สายลมสนธยาดังหวีดหวิว ความเย็นสลดวูบอบอวล
สายลมราตรีอ่อนเบาพัดโชยผ่าน เหน็บหนาวเย็นลึกถึงกระดูก
บนสังเวียนประลองยุทธ์ ฉู่เหินยืนแบกหอกพิชิตมารเปิดเผยความทระนงองอาจแห่งบุรุษหนุ่ม โลหิตแดงก่ำหยาดหยดลงตามปลายหอกแสงหอกสามฉื่อเฉียบคมจรัสตา
ศพเหรินชงนอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลออกไป ดวงตาเบิกกว้างไร้ซึ่งชีวิต
ราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิ ถูกฉู่เหินปลิดชีพด้วยหอกเดียว
กระนั้น วาจาที่ฉู่เหินประกาศิตต่อเย่โยวเมื่อครู่นี้กลับสั่นคลอนจิตใจคนทั้งลานอีกหน
“ข้าฉู่เหินมีวันนี้ได้ ด้วยคุณหนูใหญ่เย่ประทานมาให้”
“หนี้ที่คนผู้นั้นติดค้างข้าไว้ ข้าจะทวงคืนชนิดทบต้นทบดอก”
“คุณหนูใหญ่เย่...บัดนี้เจ้าไม่ได้อยู่ในสายตาข้าเลยแม้แต่นิดเดียว”
“วันนี้แค่ดอกเบี้ยเท่านั้น ต้องมีสักวันที่ข้าฉู่เหินกะซวกหอกเล่มนี้เข้าที่คอหอยมัน!”
...
ชัดทุกถ้อยแจ่มทุกคำ แหลมคมดุจใบมีดแทงใจดำเย่โยว
ก้นบึ้งของหัวใจทุกดวงหนาวสั่นขึ้นมาเสียเฉยๆเย่โยวสีหน้าอัปลักษณ์ทันตาเห็น ร่างงามสั่นงันงก ทั้งอึ้งทั้งโกรธ
คำพูดของฉู่เหินไม่ต่างจากตบเข้าที่บ้องหูของนางอย่างแรงเลย
กระนั้น เย่เหยาข้างกายเย่โยวก็เศร้าใจเป็นอันมาก
นางคิดไม่ถึงเลยว่าสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวนางกับฉู่เหินจะกลายเป็นเช่นนี้ไป
แต่เย่เหยาก็รู้ดียิ่งว่าทุกอย่างเป็นเพราะเย่โยวพี่สาวนางก่อหวอดขึ้นมาทั้งหมดฉู่เหินไม่ได้หาเรื่องก่อนเลย ที่เขาทำก็แค่ทวงคืนเท่านั้นเอง
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้เย่เหยาก็ยิ่งกังวลใจ
นางกลัวว่าสักวันหนึ่ง เย่โยวจะวาดกระบี่ชี้หน้าฉู่เหินและฉู่เหินก็จะเล็งหอกพิชิตมารมาที่เย่โยวอย่างไร้ลังเล
...
ห้องเงียบติดหน้าต่างที่ชั้นสามของหอจวินไหล
เหวยชิงฝานหน้าดำคร่ำเครียดเต็มแก่ ฉู่เหินกำลังประกาศศึกกับเขาชัดๆ
“ไอ้ระยำต่ำช้า” ดวงตาเหวยชิงฝานวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารน่าขนลุกหากมิใช่เพราะสถานการณ์ไม่เป็นใจ เขาคงกระโจนลงไปฆ่าพรรค์ระยำน่ารังเกียจเสียเดี๋ยวนี้
“นี่หรือเปิดชีพจรขั้นเก้าที่เจ้าพูดถึง?” เหวยชิงฝานถามเหวยหานข้างหลัง
เหวยหานหน้าเปลี่ยนสี เขารีบแก้ตัว “ผู้ใต้บังคับบัญชาบกพร่องในหน้าที่เองข้าไม่นึกเลยว่าพลังของเขาจะก้าวหน้าเร็วเช่นนี้”
“หึ!” เหวยชิงฝานแค่นเสียงจิตสังหารในดวงตาแรงกล้าขึ้นทุกที
...
ใต้สังเวียนประลองยุทธ์!
หลังผ่านความเงียบงันไป บรรยากาศก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ผู้ที่สุขสราญขึ้นมาก่อนใครเพื่อนย่อมจะเป็นศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์มู่เฟิง หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ และพรรคพวกกู่ร้องปรบมือตะโกนเอาฤกษ์เอาชัยกันยกใหญ่
“ศิษย์พี่ฉู่เหินยอดยุทธ์!”
“ศิษย์พี่ฉู่เหินเลอเลิศ อันดับหนึ่งแห่งดาวชิงดวง”
“อันดับหนึ่ง ฮ่าๆ สำนักดาราสวรรค์ชิงที่หนึ่งมาได้เสียที”
...
เสียงกู่ก้องสุขสำราญดังไปทั่วลาน นานปีผ่านมาในที่สุดสำนักดาราสวรรค์ก็ลืมตาอ้าปากได้เสียที
บรรดาศิษย์ใหม่จากสำนักยุทธขั้นสูงอื่นต่างเงียบงันไม่พูดไม่จา คนไม่น้อยชำเลืองมองอัจฉริยะทั้งสองของสำนักยุทธจักรพรรดิอย่างหยางอวี่ไท่และซูเสวี่ยโหรวตามสัญชาตญาณ
“ฮึ!” หยางอวี่ไท่ยกยิ้มเมินเฉยออกมา
พลันนั้น เขาก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง
ทว่า ซูเสวี่ยโหรวกลับยื่นมือรั้งเขาไว้
“ทำไมเล่า?” หยางอวี่ไท่ถามด้วยไม่เข้าใจ
“พอแล้วดีกว่า” ซูเสวี่ยโหรวน้ำเสียงอ่อนหวาน น้ำคำเจือนัยยะหลายส่วน
“เฮอะๆ” หยางอวี่ไท่หัวเราะแล้วส่ายหน้าเป็นคำตอบ“อันดับหนึ่งต้องเป็นของสำนักยุทธจักรพรรดิเสมอ ไม่มีผู้ใดช่วงชิงมันไปได้”
แววเย่อหยิ่งเหลาะแหละฉาดฉายในดวงตาหยางอวี่ไท่เขาเดินขึ้นสังเวียนสัประยุทธ์ไป
“เฮ้ย ประชุมใหญ่ยังไม่จบลงเลย จะเรียกตนเองว่าเป็นอันดับหนึ่งแล้วหรือ?”
เสียงยั่วเย้าหลายส่วนดลให้คนสำนักดาราสวรรค์หยุดโห่ร้องสายตาทุกคู่มองตรงไปยังหยางอวี่ไท่โดยไม่ได้นัดหมาย
“สำนักยุทธจักรพรรดิทนไม่ไหวต้องลงมือแล้วหรือนี่”
“ได้ยินมาว่าหยางอวี่ไท่พลังพอกันกับเหรินชงแต่เหรินชงตายด้วยน้ำมือฉู่เหินนี่”
“แต่พลังหยวนแท้ในกายฉู่เหินคงเหลืออยู่ไม่เท่าไรหยางอวี่ไท่รอจังหวะกินรวบ พวกเจ้าคิดว่าใครจะชนะเล่า?”
...
สถานการณ์บนสังเวียนชัดเจนอย่างยิ่ง
ฉู่เหินกำราบเฮ่อเฉา สังหารเหรินชงติดต่อกันพวกเขาลองคิดแล้วก็รู้ว่าพลังหยวนแท้ของบุรุษหนุ่มคงเผาผลาญไปจนเหลืออยู่หรอมแหรม หยางอวี่ไท่ลงมือตอนนี้ย่อมจะมีสิทธิ์เอาชนะฉู่เหินได้เก้าในสิบ
สู้มาตั้งนาน สุดท้ายกลายเป็นบันไดให้คนอื่นเหยียบแทนเสียนี่
“เฮ้ย ศิษย์สำนักยุทธจักรพรรดิท่านนั้น จะหน้าไม่อายเกินไปหน่อยแล้วกระมัง?ฉวยโอกาสนี่หว่า!” มู่เฟิงอ้าปากด่า
“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ขึ้นสังเวียน รอจนป่านนี้ค่อยลงมือฉวยโอกาสคนอื่นเขาชัดๆ”
...
หยางอวี่ไท่เมินเสียงไม่พอใจของสำนักดาราสวรรค์
เขาเยื้องย่างขึ้นสังเวียนประลอง มองฉู่เหินที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาสนุกสนานแล้วหัวเราะผะแผ่ว“บนโลกนี้ไม่เคยมีความยุติธรรมอยู่แล้ว ศิษย์น้องฉู่เหินเจ้าคิดเหมือนกันหรือไม่?”
“เห็นด้วย” ฉู่เหินตอบกลับนิ่งสงบ
“ดูท่าทางของศิษย์น้องแล้ว คงใคร่จะส่งตำแหน่ง ‘อันดับหนึ่งแสงดาว’ มาให้กระมัง?”
สำหรับหยางอวี่ไท่แล้วนั้น เขามาที่นี่เพื่อจะชิงตำแหน่ง ‘อันดับหนึ่งแสงดาว’ เท่านั้น ไม่สนว่าจะต้องประมือกับฉู่เหินดังนั้นหากเขายอมถอยให้ก็เป็นการดี
กระนั้น ฉู่เหินกลับไม่มีทีท่าว่าจะลงจากสังเวียน
ดวงตาลึกล้ำแสนเด็ดเดี่ยวคู่นั้นสบเข้ากับดวงตาของหยางอวี่ไท่อย่างสงบแม้ห่างกันเป็นสิบเมตร“หากท่านกำจัดแววดูถูกในดวงตาทิ้งไปเสียตำแหน่งอันดับหนึ่งแสงดาวนี้คงยกให้ท่านได้”
ได้ยินดังนั้นผู้คนก็เคลื่อนไหวขึ้นมา
เหมือนเช่นที่ฉู่เหินพูดมา ตั้งแต่ขึ้นสังเวียนมานี้หยางอวี่ไท่ก็เอาแต่ยิ้มระรื่น หยิ่งยโส และเฉยเมย
หรือก็คือ หยางอวี่ไท่หาได้มองเขาเต็มตาหรือเคารพเขาในฐานะคู่ต่อสู้ไม่แม้จะเป็นฉู่เหินผู้ปลิดชีพราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิได้ก็ตามที โดยเฉพาะแววตาท้าทายเต็มเปี่ยมนั่นทำฉู่เหินไม่สบายใจเอาเสียเลย
“เฮอะๆ ขออภัยด้วย นิสัยข้าก็เป็นเช่นนี้...” หยางอวี่ไท่ไม่เพียงไม่สำรวมรอยยิ้มยั่วเย้ายิ่งชัดเจนกว่าเดิม เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก็ว่าต่อ“แต่ข้าแนะว่าเจ้าอดทนอดกลั้นเสียหน่อยจะดีกว่า แม้ว่าเจ้าจะเก่งกล้าสามารถพอฆ่าเหรินชงได้ข้าหยางอวี่ไท่ก็ไม่ได้ เห็น เจ้า อยู่ ใน สายตา”
ท้าทายอย่างเด่นชัด!
คลื่นปราณไร้ตัวตนแผ่กระจายจากสังเวียน ใบหน้าคนไม่น้อยปรากฏแววประหลาดใจนี่หรือคือความหยิ่งในศักดิ์ศรีของหยางอวี่ไท่ ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของ ‘หนึ่งในสองราชาศิษย์ใหม่’ สำนักยุทธจักรพรรดิ
หยางอวี่ไท่มีคุณสมบัติพอให้ทระนงตน!
เพราะในสายตาของเขานั้น ผู้พิชิตเหรินชงได้หาใช่มีแต่ฉู่เหินเขาเองก็ทำได้
คนบนอัฒจันทร์ต่างอารมณ์ต่างความรู้สึก
พวกที่ชัดเจนหน่อยย่อมจะเป็นคนสำนักดาราสวรรค์ พวกอวี๋เฉินอวี้ เป็นต้น...ฝ่ายเย่โยวนั้นสงบลงมาแล้วดวงหน้าเยือกแข็ง นางหวังว่าฉู่เหินจะอับอายขายขี้หน้าเพราะหยางอวี่ไท่บ้าง
...
แสงคมเปิดเผยรอบกายหยางอวี่ไท่ ศิษย์ใหม่ทั้งหลายต้องหลีกทางให้เขาสามส่วนแต่ฉู่เหินไม่ สีหน้าท่าทีเขาสุขุมเยือกเย็นกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก
“อดทนอดกลั้น?” ฉู่เหินหัวเราะหัวเราะเป็นธรรมชาติแสนผ่อนคลาย เขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ “จะอดทนอดกลั้นก็ต่อเมื่อคู่ต่อสู้พลังแข็งแกร่งกว่าเท่านั้นแต่เจ้าไม่มีคุณสมบัติให้ข้าอดทนอดกลั้น”
ตอกกลับไร้ปรานี
ความอหังการของบุรุษหนุ่มนามฉู่เหินดลให้ต้องทึ่งอีกหน
หยางอวี่ไท่แววตาเย็นยะเยือก มุมปากยกเป็นยิ้มเหี้ยมเฉียบขาด “ดีมากวันนี้ข้าอยากดูนักว่าเจ้าจะมีคุณสมบัติอันใดให้ลั่นวาจาสามหาว หากเจ้าคิดว่าฆ่าเหรินชงได้แล้วจะสามารถพอวิพากษ์วิจารณ์ข้าได้ก็คิดผิดมหันต์แล้ว”
ตึง!
สิ้นคำ พลังหยวนแท้โหมกระหน่ำก็ออกมาจากกายของหยางอวี่ไท่
ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนว่าคลื่นพลังหยวนแท้ที่พันรอบกายหยางอวี่ไท่นั้นแกร่งกว่าเหรินชงก่อนหน้าพลังหยวนแท้สีแดงเพลิงพันแขนทั้งสองข้างดั่งอสรพิษวิญญาณพันรอบ
ทุกผู้ทุกนามตกใจไม่เบา หยางอวี่ไท่ผู้นี้ไม่อาจท้าทายได้ดังคาด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉู่เหินคงตกอยู่ในอันตรายจริงๆ แน่
“หวังว่าอีกครู่เจ้าจะพูดวาจาสามหาวหน้าไม่อายนั่นออกมาได้อีก”
ฟิ้ว!
สิ้นเสียง หยางอวี่ไท่นำพาพลังปราณน่าสะพรึงพุ่งเข้าใส่ฉู่เหินฤทธานุภาพโหมกระหน่ำดั่งสัตว์ร้ายตะปบเหยื่อ ลมแรงกล้าพัดดินทรายปลิวว่อนฝูงชนที่นั่งอยู่แถวหน้าถูกดินทรายเล็กๆ นั่นปลิวใส่จนเจ็บแปลบ
เห็นหยางอวี่ไท่แข็งแกร่งเพียงนี้แล้วคนมากมายก็เริ่มเป็นห่วงชะตากรรมฉู่เหิน
แต่ก็มีไม่น้อยที่สุขอุรากับความทุกข์คนอื่น หัวเราะเยาะว่าคนหนุ่มอหังการหลงตัวเองเฮือกสุดท้ายแล้วแท้ๆ ยังกล้าลูบคมหยางอวี่ไท่ ช่างไม่ต่างอันใดกับรนหาที่ตาย
เพียงเสี้ยววินาที หยางอวี่ไท่ก็มาถึงเบื้องหน้าฉู่เหิน
พลังหยวนแท้สีแดงพันแขนก่อเกิดเป็นคลื่นพลังรุนแรงฉู่เหินเหยียดยิ้มไม่ยี่หระ ชั่วขณะก่อนการบุกของหยางอวี่ไท่จะมาถึงปราณมนตร์น้ำแข็งเย็นยะเยือกไร้เทียมทานก็ปะทุออกมาจากในร่างฉู่เหินแบบไม่ทันให้ตั้งตัว
อะไร?
ผู้คนตกใจไปตามๆ กัน
ปราณมนตร์น้ำแข็งเย็นเฉียบนั้นเผด็จการยิ่งนักอุณหภูมิบนสังเวียนเหน็บหนาวผิดธรรมชาติสังเวียนระหว่างฉู่เหินกับหยางอวี่ไท่เกิดเกล็ดน้ำแข็งชั้นหิมะแผ่ลามจนหนาเตอะ
หยางอวี่ไท่ผู้รุกคืบเผชิญอายหนาวมนตร์น้ำแข็งอันเบ็ดเสร็จแล้วเป็นต้องสะอึก
อายหนาวนั้นเมินการป้องกันของเขาจนหมดสิ้น ดุจดังแท่งน้ำแข็งแทงกระดูกรุกล้ำเข้าเส้นปราณใหญ่ทั้งหมดในร่าง ไม่เพียงแต่เคลื่อนพลังหยวนแท้ช้าลงเท่านั้นกระทั่งจะขยับมือเท้ายังยากเย็นแสนเข็ญ
“เจ้า...” หยางอวี่ไท่ตกใจจนหน้าถอดสี ใจสั่นลับๆ
“ฮะ ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่มีสิทธิ์ให้ข้าต้องอดทน”
ฟู่!
ฉู่เหินเหยียดยิ้มร้ายกาจ หอกพิชิตมารโผขึ้นด้วยโทสะ นำพาอานุภาพผ่าสลาตันเงาหอกทรงพลังสุดต้านทานกวาดล้างถล่มใส่อกของหยางอวี่ไท่
………………………..