ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 182 ล้วนเป็นเพราะนาง?

            แม้ว่ามู่อี๋เสวี่ยจะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงเพ้อโดยไม่มีเหตุผลและนางก็ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลบนร่างกายของนางเลยแต่นางรู้ว่าต้องเป็นมู่จื่อหลิงที่ทำเรื่องแย่ๆ เป็นแน่

            มู่อี๋เสวี่ยกลับไม่รู้เลยถึงแม้ว่าชิวเซียงกับชิวเยวี่ยจะบอกนางอย่างละเอียดว่าเมื่อไม่นานมานี้นางถูกทหารยามเหล่านั้นทรมานอย่างไร

            แต่สิ่งไหนควรพูดและสิ่งไหนไม่ควรพูด คำเหล่านั้นล้วนต้องผ่านการเสริมเติมแต่ง [1] มาไม่มากก็น้อยนางกำนัลทั้งสองล้วนก็รับมือได้ดี กำลังเหมาะพอดีทีเดียว

            นางกำนัลทั้งสองบอกมู่อี๋เสวี่ยว่ามู่จื่อหลิงทำร้ายนางอย่างไรและยังกล่าวถึงว่าองค์หญิงอันหย่าต้องการที่จะหยุดมู่จื่อหลิงเพื่อที่มู่จื่อหลิงจะไม่ใช้วิธีนั้นในการทำร้ายน้องสาวของตนเอง...

            อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดภายใต้อำนาจอันแข็งแกร่งของมู่จื่อหลิงร่างกายที่อ่อนแอขององค์หญิงอันหย่าก็รับไม่ไหว และสุดท้ายนางก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้

            เมื่อมู่อี๋เสวี่ยได้ยินเรื่องนี้นางก็บังเอิญหันไปเห็นองค์หญิงอันหย่าถูกมู่จื่อหลิงกดลงกับพื้นพอดี

            ดังนั้นมู่อี๋เสวี่ยจึงเชื่อคำพูดของนางกำนัลทั้งสองโดยไม่คิดมาก

            ด้วยเหตุนี้ในยามนี้มู่อี๋เสวี่ยจึงสามารถขจัดความคับข้องใจที่มีต่อองค์หญิงอันหย่าในใจของนางได้อย่างสมบูรณ์

            องค์หญิงอันหย่าแสร้งทำเป็นอ่อนแออีกครั้งและพยายามเกลี้ยกล่อมนางด้วยท่าทางหวาดกลัวมู่จื่อหลิง “อี๋เสวี่ย อย่า...”

            เมื่อมู่จื่อหลิงเห็นองค์หญิงอันหย่าเป็นเช่นนี้จึงนึกบ่นอยู่ในใจ

            ต้นกล้าอ่อนแอผู้นี้ทำตัวเสแสร้งอีกแล้ว!

            มู่จื่อหลิงอดไม่ได้ที่จะไว้ทุกข์ให้กับมู่อี๋เสวี่ยในใจช่างน่าสงสารมู่อี๋เสวี่ยผู้โง่เขลายิ่งนักที่ถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่แล้วยังจะโง่ไปช่วยเขานับเงินอีก [2]

            “อันหย่าเจ้ากลัวหญิงสารเลวผู้นี้ แต่ข้าไม่กลัว เจ้าไม่ต้องกังวลวันนี้ข้าจะสังหารนางให้ได้”มู่อี๋เสวี่ยเอ่ยอย่างก้าวร้าวด้วยความโกรธที่พลุ่งพล่าน

            ในยามนี้ในใจของมู่อี๋เสวี่ย สิ่งที่นางคิดก็คือองค์หญิงอันหย่านั้นเป็นคนดีจะยังคิดได้อย่างไรว่าก่อนหน้านี้นางปฏิบัติกับตนอย่างไร

            นางคิดว่าก่อนหน้านี้องค์หญิงอันหย่าต้องได้รับแรงกดดันมาจากมู่จื่อหลิงเป็นแน่ถึงได้พูดเช่นนั้นกับนาง เมื่อเสาะถึงรากสาวถึงโคนแล้วจึงต้องโทษมู่จื่อหลิงหญิงเลวผู้นั้น

            เพราะหากยามนี้ไม่มีองค์หญิงอันหย่านางก็จะไม่รู้ว่าผู้ใดที่ฉวยโอกาสทำร้ายนางและนางไม่รู้เลยว่าเมื่อถูกเปิดเผยเช่นนี้แล้ว ยังจะสามารถกลับมาได้อย่างไร

            ฆ่านาง? อึก...จู่ๆมู่จื่อหลิงก็รู้สึกว่านี่มันเป็นตลกจริงๆร่างกายที่ทรุดโทรมของมู่อี๋เสวี่ยในยามนี้มีเพียงแค่พลังที่จะใช้ในการสาปแช่งคนได้เท่านั้นไม่ใช่หรือ?

            มู่อี๋เสวี่ยผู้นี้เคยข่มเหงรังแกมู่จื่อหลิงคนก่อนหรือเปล่าในยามนี้จึงได้อวดเบ่งตนเองเช่นนี้ได้ ไม่ต่างไปจากหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก [4]?

            คำถามก็คือมู่อี๋เสวี่ยที่ในยามนี้แม้กระทั่งมดก็ไม่อาจเหยียบให้ตายได้[5] จะฆ่านางหรือ? ช่างไร้สาระ

            เมื่อเห็นว่ามู่อี๋เสวี่ยต้องการที่จะต่อกรด้วยท่าทางที่ไม่ยอมแพ้จึงเกิดเป็นรอยยิ้มเย็นพาดผ่านดวงตาขององค์หญิงอันหย่า ก่อนจะหายไปในพริบตา

            จากนั้นนางจึงหุบปากลงไปอย่างแนบเนียนก่อนจะแสร้งทำเป็นป่วยไข้ แล้วหลีกทางออกมาอย่างเชื่อฟัง...รอชมสิ่งดีๆ

            ในความเป็นจริงองค์หญิงอันหย่าปรารถนาให้มู่อี๋เสวี่ยสามารถสังหารมู่จื่อหลิงได้จริงๆ

            แม้ว่านางจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้แต่ยามนี้ภายใต้การจับตามองของทุกคน มู่อี๋เสวี่ยได้เอ่ยคำดูหมิ่นมู่จื่อหลิงออกมาแล้วและค่อยๆ บรรเทาความเกลียดชังในใจของนางได้ เหตุใดนางจึงไม่ทำมันเล่า

            แม้ว่าร่างกายของมู่อี๋เสวี่ยจะอ่อนแอแต่นางก็ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากด้านหลังเลย แต่นางรู้สึกได้เพียงแค่ความเจ็บแปลบที่หน้าอกและร่างกายท่อนล่างเท่านั้น

            ด้วยความรู้สึกนี้ ทำให้ความรู้สึกอับอายและขุ่นเคืองในใจของนางเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆนางอดไม่ได้ที่จะด่ามู่จื่อหลิงออกมาสุดเสียงราวกับจะเอาเลือดหมามาราดหัว [6]

            ในยามนี้ฝูหลินและเหล่าทหารยามแห่งวังหลวงซึ่งได้รับความสดชื่นจากร่างกายของมู่อี๋เสวี่ยได้ยินเสียงจนต้องหันมามองดูอย่างพร้อมเพรียงกัน...

            เพียงแต่ว่าในขณะนี้พวกเขามองไปที่มู่อี๋เสวี่ยราวกับว่าพวกเขากำลังมองคนตาย

            หญิงผู้นั้นเป็นคนอกใหญ่ไร้สมองอย่างแท้จริงมีเพียงอกใหญ่โตแต่กลับไม่มีสมอง!

            ดูหมิ่นฉีหวางเฟยในที่สาธารณะทั้งยังกระทำต่อพระพักตร์ฉีอ๋อง นางช่างกล้า นางไม่รู้จริงๆหรือว่าคำว่าตายเขียนอย่างไร?

            แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามู่อี๋เสวี่ยผู้น่าสงสารไม่รู้ว่าฉีอ๋องยังคง ‘อยู่’

            หากมู่อี๋เสวี่ยรู้เรื่องนี้นางคงจะหายใจไม่ออกตายดีกว่ามาตะโกนโวยวายใส่มู่จื่อหลิงตรงนี้

            “นางหญิงเลวเจ้าลงมาจากรถม้าเดี๋ยวนี้” มู่อี๋เสวี่ยคำรามเสียงดัง กระโดดขึ้นลงด้วยความโกรธจนหน้าอกใหญ่เด้งขึ้นเด้งลง ยามนี้นางดูไม่ต่างจากคนบ้า

            มู่อี๋เสวี่ยยกแขนเสื้อขึ้นอย่างโกรธจัดเผยให้เห็นแขนสีฟ้าอมสีม่วงที่บวมช้ำของนางราวกับว่านางกำลังจะสู้กับมู่จื่อหลิง

            เมื่อเห็นมู่อี๋เสวี่ยเป็นเช่นนี้มู่จื่อหลิงเกือบจะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

            คนบ้าผู้นี้ช่างเกรี้ยวกราดเสียจริงเหตุใดถึงกระตือรือร้นที่จะกระโดดข้ามกำแพงเหมือนสุนัข [7] แต่เมื่อไม่สามารถข้ามกำแพงไปได้จึงต้องการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผู้คนที่ดูอยู่ทั้งสงสารและสมเพช

            มู่จื่อหลิงเลิกคิ้วขึ้นแล้วส่งยิ้มมองมู่อี๋เสวี่ยด้วยสายตาที่หรี่ลง รอยยิ้มของนางก็ราบเรียบมากเช่นกัน“เจ้าบอกให้ข้าลงไป ข้าก็ยอมลงไป เช่นนั้นข้าก็จะต้องเสียหน้ามากไม่ใช่หรือ?”

            หลังจากหยุดไปชั่วครู่นางก็ยื่นมือออกไปนอกหน้าต่างรถม้า เหยียดนิ้วออกมาชี้หน้ามู่อี๋เสวี่ยอย่างยั่วยุ“หากมีความสามารถก็จงขึ้นมา!”

            ไม่เข้าใจจริงๆว่ามู่อี๋เสวี่ยมีแรงมากเพียงใดมู่จื่อหลิงรู้สึกสับสนกับมู่อี๋เสวี่ยที่ยังคงเดือดด้วยความโกรธอยู่ในยามนี้

            เห็นได้ชัดว่าชีวิตของนางหายไปกว่าครึ่งแล้วแต่ปากของนางกลับยังเต็มไปด้วยน้ำลายที่พร้อมพ่นออกมาราวกับเจ้าตัวเล็กที่แข็งแกร่ง [8] ซึ่งยากต่อการเอาชนะ

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ด่าผู้อื่นอย่างสาดเสียเทเสียมู่จื่อหลิงกลับทำตัวนิ่งสงบ ทำท่าทางไม่ใส่ใจจนทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง

            “เจ้า...”มู่อี๋เสวี่ยกัดฟันด้วยความโกรธ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธ

            จนถึงยามนี้นางก็ยังไม่เข้าใจในอดีตยามที่มู่จื่อหลิงเห็นนางมักทำท่าราวหนูเห็นแมวและถูกกดทับอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนางมาโดยตลอด

            หลังจากที่นางหญิงเลวผู้นี้กลายเป็นฉีหวางเฟยหางที่เหี่ยวเฉานั้นกลับชี้พุ่งตรงขึ้นฟ้า [9] กลายเป็นคนที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงราวกับว่าวิญญาณทั้งดวงถูกสับเปลี่ยน

            ยามนี้นางกล้าที่จะหาใครสักคนมาทำร้ายนางในเวลากลางวันแสกๆความอัปยศที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้นมันสุดจะบรรยาย...มันช่างเหลือทนและไม่อาจทนได้จริงๆ

            เมื่อนึกถึงภาพที่น่าอับอายนั้นมู่อี๋เสวี่ยก็ยิ่งโกรธจนแทบกัดเหงือกขาด [10] จ้องไปที่มู่จื่อหลิงอย่างเคียดแค้นแทบจะรอไม่ไหวที่จะแล่เนื้อเถือหนังของนางออกมาแล้วสับเป็นชิ้นๆจนไม่ต่างจากเนื้อบด...

            แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการจ้องมองที่น่ากลัวของนางที่ยังคงพิงขอบหน้าต่างด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ ในตอนท้ายยังมีการส่งยิ้มให้นางอีกด้วย

            เมื่อเผชิญหน้ากับการยั่วยุของมู่จื่อหลิงมู่อี๋เสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะก้าวไปข้างหน้าแต่ก้าวไปได้เพียงแค่หนึ่งก้าวก็ต้องหยุดลง

            แม้ว่ายามนี้นางจะรู้ว่าฉีอ๋องไม่อยู่ที่นี่แต่สิ่งที่ต้องห้ามมากที่สุดสำหรับฉีอ๋องก็คือการที่ผู้อื่นแตะต้องสิ่งของของเขา

            ไม่ว่านางจะโกรธมากมายเพียงใดก็ไม่อาจปล่อยให้ความโกรธครอบงำจิตใจได้ หากต้องถูกเตะจนปลิวไปอีกครั้งชีวิตของนางคงจะสูญสิ้นไปจริงๆ

            ในความเป็นจริงองค์หญิงอันหย่าที่อยู่ข้างๆนางก็โกรธมากเช่นกัน นางหวังว่ามู่อี๋เสวี่ยจะรีบเร่งเข้าไปฉีกกระชากร่างของมู่จื่อหลิงและจะเป็นการดีกว่าที่ตัวนางเองจะไม่ทำร้ายมู่จื่อหลิง ปล่อยให้มู่อี๋เสวี่ยทำร้ายมู่จื่อหลิงให้เสียหน้าต่อหน้าต่อตาทุกคน

            แต่...มู่อี๋เสวี่ยผู้ไร้สมองคนนี้ถูกทรมานเช่นนี้แม้ในช่วงเวลาสำคัญก็ยังมีสติอยู่บ้าง เมื่อรู้ว่ารถม้าไม่อาจเข้าใกล้ได้นางจึงร้องตะโกนอย่างกล้าหาญอยู่ภายนอกเท่านั้น

            “มู่จื่อหลิงเจ้าตัวซวยเจ้าสมควรที่จะไม่ได้รับความรักจากผู้ใด ในปีนั้นที่มารดาของเจ้าเป็นเช่นนั้นก็เพราะเจ้า...”มู่อี๋เสวี่ยคำรามเสียงดัง ราวกับว่านางรู้ว่านางกำลังหลุดพูดถึงเรื่องใดนางจึงเปลี่ยนคำพูดในชั่วพริบตา “นางหญิงสารเลวลงมาหาข้าเดี๋ยวนี้...”

            แม้ว่าคำพูดของมู่อี๋เสวี่ยจะไม่หยุดหย่อนและคำพูดก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแต่มู่จื่อหลิงก็สามารถคว้ากุญแจสำคัญของสิ่งที่มู่อี๋เสวี่ยพูดต่อหน้านางได้อย่างรวดเร็ว

            มู่จื่อหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อยมู่อี๋เสวี่ยกำลังพูดถึงอะไร? อะไรที่เป็นเพราะนาง?

            มู่อี๋เสวี่ยหมายถึงอะไร?

            ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นในใจของมู่จื่อหลิงเหตุใดนางถึงรู้สึกได้ว่ามู่อี๋เสวี่ยผู้นี้ดูเหมือนจะรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตระกูลมู่เมื่อสิบสี่ปีก่อน?

            แต่หากพูดด้วยเหตุและผลแล้วในยามนั้นมู่อี๋เสวี่ยน่าจะอายุเพียงสองขวบ นางจะรู้ได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้!

            เกิดอะไรขึ้นในปีนั้น? มู่อี๋เสวี่ยผู้นี้ถ่มน้ำลายออกมาโดยไม่รู้ตัวภายใต้สภาพคลุ้มคลั่ง

            แต่เมื่อนางพูดถึงเรื่องนี้นางยังสามารถหุบปากได้ชั่วขณะหนึ่ง มู่อี๋เสวี่ยผู้นี้ไม่ได้ไร้สมองอย่างที่นางคิด

            มีความคิดนับพันอยู่ในหัวของมู่จื่อหลิงและมีเครื่องหมายคำถามอยู่บนหน้าผากของนาง

            อย่างไรก็ตาม นางรู้ว่าหากนางถามมู่อี๋เสวี่ยยามนี้ไม่ต้องพูดถึงว่ายามนี้มู่อี๋เสวี่ยกำลังบ้าด้วยความโกรธเกลียดนางแทบตายเพียงแค่นางเอ่ยปากถึงเรื่องที่มู่อี๋เสวี่ยเพิ่งหลุดปากออกมาเมื่อครู่นี้นางก็จะปิดปากเงียบ นางจะไม่พูดมันออกมาอย่างแน่นอน

            ดังนั้น นางย่อมไม่มีทางยอมถอยเพื่อถามคนบ้าผู้นี้

            แต่มู่อี๋เสวี่ยผู้นี้ที่เกลียดนางมากสามารถซ่อนสิ่งที่เกิดขึ้นในยามนั้นและไม่เคยพูดถึงมันได้...นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อ

            ดังนั้นยิ่งปิดไม่ให้นางรับรู้มากเพียงใด นางก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นเท่านั้น

            หัวใจของมู่จื่อหลิงมุ่งมั่นมากขึ้นนางต้องสืบหาสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนั้นให้ได้

            องค์หญิงอันหย่าก็ดูเหมือนจะตระหนักว่ามู่อี๋เสวี่ยเหมือนจะรู้บางอย่างเกี่ยวกับมู่จื่อหลิงและไม่กล้าที่จะพูดมันออกมา

            เรื่องอะไร? นางไม่กล้าพูดมันออกมาหรือ? ร่องรอยของความไม่พอใจปรากฏขึ้นในสีหน้าขององค์หญิงอันหย่า

            ต้องรู้ว่ามู่อี๋เสวี่ยแทบจะเล่าเรื่องวัยเด็กของมู่จื่อหลิงให้นางฟังทั้งหมด

            แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีเพียงเรื่องซ้ำซากจำเจอย่างมู่จื่อหลิงอยู่ติดจวนมานานหลายปีมักเป็นคนโง่ที่อยู่ในสภาพวิกลจริตอยู่เสมอ

            แต่ในยามนี้มู่อี๋เสวี่ยกำลังกล่าวถึงเรื่องใดนางไม่รู้แม้แต่น้อย

            เป็นไปได้ไหมว่ามู่อี๋เสวี่ยยังมีบางอย่างที่ปิดบังนางอยู่? หรือว่านางจะเก็บเรื่องนี้ไว้ใช้เอง?

            ดวงตาขององค์หญิงอันหย่าหรี่ลงเล็กน้อยนางมองมู่อี๋เสวี่ยอย่างเคลือบแคลง มู่อี๋เสวี่ย เจ้าไม่ควรปิดบังสิ่งใดจากเปิ่นกงจู่

            หลังจากคาดเดาเพียงผิวเผินมู่จื่อหลิงยังคงนั่งอยู่ในท่วงท่าราวกับเป็นเทพเซียนมุมปากของนางโค้งเป็นรอยยิ้มบางๆ

            นางยิ้มก่อนจะมองไปที่มู่อี๋เสวี่ยที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟันอยู่ด้านล่างราวกับว่านางกำลังดูตัวตลกกระโดดโลดเต้นสร้างมุกตลก [11]

            หากจะบอกว่าร่างกายของมู่อี๋เสวี่ยส่วนใดที่แข็งแกร่งที่สุดคงมีเพียงปากเท่านั้นที่สามารถเป็นปากพ่นอุจจาระ [12] ออกมาได้ไม่หยุดหย่อน

            พูดตามความจริงแล้วการถูกคนด่าเป็นสิ่งที่น่าอับอายมาก แต่สถานการณ์ในยามนี้กลับเป็นตรงกันข้าม

            หลังจากถูกด่าชี้หน้าโดยใครบางคนเป็นเวลานานการแสดงออกของมู่จื่อหลิงยังคงสงบนิ่งด้วยความใจเย็นซึ่งทำให้ผู้ชมที่ชมการแสดงรู้สึกว่ามู่อี๋เสวี่ยผู้แสนบ้าคลั่งผู้นี้เป็นเหมือนคนโง่ที่เล่นงิ้วเพียงลำพัง[13]

            อย่างไรก็ตามคนโง่ผู้นี้กลับไม่ได้ตระหนักถึงมันเลยทั้งยังยิ่งด่ารุนแรงขึ้น...ดูเหมือนว่าจะด่ามู่จื่อหลิงในทุกสิ่งอย่างและดูเหมือนว่าจะเป็นการยากที่จะปรับเปลี่ยนความเกลียดชังในใจของนางได้

            แม้กระทั่งองค์หญิงอันหย่าผู้ซึ่งแต่เดิมต้องการจะชื่นชมยินดีกับความอับอายของมู่จื่อหลิงก็ยังถูกปากร้ายของมู่อี๋เสวี่ยดึงมาด่าทอในที่สาธารณะทำให้ความโกรธในใจของนางพลุ่งพล่าน

            มู่จื่อหลิงยังไม่ทันได้อับอายขายหน้านางกลับทำให้ตนเองอับอายเองเสียแล้ว สมองของมู่อี๋เสวี่ยผู้นี้เต็มไปด้วยอึ [14] ใช่หรือไม่? องค์หญิงอันหย่ามองดูมู่อี๋เสวี่ยด้วยความรังเกียจที่อยู่ภายในใจ

            ในความเป็นจริงในยามนี้มู่อี๋เสวี่ยอยากจะกระโดดขึ้นรถม้าแล้วฉีกมู่จื่อหลิงที่กำลังยิ้มแย้มอย่างภาคภูมิใจออกเป็นชิ้นๆ

            แต่ในใจของนางรู้สึกเกรงกลัวต่อฉีอ๋องอยู่ตลอดเวลาด้วยภาพเหตุการณ์ที่นางถูกโยนจนปลิวยังคงเด่นชัดดังนั้น แม้ว่านางจะร้อนรนสักเพียงใด นางก็ทำเพียงด่าออกมาเท่านั้น

            ไม่ว่าจะมีความอดทนมากเพียงใดการฟังคำสบถด่ามากมาย อาจทำให้คนหมดความอดทนได้ในที่สุด นอกจากนี้ความอดทนของมู่จื่อหลิงก็มีไม่มากนัก และยามนี้มันถูกใช้ไปจนหมดแล้ว

            มู่จื่อหลิงแตะคางของนางอย่างใจเย็นดวงตาครุ่นคิดนางกำลังพิจารณาว่าจะทำให้ปากที่เต็มไปด้วยของเสียของมู่อี๋เสวี่ยไม่อาจใช้การให้เป็นใบ้ไปเสียเลยจะดีหรือไม่?

            ยามที่มู่จื่อหลิงกำลังคิดว่าควรจะวางยาพิษใส่ปากเสียๆของมู่อี๋เสวี่ยดีหรือไม่อยู่นั้น ทันใดนั้น......

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] การเสริมเติมแต่ง (添油加醋) เป็นสำนวน มีความหมายว่า พูดเกินความจริงหรือพูดบิดเบือนจนเวอร์เกินจริงไปมาก

            [2] ยังจะโง่ไปช่วยเขานับเงินอีก (还傻乎乎的帮着数钱)เป็นวลี มีความหมายว่า โง่มาก ซื่อบื้อมาก หรือช่างโง่เหลือเกิน มีประโยคเต็มว่า 被人卖了还帮着数钱 แปลว่าถูกคนอื่นขายไปแล้วยังช่วยนับเงินอีก

            [3] เสาะถึงรากสาวถึงโคน (追根究底) เป็นวลี มีความหมายว่าสืบสาวเอาเรื่องให้ถึงที่สุด หรือสืบหา/ค้นหาต้นเหตุของเรื่องราวในบางครั้งยังแปลได้ว่าแก้ปัญหาจากต้นเหตุ

            [4] หมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก (死猪不怕开水烫) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าไม่มีความยำเกรงหวาดกลัวอะไรทั้งนั้นส่วนมากมักใช้คำนี้ในการว่ากล่าวคนที่หน้าด้าน

            [5] แม้กระทั่งมดก็ไม่อาจเหยียบให้ตายได้ (蚂蚁踩不踩得死) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าไม่สามารถทำอะไรได้แม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม

            [6] เอาเลือดหมามาราดหัว(狗血淋头) มีความหมายว่าด่าซะเละ เป็นคำที่มาจากเรื่องเล่าในสมัยก่อนด้วยเมื่อมีคนเชื่อว่าคนไหนเป็นแม่มดพ่อมดวิธีที่จะหยุดมนต์ดำก็คือการเอาเลือดหมามารดหัว จะทำให้มนต์เสื่อมจนแม่มดพ่อมดทำอะไรต่อไม่ได้ จึงใช้คำนี้เปรียบกับการด่าด้วยคนถูกด่าจะตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไม่ต่างจากแม่มดพ่อมด

            [7] กระโดดข้ามกำแพงเหมือนสุนัข (狗急跳墙) เป็นสำนวน มีความหมายว่าคนที่ฮึดสู้อย่างสุดชีวิตเพราะไม่มีทางเลือกส่วนมากจะใช้กับคนไม่ดีที่ต้องการหลบหนีอย่างสิ้นหวังสุดท้ายจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีกเทียบกับสำนวนไทยจะใกล้เคียงกับคำว่าสู้เหมือนหมาจนตรอก

            [8] เจ้าตัวเล็กที่แข็งแกร่ง (小强) เป็นคำอุปมา มีความหมายว่า แมลงสาบ

            [9] หางที่เหี่ยวเฉานั้นกลับชี้พุ่งตรงขึ้นฟ้า (尾巴直接翘上天) เป็นคำเปรียบเปรยมีความหมายว่า ตั้งท่าเตรียมจู่โจมโดยไม่เกรงกลัว หรือรับมือได้อย่างไม่มีความกลัว

            [10] กัดเหงือกขาด(咬碎牙龈) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่า โกรธจัด โกรธมากใช้บรรยายความเกลียดชังศัตรู ดัดแปลงมาจากสำนวน 嚼齿穿龈 แปลว่าเคี้ยวฟันให้ทะลุเหงือก

            [11] ตัวตลกกระโดดโลดเต้นสร้างมุกตลก (跳梁小丑) เป็นคำเปรียบเปรยมีความหมายว่า คนเลวที่อาละวาดสร้างปัญหา

            [12] ปากพ่นอุจจาระ (满嘴喷粪) เป็นคำเปรียบเปรยมีความหมายว่า กล่าวคำที่ไม่มีมูลความจริง หรือพูดเรื่องไร้สาระ

            [13] เล่นงิ้วเพียงลำพัง (一个唱独角戏) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าทำอะไรบางอย่างเพียงลำพังหรือยืนกรานในความคิดเห็นหรือเหตุผลบางอย่างของตนโดยไม่ฟังผู้ใด

            [14] สมองเต็มไปด้วยอึ (脑子被屎糊)เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่า คิดได้เพียงเรื่องไร้สาระ ไร้ประโยชน์

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663