคำใด นางรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ตัวอีกต่อไป
จางอี้ก้าวเข้ามาใกล้จนปลายเท้าของเขาแทบจะชิดกับหัวเข่าของนางที่ยังคงคุกเข่าอยู่ เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย กลิ่นอายของบุรุษที่แข็งแกร่งและอันตรายแผ่กระจายเข้าสู่ลมหายใจของนาง "ข้อตกลงที่ข้าให้สามีเ้าไปนั้น... คือ 'ราคา' สำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเ้า... ราคาที่เ้าต้องจ่ายมันต่างออกไป"
เขายื่นมือออกมาเชยคางของนางขึ้นอย่างช้าๆ บังคับให้นางสบตากับเขาตรงๆ "ข้าชอบความฉลาดของเ้า และข้าก็ชอบความกล้าของเ้า แต่สิ่งที่ข้าชอบที่สุด... คือร่างกายของเ้า"
นิ้วหัวแม่มือหยาบกร้านของเขาลูบไล้ไปตามริมฝีปากที่สั่นระริกของนางอย่างแ่เบา แต่กลับส่งกระแสความร้อนวาบไปทั่วร่างของเสี่ยวเหลียน
"คืนนี้... เมื่อเสียงยามสามดังขึ้น ข้าจะไปรอเ้าที่โรงเก็บฟืนเก่าท้ายซอย อย่าให้ข้าต้องรอนาน และอย่าคิดหนี... เพราะไม่ว่าเ้าจะหนีไปที่ไหนในเมืองนี้ คนของข้าก็จะหาเ้าเจอ และเมื่อถึงตอนนั้น... สามีของเ้าจะไม่ได้ไปฝึกวิชา แต่จะได้ไปนอนอยู่ในคุกแทน"
มันคือคำขู่ที่เด็ดขาดและไร้ทางต่อรอง
เสี่ยวเหลียนหลับตาลงช้าๆ กล้ำกลืนความอัปยศและความเ็ปทั้งหมดลงไปในอก นางพยักหน้ารับช้าๆ เป็การตอบรับสัญญาที่ไม่ได้ใช้คำพูด
"ดีมาก" จางอี้กล่าวด้วยความพึงพอใจ เขาปล่อยมือออกจากคางของนางและยืดตัวขึ้นเต็มความสูง "กลับไปได้แล้ว ทำตัวตามปกติ อย่าให้สามีของเ้าสงสัย"
ว่าแล้วเขาก็หันหลังและเดินจากไป ทิ้งให้เสี่ยวเหลียนคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเฉียบตามลำพัง น้ำตาที่นางพยายามกลั้นไว้สุดความสามารถค่อยๆ ไหลรินลงมาอาบแก้ม มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่เป็น้ำตาแห่งความขมขื่นในโชคชะตาของตนเอง
นางได้ในสิ่งที่้าแล้ว... อาเฟยได้โอกาสที่จะแข็งแกร่งขึ้นภายใต้การคุ้มครองของบุรุษที่ทรงอิทธิพลที่สุดในย่านนี้ แต่นางก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่แสนแพงด้วยร่างกายและจิติญญาของนางเอง
ตลอดทั้งวันนั้น เสี่ยวเหลียนต้องแสร้งทำเป็ยิ้มแย้มและยินดีไปกับอาเฟยที่เอาแต่พูดถึงความโชคดีของตนเองไม่หยุดปาก เขาวาดฝันถึงอนาคตที่สดใสที่เขาจะได้เป็ยอดฝีมือและสามารถปกป้องนางได้ ทุกถ้อยคำที่เขาพูดออกมาด้วยความไร้เดียงสา ไม่ต่างอะไรกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนาแในใจของนาง
"เ้าดูสิเหลียนเอ๋อร์! แค่ข้าทำผิดพลาดเล็กน้อย เ้าก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็โอกาสได้ ข้าบอกแล้วว่าเ้าคือภรรยาที่ประเสริฐที่สุดในใต้หล้า!" อาเฟยกล่าวพลางกอดนางด้วยความรักใคร่
เสี่ยวเหลียนได้แต่ฝืนยิ้มและกอดตอบเขาไป ทั้งที่ในใจอยากจะร้องไห้ออกมาจนสุดเสียง "ใช่... ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อเ้า... อาเฟย"
เมื่อรัตติกาลมาเยือน หัวใจของนางก็ยิ่งบีบคั้นเข้ามาทุกขณะ อาเฟยที่เหนื่อยล้าจากการเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นางนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเขาอยู่ข้างๆ ยิ่งทำให้นางรู้สึกผิดบาปจับใจ
นางค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างแ่เบาที่สุด สวมเสื้อผ้าและเดินไปยังประตูห้อง มือที่กำลังจะเปิดประตูสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ นางหันกลับไปมองร่างของอาเฟยบนเตียงอีกครั้ง "ข้าขอโทษ..." นางพึมพำเสียงแ่เบาราวกระซิบ
แล้วนางก็ก้าวเท้าออกจากห้องไป... ก้าวเข้าสู่เงามืดที่อสรพิษร้ายกำลังรอขย้ำเหยื่อของมันอยู่
โรงเก็บฟืนเก่าท้ายซอยตั้งอยู่อย่างเงียบสงัดในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านรูรั่วบนหลังคาลงมาเป็ลำแสงจางๆ เมื่อเสี่ยวเหลียนก้าวเข้าไปข้างใน นางก็เห็นเงาร่างสูงใหญ่ยืนพิงกำแพงรออยู่ก่อนแล้ว
จางอี้ก้าวออกจากเงามืดมาเผชิญหน้ากับนาง ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธใดๆ แต่แววตาของเขากลับคมปลาบยิ่งกว่าดาบเล่มไหนๆ
"ข้านึกว่าเ้าจะขี้ขลาดไม่กล้ามาเสียอีก" เขากล่าว
"เมื่อข้ารับปากแล้ว ข้าย่อมไม่คืนคำ" เสี่ยวเหลียนตอบเสียงเรียบ พยายามข่มความกลัวในใจ
"ดี" จางอี้เดินเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นอายที่คุกคามของเขาทำให้นางเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่แผ่นหลังของนางก็ชนเข้ากับกำแพงไม้ที่เย็นเฉียบ ปิดกั้นทางหนีของนางโดยสิ้นเชิง
เขาใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงไว้ กักขังนางให้อยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ "เช่นนั้น... ก็มาเริ่ม 'จ่ายค่าตอบแทน' ของเ้ากันเถอะ"
ใบหน้าของเขาโน้มลงมาหาระยะห่างระหว่างริมฝีปากของพวกเขาลดน้อยลงทุกขณะ เสี่ยวเหลียนหลับตาปี๋ หัวใจของนางกำลังภาวนา... ภาวนาให้ค่ำคืนอันแสนยาวนานนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน สมองของนางก็กำลังทบทวนเคล็ดวิชาหยก์ที่หมอหลี่เคยสอน...
'ในทุกวิกฤต... ย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ'
นางจะต้องไม่ยอมเป็ฝ่ายถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว นางจะต้อง "ขโมย" บางสิ่งบางอย่างกลับคืนมาให้ได้... เพื่ออาเฟย!