เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    บทที่ 17 : คมเขี้ยวขาวกลางพงไพร และปาฏิหาริย์แห่งมิตรภาพ

    [นาฏกรรมบนหยดเลือด: ศึกที่ไร้ทางชนะ]

    บรรยากาศรอบกายในป่าทึบที่เคยร่มรื่น บัดนี้กลับถูกย้อมไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงเหล็กกล้าปะทะกันดัง ฉาด! อาวุธแหลมคมที่ปะทะกันสะท้อนก้องไปตามขุนเขา สลับกับเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของหน่วยสำรวจที่กำลังจะถึงขีดจำกัด

    สถานการณ์เบื้องล่างเข้าขั้นวิกฤตถึงที่สุด หน่วยสำรวจของหมู่บ้านดอนตะวันพราวที่เหลือรอดเพียง 3 นาย เพราะอีกนายก็พึ่งจะบาดเจ็บหมดแรงล้มลงไปเมื่อครู่นี้ และตอนนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะหลังชนฝา พวกเขาพยายามประสานงานกันอย่างสุดความสามารถเพื่อต้านทานพวกล่าทาสหน่วย 'เขี้ยวโลหิต' อีก 3 คนที่ฝีมือเหนือชั้นกว่าอย่างน่าใจหาย ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอจางๆ ท่ามกลางอากาศชื้นแฉะ บ่งบอกถึงกำลังกายที่ร่อยหรอลงไปทุกที

    ลูน่า นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำค้างและคราบเลือด มือที่สั่นระริกของเธอกำลังพยายามควานหาสมุนไพรจากกระเป๋าข้างเอวอย่างลนลาน ใบหน้าของเด็กสาวซีดเผือดจนไร้สีเลือด หยาดเหงื่อบนหน้าผากไหลซึมเข้าดวงตาแต่เธอก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะปาดทิ้ง เธอรีบหยิบ "หญ้าหยาดค้างคาว" ออกมาบดขยี้ด้วยมือเปล่าอย่างเร่งรีบเพื่อดึงเอาความเย็นและฤทธิ์ฝาดของมันออกมาสมานแผลสด

    เธอกำลังประคองร่างของ ริน ที่นอนหายใจรวยรินอยู่ข้างกาย บาดแผลที่สีข้างของรินนั้นฉกรรจ์นัก คมดาบจาก Artifact ของศัตรูฉีกกระชากเนื้อผ้าและผิวหนังจนเลือดไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย

    “พี่ริน... อดทนไว้นะคะ... ฮึก... อย่าเพิ่งหลับนะ” ลูน่าพึมพำด้วยเสียงที่สั่นเครือขณะแปะหญ้าหยาดค้างคาวลงบนแผลเพื่อหวังจะยับยั้งเชื้อและหยุดเลือดที่ไหลริน

    ทว่าในขณะที่เธอพยายามรักษาเพื่อนสนิท ดวงตาสีอ่อนของเด็กสาวก็ชำเลืองมองไปยังเบื้องหน้า... และนั่นคือภาพที่ทำให้หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น

    [ความเย่อหยิ่งของผู้ล่า: มนุษย์สัตว์ผู้ไร้หาง]

    พวกล่าทาสเผ่าแมวคนนั้น... ชายผู้ทรยศต่อสายเลือดและศักดิ์ศรีของตนเอง กำลังเดินตรงเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ

    ฝีเท้าของมันเงียบเชียบดุจเงาพราย ทว่าน้ำหนักที่กดลงบนใบไม้แห้งกลับส่งความรู้สึกกดดันมหาศาลมาถึงลูน่า มันไม่ได้ถืออาวุธในท่าเตรียมพร้อม แต่มันกลับกวัดแกว่งดาบในมือไปมาอย่างหยิ่งยโส ใบหน้าที่ไร้หมวกเกราะเผยให้เห็นดวงตาเรียวรีที่จ้องมองมายังเหยื่อตัวน้อยด้วยความสนุกสนาน ราวกับแมวป่าที่กำลังเล่นสนุกกับหนูที่ขาหัก

    “หึๆๆ ... ดูสิ ดูท่าทางน่าสมเพชนั่นสิ” มันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูเยือกเย็นยิ่งกว่าลมฤดูหนาว 

    “ความพยายามที่ไร้ความหมาย... กลิ่นสมุนไพรราคาถูกๆ นั่นน่ะเหรอที่จะช่วยชีวิตยัยแมวนี่ได้? น่าขำสิ้นดี!”

    มันหยุดยืนห่างจากลูน่าเพียงไม่กี่ก้าว แสงแดดสะท้อนคมดาบวาววับส่งประกายอำมหิต

    “แกเป็นนักบวชหรือไง? หรือเป็นแค่เด็กเก็บยา? ดูสิมือสั่นขนาดนั้นจะไปช่วยใครได้” มันถากถางพลางแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยว 

    “คนอย่างพวกแก... ที่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านอันแสนอุ่น ไม่เคยรู้หรอกว่าโลกภายนอกมันเน่าเฟะแค่ไหน ศักดิ์ศรีที่พวกแกถือมั่นน่ะ มันซื้อข้าวไม่ได้แม้แต่ครึ่งมื้อด้วยซ้ำ!”

    ลูน่าเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ความโกรธแค้นพุ่งขึ้นจุกอก ทว่าความจริงที่ปรากฏตรงหน้ากลับตอกย้ำให้เธอเห็นถึง 'ช่องว่าง' ของพลังอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ไม่ว่าสมองของเธอจะพยายามคำนวณหาทางออกตามที่ไคเคยสอนสักเท่าไหร่... ผลลัพธ์กลับออกมาเป็นศูนย์

    ‘สถานการณ์แบบนี้... ต่อให้ใช้หน้าไม้ลอบยิง หรือใช้พิษจากสมุนไพร... ก็ไม่มีทางผ่านการตอบสนองของมนุษย์สัตว์ระดับนี้ไปได้เลย’ ลูน่าวิเคราะห์ด้วยความหวาดกลัวที่เย็นเฉียบถึงกระดูกสันหลัง ‘หน่วยสำรวจ 3 คนที่เหลือก็กำลังจะถึงขีดจำกัด... ถ้ามันเข้ามาจบเกมตอนนี้ พวกเราทุกคนตายแน่’

    [บีบคั้นในเงามืด: การทรมานทางจิตใจ]

    พวกล่าทาสเผ่าแมวใกล้เข้ามา แต่มันกลับไม่รีบร้อน...

    มันจงใจเดินวนรอบตัวลูน่าและริน ราวกับต้องการดื่มด่ำกับกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวังที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กสาว

    “ข้าชอบแววตาแบบนี้นะ... แววตาของคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตายแต่ทำอะไรไม่ได้” มันยื่นมือที่สากหนาออกมาลูบไล้ลูกศรหน้าไม้ที่มันคว้าไว้ได้ก่อนหน้านี้อย่างจงใจเยาะเย้ย 

    “ข้าจะให้โอกาสพวกแกอธิษฐานต่อเทพเจ้าของแกอีกสักนิดดีไหม? อ้อ... ลืมไป เทพเจ้าไม่เคยฟังเสียงของทาสหรือคนตายหรอกนะ ฮ่าๆๆๆ!”

    เสียงหัวเราะบ้าคลั่งของมันบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของลูน่า ความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวเป็นมวลหนักหน่วงในช่องอก เธอหันไปมองรินที่ใบหน้าเริ่มซีดขาวขึ้นทุกที แล้วหันไปมองหน่วยสำรวจที่กำลังถูกต้อนจนมุม

    ‘พระเจ้า... ใครก็ได้... ได้โปรด...’ ลูน่าหลับตาลง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มที่เปื้อนฝุ่น ‘ไค... ช่วยพวกเราด้วย...’

    ในนาทีที่ความมืดมิดกำลังจะครอบงำสัมปชัญญะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะถากถางของมัจจุราชที่กำลังง้างดาบขึ้นสูงเพื่อเริ่มการสังหารที่มันรอคอย...

    [พรานล่าสังหาร และสัญชาตญาณที่ถูกลวง]

    ท่ามกลางเงาไม้ที่ทอดตัวยาวตามแสงตะวันยามบ่าย กลิ่นไหม้จางๆ ของมานาที่เข้มข้นโชยออกมาจากร่างของชายหน้าบากที่กำลังพุ่งทะยานดุจสัตว์ป่า กัลลัส หยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหันที่บริเวณรอยต่อของโขดหินใหญ่หน้าหน้าผาหินปูน แขนขวาที่ฝังผลึกธาตุไฟจนเส้นเลือดนูนเด่นเป็นสีส้มแดงส่งไอความร้อนระอุออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว

    เขาก้มลงมองพื้นดินที่เต็มไปด้วยร่องรอยการเหยียบย่ำอย่างไม่เป็นระเบียบ แววตาที่ฉายแววคลุ้มคลั่งกวาดมองกิ่งไม้ที่หักพังและเศษผ้าที่ติดอยู่ตามหนามไม้พุ่ม รอยเท้าเหล่านี้ไม่ได้มุ่งตรงเข้าสู่ปากถ้ำอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ในตอนแรก แต่มันกลับหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน มุ่งตรงเข้าสู่ป่าลึกทิศตะวันออกในสภาพที่ดู 'ลนลาน' อย่างเห็นได้ชัด

    “ฮ่าๆๆๆ! ฮ่าๆๆๆๆๆ!”

    เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนโลหะหนาหนักสองชิ้นครูดเข้าหากันดังระเบิดออกมาจากทรวงอกที่มี Golem Core ฝังอยู่ กัลลัสเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพลางสั่นศีรษะอย่างนึกตลกขบขัน

    “ดูสิ! ดูไอ้พวก 'ผู้กล้า' นี่สิ! แห่กันมาชิงตัวทาสกันแท้ๆ” กัลลัสแค่นเสียงที่พ่นเอาไอความร้อนออกมา 

    “พอเห็นสัญญาณเตือนภัยหน่อยเข้าก็ขวัญหนีดีฝ่อจนจำทางกลับหมู่บ้านตัวเองไม่ได้แล้วรึไง? หนีมั่วซั่วทิ้งร่องรอยไว้ประจานความโง่เขลาขนาดนี้... ช่างน่าสมเพชเสียจริง!”

    ลูกน้องหน่วยเขี้ยวโลหิตอีก 2 คนที่ตามมาติดๆ ต่างแสยะยิ้มตามหัวหน้าของพวกมัน พวกมันมองร่องรอยเหล่านั้นด้วยความตายใจเช่นเดียวกับกัลลัส

    “พวกมันคงรีบหนีจนลืมแม้แต่จะลบร่องรอยครับหัวหน้า” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยสำทับ 

    “รอยเท้าลึกและสะเปะสะปะแบบนี้ บ่งบอกว่าพวกมันกำลังอุ้มหรือแบกของหนัก... ซึ่งก็น่าจะเป็นพวกเด็กๆ กับทาสที่เพิ่งชิงตัวไปนั่นแหละครับ”

    กัลลัสเดินเข้าไปเหยียบลงบนรอยเท้าหนึ่งที่ดูเหมือนจงใจทิ้งไว้แรงผิดปกติ เขาบดขยี้ดินใต้ฝ่าเท้าด้วยความสะใจ

    “หนีไปเถอะ... ดิ้นรนเข้าไปในป่าที่มืดมิดนั่นแหละดีแล้ว!” กัลลัสเหยียดรอยยิ้มที่น่าสยดสยองจนแผลเป็นบนหน้าบิดเบี้ยว 

    “การล่าเหยื่อที่กำลังสั่นกลัวจนหัวใจแทบกระดอนออกมานอกอกน่ะ มันรสชาติดีที่สุด! ข้าจะรอให้พวกแกคิดว่าหนีพ้น... แล้วข้าจะเข้าไปกระชากกระดูกสันหลังของพวกแกออกมาทีละข้อ!”

    ในวินาทีนั้น แกนกลางโกเลม ในอกของเขาส่งแรงสั่นสะเทือนถี่ๆ ออกมา ราวกับมันกำลังตอบรับความกระหายเลือดของเจ้าของร่าง มานาสีแดงก่ำไหลวนเข้าสู่แขนขวาทำให้คริสตัลเวทที่ติดตั้งไว้ใต้ผิวหนังที่หนาหยาบแผ่ไอความร้อนออกมา แรงดันมานาเริ่มก่อตัวจนกัลลัสรู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออก

    “ไป! อย่าให้พวกมันต้องรอนาน!” กัลลัสคำรามสั่งการ 

    “ล่าพวกมันให้สิ้นซาก ใครที่ขวางทาง... ข้าจะเผามันให้เหลือแค่ขี้เถ้า!”

    ร่างของอสุรกายกัลลัสพุ่งทะยานต่อไปตามรอยเท้าลวงที่ไควางแผนไว้ทันที เขาควบตะบึงผ่านดงหนามและพงหญ้าด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเขากำลังไล่ตาม 'เหยื่อที่สิ้นหวัง' โดยหารู้ไม่ว่าในเงามืดเบื้องหน้า... พญาราชสีห์แห่งดอนตะวันพราว และนักวิจัยตัวน้อยผู้กุมสุดยอดขุมทรัพย์ที่เรียกว่า 'วิทยาศาสตร์' กำลังรอเวลาที่จะกระชากเขาสู่นรกที่แท้จริง!

    [คมดาบที่หยอกล้อ และหัวใจที่ไร้เสียงร้อง]

    บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนอากาศคล้ายจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง ลูน่าคุกเข่าก้มตัวลงจนแทบชิดพื้นดิน สองแขนเล็กๆ ของเธอโอบกอดร่างที่อ่อนปรกของรินไว้แน่นดุจปราการสุดท้ายที่เธอมี แผ่นหลังของกระต่ายสาวสั่นเทาด้วยความพรั่นพรึง ทว่าแววตาของเธอกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด

    ฉัวะ...

    เสียงคมดาบกรีดผ่านเนื้อผ้าและผิวหนังดังขึ้นเบาๆ โจรเผ่าแมวไร้หางแสยะยิ้มกว้าง มันไม่ได้ฟันลงมาด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่มันกลับใช้เพียงปลายดาบเรียวบางค่อยๆ ลากผ่านไหล่ลามไปถึงแผ่นหลังของลูน่า สร้างรอยแผลตื้นๆ ที่พอกระตุ้นความเจ็บปวดแต่ไม่ถึงกับทำให้เสียเลือดมากนัก

    “ร้องออกมาสิ... ร้องออกมาเหมือนกระต่ายน้อยที่กำลังจะโดนบดขยี้ไงล่ะ!” มันเค้นเสียงต่ำพลางออกแรงกดปลายดาบลงไปอีกนิดจนเลือดสีแดงสดเริ่มซึมออกมาจากรอยแผลที่แผ่นหลังของลูน่า

    ลูน่าหลับตาแน่น หยาดน้ำตาไหลรินกระทบใบหน้าของรินที่ยังคงหมดสติ เธอรู้สึกถึงความแสบร้อนที่ลามไปทั่วแผ่นหลัง แต่ริมฝีปากของเธอกลับเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เธอไม่ยอมส่งเสียงร้องอ้อนวอนแม้แต่คำเดียว ยิ่งโจรตรงหน้าเยาะเย้ยเธอเท่าไหร่ ลูน่ายิ่งกอดรินไว้แน่นขึ้นเท่านั้น ราวกับจะใช้ร่างกายของเธอเป็นโล่เนื้อปกป้องเพื่อนรักจนวินาทีสุดท้าย

    “ทำไม... ทำไมแกไม่ร้อง!” โจรเผ่าแมวเริ่มเปลี่ยนจากความสนุกเป็นความกราดเกรี้ยว แววตาของมันสั่นไหวด้วยความหงุดหงิดที่เหยื่อตรงหน้าไม่ได้มอบ 'ความบันเทิง' อย่างที่มันคาดหวัง

    มันเริ่มกรีดแผลลึกขึ้น... และลึกขึ้น! คมดาบวาดผ่านแผ่นหลังของลูน่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชุดที่เธอใส่เริ่มชุ่มไปด้วยเลือด แผลขีดข่วนนับสิบเริ่มกลายเป็นแผลฉกรรจ์ที่กรีดแทงถึงชั้นมานาในร่างกาย ทว่าลูน่ากลับทำเพียงแค่สะอึกเงียบๆ ร่างกายสั่นสะท้านแต่ใจกลับนิ่งสนิท

    “ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย! ถ้าไม่ร้อง... งั้นก็ลงนรกไปซะทั้งคู่นั่นแหละ!”

    ความโมโหพุ่งขึ้นถึงขีดสุดจนมานาสีแดงฉานที่ดูสกปรกบิดเบี้ยวไหลวนเข้าสู่ดาบสั้นในมือ มันเงื้อดาบขึ้นสูงเหนือหัว แสงแดดรำไรสะท้อนคมโลหะที่พร้อมจะปลิดชีวิตเหยื่อตรงหน้าในดาบเดียว ลูน่าสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งสุดท้าย เธอหลับตาลงนึกถึงใบหน้าของแม่ พ่อ เพื่อนๆ และ... ไค

    ‘ขอโทษนะทุกคน... ฉัน... ปกป้องพี่รินได้เท่านี้จริงๆ’

    [พายุคำราม และกรงเล็บแห่งความพิโรธ]

    วี้ดดดดดดดดด!—บึ้ม!!

    ในเสี้ยววินาทีที่ใบดาบอาบมานาสีแดงฉานกำลังจะวาดลงมาถึงต้นคอของลูน่า พลันเกิดปรากฏการณ์ที่ฉีกกระชากกฎเกณฑ์ของป่าแห่งนี้ ลมพายุขุมหนึ่งระเบิดออกมาจากเบื้องหลังของลูน่าอย่างรุนแรง มันไม่ใช่ลมธรรมชาติที่พัดผ่านยอดไม้ แต่มันคือ Sonic Boom แรงอัดอากาศมหาศาลที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของวัตถุด้วยความเร็วเหนือเสียง!

    ฝุ่นละอองและใบไม้แห้งถูกม้วนตัวขึ้นเป็นเกลียวคลื่นสีขาวโพลน

    เคร้งงงงงงงงงง!!!

    เสียงปะทะของโลหะหนักดังกัมปนาทจนแสบไปถึงแก้วหู แรงสั่นสะเทือนกระแทกจนไปถึงกลุ่มที่ปะทะกันด้านหลัง คนที่ยืนดูอยู่ถึงกับต้องยกมือขึ้นป้องหน้า ดาบของโจรเผ่าแมวไม่ได้สัมผัสแม้แต่เส้นผมของลูน่า แต่มันกลับปะทะเข้ากับ กรงเล็บเหล็ก (Steel Claws) ขนาดมหึมาที่ติดตั้งอยู่บนสนับแขนโลหะหนาหนักสีเงินวาว

    เงาร่างของชายร่างยักษ์ปรากฏขึ้นเบื้องหลังลูน่าราวกับเทพารักษ์ที่จุติลงมาจากฟากฟ้า ไอมานาสีขาวบริสุทธิ์แผ่ออกมารอบตัวเขาดูเข้มข้นและทรงพลังดุจพยัคฆ์ที่กำลังคำรามข่มขวัญศัตรู แสงมานาสีขาวนั้นสว่างไสวเสียจนกลบรัศมีสีแดงที่น่ารังเกียจของโจรเผ่าแมวไปจนสิ้น

    “ขยะที่ทิ้งกระทั่งหางของตัวเอง... ไม่มีสิทธิ์เรียกตัวเองว่ามนุษย์สัตว์ต่อหน้าข้า!”

    น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจและจิตสังหารอันเย็นเยียบดังก้องไปทั่วป่า ชายร่างยักษ์ใช้กรงเล็บเหล็กบีบคุมใบดาบสั้นของโจรเผ่าแมวไว้แน่น ก่อนจะหมุนตัวด้วยท่วงท่าที่ดุดันปานอสุรกาย ฝ่าเท้าหนาหนักอัดแน่นไปด้วยมานาเตะเข้าที่ยอดอกของโจรคนนั้นอย่างจัง!

    เปรี้ยง!!

    ร่างของโจรเผ่าแมวไร้หางกระเด็นลอยละลิ่วออกไปไกลหลายสิบเมตร กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนลำต้นหักโค่นลงมา เสียงกระแทกที่ดังแว่วมาตามลม บ่งบอกถึงพละกำลังที่มหาศาลจนเกินกว่ามนุษย์ปรกติจะจินตนาการได้

    ชายร่างยักษ์ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังที่กว้างขวางของเขาบดบังลูน่าและรินไว้จากอันตรายทั้งหมด ไอมานาสีขาวรอบกายยังคงหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมที่จะฉีกกระชากผู้ที่บังอาจมารังแกเด็กน้อยในความคุ้มครองของเขาให้เป็นจุณ!

    [พายุมานาประสาน และการล่มสลายของนักล่า]

    ในเสี้ยววินาทีที่โจรเผ่าแมวไร้หางกระเด็นละลิ่วไปปะทะต้นไม้ด้วยลูกเตะมหาศาลของชายร่างยักษ์เผ่าเสือขาว สถานการณ์ในสนามรบที่เหลือก็ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงกัมปนาทที่ดังรัวระเบิดขึ้น

    เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

    เสียงระเบิดของแรงอัดอากาศดังสนั่นซ้อนกันถึง 6 ครั้งซ้อนจนอากาศสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่น มันเป็นเสียงของการบีบอัดมานาธาตุลมที่เข้มข้นจนเกิดสถานะ 'เหนือเสียง' (Supersonic) กระสุนมานาอัดอากาศที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าปะทะร่างของพวกล่าทาสอีก 3 คนที่เหลือซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการไล่ต้อนหน่วยลาดตระเวนของหมู่บ้าน แรงกระแทกนั้นรุนแรงจนโล่มานาของพวกมันแตกกระจาย ร่างของพวกโจรเสียหลักโอนเอนประดุจต้นไม้กลางพายุคลั่ง

    “ตอนนี้แหละ! จบเกมมันซะ!” นักสำรวจคนหนึ่งในหน่วยลาดตระเวนที่บาดเจ็บตะโกนลั่น

    เมื่อเห็นโอกาสที่ถูกหยิบยื่นมาให้ตรงหน้า หน่วยลาดตระเวนทั้ง 3 นายที่เหลือรอดก็ไม่รอช้า พวกเขาเค้นแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าจู่โจมศัตรูที่กำลังเสียหลักอย่างดุดัน คมดาบที่อาบไปด้วยความโกรธแค้นกรีดผ่านชุดเกราะและเนื้อหนังของพวกล่าทาสจนล้มคว่ำลงไปนอนจมกองเลือด บาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจลุกขึ้นมาถืออาวุธได้อีกต่อไป

    [เงาของผู้ช่วยเหลือ และบทสนทนาท่ามกลางอายมานา]

    ท่ามกลางกลุ่มควันที่ตลบอบอวลจากการระเบิดของแรงอัดอากาศ และใบไม้ที่ยังคงปลิวว่อนราวกับพายุขนาดย่อม เงาร่างของสตรีสองคนค่อยๆ ก้าวพ้นออกมาจากม่านป่าด้านหลังลูน่า ท่วงท่าของพวกเธอช่างดูนิ่งสงบและเปี่ยมไปด้วยรัศมีของผู้ที่ผ่านศึกเหนือตายมานับครั้งไม่ถ้วน

    คนหนึ่งเป็นหญิงสาวเผ่าคนแคระที่มีสัดส่วนกะทัดรัดทว่ากล้ามเนื้อแขนกลับดูแข็งแกร่งเกินตัว ในมือทั้งสองข้างถืออาวุธรูปทรงประหลาดที่เป็นท่อโลหะทรงกระบอกสลักอักขระเวทมนตร์โบราณเรืองแสงจางๆ ลำกล้องของมันยังคงมีไอความร้อนพวยพุ่งออกมาจากการเสียดสีของมวลอากาศอย่างรุนแรง ส่วนหญิงสาวอีกคนเป็นเผ่าเอลฟ์ที่สง่างามสะดุดตา เส้นผมสีเงินยวงปลิวไสวดูราวกับเส้นไหมเลิศล้ำ ชุดคลุมที่เธอสวมใส่ปักลวดลายวิจิตรบรรจงจนดูลึกลับและสูงส่ง

    ทั้งสองเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังชายร่างยักษ์เผ่าเสือขาวที่ยังคงมีไอมานาสีขาวบริสุทธิ์เดือดพล่านรอบกาย ชายเผ่าเสือขาวสะบัดมือพ่นลมหายใจทิ้งพลางส่งเสียง "เหอะ" ในลำคออย่างไม่สบอารมณ์

    “พวกเจ้าสองคนมาช้าชะมัด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพลางปรายตาไปมองพวกโจรที่นอนพะงาบๆ 

    “ดูสิ ถ้าข้าไม่พุ่งมาเปิดก่อน เจ้าเด็กพวกนี้เกือบจะกลายเป็นปุ๋ยบำรุงป่าหมดแล้วมั้ง มัวแต่แต่งสวยกันอยู่หรือไง?”

    หญิงสาวเผ่าเอลฟ์กลอกตาขึ้นมองฟ้าพลางเก็บคทาสั้นซ่อนเข้าแขนเสื้อด้วยท่าทีรำคาญใจสุดขีด 

    “ไม่ใช่ว่าพวกข้าช้าหรอกนะ 'เจ้าสมองกล้าม' เป็นเพราะเจ้านั่นแหละที่พุ่งออกไปเหมือนหมาบ้า ใครจะไปวิ่งกวดตามแรงโง่ๆ ของเจ้าทันกัน? แล้วดูชุดข้าสิ... ฝุ่นจากแรงระเบิดตอนถีบตัวออกของเจ้าทำเอาผ้าคลุมของข้าเลอะหมองหมดแล้ว!”

    “ใช่ๆ! เห็นด้วยอย่างรุนแรงเลย!” หญิงสาวคนแคระพยักหน้าจนหัวแทบหลุดพลางยกอาวุธประหลาดพาดบ่าอย่างมาดมั่น 

    “พูดออกมาได้นะว่ามาช้า ไม่คิดจะสงสารช่วงขาที่ 'กะทัดรัด' ของข้าบ้างเลยเหรอ? ข้าวิ่งสับขาจนน่องแทบฉีกตะคริวจะกินอยู่แล้วเนี่ย! ถ้าอยากให้เร็วเท่าเจ้า วันหลังก็ช่วยกรุณาคาบพวกข้าใส่ปากแล้ววิ่งมาด้วยเลยไหมล่ะ?”

    ชายเผ่าเสือขาวแค่นยิ้มมุมปาก 

    “ถ้าคาบพวกเจ้ามา ข้าคงติดคอตายก่อนถึงสนามรบพอดี คนหนึ่งก็น้ำหนักอัญมณีเต็มตัว อีกคนก็แบกเหล็กหนักเท่าภูเขา... เอาเถอะ อย่างน้อยพวกเจ้าก็มาทันปิดงาน ไม่ต้องให้ข้าต้องออกแรงจนเหงื่อซึมไปมากกว่านี้”

    “เหงื่อซึม?” หญิงสาวเอลฟ์เลิกคิ้วมองอย่างเหยียดหยาม 

    “ข้าเห็นเจ้ากระโดดเตะโจรคนเดียวจนต้นไม้หักไปครึ่งป่า นั่นเรียกว่าเหงื่อซึมเหรอ? ข้าว่าเจ้าแค่กำลังหาที่ระบายความอั้นจากการไม่ได้ออกแรงมานานมากกว่ามั้ง อย่ามาทำทรงเป็นฮีโร่ขี่ม้าขาวหน่อยเลย มันดูไม่เข้ากับหน้าโหดๆ ของเจ้าสักนิด”

    “หุบปากไปเลย ถ้าเจ้ามีเวลามาแขวะข้า สู้เอาเวลาไปเช็ดฝุ่นบนหน้ายัยเตี้ยนั่น จะดีกว่าไหม? ดูสิ ยัยนั่นเริ่มจะกลายเป็นคนแคระหน้าถ่านหินไปแล้วน่ะ” เทียมุสตอบกลับพลางหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ

    “เฮ้ย! ใครหน้าถ่านหินหะ!” มินอสโวยวายพลางรีบเอาแขนเสื้อเช็ดหน้าลนลาน ทำเอาบรรยากาศความตึงเครียดเมื่อครู่นี้มลายหายไปเกือบหมดสิ้น ทิ้งให้พวกโจรที่นอนบาดเจ็บมองภาพตรงหน้าด้วยความสับสนว่ามัจจุราชที่เพิ่งอัดพวกตนจนปางตาย... จริงๆ แล้วเป็นพวกสติไม่ดีหรืออย่างไร

    [ความสับสนของลูน่า และลางสังหรณ์แห่งศึกใหญ่]

    ลูน่าที่นั่งประคองร่างรินอยู่บนพื้นดิน นิ่งค้างไปราวกับสมองหยุดการประมวลผลไปชั่วขณะ เธอจ้องมองบุคคลทั้งสามที่ดูราวกับหลุดออกมาจากตำนานนักรบด้วยความสับสนและงุนงง สถานการณ์ที่พลิกผันจากหลังมือเป็นหน้ามือ ทำให้เธอตั้งตัวไม่ติด จนกระทั่งได้สติจากความเย็นของมานาที่เริ่มจางลง

    “พวก... พวกท่านเป็นใครกันคะ?” ลูน่าถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเครือ 

    “ทำไมถึงมาช่วยพวกเรา... แล้วท่านหาที่นี่เจอได้ยังไงกัน?”

    ชายร่างยักษ์เผ่าเสือขาวไม่ได้หันกลับมามองเขาเพียงแค่ขยับคอจนเกิดเสียงดังกร๊อบพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม 

    “นี่มันไม่ใช่เวลาที่แม่หนูจะมาสอบถามสักประวัติกันเสียหน่อย ถ้ายังมีแรงเหลือก็รีบดูอาการเพื่อนของเจ้าไปเถอะ”

    จากนั้นเขาก็หันไปตะโกนบอกหน่วยลาดตระเวนทั้ง 3 นายที่ยืนงงกับเหตุการณ์อยู่ 

    “ส่วนพวกเจ้าน่ะ! ถ้าไม่คิดจะสังหารไอ้สวะพวกนั้น ก็รีบเอามัดรวมกันให้แน่นเข้าเสียสิ! อย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่ ของจริงมันกำลังจะเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก!”

    เขากล่าวพลางหันใบหน้าคมเข้มไปยังทิศทางที่โจรเผ่าแมวไร้หางกระเด็นไปพุ่งหายเข้าไปในป่า แววตาของนักรบเสือขาวฉายประกายอำมหิตจางๆ เขาสัมผัสได้ว่าไอมานาสีดำที่น่ารังเกียจของศัตรูยังไม่ดับลง และสิ่งที่กำลังมุ่งหน้ามาตามรอยเท้าลวงนั้น... คือ 'บางอย่าง' ที่แข็งแกร่งและบิดเบี้ยวเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรับมือไหว

    [นาฏกรรมเลือด: กรงเล็บเงินปะทะดาบโลหิต]

    บรรยากาศที่เคยหยุดนิ่งกลับมาเดือดพล่านอีกครั้ง เมื่อร่างของโจรเผ่าแมวที่ถูกซัดกระเด็นไปก่อนหน้านี้ค่อยๆ เดินก้าวออกมาจากเงามืดของแมกไม้ที่หักโค่น ร่างกายของมันอาบไปด้วยเลือดทว่ามานาสีแดงดำที่ดูสกปรกและน่ารังเกียจกลับแผ่ซ่านออกมาหนาแน่นกว่าเดิม มันหัวเราะร่าในลำคอ เสียงนั้นฟังดูเหมือนคนบ้าที่ไร้สติสัมปชัญญะ

    “ฮี่ๆๆ ... น่าสนใจ! น่าสนใจจริงๆ!” มันกล่าวพลางเลียคราบเลือดที่มุมปาก 

    “ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะเป็นใครมาจากไหน แต่บังอาจมาขัดขวาง ‘บันเทิง’ ของข้า... ข้าไม่ให้อภัย! ข้าจะเฉือนพวกเจ้าออกเป็นชิ้นๆ แล้วเอามาทำเป็นอาหารค่ำ!”

    สิ้นคำราม ร่างของมันก็พุ่งทะยานเข้าหา นักรบเผ่าเสือขาว ราวกับกระสุนสีเลือด ทว่านักรบเผ่าเสือขาวกลับไม่แม้แต่จะถอยหนี้ เขาคำรามกึกก้องจนอากาศสั่นสะเทือน ก่อนจะสืบเท้าเข้าปะทะอย่างดุดัน

    ตึง! ตึง! เปรี้ยง!

    การปะทะกันของทั้งคู่รุนแรงจนลูน่าที่เฝ้ามองอยู่ทำได้เพียงจ้องตาไม่กะพริบ แรงอัดอากาศที่เกิดจากการแลกหมัดและอาวุธซัดเอาใบไม้รอบข้างปลิวว่อน ท่วงท่าของเทียมุสนั้นทรงพลังดุจพยัคฆ์ร้ายที่ตะปบเหยื่อ ในขณะที่โจรเผ่าแมวใช้ความเร็วที่ผิดมนุษย์เข้าโต้กลับ ลูน่าตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้าจนลืมกระทั่งการหายใจ ริมฝีปากของเธออ้าค้างด้วยความลุ้นระทึกจนน้ำใสๆ ไหลย้อยลงจากมุมปาก... และยืดหยดลงบนแก้มของ ริน ที่นอนอยู่เบื้องล่างพอดี

    “งื้อออ... เปียก... ตัวอะไรเลียหน้าน่ะ...”

    เสียงพึมพำแผ่วเบาดังขึ้นพร้อมกับดวงตาสีเขียวเข้มของรินที่ค่อยๆ ปรือตื่นขึ้นมา ภาพแรกที่เห็นคือลูน่าที่อ้าปากค้างน้ำลายยืด รินตกใจจนเผลออุทานออกมา 

    “หยี! ลูน่า! สกปรกที่สุด!”

    รินพยายามจะลุกขึ้นแต่ความเจ็บแปลบที่ลำตัวและซี่โครงทำให้เธอทำได้เพียงใช้มือยันคางของลูน่าให้หุบปากกลับเข้าที่ ลูน่าที่เพิ่งรู้สึกตัวสะดุ้งสุดตัวรีบเอาแขนเสื้อเช็ดปากพลางหน้าแดงระเรื่อด้วยความอับอาย 

    “พะ... พี่ริน! ตื่นแล้วเหรอคะ คือ... คือว่าฉัน...” ลูน่ารีบก้มหน้าก้มตาเช็ดคราบน้ำลายบนหน้าเพื่อนสาวอย่างลนลาน พร้อมกับสรุปสถานการณ์สั้นๆ ให้รินฟังท่ามกลางเสียงปะทะที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

    [อวสานแห่งผู้ทรยศ]

    ในสนามรบ เทียมุสเริ่มเบื่อหน่ายกับการละเล่นตรงหน้า เขาเร่งเร้ามานาสีขาวบริสุทธิ์จนมันควบแน่นกลายเป็นไอจางๆ รอบกรงเล็บเหล็กสีเงิน (Steel Claws) ในจังหวะที่โจรเผ่าแมวง้างดาบหมายจะแทงเข้าที่หัวใจ เทียมุสกลับโยกตัวหลบเพียงนิดเดียวในองศาที่แม่นยำ ก่อนจะสวนกลับด้วยการพุ่งหมัดที่อัดแน่นไปด้วยแรงส่งจากไหล่เข้าไปที่กลางลำตัวของศัตรู

    ฉัวะะะะะะะะะะะะะะะ!

    กรงเล็บเหล็กที่แหลมคมและทรงพลังกะซวกทะลวงผ่านกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังของโจรเผ่าแมวจนทะลุออกไปด้านหลัง! เลือดจำนวนมหาศาลพุ่งฉีดออกมาดุจน้ำพุสีแดงฉาน

    “บะ... บ้าน่า... เป็นไปไม่ได้...” โจรเผ่าแมวเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า 

    มันก้มลงมองมือที่เปื้อนเลือดของตนเองก่อนจะพึมพำด้วยเสียงที่สั่นเครือ 

    “ข้า... ข้าผู้มี Artifact..มีพลังของพระเจ้า... จะแพ้ได้ยังไง...”

    ร่างของมันทรุดฮวบลงกับพื้นและสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวเป็นครั้งสุดท้าย

    [รุ่งอรุณนิรันดร์: มิตรภาพและความหวัง]

    เมื่อสถานการณ์สงบลง ลูน่ารีบพยุงรินขึ้นและถามคำถามที่ค้างคาใจทันที 

    “พวกท่าน... เป็นใครกันแน่คะ? ทำไมถึงรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่?”

    หญิงสาวเผ่าคนแคระเดินเข้ามาหาลูน่าพร้อมกับหญิงสาวเผ่าเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ มินอสยิ้มกว้างพลางยักไหล่ 

    “ข้าชื่อ มินอส ส่วนพวกเราคือสมาชิกปาร์ตี้ ‘รุ่งอรุณนิรันดร์’ ที่เคยเป็นปาร์ตี้เก่าของเซนกับเอลินน่ะสิ”

    เธอผายมือไปยังหญิงสาวข้างกาย 

    “ส่วนยัยคนสวยที่หน้าบึ้งนี่คือเจ้าหญิงเผ่าเอลฟ์ ที่มีพระนามว่า เมฟีเรียราลาน่า”

    เจ้าหญิงเอลฟ์ไม่พูดอะไรมาก เธอทำเพียงพ่นลมหายใจอย่างรำคาญใจ แต่กลับยื่นโพชั่นรักษาบาดแผลระดับสูงจากใต้ผ้าคลุมให้ลูน่าสองขวด 

    “รับไปซะ รักษาตัวเองกับยัยเด็กนั่นก่อน” ลูน่ากล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตันแล้วรีบป้อนโพชั่นให้รินทันที

    “เฮ้ย! ลืมข้าไปได้ยังไง!” เทียมุสพุ่งตัวกลับมาด้วยความเร็วสูงพลางหัวเราะลั่นจนป่าสะเทือน 

    “ข้าคือนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าเสือขาว นามว่า เทียมุส จำชื่อนี้ไว้ให้ดีล่ะแม่หนู!”

    “แข็งแกร่งที่สุด?” เมฟิน่าสวนกลับทันควัน 

    “เจ้าจะเป็นคนแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อที่ผ่านมาเจ้าทำได้แค่ ‘เสมอ’ กับมนุษย์ธรรมดาอย่างเซนมาตลอดไม่ใช่รึ?”

    “คนอย่างเซนเรียกว่า ‘มนุษย์ธรรมดา’ ได้ด้วยเรอะ!” เทียมุสโวยวายกลับอย่างหัวเสีย “เจ้านั่นมันอสุรกายในร่างมนุษย์ชัดๆ!”

    [สัญชาตญาณสัตว์ป่า และการออกล่าครั้งสุดท้าย]

    เมื่อได้ยินชื่อของเซน ลูน่าก็นึกถึงความจริงที่น่ากลัวขึ้นมาได้ทันที เธออ้อนวอนทั้งสามด้วยน้ำตาคลอเบ้า 

    “ท่านคะ! ได้โปรด... ช่วยเพื่อนของฉันด้วย ช่วย ‘ไค’ ทีค่ะ! เขาน่าอยู่กับพ่อแม่ของเขาท่านเซนกับท่านเอลิน และยังมีพวกล่าทาสอีกคนที่น่ากลัวกว่าโจรเมื่อกี้หลายเท่า!”

    เทียมุสหยุดหัวเราะทันที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ เขาหลับตาลงพร้อมกับร่ายเวทไร้ธาตุ [Feral Instinct] ในพริบตา ระบบประสาททั้งหมดของเขาถูกเร่งการทำงานขึ้นหลายเท่าตัว แผนที่ความร้อน (Heat Map) และกลิ่นอายมานาในระยะ1-2กิโลเมตรถูกประมวลผลในสมองอย่างรวดเร็ว เขาได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของสิ่งมีชีวิตในป่า และสัมผัสได้ถึง ‘ความบิดเบี้ยว’ ของมานาที่รุนแรงจากทิศทางหนึ่ง

    “ข้าเจอแล้ว...” เทียมุสพึมพำพลางแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง 

    “ในที่สุด... พวกข้าก็จะได้เห็นหน้าหลานชายสักที รอก่อนเถอะเซน”

    “ไปกันเถอะ... ได้เวลาไปถล่มไอ้พวกไม่เจียมตัวที่มาวุ่นวายกับครอบครัวของเพื่อนเราแล้ว!”

    นิยายแนะนำ

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    279K 178
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    481K 312