บทที่ 13 ตักน้ำด้วยตะกร้า
ฟ่านซีซีรู้สึกมึนงงเล็กน้อย เพราะดูเหมือนว่าเธอไม่เคยต้องล้างจานเลย จานพวกนี้เป็หน้าที่ของแม่กับฟ่านมี่มี่มาตลอด หลังจากย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ส่วนใหญ่จะเป็พี่จิ่นเฉิงที่เป็คนล้างจาน เพราะผู้ใหญ่ทั้งสามคนต้องดูแลร้าน ทั้งสองครอบครัวจึงกินข้าวพร้อมกัน
ตอนนั้นเอง ฟ่านมี่มี่ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็พูดด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยวว่า “พี่รองกับพี่ใหญ่พนันกันสิ ถ้าพี่ใหญ่แพ้ พี่ใหญ่ต้องเป็คนล้างจาน ครั้งก่อนฉันพนันกับพี่ใหญ่แล้วแพ้ ฉันต้องล้างจานเป็ปีเลยนะ”
เดิมทีฟ่านซีซีลืมเื่เล็กน้อยแบบนี้ไปแล้ว แต่ในเมื่อน้องสาวร้องขอ เธอจึงรีบพยักหน้าทันที “ตกลง ถ้าพรุ่งนี้ฉันสอบผ่านและข้ามชั้นเรียนได้ พี่ใหญ่ก็ต้องล้างจานเป็ปีนะ ห้ามให้มี่มี่กับพี่จิ่นเฉิงล้างเด็ดขาด”
“ได้เลย แต่ถ้าเธอสอบไม่ผ่าน เธอกับฟ่านจิ่นเฉิงต้องทำงานบ้านทั้งหมดก่อนแต่งงาน ตกลงไหม?”
“ตกลง!”
เอ๊ะ ฟ่านซีซีชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะคนที่พูดเมื่อกี้ไม่ใช่เธอ แต่เป็พี่จิ่นเฉิงต่างหาก!
“หลังจากที่เราแต่งงานกันแล้ว ฉันจะเป็คนทำงานบ้านเอง” ฟ่านจินเฉินโปรยอาหารหมาต่อหน้าทุกคน*[1]ไปหนึ่งชุด
เดิมทีฟ่านซีซีรู้สึกว่าเป็เื่ปกติ แต่พอเห็นพี่สาวกับฟ่านจิ่นซินมองมาที่เธอด้วยแววตารังเกียจและขมขื่น เธอก็อดหน้าแดงไม่ได้
ดีที่น้องสาวฟ่านมี่มี่ยังน่ารัก เธอล้างสตรอว์เบอร์รีอย่างว่าง่ายแล้วเดินมาหาพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่รอง พยายามเข้านะ มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้ ฉันจะรีบเอามาให้ทันทีเลย”
ฟ่านซีซีตอบรับเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตั้งใจทบทวนบทเรียนต่อไป
……
เช้าวันรุ่งขึ้น ครูใหญ่และหัวหน้าฝ่ายวิชาการมาเป็ผู้คุมสอบให้กับฟ่านซีซี อวี๋เสี่ยวอิน และลู่เหยาด้วยตัวเอง ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงถูกไล่กลับไปเรียนห้อง มัธยมปลายปีที่ 3 ตามเดิม
ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นเถียนซือซือนั่งอยู่ที่โต๊ะของเขาั้แ่ยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าห้องเรียน เขาก็เปลี่ยนใจไม่เข้าห้องเรียนและขอลาป่วยทันที ถือว่าโดดเรียนไปเลย
ส่วนฟ่านซีซี ตอนนี้กำลังตั้งใจทำข้อสอบอย่างขะมักเขม้น เพื่อที่จะได้เข้าเรียนห้องเดียวกับพี่จิ่นเฉิงของเธอ
เธอทำข้อสอบด้วยความตั้งใจ ทบทวนอย่างละเอียด เขียนหนังสือสวยและเร็วมาก ครูใหญ่และหัวหน้าฝ่ายวิชาการสังเกตเห็นว่า เธอแทบจะไม่เงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะเลยด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสอบเป็อย่างมาก
อวี๋เสี่ยวอินเองก็ทำได้ดีเช่นกัน นอกจากบางครั้งที่เธอกัดปลายปากกาครุ่นคิด ส่วนใหญ่แล้วการทำข้อสอบของเธอเป็ไปอย่างราบรื่น
ลู่เหยาเองก็มีปัญหาเล็กน้อยในการทำข้อสอบ เธอเหม่อลอยเป็บางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วเธอก็ทำข้อสอบได้
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฟ่านซีซีก็ทำข้อสอบแผ่นแรกเสร็จ เธอจึงยกมือขึ้น
หัวหน้าฝ่ายวิชาการมองดูข้อสอบวิชาภาษาจีนบนโต๊ะของเธอ เห็นว่าเธอทำเสร็จแล้วจึงเตือนด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “ลองตรวจดูอีกครั้งก่อนจะสอบวิชาต่อไปดีไหม?”
“ไม่เป็ไรค่ะ สอบวิชาต่อไปเลย”
“ก็ได้!” หัวหน้าฝ่ายวิชาการรับใบสอบวิชาภาษาจีนไปพร้อมกับหยิบใบสอบวิชาอื่นให้เธอ
ครูใหญ่รับเอาใบสอบของฟ่านซีซีมาอ่านคร่าว ๆ ดวงตาของเขาเป็ประกายขึ้นมาทันที
เขารีบวางใบสอบลงแล้วเดินไปที่ห้องพักครูข้าง ๆ เพื่อตามคุณครูหยาง หัวหน้าหมวดวิชาภาษาจีนชั้น มัธยมปลายปีที่ 3 มาตรวจใบสอบนี้
ระหว่างที่ฟ่านซีซีกำลังตั้งใจทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ คุณครูหยางก็ตรวจใบสอบวิชาภาษาจีนของเธอเสร็จพอดี
คะแนนเต็ม 120 คะแนน ฟ่านซีซีทำได้ 118 คะแนน หักไปสองคะแนนจากการเขียนคำผิดหนึ่งคะแนนและการเรียงความอีกหนึ่งคะแนน
ครูใหญ่เห็นคะแนนนี้ก็ยิ้มจนตาปิด
“ไม่เลวเลย วิชาภาษาจีนได้คะแนนดีขนาดนี้ วิชาอื่นก็คงไม่ต่างกัน”
และก็เป็อย่างที่คาดไว้จริง ๆ เมื่อครูใหญ่ตรวจข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ของฟ่านซีซีเสร็จ เขาตื่นเต้นจนลุกขึ้นยืน
เต็ม!
ฟ่านซีซีสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนเต็ม!
ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เธอใช้เวลาทำข้อสอบเพียงแค่ยี่สิบนาทีเท่านั้น
ตอนที่ฟ่านซีซีสอบวิชาภาษาอังกฤษเป็วิชาที่สามเสร็จ อวี๋เสี่ยวอินกับลู่เหยาเพิ่งสอบเสร็จแค่หนึ่งวิชา
แต่ฟ่านซีซีใช้เวลาทำข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษน้อยกว่านั้น เพราะส่วนใหญ่เป็ข้อสอบแบบเลือกตอบ เธอจึงใช้เวลาทำเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น แต่ผลคะแนนก็ไม่ต่างกัน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เธอได้ 97 คะแนน
หลังจากนั้นเป็วิชาชีววิทยาและเคมี ฟ่านซีซีสอบชีววิทยาได้คะแนนเต็ม ส่วนเคมีได้ 95 คะแนน
ครูใหญ่เห็นว่ายังพอมีเวลา อีกทั้งเพื่อนนักเรียนอีกสองคนยังสอบไม่เสร็จ จึงให้ฟ่านซีซีสอบวิชาประวัติศาสตร์และวิชาการเมืองไปเลย
ฟ่านซีซีก็ไม่ทำให้ผิดหวัง วิชาที่ต้องอาศัยการท่องจำแบบนี้ เธอทำคะแนนได้เต็มทุกวิชา ทำเอาครูใหญ่และหัวหน้าฝ่ายวิชาการถึงกับตะลึง
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงขอย้ายชั้นเรียน เรียนอยู่ชั้น มัธยมปลายปีที่ 2 ต่อไปคงเสียเวลาเปล่า ๆ” ครูใหญ่พึมพำออกมา
ถ้าเด็กคนนี้สามารถรักษามาตรฐานแบบนี้ไว้ได้ ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้อย่างแน่นอน
ไม่นานนัก ผลคะแนนของอวี๋เสี่ยวอินและลู่เหยาก็ออกมา อวี๋เสี่ยวอินได้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษเต็ม ส่วนวิชาอื่น ๆ ได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 92 คะแนน ผ่านการขอย้ายชั้นเรียน
ส่วนผลการเรียนของลู่เหยานั้นเกินความคาดหมายของทุกคน เธอได้คะแนนเต็มในวิชาเคมี ส่วนวิชาอื่น ๆ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 75 คะแนน
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ครูใหญ่ก็กล่าวว่า “นักเรียนลู่ ผลการเรียนของเธอในระดับชั้น มัธยมปลายปีที่ 3 ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่ที่สุด เธอลองปรึกษากับครอบครัวดูว่าจะขึ้นชั้น มัธยมปลายปีที่ 3 หรือจะเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่ 2 ต่อ คำแนะนำของฉันคือ ถ้าเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่ 2 ต่อ จะได้ปูพื้นฐานให้แน่นขึ้น พอขึ้นชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 เธอจะต้องสอบติดมหาวิทยาลัยที่ดีแน่นอน”
ลู่เหยาลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ครูใหญ่คะ แม่ของหนูเป็ครูสอนวิชาเคมีชั้นมัธยมปลายปีที่ 1 ของโรงเรียนเรา ชื่อเย่จิ้ง ครูช่วยพูดเกลี้ยกล่อมแม่ของหนูให้หน่อยได้ไหมคะ หนูอยากขึ้นชั้น มัธยมปลายปีที่ 3 สองวันที่ผ่านมานี้ หนูรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรมากมายจากอวี๋เสี่ยวอิน ฟ่านซีซี และฟ่านจิ่นเฉิง ถ้าได้เรียนร่วมชั้นกับเพื่อนที่เก่ง ๆ แบบนี้ หนูจะต้องมีแรงจูงใจในการเรียนมากขึ้นแน่นอนค่ะ ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปี ผลการเรียนของหนูต้องพัฒนาขึ้นได้แน่”
หัวหน้าฝ่ายวิชาการพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ที่แท้เธอก็เป็ลูกสาวของครูเย่นี่เอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงสอบเคมีได้ดีขนาดนั้น งั้นเธอขึ้นชั้น มัธยมปลายปีที่ 3 ไปเถอะ ฟ่านซีซีเรียนเคมีอ่อนกว่าเธอนิดหน่อย เธอจะได้ช่วยสอนฟ่านซีซี ส่วนวิชาอื่น ๆ เธออ่อนกว่า เธอก็เรียนรู้จากฟ่านซีซี ถ้าครึ่งปีหลังผลการเรียนตามไม่ทัน ก็แค่เรียนชั้น มัธยมปลายปีที่ 3 เพิ่มอีกปีเท่านั้นเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ครูใหญ่ก็ยิ้มและพูดว่า “ตกลงตามนั้น สามคนเดินด้วยกัน ย่อมมีคนหนึ่งเป็ครู พวกเธอช่วยเหลือกันและเรียนรู้จากกันและกันนะ ถ้าเป็แบบนั้น พวกเธอสามคนรวมทั้งฟ่านจิ่นเฉิงก็ไปอยู่ห้อง มัธยมปลายปีที่ 3 ห้อง 6 กันเถอะ!”
พอฟ่านซีซีได้ยินว่าครูใหญ่ให้พี่จิ่นเฉิงและเธอไปอยู่ห้อง มัธยมปลายปีที่ 3 ด้วยกัน เธอก็ดีใจจนะโโลดเต้น
เยี่ยมเลย เถียนซือซือคนนั้นพยายามอย่างหนักที่จะอยู่ห้องเดียวกับพี่จิ่นเฉิง ตอนนี้ล้มเหลวไม่เป็ท่าแล้วสิ!
……
ในคาบแรกของ่บ่าย ฟ่านจิ่นเฉิง ฟ่านซีซี อวี๋เสี่ยวอิน และลู่เหยา ทั้งสี่คนเข้าไปในห้อง มัธยมปลายปีที่ 3 ห้อง 6 และกลายเป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนอย่างเป็ทางการ
บังเอิญว่าที่นั่งในห้องมีการปรับเปลี่ยนพอดี พวกเขาทั้งสี่คนจึงได้มานั่งหน้าหลังกันโดยอัตโนมัติ
ฟ่านซีซีมองฟ่านจิ่นเฉิงที่กลายเป็เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข เธอรู้สึกว่าชีวิตในอนาคตช่างแสนสุขเหลือเกิน แม้แต่การบ้านก็มีคนช่วยทำแล้ว
ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นเด็กสาวข้าง ๆ เหม่อลอยอยู่ตลอด เขาจึงบีบมือเธอเบา ๆ อย่างไม่ให้ใครสังเกตเห็น “ตั้งใจเรียนสิ”
“โอ้!” ฟ่านซีซีนั่งตัวตรงอย่างว่าง่าย
อวี๋เสี่ยวอินและลู่เหยาที่นั่งอยู่ด้านหลังพวกเขามองหน้ากัน บรรยากาศรอบ ๆ คู่นี้ช่างหวานเสียจนพวกเธอไม่น่าจะมานั่งข้างหลังฟ่านซีซีเลย ต่อไปคงต้องโดนอาหารหมาของพวกเขาโจมตีเป็ระยะแน่ ๆ
อีกด้านหนึ่ง เมื่อเถียนซือซือรู้ว่าฟ่านจิ่นเฉิงย้ายไปเรียนมัธยมปลายปีที่ 3 ห้อง 6 แถมฟ่านซีซียังข้ามชั้นมาเรียนอยู่ห้องเดียวกับเขาอย่างน่าอัศจรรย์ เธอก็รู้สึกไม่สงบใจเอาเสียเลย
[1] โปรยอาหารหมาต่อหน้าทุกคน (当场撒了一波狗粮) เป็ศัพท์แสลง หมายถึง การโชว์ความรักออกสื่อให้คนอื่น ๆ โดยเฉพาะคนโสดอิจฉา ซึ่งเหล่าคนโสดจะถูกเรียกว่า 单身狗 หรือ ‘หมาโสด’ เมื่อเห็นคู่รักเขาโชว์หวานกัน ก็จะรู้สึกเหมือนเขากำลังโปรยอาหารให้หมาโสดทั้งหลายได้กินจนจุกอกตาย