อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    120 เยี่ยนสี่ฉวน

            เจ็ดวันต่อมาพวกเขาก็มาถึงเทือกเขาแห่งหนึ่งบริเวณชายแดนแคว้นเยี่ยนต่อแคว้นฉิน   ภูมิประเทศบริเวณนี้สลับซับซ้อนอย่างมากทั้งยังเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบตลอดทั้งปี  นี่คือสาเหตุที่เผ่าเยี่ยนถูผู้ลึกลับยึดเทือกเขาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเผ่ามาตลอด    

            
     

            ท่ามกลางหมอกหนานั้น การเดินทางบนอากาศหาใช่ง่ายดาย เพราะการโบยบินบนท้องฟ้าท่ามกลางเมฆหมอกหนาที่ปกคลุมทั่วไปนั้น เป็นอุปสรรคอย่างมาก ไม่เพียงง่ายต่อการพลัดหลงกัน แต่ยังง่ายต่อการซุ่มโจมตีอีกด้วย  ไม่นับยอดเขาสูงเสียดฟ้ามากมายเหล่านั้น… ยามกำลังโผบินผ่านก้อนเมฆอย่างคล่องแคล่วก็อาจพบว่าเพียงไม่กี่ฉื่อตรงหน้าคือภูผาหินตั้งตระหง่านแล้ว   

            
     

            กระเรียนเพลิงสองตัวนั้นสมกับเป็นสัตว์เดินทางในอุดมคติ พวกมันทั้งตัวเล็กและว่องไว อีกทั้งฉวนสี่ผู้เป็นเจ้าบ้าน ยังเป็นผู้บงการบังคับกระเรียนเพลิงด้วยตนเอง  เขาพาขบวนเดินทางบินผ่านหมู่เมฆและเทือกเขาสูงชันอย่างเชี่ยวชาญ   บางครั้งบินสูง บางครั้งบินต่ำ บางครั้งบินผ่านร่องผาแคบๆ ทิวทัศน์ตลอดทางนั้นนอกจากความอันตรายก็ไม่มีอะไรให้น่าชมอีก  ที่สุดกระเรียนเพลิงทั้งสองร่อนลงบนที่ราบแคบๆแห่งหนึ่ง เชื่อมกับป่าทึบผืนใหญ่ ด้านขวามือนั้น คือเหวลึกไม่เห็นก้น

            
     

            “จากนี้ไป ต้องลงเดินแล้ว” ฉวนสี่เอ่ยกับศิษย์พี่น้องของตน ทุกคนพยักหน้ารับอย่างไม่แปลกใจ  ที่ของเผ่าเยี่ยนถูนั้นรู้กันดีว่ามีตั้งลึกลับอย่างมากไหนเลยจะสามารถนำสัตว์บินตรงเข้าไปได้โดยง่าย  

            
     

            ฉวนสี่พาพวกเขาลัดเลาะเดินไปตามแนวขอบเหวลึก  ในที่สุดแนวป่าด้านซ้ายก็เริ่มเปลี่ยนเป็นภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยแนวไม้ พวกเขาเดินผ่านไปอีกครู่ใหญ่ก็พบว่าทางเดินก็ค่อยๆถูกภูเขาลูกนั้นบีบให้แคบลงเรื่อยๆ  จนเมื่อภูเขานั้นได้เปลี่ยนเป็นผาหินสูงชันทางเดินสายเล็กนั้นก็เหลือระยะเพียงแค่ฝ่ามือเดียว 

            
     

            หู่อู่คิดจะแบกซูม่านไว้บนหลัง แต่นางกลับปฏิเสธอย่างสุภาพ พร้อมกับเดินไปข้างหน้าช้าๆด้วยตนเองอย่างมั่นใจ แม้จะไม่มีปราณธาตุทว่าทุกๆย่างก้าวนั้นก็ยังเต็มไปด้วยความมั่นคง ไม่ต่างจากการเดินบนพื้นราบปกติ ทำให้หู่อู่ที่ตามหลังอยู่นั้นยิ่งรู้สึกสนใจอยากรู้ความเป็นมาของนางมากขึ้น

            
     

            ขณะที่รอบด้านเต็มไปด้วยหมอกหนา และด้านขวาคือเหวลึก ฉวนสี่ยังคงพาพวกเขาเดินต่อไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดก็มาถึงโตรกถ้ำแห่งหนึ่ง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เพียงแค่ให้คนเดินเรียงแถวเข้าไปได้เท่านั้น  ฉวนสี่พาพวกเขาเดินผ่านเข้าไปในช่องเล็กๆนั้น ฉับพลันทัศนียภาพก็เปลี่ยนแปลงไป  เบื้องหน้าพวกเขาถึงกับเป็นเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง….

            
     

            พวกเขายืนอยู่คือหน้าประตูเมือง ด้านบนประดับชื่อ  ‘เผ่าเยี่ยนถู’ ด้วยป้ายไม้ธรรมดา ทว่าดูโบราณและทรงพลังเกินกว่าจะมองผ่าน ด้านบนนั้นเหล่าทหารในชุดแดงนับร้อยยืนเฝ้ายามบนประตูเมืองกันอย่างแข็งขัน

            
     

            ทุกคนรู้ดีว่าโตรกเขาเมื่อครู่นั้นย่อมเป็นทางเข้าสู่เผ่าเยี่ยนถูอันลี้ลับแน่ เดิมทีคิดว่าภายในโตรกเขายังต้องเดินฝ่าความมืดไปอีกครู่ใหญ่จึงจะถึงหมู่บ้าน ไหนเลยจะคาดว่าพวกเขากลับคล้ายหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่งเช่นนี้

            
     

            ‘หมู่บ้านนี้คืออาวุธเวทย์ระดับเทพชิ้นหนึ่งขอรับ’ ลวี่ซานถงเอ่ยอธิบายกับมู่เชียนในใจ ‘ชื่อของวัตถุชิ้นนี้ คือ เมืองใบไม้ ลักษณะภายนอกมันเป็นใบไม้สีเขียวฟ้าใบหนึ่ง ปักลงตั้งไว้ที่ใดก็กลายเป็นเมืองได้ ต่อให้บริเวณนั้นจะมีพื้นที่เท่าแมวดิ้นตายก็ตาม’

            
     

            ‘อาวุธเวทย์ระดับเทพหรือ… !’ มู่เชียนลอบตกใจเป็นอย่างมาก ไม่นึกว่าเผ่าเยี่ยนถูจะร้ายกาจเช่นนี้….ถึงกับมีอาวุธระดับเทพในครอบครอง ทั้งยังเป็นอาวุธเทพที่ดูมีประโยชน์มากด้วย ลวี่ซานถงจับได้ถึงความสนใจของนาง จึงขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า

            
     

            ‘หากนายหญิงชอบ ข้าจะทวงคืนมาให้’  

            
     

            “หืมม…” มู่เชียนนึกเอะใจ ขณะคิดจะไต่ถามกลับพบว่าร่างทหารยามในชุดแดงบนกำแพงเมืองนั้นต่างกรูกันลงมาแล้ว 

            
     

            พวกเจ้าเป็นใคร….  เสียงกระโชกไต่ถามไม่ทันจางหาย  หนึ่งในนั้นกลับเหลือบมาเห็นร่างของฉวนสี่เสียก่อน  สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปิติยามที่คุกเข่าลงตะโกนเสียงดัง

            
     

            “คุณชายกลับมาแล้ว !!” หลังจากเสียงแรกสิ้นสุดลง เหล่าทหารทุกคนจึงเริ่มสังเกตุเห็นฉวนสี่เช่นกัน 

            
     

            “เปิดประตูเมือง  เร็วเข้า!”

            
     

            “ขอต้อนรับคุณชายกลับเมือง” 

            
     

            “ยินดีที่คุณชายปลอดภัยกลับมา” 

            
     

            น้ำเสียง และท่าทางการต้อนรับอันอบอุ่นนั้น ค่อยๆ ไล่จาก กลุ่มทหารเบื้องล่าง ขึ้นไปบนกำแพงเมือง จนไปถึงในเมืองและ ไล่เรื่อยไปตลออดทางที่พวกเขาเดินผ่าน จนกระทั่งพวกเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าจวนเจ้าเมือง  ชายชราท่าทางใจดีผู้หนึ่งยืนรอต้อนรับการมาของพวกเขาด้วยสีหน้ายินดี ฉวนสี่เห็นภาพนี้ก็วิ่งเข้าไปหาแล้วคุกเข่าลงคารวะคนตรงหน้าอย่างนอบน้อม

            
     

            “สี่ฉวนคารวะท่านตา”  คำคารวะนี้จุดประกายฉ่ำน้ำในดวงตาผู้ชรา ทว่ากลับทำให้ศิษย์พี่น้องที่อยู่เบื้องหลังชะงักไปเล็กน้อย พร้อมกับหันมองหน้ากันอย่างงุนงง แน่นอนว่าฉวนสี่ย่อมจับความรู้สึกเหล่านี้ได้ ทว่านับจากนี้เขาไม่ต้องการปิดบังเรื่องราวกับพี่น้องทั้งหลายของเขาอีกต่อไปแล้ว

            
     

            
     

            “กลับมาก็ดีแล้ว นับแต่ได้ยินข่าวว่าเจ้าจะกลับมา พวกเราก็รอมาตลอด” ผู้เป็นตาเอ่ยพลางพยุงเขาลุกขึ้นอย่างเมตตา ยิ่งมองเห็นว่าหลานชายก้าวหน้าถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ ก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้ม 

            ดวงตาพร่าเลือนของผู้ชราเหลือบมองกลุ่มผู้ติดตามของฉวนสี่อย่างสนใจ… เมืองใบไม้ของพวกเขามีกฏเรื่องการรักษาความลับที่เข้มงวด แต่ไรมาไม่เคยอนุญาตให้คนนอกเข้าเยี่ยมหา  ทว่านี่เป็นกรณีฉุกเฉิน และดูเหมือนว่าหลานของเขาจะเชื่อใจคนเหล่านี้มาก

            
     

            “คนไหนเล่า ผู้มีพรสวรรค์ที่เจ้าว่า…”  ถงเชาเหลือบตามองไปยังกลุ่มหนุ่มสาววัยใกล้เคียงกับหลานชายของตน  ก่อนจะเห็นเขานำหญิงสาวผมดำตาดำหน้าตาหมดจดงดงามผู้หนึ่งเดินก้าวออกมาจากกลุ่ม

            
     

            “นี่คือมู่เชียน ศิษย์น้องของข้าจากหมู่ตึกพฤกษา ความสามารถด้านปราณโอสถ และการปรุงยาของนางนั้นโดดเด่นอย่างมาก” 

            
     

            ถงเชาฟังหลานชายเอ่ยแนะนำหญิงสาวผมดำตาดำผู้หนึ่งด้วยน้ำเสียงสนิทสนมและภาคภูมิใจ พร้อมกับสตรีงดงามนางนั้นย่อกายลงคารวะอย่างสุภาพและถูกต้องตามระเบียบพิธีการ เช่นชนชั้นสูง

            
     

            ‘หน้าตาสะสวยไม่เลว’  เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง ถงเชาก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ ชื่นชมกันเลิศลอยปานนี้หากมิใช่นางในดวงใจยังจะเป็นอื่นใดอีกเล่า

            
     

            โทษไม่ได้ที่ถงเชาจะมองว่านี่คือการมองเห็นคนรักเป็นไซซี  ด้วยผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงสองวิถีนั้นหาได้ยากมาก ทั้งนางเพิ่งอายุ 16-17 หลานชายกลับมอบภาระในการเยียวยาบิดาของตนไว้ในมือของสาวน้อย ….  หากไม่กล่าวว่ารักทำให้คนตาบอด  ชายชราก็ไม่รู้จะใช้คำใดมาอธิบายสถานการณ์นี้แล้ว

            
     

            “ขอบคุณแม่นางที่มีน้ำใจ เดินทางมาไกลคงเหนื่อย ข้าจะให้สี่ฉวนพาพวกเจ้าไปพักผ่อนก่อน” เขาไม่คิดว่าเด็กสาวนางนี้จะช่วยอะไรได้ จึงไม่ได้แสดงท่าทีกระตือรือร้นนัก

            
     

            “ขอบคุณน้ำใจของท่านเจ้าเมือง” มู่เชียนกล่าวโดยอ้างอิงจากชื่อจวนที่ชายชราพัก  “ทว่าข้ายังคงต้องการไปดูอาการของผู้ป่วยก่อน หากจำเป็นต้องปรุงโอสถใด จะได้ไม่เสียเวลาเจ้าค่ะ” ตลอดทางเสียเวลามามาก  นางไม่อยากยื้อเวลาอีกต่อไปแล้ว

            
     

            เมื่อเห็นเด็กสาวยืนกราน ชายชราก็ไม่ยื้อต่อไป เขาพยักหน้าอนุญาตให้หลานชายพาขบวนเดินลึกไปในจวนเจ้าเมืองทางด้านหลัง …​เบื้องหน้านั้นมีเรือนไม้หลังหนึ่ง ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว   มู่เชียนเห็นก็มั่นใจว่านั่นคงเป็นจุดหมายของการเดินทางให้ครั้งนี้ ทว่าผู้เป็นศิษย์พี่กลับหยุดเท้า ไม่ก้าวเดินต่อ ชายหนุ่มหันหลังกลับมา บนใบหน้ามีท่าทางอึดอัดใจ ราวกับไม่รู้จะเริ่มต้นเอ่ยอย่างไรดี ท่าทางนี้ของเขาทำให้นางนึกขำได้เสมอ

            
     

            “ศิษย์พี่ฉวน…. สิ่งแรกที่ข้าจะบอกคือท่านไม่จำเป็นต้องคิดมาก…”  การที่มู่เชียนเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน ทำให้ฉวนสี่นิ่งงันไป หญิงสาวส่งยิ้มให้ผู้ที่นางนับถือเสมือนพี่ชายแท้ครั้งหนึ่งอย่างอ่อนโยน

            
     

            “ท่านต้องการให้เรียกหาเช่นไร พวกเราก็เรียกเช่นนั้น ท่านต้องการให้รู้แค่ไหน พวกเราก็รู้แค่นั้น มิตรภาพของพวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับประวัติ พื้นเพ หรือชาติกำเนิด มิใช่หรือ ?” 

            
     

            “นั่นสิ แต่เดิมทีพวกเราคบหากันก็ไม่ได้ขอให้แจ้งประวัติเสียหน่อย”  โม่เจี้ยนเอ่ยวาจาติดตลกเช่นเคย

            
     

            “ความเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องนั้น แค่จริงใจก็พอแล้ว”  จ้าวซงเองก็เอ่ยสนับสนุนขึ้นเช่นกัน

            
     

            ฉวนสี่สูดลมหายใจลึกครั้งหนึ่งอย่างตื้นตัน ใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความปิติยินดีและโล่งใจ

            
     

            “ทำให้ศิษย์น้องทั้งหลายต้องเป็นห่วงแล้ว   ข้า แซ่เดิมเยี่ยน  ชื่อสี่ฉวน …”   

            
     

            “แซ่เยี่ยน… เชื้อพระวงศ์แคว้นเยี่ยน.. !!” หู่อู่เอ่ยพลางเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ในขณะที่ศิษย์น้องทั้งหลายของเจ้าของเรื่องนั้น นอกจากอาการชะงักเล็กน้อยก็ไม่มีความผิดปกติใด

            
     

            สามารถนับถือเป็นพี่น้องกับธิดาเทพยุทธ์ได้ แค่เพิ่มศิษย์พี่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์อีกหนึ่งย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว….

            
     

            
     

            
     

            “ฉวนเกอ” 

            
     

            เสียงอ่อนหวานดังมาจากด้านข้าง เมื่อหันไปมองก็พบร่างหญิงสาววัยแรกรุ่นนางหนึ่งยืน ใบหน้ารูปไข่งดงาม ดวงตาหวานคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งความยินดี ยืนเหม่อมองนิ่งคล้ายทำอะไรไม่ถูก…   ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยพองามราวกับประหลาดใจในภาพที่เห็นอย่างมาก ท่าทีที่ไร้เดียงสาและงดงามนั้นช่วยขับให้บุคลิกของนางดูอ่อนหวานน่าถนอมมากขึ้น

            ยามที่ริมฝีปากนั้นสั่นเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาก็คล้ายโลกรอบด้านสดใสขึ้นไปด้วย ดวงตาฉ่ำน้ำคล้ายฝนที่ใกล้จะร่วงหล่น พร้อมกับร่างบางที่โผวิ่งเข้ามาหาเยี่ยนสี่ฉวนนั้น เดิมทีควรเป็นภาพที่งดงามภาพหนึ่ง หากมิใช่ว่าระหว่างชายหนุ่มและหญิงงามนางนั้นกลับถูกกั้นด้วยร่างเล็กที่สูงเพียงอกของเด็กสาวนางหนึ่ง

            
     

            
     

            “ท่านเป็นใครหรือเจ้าคะ?” เสียงอ่อนหวานจากร่างเด็กสาวที่ขวางอยู่เบื้องหน้า ในดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างชัดเจน

            
     

            …. หญิงงามไม่ตอบ ในใจเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่แผนการณ์ของตนถูกเด็กน้อยคนหนึ่งทำลายลงอย่างน่าเสียดาย  ทันทีที่ได้ยินว่าชายหนุ่มกลับเผ่ามาพร้อมกับสตรีที่อาจเป็นนางในดวงใจ ใจของชุยพ่านก็รู้สึกร้อนรุ่มอย่างมากจนต้องรีบมาแสดงตัวที่นี่…. หาไม่ที่นางอุตส่าห์ดูแลบิดามารดาของเขามาหลายปี จะปล่อยให้เสียเปล่าหรือ

            
     

            “ฉวนเกอ ไม่พบกันนาน จำพ่านเอ๋อได้หรือไม่ ?” คำแทนตัวที่แสนสนิทสนมถูกขุดขึ้นมาอย่างหมายจะมัดมือชก 

            
     

            ดวงตาของสี่ฉวนไม่มีริ้วคลื่นแม้แต่น้อยยามที่พยักหน้ารับคำ ทว่ากลับทำให้หญิงสาวตรงหน้ารู้สึกความประตูแห่งความหวังที่รอมาแสนนานกำลังเปิดออกแล้ว ร่างงามพยายามสะอึกเข้ามาใกล้เขาอีกครั้ง ทว่ากลับถูกฝ่าเท้าเล็กของใครบางคนเหยียบชายกระโปรงไว้ราวกับไม่ตั้งใจ  ทำให้นางไม่อาจขยับตัวได้

            
     

            “ข้าจะพาศิษย์น้องทั้งหลายไปพบท่านพ่อท่านแม่  คงต้องขอตัวก่อน” เยี่ยนสี่ฉวนเอ่ยอย่างมีมารยาท ขณะที่ดวงตาเต็มไปด้วยความขบขันในการแสดงออกของอสรพิษตัวน้อย

            
     

            
     

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน