เจ็ดวันต่อมาพวกเขาก็มาถึงเทือกเขาแห่งหนึ่งบริเวณชายแดนแคว้นเยี่ยนต่อแคว้นฉิน ภูมิประเทศบริเวณนี้สลับซับซ้อนอย่างมากทั้งยังเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบตลอดทั้งปี นี่คือสาเหตุที่เผ่าเยี่ยนถูผู้ลึกลับยึดเทือกเขาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเผ่ามาตลอด
ท่ามกลางหมอกหนานั้น การเดินทางบนอากาศหาใช่ง่ายดาย เพราะการโบยบินบนท้องฟ้าท่ามกลางเมฆหมอกหนาที่ปกคลุมทั่วไปนั้น เป็นอุปสรรคอย่างมาก ไม่เพียงง่ายต่อการพลัดหลงกัน แต่ยังง่ายต่อการซุ่มโจมตีอีกด้วย ไม่นับยอดเขาสูงเสียดฟ้ามากมายเหล่านั้น… ยามกำลังโผบินผ่านก้อนเมฆอย่างคล่องแคล่วก็อาจพบว่าเพียงไม่กี่ฉื่อตรงหน้าคือภูผาหินตั้งตระหง่านแล้ว
กระเรียนเพลิงสองตัวนั้นสมกับเป็นสัตว์เดินทางในอุดมคติ พวกมันทั้งตัวเล็กและว่องไว อีกทั้งฉวนสี่ผู้เป็นเจ้าบ้าน ยังเป็นผู้บงการบังคับกระเรียนเพลิงด้วยตนเอง เขาพาขบวนเดินทางบินผ่านหมู่เมฆและเทือกเขาสูงชันอย่างเชี่ยวชาญ บางครั้งบินสูง บางครั้งบินต่ำ บางครั้งบินผ่านร่องผาแคบๆ ทิวทัศน์ตลอดทางนั้นนอกจากความอันตรายก็ไม่มีอะไรให้น่าชมอีก ที่สุดกระเรียนเพลิงทั้งสองร่อนลงบนที่ราบแคบๆแห่งหนึ่ง เชื่อมกับป่าทึบผืนใหญ่ ด้านขวามือนั้น คือเหวลึกไม่เห็นก้น
“จากนี้ไป ต้องลงเดินแล้ว” ฉวนสี่เอ่ยกับศิษย์พี่น้องของตน ทุกคนพยักหน้ารับอย่างไม่แปลกใจ ที่ของเผ่าเยี่ยนถูนั้นรู้กันดีว่ามีตั้งลึกลับอย่างมากไหนเลยจะสามารถนำสัตว์บินตรงเข้าไปได้โดยง่าย
ฉวนสี่พาพวกเขาลัดเลาะเดินไปตามแนวขอบเหวลึก ในที่สุดแนวป่าด้านซ้ายก็เริ่มเปลี่ยนเป็นภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยแนวไม้ พวกเขาเดินผ่านไปอีกครู่ใหญ่ก็พบว่าทางเดินก็ค่อยๆถูกภูเขาลูกนั้นบีบให้แคบลงเรื่อยๆ จนเมื่อภูเขานั้นได้เปลี่ยนเป็นผาหินสูงชันทางเดินสายเล็กนั้นก็เหลือระยะเพียงแค่ฝ่ามือเดียว
หู่อู่คิดจะแบกซูม่านไว้บนหลัง แต่นางกลับปฏิเสธอย่างสุภาพ พร้อมกับเดินไปข้างหน้าช้าๆด้วยตนเองอย่างมั่นใจ แม้จะไม่มีปราณธาตุทว่าทุกๆย่างก้าวนั้นก็ยังเต็มไปด้วยความมั่นคง ไม่ต่างจากการเดินบนพื้นราบปกติ ทำให้หู่อู่ที่ตามหลังอยู่นั้นยิ่งรู้สึกสนใจอยากรู้ความเป็นมาของนางมากขึ้น
ขณะที่รอบด้านเต็มไปด้วยหมอกหนา และด้านขวาคือเหวลึก ฉวนสี่ยังคงพาพวกเขาเดินต่อไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดก็มาถึงโตรกถ้ำแห่งหนึ่ง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เพียงแค่ให้คนเดินเรียงแถวเข้าไปได้เท่านั้น ฉวนสี่พาพวกเขาเดินผ่านเข้าไปในช่องเล็กๆนั้น ฉับพลันทัศนียภาพก็เปลี่ยนแปลงไป เบื้องหน้าพวกเขาถึงกับเป็นเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง….
พวกเขายืนอยู่คือหน้าประตูเมือง ด้านบนประดับชื่อ ‘เผ่าเยี่ยนถู’ ด้วยป้ายไม้ธรรมดา ทว่าดูโบราณและทรงพลังเกินกว่าจะมองผ่าน ด้านบนนั้นเหล่าทหารในชุดแดงนับร้อยยืนเฝ้ายามบนประตูเมืองกันอย่างแข็งขัน
ทุกคนรู้ดีว่าโตรกเขาเมื่อครู่นั้นย่อมเป็นทางเข้าสู่เผ่าเยี่ยนถูอันลี้ลับแน่ เดิมทีคิดว่าภายในโตรกเขายังต้องเดินฝ่าความมืดไปอีกครู่ใหญ่จึงจะถึงหมู่บ้าน ไหนเลยจะคาดว่าพวกเขากลับคล้ายหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่งเช่นนี้
‘หมู่บ้านนี้คืออาวุธเวทย์ระดับเทพชิ้นหนึ่งขอรับ’ ลวี่ซานถงเอ่ยอธิบายกับมู่เชียนในใจ ‘ชื่อของวัตถุชิ้นนี้ คือ เมืองใบไม้ ลักษณะภายนอกมันเป็นใบไม้สีเขียวฟ้าใบหนึ่ง ปักลงตั้งไว้ที่ใดก็กลายเป็นเมืองได้ ต่อให้บริเวณนั้นจะมีพื้นที่เท่าแมวดิ้นตายก็ตาม’
‘อาวุธเวทย์ระดับเทพหรือ… !’ มู่เชียนลอบตกใจเป็นอย่างมาก ไม่นึกว่าเผ่าเยี่ยนถูจะร้ายกาจเช่นนี้….ถึงกับมีอาวุธระดับเทพในครอบครอง ทั้งยังเป็นอาวุธเทพที่ดูมีประโยชน์มากด้วย ลวี่ซานถงจับได้ถึงความสนใจของนาง จึงขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า
‘หากนายหญิงชอบ ข้าจะทวงคืนมาให้’
“หืมม…” มู่เชียนนึกเอะใจ ขณะคิดจะไต่ถามกลับพบว่าร่างทหารยามในชุดแดงบนกำแพงเมืองนั้นต่างกรูกันลงมาแล้ว
พวกเจ้าเป็นใคร…. เสียงกระโชกไต่ถามไม่ทันจางหาย หนึ่งในนั้นกลับเหลือบมาเห็นร่างของฉวนสี่เสียก่อน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปิติยามที่คุกเข่าลงตะโกนเสียงดัง
“คุณชายกลับมาแล้ว !!” หลังจากเสียงแรกสิ้นสุดลง เหล่าทหารทุกคนจึงเริ่มสังเกตุเห็นฉวนสี่เช่นกัน
“เปิดประตูเมือง เร็วเข้า!”
“ขอต้อนรับคุณชายกลับเมือง”
“ยินดีที่คุณชายปลอดภัยกลับมา”
น้ำเสียง และท่าทางการต้อนรับอันอบอุ่นนั้น ค่อยๆ ไล่จาก กลุ่มทหารเบื้องล่าง ขึ้นไปบนกำแพงเมือง จนไปถึงในเมืองและ ไล่เรื่อยไปตลออดทางที่พวกเขาเดินผ่าน จนกระทั่งพวกเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าจวนเจ้าเมือง ชายชราท่าทางใจดีผู้หนึ่งยืนรอต้อนรับการมาของพวกเขาด้วยสีหน้ายินดี ฉวนสี่เห็นภาพนี้ก็วิ่งเข้าไปหาแล้วคุกเข่าลงคารวะคนตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“สี่ฉวนคารวะท่านตา” คำคารวะนี้จุดประกายฉ่ำน้ำในดวงตาผู้ชรา ทว่ากลับทำให้ศิษย์พี่น้องที่อยู่เบื้องหลังชะงักไปเล็กน้อย พร้อมกับหันมองหน้ากันอย่างงุนงง แน่นอนว่าฉวนสี่ย่อมจับความรู้สึกเหล่านี้ได้ ทว่านับจากนี้เขาไม่ต้องการปิดบังเรื่องราวกับพี่น้องทั้งหลายของเขาอีกต่อไปแล้ว
“กลับมาก็ดีแล้ว นับแต่ได้ยินข่าวว่าเจ้าจะกลับมา พวกเราก็รอมาตลอด” ผู้เป็นตาเอ่ยพลางพยุงเขาลุกขึ้นอย่างเมตตา ยิ่งมองเห็นว่าหลานชายก้าวหน้าถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ ก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้ม
ดวงตาพร่าเลือนของผู้ชราเหลือบมองกลุ่มผู้ติดตามของฉวนสี่อย่างสนใจ… เมืองใบไม้ของพวกเขามีกฏเรื่องการรักษาความลับที่เข้มงวด แต่ไรมาไม่เคยอนุญาตให้คนนอกเข้าเยี่ยมหา ทว่านี่เป็นกรณีฉุกเฉิน และดูเหมือนว่าหลานของเขาจะเชื่อใจคนเหล่านี้มาก
“คนไหนเล่า ผู้มีพรสวรรค์ที่เจ้าว่า…” ถงเชาเหลือบตามองไปยังกลุ่มหนุ่มสาววัยใกล้เคียงกับหลานชายของตน ก่อนจะเห็นเขานำหญิงสาวผมดำตาดำหน้าตาหมดจดงดงามผู้หนึ่งเดินก้าวออกมาจากกลุ่ม
“นี่คือมู่เชียน ศิษย์น้องของข้าจากหมู่ตึกพฤกษา ความสามารถด้านปราณโอสถ และการปรุงยาของนางนั้นโดดเด่นอย่างมาก”
ถงเชาฟังหลานชายเอ่ยแนะนำหญิงสาวผมดำตาดำผู้หนึ่งด้วยน้ำเสียงสนิทสนมและภาคภูมิใจ พร้อมกับสตรีงดงามนางนั้นย่อกายลงคารวะอย่างสุภาพและถูกต้องตามระเบียบพิธีการ เช่นชนชั้นสูง
‘หน้าตาสะสวยไม่เลว’ เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง ถงเชาก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ ชื่นชมกันเลิศลอยปานนี้หากมิใช่นางในดวงใจยังจะเป็นอื่นใดอีกเล่า
โทษไม่ได้ที่ถงเชาจะมองว่านี่คือการมองเห็นคนรักเป็นไซซี ด้วยผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงสองวิถีนั้นหาได้ยากมาก ทั้งนางเพิ่งอายุ 16-17 หลานชายกลับมอบภาระในการเยียวยาบิดาของตนไว้ในมือของสาวน้อย …. หากไม่กล่าวว่ารักทำให้คนตาบอด ชายชราก็ไม่รู้จะใช้คำใดมาอธิบายสถานการณ์นี้แล้ว
“ขอบคุณแม่นางที่มีน้ำใจ เดินทางมาไกลคงเหนื่อย ข้าจะให้สี่ฉวนพาพวกเจ้าไปพักผ่อนก่อน” เขาไม่คิดว่าเด็กสาวนางนี้จะช่วยอะไรได้ จึงไม่ได้แสดงท่าทีกระตือรือร้นนัก
“ขอบคุณน้ำใจของท่านเจ้าเมือง” มู่เชียนกล่าวโดยอ้างอิงจากชื่อจวนที่ชายชราพัก “ทว่าข้ายังคงต้องการไปดูอาการของผู้ป่วยก่อน หากจำเป็นต้องปรุงโอสถใด จะได้ไม่เสียเวลาเจ้าค่ะ” ตลอดทางเสียเวลามามาก นางไม่อยากยื้อเวลาอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเห็นเด็กสาวยืนกราน ชายชราก็ไม่ยื้อต่อไป เขาพยักหน้าอนุญาตให้หลานชายพาขบวนเดินลึกไปในจวนเจ้าเมืองทางด้านหลัง …เบื้องหน้านั้นมีเรือนไม้หลังหนึ่ง ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว มู่เชียนเห็นก็มั่นใจว่านั่นคงเป็นจุดหมายของการเดินทางให้ครั้งนี้ ทว่าผู้เป็นศิษย์พี่กลับหยุดเท้า ไม่ก้าวเดินต่อ ชายหนุ่มหันหลังกลับมา บนใบหน้ามีท่าทางอึดอัดใจ ราวกับไม่รู้จะเริ่มต้นเอ่ยอย่างไรดี ท่าทางนี้ของเขาทำให้นางนึกขำได้เสมอ
“ศิษย์พี่ฉวน…. สิ่งแรกที่ข้าจะบอกคือท่านไม่จำเป็นต้องคิดมาก…” การที่มู่เชียนเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน ทำให้ฉวนสี่นิ่งงันไป หญิงสาวส่งยิ้มให้ผู้ที่นางนับถือเสมือนพี่ชายแท้ครั้งหนึ่งอย่างอ่อนโยน
“ท่านต้องการให้เรียกหาเช่นไร พวกเราก็เรียกเช่นนั้น ท่านต้องการให้รู้แค่ไหน พวกเราก็รู้แค่นั้น มิตรภาพของพวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับประวัติ พื้นเพ หรือชาติกำเนิด มิใช่หรือ ?”
“นั่นสิ แต่เดิมทีพวกเราคบหากันก็ไม่ได้ขอให้แจ้งประวัติเสียหน่อย” โม่เจี้ยนเอ่ยวาจาติดตลกเช่นเคย
“ความเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องนั้น แค่จริงใจก็พอแล้ว” จ้าวซงเองก็เอ่ยสนับสนุนขึ้นเช่นกัน
ฉวนสี่สูดลมหายใจลึกครั้งหนึ่งอย่างตื้นตัน ใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความปิติยินดีและโล่งใจ
“ทำให้ศิษย์น้องทั้งหลายต้องเป็นห่วงแล้ว ข้า แซ่เดิมเยี่ยน ชื่อสี่ฉวน …”
“แซ่เยี่ยน… เชื้อพระวงศ์แคว้นเยี่ยน.. !!” หู่อู่เอ่ยพลางเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ในขณะที่ศิษย์น้องทั้งหลายของเจ้าของเรื่องนั้น นอกจากอาการชะงักเล็กน้อยก็ไม่มีความผิดปกติใด
สามารถนับถือเป็นพี่น้องกับธิดาเทพยุทธ์ได้ แค่เพิ่มศิษย์พี่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์อีกหนึ่งย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว….
“ฉวนเกอ”
เสียงอ่อนหวานดังมาจากด้านข้าง เมื่อหันไปมองก็พบร่างหญิงสาววัยแรกรุ่นนางหนึ่งยืน ใบหน้ารูปไข่งดงาม ดวงตาหวานคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งความยินดี ยืนเหม่อมองนิ่งคล้ายทำอะไรไม่ถูก… ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยพองามราวกับประหลาดใจในภาพที่เห็นอย่างมาก ท่าทีที่ไร้เดียงสาและงดงามนั้นช่วยขับให้บุคลิกของนางดูอ่อนหวานน่าถนอมมากขึ้น
ยามที่ริมฝีปากนั้นสั่นเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาก็คล้ายโลกรอบด้านสดใสขึ้นไปด้วย ดวงตาฉ่ำน้ำคล้ายฝนที่ใกล้จะร่วงหล่น พร้อมกับร่างบางที่โผวิ่งเข้ามาหาเยี่ยนสี่ฉวนนั้น เดิมทีควรเป็นภาพที่งดงามภาพหนึ่ง หากมิใช่ว่าระหว่างชายหนุ่มและหญิงงามนางนั้นกลับถูกกั้นด้วยร่างเล็กที่สูงเพียงอกของเด็กสาวนางหนึ่ง
“ท่านเป็นใครหรือเจ้าคะ?” เสียงอ่อนหวานจากร่างเด็กสาวที่ขวางอยู่เบื้องหน้า ในดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างชัดเจน
…. หญิงงามไม่ตอบ ในใจเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่แผนการณ์ของตนถูกเด็กน้อยคนหนึ่งทำลายลงอย่างน่าเสียดาย ทันทีที่ได้ยินว่าชายหนุ่มกลับเผ่ามาพร้อมกับสตรีที่อาจเป็นนางในดวงใจ ใจของชุยพ่านก็รู้สึกร้อนรุ่มอย่างมากจนต้องรีบมาแสดงตัวที่นี่…. หาไม่ที่นางอุตส่าห์ดูแลบิดามารดาของเขามาหลายปี จะปล่อยให้เสียเปล่าหรือ
“ฉวนเกอ ไม่พบกันนาน จำพ่านเอ๋อได้หรือไม่ ?” คำแทนตัวที่แสนสนิทสนมถูกขุดขึ้นมาอย่างหมายจะมัดมือชก
ดวงตาของสี่ฉวนไม่มีริ้วคลื่นแม้แต่น้อยยามที่พยักหน้ารับคำ ทว่ากลับทำให้หญิงสาวตรงหน้ารู้สึกความประตูแห่งความหวังที่รอมาแสนนานกำลังเปิดออกแล้ว ร่างงามพยายามสะอึกเข้ามาใกล้เขาอีกครั้ง ทว่ากลับถูกฝ่าเท้าเล็กของใครบางคนเหยียบชายกระโปรงไว้ราวกับไม่ตั้งใจ ทำให้นางไม่อาจขยับตัวได้
“ข้าจะพาศิษย์น้องทั้งหลายไปพบท่านพ่อท่านแม่ คงต้องขอตัวก่อน” เยี่ยนสี่ฉวนเอ่ยอย่างมีมารยาท ขณะที่ดวงตาเต็มไปด้วยความขบขันในการแสดงออกของอสรพิษตัวน้อย