ทั้ง2คนไปออกกำลังกายตอนเช้าตามปกติหลิงอี้แปลกใจในความเงียบของหนิงเหอที่ไม่ว่า หรือถามเขาสักคำถึงเื่เมื่อคืนเขาแน่ใจว่าหนิงเหอรู้ว่าเขาแกล้งเมาเมื่อกลับมาถึงห้องหนิงเหอก็ทำทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเขานั่งกำลังลงทานข้าว
หนิงเหอก็เดินออกมาจากห้องแกะกล่องข้าวพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขาบรรยากาศดูอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก หลิงอี้ไม่กล้าพูดอะไรนั่งกินข้าวอยู่เงียบๆทานข้าวเสร็จหลิงอี้กำลังจะลุกจากเก้าอี้ทานข้าว
หนิงเหอจึงเอยปากพูดกับเขาว่า(หลิงอี้ฉันขอเวลาคุยกับคุณสักครู่เชิญนั่งลงก่อนค่ะ เื่เมื่อวานที่คุณแกล้งเมาเหล้าแล้วทำแบบนั้นกับฉันเพื่อจะลองใจฉันใช่ไหมคะ) หนิงเหอไม่อ้อมค้อมถามอย่างตรงประเด็น“ใช่...ผมแค่อยากลองใจคุณว่าที่คุณเข้ามาเป็ผู้จัดการส่วนตัวให้ผมมีจุดประสงค์อื่นด้วยหรือเปล่า”
(อ้อ...ที่คุณจะจูบฉันก็แค่อยากลองใจว่าฉันจะจูบคุณกลับด้วยหรือเปล่าใช่ไหม) “นี้คุณเป็ผู้หญิงนะจ๊ะพูดจาอะไรหัดรู้จัดอายปากบ้าง” (ทำไม? ฉันต้องอาย! คุณต่างหากที่ต้องอาย หลิงอี้คุณหลงตัวเองระแวดระวังคนอื่นอยู่ตลอดเวลาฉันพอเข้าใจได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับฉัน) “ผมไม่ได้คิดจะจูบคุณจริงๆ ซะหน่อย ”
(เหรอคะ....แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นถ้าฉันไม่ผลักคุณออกฉันคงโดนคุณจูบไปแล้วฟังให้ดี...ที่ฉันทำทุกอย่างอยู่ตอนนี้ขอให้คุณรู้เอาไว้ฉันทำเพราะพี่สาวคุณดีกับฉันอีกอย่างฉันเห็นว่าคุณไม่มีพี่หลิงฟานอยู่ข้างกาย คุณคง้ากำลังใจฉันพยายามเข้าใจความรู้สึกของคุณแต่คุณกลับมาระแวงฉัน)
หลิงอี้ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปจริงๆ“ผม...ขอโทษ ผมแกล้งคุณหนักเกินไปหน่อย ” (เอาเป็ว่าต่อไป...หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกคุณก็เตรียมหาผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ไว้ได้เลย) พูดจบหนิงเหอก็เดินกลับเข้าห้อง ทิ้งหลิงอี้ให้นั่งที่โต๊ะทานข้าวสำนึกผิดอยู่เพียงลำพัง
หลิงอี้รู้ตัวว่าเขาทำเกินไปครั้งนี้หนิงเหอดูจะโกรธเขามาก จะทำยังไงให้หนิงเหอหายโกรธ เขาจึงโทรไปหาจี้เฉินคนที่จำยอมเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดร่วมเล่นละครกับเขาไปด้วย“จี้เฉิน....เื่เมื่อคืนทำหนิงเหอโกรธมากทำไงดี?” ผมเตือนพี่แล้วใช่ไหม ว่าอย่าทำ อย่าทำพี่ก็ไม่เชื่อผม!
หนิงเหอเขาห่วงใยดูแลเอาใจใส่พี่อย่างดีผมไม่เห็นว่าหนิงเหอจะทำอะไรอย่างที่พี่คิดสักนิด “เอาน่า...เื่นั้นฉันรู้แล้วว่าแต่จะทำยังไงให้หนิงเหอหายโกรธ” พี่เองยังไม่รู้แล้วผมจะไปรู้ได้ยังไง หาเื่เองก็หาวิธีแก้เอาเองแล้วกันครับ แค่นี้นะ! จี้เฉินวางสายไปดื้อๆ
ขณะที่หลิงอี้กำลังอ่านบทเพื่อเตรียมตัวคัดไปคัดเลือกนักแสดงซีรีย์แนวพีรียดย้อนยุคเื่ลำนำรักท่านแม่ทัพเสียงวีแชทดังแจ้งเตือนว่ามีข้อความใหม่เข้ามา หลิงอี้เปิดดูข้อความที่ส่งมา
วีแชท #
หนิงเหอ : พรุ่งนี้คุณหลิงอี้มีนัดตอน10โมงเช้ากับผู้กำกับลี่ินะคะซีรีย์เริ่มคัดเลือกนักแสดงในเื่ลำนำรักท่านแม่ทัพ ขอให้คุณโชคดีผ่านการคัดเลือกเป็ผู้แสดงนำฝ่ายชายนะคะ
หลิงอี้ : ขอบคุณครับผมกำลังท่องบทละครอยู่พอดี
หนิงเหอ :ฉันมั่นใจว่าคุณต้องผ่านการคัดเลือกอย่างแน่นอนฉันลองอ่านบทดูแล้วฉันว่าบทนี้เหมาะกับคุณมากๆ
หลิงอี้ :เื่เมื่อวานผมต้องขอโทษคุณจริงๆ คุณหายโกรธผมหรือยังครับถ้ายังคุยช่วยบอกผมหน่อยว่าผมควรทำยังไงคุณถึงจะหายโกรธ
หนิงเหอ :ถ้าอยากให้ฉันหายโกรธ พรุ่งนี้คุณต้องตั้งใจกับการคัดเลือกนักแสดงให้ดีที่สุดและคุณต้องได้รับบทท่านแม่ทัพมาให้ได้ ฉันถึงจะหายโกรธ ตกลงไหมคะ
หลิงอี้ :ตกลงครับ ผมจะทำเต็มทีให้ได้รับบทนักแสดงนำฝ่ายชาย มาให้คุณให้ได้(ชายหนุ่มรู้สึกมั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาดหลังจากได้ยินหนิงเหอบอกว่าเขาเหมาะกับบทท่านแม่ทัพ)
ดารานักแสดงต่างพากันมาเพื่อคัดเลือกตัวละครในซีรีย์เื่ลำนำรักท่านแม่ทัพทุกคนเตรียมตัวกันมาอย่างดีมีนักแสดงชายหน้าใหม่หลายคนเข้าร่วมคัดเลือกนักแสดงนำฝ่ายชายในครั้งนี้คนที่สะดุดตาหนิงเหอนั้นคือเจียวเจี๋ยที่เป็ทั้งรุ่นน้องและคู่แข่งของหลิงอี้ก็เข้าร่วมคัดเลือกนักแสดงรวมอยู่ด้วย
เมื่อถึงคิวหลิงอี้เขาออกมาแสดงทักษะการต่อสู้ด้วยการใช้ดาบได้อย่างแข็งแรง และงดงาม หลิงอี้ยังแนะนำตัวอีกว่าเขามีทักษะการขี่ม้าอยู่ในระดับดีเยี่ยมเขาสามารถตีความบุคลิกภาพ ท่าทางการเดินการพูดของท่านแม่ทัพออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ จำบทได้อย่างถูกต้องแม้นย้ำเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้เป็อย่างดี เมื่อการคัดเลือกนักแสดงจบลง ผู้กำกับก็ประกาศรายชื่อนักแสดงนำในเื่ทันทีนักแสดงนำฝ่ายชาย บทท่านแม่ทัพผู้ที่ได้รับเลือกคือ “หลิงอี้”
หลิงอี้ดีใจมากจนลืมตัวเขาวิ่งมาจับมือหนิงเหอ โดยไม่แคร์สายตาใคร “หนิงเหอผมทำได้! ผมทำได้แล้ว!” ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเจียวเจี๋ยหลิงอี้ดูให้ความสำคัญกับหนิงเหอเกินกว่าการเป็แค่ผู้จัดการส่วนตัว บางทีนี้อาจเป็จุดอ่อนของหลิงอี้ก็เป็ได้
เจียวเจี๋ย : แสดงความยินดีด้วยนะครับพี่หลิงอี้ ผมกะไว้แล้วว่าพี่ต้องได้รับบทนี้
หลิงอี้ : อย่างนั้น...เหรอถ้านายกะไว้อยู่แล้วว่าฉันจะต้องได้บทนี้ นายมาคัดเลือกแข่งกับฉันไปเพื่ออะไรไม่ทราบ! (หลิงอี้ตอบด้วยท่าทางยียวนกวนประสาทเช่นเคย)
เจียวเจี๋ย :ผมก็แค่อยากหาประสบการณ์เพิ่มเติมเท่านั้นแหละครับแต่ผมยังโชคดีที่ไม่ได้มาเสียเที่ยว ผมได้รับบทเป็ฮ่องเต้ที่เป็ทั้งศัตรูคู่แค้นและศัตรูหัวใจของท่านแม่ทัพ
หลิงอี้ : ยินดีกับนายด้วยก็แล้วกันบทนี้ชั่งเหมาะสมกับนายมากจริงๆ
เจียวเจี๋ย :(จากนั้นเขาก็มองข้ามหลิงอี้ไป แล้วหันทำท่าทักทายหนิงเหอแทน)สวัสดีครับคุณหนิงเหอ ไม่ได้เจอกันนานสบายดีใช่ไหม
หนิงเหอ : (ยิ้ม...ให้เล็กน้อยตามมารยาทสายตามองไปข้างหน้าและตอบเพียงสั้นๆ ว่า) สบายดีค่ะ
เจียวเจี๋ย : ดูจากท่าทางคุณหนิงเหอเหมือนไม่อยากคุยกับผมเลยนะครับ
หนิงเหอ :ไม่ใช่อย่างนั้นหลอกค่ะ ฉันแค่กำลังคิดเื่อื่นอยู่เลยเสียมารยาทกับคุณเจียวเจี๋ยไปหน่อย
เจียวเจี๋ย : อ้อ...เป็แบบนี้นี้เองอย่างนั้นผมไม่รบกวนดีกว่า...ไว้พบกันที่เจ้อเจียงนะครับ
หลิงอี้ : เจียวเจี๋ย! ฉันขอเตือนนายไว้อย่าง อยู่ให้ห่างจากคนของฉันนายก็น่าจะรู้ดีว่าเพราะอะไร (น้ำเสียงหลิงอี้ฟังดูเยือกเย็น...แต่ในแววตาที่เขามองจ้องไปที่เจียวเจี๋ยกับร้อนระอุเมื่อมีเปลวไฟความแค้นอยู่ในดวงตา)
เจียวเจี๋ย :อย่าคิดมากสิครับ ผมก็แค่ทักทายอย่างคนรู้จัก ไม่ได้จะไปทำอะไรคุณหนิงเหอสักหน่อย(ชายหนุ่มพูดเสร็จก็เดินหัวเราะเสียงดังออกไป ไม่มีความเกรงกลัวกับคำพูดที่หลิงอี้เอ่ยปากเตือนเขาแม้แต่น้อย)
หนิงเหอมองหลิงอี้ด้วยความสงสัยมากขึ้นทำไมหลิงอี้ถึงมีแววตาเกลียดชังเจียวเจี๋ยได้มากเพียงนี้กันนะ หลิงอี้ข่มอารมณ์โมโหที่มีต่อเจียวเจี๋ยได้แล้วจึงหันกลับมาถามหนิงเหอเพราะความอยากรู้ “หนิงเหอที่คุณตอบเจียวเจี๋ยไปสั้นๆเพราะคุณคิดเื่อะไรอยู่เหรอครับ” หนิงเหอยิ้มกว้างให้กับหลิงอี้พร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงสดใส (กำลังคิดว่าจะพาคุณไปฉลองที่ไหนดี และก็เื่ตอนไปที่กองถ่ายฉันต้องเตรียมอะไรเพิ่มเติมให้คุณบ้าง เลยไม่ทันได้สนใจที่เจียวเจี๋ยถามค่ะ)
หนิงเหอตอบในสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ในหัวให้หลิงอี้ฟังหลิงอี้ได้ยินคำตอบจากหนิงเหอทำเอาเขาก้มหน้าแอบยิ้ม คิดไม่ถึงเลยว่าหนิงเหอจะใส่ใจเื่ของเขามากขนาดนี้ (วันนี้เราไปฉลองที่ไหนกันดีคุณหลิงอี้อยากทานอะไรเป็พิเศษไหมคะ)
“สั่งอะไรง่ายๆ มาทานที่คอนโดฯ ดีกว่าวันนี้ผมเหนื่อยมากอยากกลับไปพักที่บ้านมากกว่า” (ฉันลืมไปวันนี้คุณคงเหนื่อยมาก)หนิงเหอกำลังจะเดินเข้าไปใกล้แต่ก็ต้องหยุดชะงัก กฎ 5ก้าวยังคงดังอยู่ในหัวหลิงอี้เห็นอาการหนิงเหอก็รู้ได้ทันที “ผมมีรางวัลตอบแทนให้คุณ” (รางวัลอะไรเหรอคะ) “ผมจะยกเลิกกฎการอยู่ร่วมกันทั้ง5ข้อของเราทั้งหมด” (จริง! เหรอคะต่อไปฉันไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้อง จะเดินไปไหน ทำอะไร ตอนไหนเวลาใดในบ้านก็ได้ใช่หรือเปล่าคะ)
“ถูกต้องครับ รวมถึงที่ชั้น2 ด้วยคุณสามารถเดินเข้าออกได้ตามสบาย ผมอนุญาต” หนิงเหอยิ้มกระโดดกอดคอหลิงอี้ด้วยความดีใจฉันทำให้หลิงอี้ยอมเปิดใจยอมรับฉันอย่างไม่มีข้อแม้ ต่อไปฉันจะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดเวลาทำงานร่วมกันกับอีกแล้ว(หนิงเหอคิดแค่นั้น...จริงๆ)