ข้อความที่ปรากฏขึ้นบนบัตรนักศึกษาในเช้ามืดวันนี้ ราวกับพลุฉลองยามค่ำคืน มันปลุกเหล่านักศึกษาที่กำลังสะลึมสะลือให้กระเด้งจากเตียงแทบพร้อมกัน
ต้องเตรียมอาวุธ ชุดเกราะ และของจำเป็นให้พร้อมภายในเวลาอันสั้น ใครที่ปกติไม่ได้เก็บไว้ในถุงเก็บของย่อมวุ่นวายเป็นพิเศษ เสียงค้นของ เสียงกระแทกของโลหะดังระงมทั่วหอพักนักศึกษาและบ้านเรือนภายนอก ขณะที่ทุกคนแข่งกับเวลาเพื่อไม่ให้สาย
ที่น่าประหลาดคือ สถาบันประกาศ ห้ามนำโพชั่นหรือน้ำยาฟื้นฟูใด ๆ ติดตัว ยกเว้นเพียงวัตถุดิบสำหรับอัลเคมิสเท่านั้น กฎแปลกนี้ทำให้หลายคนงุนงง
ยกเว้นกลุ่มของห้อง อัลลิคอร์น ที่เตรียมตัวรับมือมาทั้งสัปดาห์ พวกเขาเข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่การทดสอบธรรมดา
นิโคลัสซึ่งเพิ่งจบการวิ่งเช้า กำลังฝึกกับซิลฟี่และเพื่อนพ้องอยู่ในสวนป่า เมื่อเห็นข้อความสีแดงปรากฏขึ้น เขาเพียงขมวดคิ้วสั้น ๆ ก่อนกลับหอพัก
ก่อนถึงเวลาแปดนาฬิกาเพียงเล็กน้อย ลานหน้าประตูทิศเหนือแน่นขนัดไปด้วยนักศึกษากว่าเก้าร้อยชีวิต เสียงพูดคุยจอแจคล้ายตลาด แต่ทุกคนเริ่มสัมผัสได้ว่ากิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่ธรรมดา
รุ่นพี่ปีสองและปีสามหลายสิบคนกระจายกำลังยืนอยู่รอบลาน ดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด
ท่ามกลางฝูงชน นิโคลัส ซีรีน และเซอรินา ยืนอยู่กับเพื่อนร่วมห้อง พูดคุยสั้น ๆ ถึงสิ่งที่ฝึกมาตลอดสัปดาห์ ตอนนี้คงถึงเวลาพิสูจน์แล้ว
เมื่อเสียงระฆังมานาส่งเสียงดนตรีบอกเวลาแปดนาฬิกาดังขึ้น
อาจารย์ชายร่างสูงในชุดคลุมนักเวทสีครามก้าวขึ้นไปยืนบนกำแพงเหนือประตูใหญ่ เสียงของเขาดังกังวานชัดเจนจากเวทขยายเสียง
“อรุณสวัสดิ์นักศึกษาทุกคน! เช้านี้อากาศดีและแดดสดใส เหมาะกับการเริ่มกิจกรรมที่สุดแล้ว”
เขาหยุดหายใจหนึ่งจังหวะก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ข้า จาเร็ธ หัวหน้าอาจารย์ชั้นปีหนึ่งและสอง ขอประกาศเปิดงานกิจกรรมน้องใหม่… ณ บัดนี้!”
เสียงพลุเวทพุ่งขึ้นฟ้า ฟึ่บ! แล้วระเบิดกลางอากาศ เสียงกึกก้องสะท้อนทั่วลาน
ประกายมานาหลากสีแตกกระจายราวดอกไม้ไฟเวทมนตร์ ระยิบระยับสะท้อนแสงเช้ายามอรุณ ทำให้หัวใจของผู้ดูทั้งลานเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
เมื่อแสงพลุค่อย ๆ มอดดับ จาเร็ธชูไม้เท้าในมือขึ้นอีกครั้ง
“บางคนอาจสงสัย... ทำไมไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมนี้ล่วงหน้าเลย ตอนนี้พวกเจ้าจะได้รู้เหตุผล”
ไม้เท้าในมือเขาเปล่งแสงสีทอง ก่อนร่ายเวทเป็นเส้นแสงพุ่งขึ้นเหนือศีรษะของนักศึกษาทั้งหมด แล้วแตกกระจายกลายเป็น โดมพลังแสง ครอบคลุมทั่วลาน แสงบางสายไหลซึมเข้าสู่ร่างของทุกคนและแตะที่แกนพลังในอกเกิดเป็นจุดเรืองสว่างจาง ๆ
เสียงอาจารย์ดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเยือกเย็นขึ้นหนึ่งระดับ
“นี่เป็นมาตรการเพื่อความลับของสถาบัน ห้ามเผยแพร่เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในสองวันนี้ให้ผู้ใดที่อยู่นอกกิจกรรมรู้เด็ดขาด หากละเมิด... แกนพลังของเจ้าจะเสียหาย แม้ไม่ถึงตาย แต่ต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้ความก้าวหน้าของเจ้าหยุดชะงักแน่นอน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที หลายคนสบตากันอย่างตกใจ ก่อนที่เสียงของอาจารย์จะดังขึ้นแทรกอย่างเฉียบคม
“ข้าเพิ่งบอกไปว่า ตราบใดที่ไม่พูด มันก็ไม่เกิดผล แล้วจะกลัวอะไรกันนักหนา! เงียบ และตั้งใจฟังให้ดี!”
ความเงียบเข้าปกคลุมลานทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจของหลายร้อยชีวิตที่รอฟังคำต่อไป
“พวกเราผู้ฝึกฝน”
จาเร็ธเอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“ไม่ได้เรียนมาเพื่อท่องตำราและหลบอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างเดียว ญาติพี่น้องของพวกเจ้าหลายคนต้องเผชิญกับสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นฮันเตอร์หรือพ่อค้า หากก้าวออกจากเมือง ความอันตรายย่อมตามมา... และพวกเจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้เช่นกัน”
คำพูดนั้นก้องกังวานไปทั่วลานจนแม้แต่คนที่อยู่หลังสุดยังได้ยินชัดเจน
เหล่านักศึกษาห้อง อัลลิคอร์น มองหน้ากันเล็กน้อยก่อนหันไปยังหัวหน้าห้องที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร นิโคลัสรับฟังอย่างสงบ ดวงตาเย็นและนิ่งคล้ายรู้ดีอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
ในสามวันที่ผ่านมา เมื่อห้องอื่นเห็นการฝึกของอัลลิคอร์นอย่างจริงจัง จึงเริ่มลุกขึ้นซ้อมตาม และตอนนี้ พวกเขากำลังรู้สึกขอบคุณที่ทำเช่นนั้น
“ต่อไป”
จาเร็ธเอ่ยพลางสะบัดไม้เท้าเบา ๆ ลูกบอลมานาสิบสองลูกลอยขึ้นเหนืออากาศเปล่งแสงเรืองรอง
“ให้ตัวแทนแต่ละห้องออกมาเลือกลูกบอลหนึ่งลูก ภายในนั้นจะระบุตำแหน่งที่พวกเจ้าต้องไปพักแรม”
เสียงพึมพำดังขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินคำว่า พักแรมในป่า
“แต่ละกลุ่มจะได้รับพื้นที่ดูแลประมาณสองตารางกิโลเมตร”
เขากล่าวต่อ
“พวกเจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ในป่านั้น ต่อสู้ ป้องกันตัว และเอาตัวรอดจากสัตว์อสูร จนกว่าจะถึงเย็นวันพรุ่งนี้เวลา สิบหกนาฬิกา”
สีหน้านักศึกษาหลายคนหม่นลงทันที บางคนกลืนน้ำลาย บางคนมองเพื่อนอย่างกังวล
“หากใครต้องการรวมกับกลุ่มอื่น ข้าไม่ห้าม หากอีกฝ่ายอนุญาตให้เข้าร่วมได้ แต่จำไว้ กลุ่มที่มีสมาชิกต่ำกว่าสิบคนจะเสี่ยงมากเกินไป พยายามรวมตัวกันไว้ดีที่สุด”
จาเร็ธหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องตกใจ หากเกิดเหตุอันตรายถึงชีวิต เวทป้องกันในบัตรนักศึกษาจะทำงานทันที รุ่นพี่ใกล้เคียงจะเข้าช่วยเหลือและนำพวกเจ้ากลับออกมา ซึ่งถือว่าสิ้นสุดการทดสอบ”
เสียงฮือฮาที่แผ่วลงเมื่อครู่กลับดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผสมด้วยความโล่งอกบางส่วน
“และสำหรับผู้ที่ต้องการถอนตัวกลางทาง ให้ส่งมานาเข้าบัตร นักศึกษารุ่นพี่จะพาออกจากพื้นที่ทันที”
เขายิ้มบาง ๆ
“ไม่ต้องหวาดกลัวเกินไป ตั้งแต่มีการจัดกิจกรรมนี้มา ไม่เคยมีใครเสียชีวิตเลย รุ่นพี่ของพวกเจ้าจะคอยกระจายกำลังคุ้มกันรอบพื้นที่ตลอดเวลา”
เสียงถอนหายใจดังสะท้อนอยู่ทั่วไป ลานที่เคยเงียบกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและประหม่าสายลมอ่อน ๆ พัดธงสัญลักษณ์ของแต่ละห้องให้พลิ้วไหวราวการเริ่มต้นของพิธีศักดิ์สิทธิ์
และนี่... คือก้าวแรกของ ภารกิจแรกในชีวิตจริง ของเหล่านักศึกษาแห่งสถาบันวาลเดียลา
จาเร็ธไม่อยากให้เสียเวลามากกว่านี้ จึงเอ่ยเสียงเข้มเร่งเร้า
“คะแนนของแต่ละกลุ่มจะคิดจาก ระดับ และ จำนวนสัตว์อสูร ที่พวกเจ้าสังหารได้ จำไว้ให้ดี ห้ามข้ามเขตไปยังพื้นที่อื่น และสำคัญที่สุด... ห้ามทำร้ายกันเองโดยเด็ดขาด! ผู้ใดฝ่าฝืน ไล่ออกสถานเดียว!ข้าให้เวลาสิบนาที จัดกลุ่มกันให้เรียบร้อย หลังจากนั้น ห้องเซ็นทอร์ไนท์ จะเป็นกลุ่มแรกที่เข้าสู่ป่า!”
เสียงฮือฮาและเคลื่อนไหวดังขึ้นทันที
นักศึกษาหลายคนเริ่มแยกตัวจากห้องของตน เข้าไปรวมกับหัวหน้าห้องที่ตนรู้จักหรือไว้ใจมากกว่าลานกว้างที่เมื่อครู่ดูวุ่นวาย เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มก้อนชัดเจนภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที
ห้อง เซนทอร์ไนท์ นำโดย อเล็กซ์ ฟาร์เมียร์ ชายหนุ่มผู้เป็นที่จับตามอง แต่ยังคงห่างไกลจากคำว่า “ผู้นำสมบูรณ์แบบ”
ห้อง อิกนิสไลโอเนล ที่มี ลูคัส วาลเดียลา เป็นหัวหน้า กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด จากเดิมเจ็ดสิบห้าคน ตอนนี้เพิ่มเป็นกว่าร้อยคน หลังนักศึกษาหลายห้องขอย้ายมาร่วมส่วน
ห้อง อัลลิคอร์น ของนิโคลัส เหลือเพียงหกสิบชีวิต หลายคนย้ายออกไปตามกลุ่มใหญ่ที่มีผู้นำชื่อดังหรือสายตระกูลหนุนหลัง
การจัดกลุ่มครั้งนี้เปรียบได้กับการเปิดเผยขุมกำลังของชั้นปีหนึ่งอย่างแท้จริง
นิโคลัส ซึ่งไม่มีชื่อเสียง ไม่มีตระกูลหนุนหลัง ย่อมดึงดูดผู้คนได้ยาก
โชคดีที่ยังมี ซีรีน และ เซอรินา คอยดึงดูดผู้ติดตามให้อยู่ต่อ รวมถึง เซดริก ไทรัส และ คาเมเรีย สามรองผู้นำที่ยืนหยัดไม่ย้ายไปไหน ทำให้กลุ่มของเขายังมีรากที่มั่นคงพอสมควร
“ได้เวลาแล้ว!”
เสียงของจาเร็ธดังก้องเหนือหัวผู้คนอีกครั้ง
“ข้าขอให้พวกเจ้าทุกคนได้รับประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับ ภารกิจแรกใน ป่าวาเรนธิล!และตั้งแต่นี้ นักศึกษาทุกคนจะต้องออกทำภารกิจในป่านี้จนกว่าจะสำเร็จการศึกษา เริ่มจากห้องเซนทอร์ไนท์ เข้าไปได้!”
เขาชูไม้เท้า แสงมานาหลากสีพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ก่อนพุ่งสู่ประตูใหญ่ที่ด้านล่างกำแพง คลื่นมานาหมุนวนรวมกันเป็น ประตูมานา รูปร่างคล้ายกระแสน้ำวนขนาดใหญ่เต็มไปด้วยแสงสีตระการตา
รุ่นพี่สามคนเดินนำเข้าไปก่อน ทิ้งเงาร่างจางไว้เบื้องหลัง จากนั้น อเล็กซ์ และกลุ่มของเขาจึงก้าวตามเข้าไปเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่นาที กลุ่มของ ลูคัส ก็เดินเข้าไปในม่านมานานั้นเช่นกัน
เมื่อใกล้ถึงห้องอัลลิคอร์น นิโคลัสหันไปสั่งการทันที
“เซดริก เจ้าวางแนวป้องกันด้านหน้าและซ้ายขวา คอยระวังการโจมตี”
เขาหันไปสั่งให้ทุกคนเตรียมอาวุธ จัดขบวนให้อยู่ภายในแนวป้องกันอย่างเป็นระเบียบ
ทุกคนขยับเข้าที่ เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ แทนความตึงเครียดในอากาศ
บนกำแพง จาเร็ธมองภาพนั้นพลางถอนหายใจบาง ๆ แล้วเปรยกับคนที่ยืนอยู่ในเงามืดด้านหลัง
“หากพูดถึงภาวะผู้นำ... อเล็กซ์ยังห่างจากเขามากนัก ว่ามั้ย รุ่นพี่?”
เสียงทุ้มต่ำตอบกลับอย่างสงบ
“อย่าเอาเขาไปเปรียบกับนิโคลัสเลย มันจะทำให้จิตใจเขาแย่ลง เจ้าบ้านั่นผ่านอะไรมามากเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้”
เสียงนั้นมาจาก จอมเวทรอย ที่ก้าวออกจากเงามืดอย่างเงียบงัน
จาเร็ธเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวล
“รุ่นพี่จะไม่เข้าไปด้วยหรือขอรับ? ปีก่อน ๆ มีแค่รุ่นพี่ปีสามคอยควบคุมภาพรวม อาจารย์คนอื่นอยู่ข้างนอกเท่านั้น”
“ข้าคงไม่เข้าไป”
รอยตอบเรียบ ๆ
“อย่าลืมว่าในพื้นที่แถบนั้นมีค่ายกลเวทจำกัดพลังไว้ที่ เทียร์สอง ถ้าข้าเข้าไป ต้องลดพลังลงสองขั้น มันจะยุ่งยากเกินไป และถ้าเผลอปลดพลังโดยไม่ตั้งใจ คงได้แตกตื่นกันใหญ่”
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะให้ปีสี่ระดับเทียร์สองขั้นสูงเข้าไปช่วยดูแลเพิ่ม”
“ดีมาก”
ทั้งสองมองลงไปยังลานเบื้องล่าง เห็นกลุ่มของนิโคลัสกำลังเดินเข้าสู่ประตูมานาทีละคนทุกคนกระชับอาวุธในมือแน่น สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความประหม่าภาพนั้นเองทำให้ห้องอื่น ๆ ที่เห็นเริ่มเลียนแบบ พากันชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อมเช่นกัน
แสงพร่าของประตูมานาค่อย ๆ จางลงเมื่อร่างของนิโคลัสก้าวผ่าน
ทันทีที่ข้ามเขต แสงรอบตัวแปรเปลี่ยน ความรู้สึกเหมือนร่างถูกดึงผ่านม่านพลัง ก่อนทุกอย่างจะเปิดกว้างออกอีกครั้ง
เบื้องหน้าเป็นทุ่งโล่งกว้าง มีหญ้าสีเขียวขจีไหวระริกตามสายลม ห่างออกไปคือแนวป่าโปร่งทอดยาวสุดสายตา และไกลลับหลังคือแนวเขาสูงชันที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ท้องฟ้าสีครามสด
อากาศที่นี่คล้ายกับในสถาบัน แต่กลับแปลกไปเล็กน้อย มีแรงสั่นสะเทือนของคลื่นพลังแผ่วบางอยู่ในอากาศ เหมือนคลื่นทะเลอ่อนแต่ไร้รูป
นิโคลัสชะงักเล็กน้อย ก่อนหันไปมองรอบตัว ตรวจสอบเพื่อนร่วมทีมทั้งหมด จากนั้นจึงปล่อยสัตว์เลี้ยงออกจากถุงเวท ซิลฟี่ และ เฟรย์ รวมถึงนกกลางวันอีกสิบตัวที่เขาฝึกให้คอยลาดตระเวน
‘แกว๊ก!’
เสียงของซิลฟี่ดังขึ้นพร้อมโบยบินขึ้นฟ้า แม้ฟังดูเหมือนเสียงนกทั่วไป แต่สำหรับนิโคลัส มันคือเสียงสื่อสารที่ชัดเจน
“นิค ที่นี่ไม่เหมือนที่เราเคยอยู่เลย... ในอากาศมีพลังบางอย่างแปลกออกไป”
“ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น แต่ยังบอกไม่ได้ว่าคืออะไร มันอันตรายต่อเจ้าหรือไม่?”
“ไม่นะ... กลับให้พลังข้าไหลเวียนดีขึ้นด้วยซ้ำ”
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าค่อย ๆ สะสมพลังเงียบ ๆ ไปก่อน หากรู้สึกผิดปกติให้หยุดทันที”
นิโคลัสพูดเสียงเรียบ แต่ในใจกลับเตรียมพร้อมระวังภัยอย่างเงียบงัน
“ซิลฟี่ เจ้ากับเฟรย์พาพวกเขาไปสำรวจรอบนี้หน่อย ให้อยู่ในระยะสายตา อย่าออกไปไกล เรายังไม่รู้ว่าที่นี่ปลอดภัยแค่ไหน”
“ได้เลย นิค!”
ซิลฟี่ขานรับเสียงสดใส ก่อนโผบินขึ้นนำ เฟรย์และสัตว์เล็กที่เหลือตามไปอย่างเป็นระเบียบ วนอยู่เหนือศีรษะของกลุ่มเป็นวงกว้าง
เพื่อนในกลุ่มส่วนใหญ่รู้จักซิลฟี่กันดีอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นนกกว่าสิบตัวบินออกมาก็ทำให้พวกเขาแปลกใจเหมือนกัน หัวหน้าห้องของพวกเขาเป็นผู้ฝึกสัตว์ด้วยหรือนี่
ระหว่างทางเดินตามรุ่นพี่ที่นำอยู่ข้างหน้า พวกเขาพบสัตว์แปลกตามากมายกระต่ายมีเขี้ยวยาวคล้ายหมาป่ากระรอกมีกรงเล็บและเขี้ยวแหลมโผล่จากปากพืชพรรณรอบข้างก็ไม่เหมือนที่เคยเห็น บางต้นเตี้ยแต่เต็มไปด้วยหนามแหลมราวเหล็กแทงบางต้นสูงชะลูด กิ่งก้านสยายพันกันเป็นเถาวัลย์หนาทึบจนดูคล้ายอสูรนอนขด
กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นใบไม้สดและมานาในอากาศ ทำให้บรรยากาศรอบตัวทั้งสดชื่นและน่าหวั่นในเวลาเดียวกัน
นิโคลัสเงยหน้ามองผืนฟ้าที่เหนือศีรษะก่อนพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
‘ป่าวาเรนธิล... หรือจะเป็นโลกอีกใบกันนะ’
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ ภารกิจแรกในสนามจริง ของเขา
ภารกิจ “ฝึกซ้อม” ให้อาจกลายเป็น “การเอาตัวรอด” อย่างแท้จริง
นิโคลัสเดินเร่งฝีเท้าเข้าไปหาชายหนุ่มรุ่นพี่ที่นำอยู่ด้านหน้า
“รุ่นพี่... สัตว์เล็กพวกนี้ไม่นับคะแนนใช่ไหมครับ?”
รุ่นพี่หันมามอง เห็นแววตาจริงจังของนิโคลัสก็ยิ้มบาง ๆ
“ถูกต้อง พวกมันเป็นแค่สัตว์เทียร์หนึ่งขั้นต้นเท่านั้น ถึงไม่ได้คะแนน แต่ก็พอเป็นอาหารได้”
เขาพูดพลางหัวเราะเบา ๆ
“อย่าพะวงเรื่องคะแนนให้มาก สนใจแค่ป้องกันตัวเอง และหาทางเอาตัวรอดให้ได้ก็พอ”
“รับทราบครับ”
นิโคลัสพยักหน้าสั้น ๆ นั่นก็ตรงกับเป้าหมายของเขาเช่นกัน
เส้นทางเดินลึกเข้าไปในป่ากินเวลาเกือบสองชั่วโมง
แสงแดดยามสายลอดผ่านช่องใบไม้ตกกระทบผืนดินเป็นลายพรางงดงาม เสียงแมลงป่าดังคลอเคลียไม่ขาดสาย
“พวกเจ้าคงโชคร้ายนิดหน่อยนะ ได้พื้นที่ไกลที่สุดในบรรดากลุ่มทั้งหลาย”
รุ่นพี่เอ่ยพลางหัวเราะในลำคอ
“มีเพียงสามกลุ่มเท่านั้นที่อยู่ไกลถึงขนาดนี้ แต่ไม่ต้องห่วง ที่นี่ปลอดภัยดี วงเวทขนาดใหญ่ของสถาบันคุ้มครองไว้ สัตว์อสูรระดับสูงเข้ามาไม่ได้แน่นอน ขนาดอาจารย์ยังต้องระวังไม่ให้หลาดเข้ามาในเขตนี้เลย”
เขาหันมายิ้มให้
“แต่ต้องชมพวกเจ้านะ กลุ่มเจ้านิ่งกันมาก... ขนาดตอนข้ายังเรียนปีหนึ่ง ยังกลัวจนตัวสั่น”
นิโคลัสเพียงยิ้มตอบบาง ๆ โดยไม่พูดอะไร เขาไม่ได้ภูมิใจในคำชม แต่กลับมองไปรอบป่าด้วยสายตาระมัดระวังมากกว่า
เมื่อเดินต่ออีกครู่ใหญ่ พวกเขาก็มาถึงจุดหมาย ลานโล่งขนาดเล็กกลางป่าที่มีแท่นหินตั้งอยู่ตรงกลาง
“ตรงนี้คือศูนย์กลางเขตของพวกเจ้า”
รุ่นพี่ชี้รอบบริเวณ
“ในรัศมีสองกิโลเมตรคือพื้นที่รับผิดชอบของกลุ่ม นับจากนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกเจ้าเองถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออยากถอนตัว... ก็รีบส่งมานาเข้าบัตรและตะโกนให้ดังที่สุดเข้าไว้ รุ่นพี่จะได้ยินแน่นอน”
“ขอบคุณรุ่นพี่ครับ!”
เสียงตอบรับของเหล่านักศึกษาดังก้องพร้อมกัน ก่อนที่รุ่นพี่จะพยักหน้าแล้วเดินจากไป
เมื่อพวกเขาเหลือกันตามลำพัง นิโคลัสส่งสัญญาณมือเรียก ซิลฟี่ และ เฟรย์ ลงมา
“ซิลฟี่ ช่วยไปหาแหล่งน้ำใกล้ ๆ ให้หน่อย”
เขาหันไปพูดกับนกพูดได้เสียงนิ่ง
“ส่วนเฟรย์ คอยลาดตระเวนรอบบริเวณ ดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม”
เขาต้องพูดให้ทุกคนได้ยิน เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงด้วยจิตได้โดยตรง และเขายังทำสัญญาณมือกับเฟรย์เช่นเดียวกับผู้ฝึกสัตว์ทั่วไป
“รับทราบ!”
ซิลฟี่ตอบเสียงใส ก่อนโผบินขึ้นฟ้าพร้อมฝูงเล็ก ๆ ที่ตามติด
“มีใครอยากเสนออะไรไหม?”
นิโคลัสหันกลับมาถามเพื่อนร่วมทีมที่ยืนล้อมอยู่รอบลานโล่ง
หลายคนมองหน้ากันด้วยสีหน้ากังวล เสียงลมหายใจและเสียงใบไม้ไหวแผ่วเบาชวนให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นและเช่นเคย เสียงของ ไทรัส ก็ดังขึ้นก่อนใคร
“เจ้าก็เป็นหัวหน้าห้องไม่ใช่หรือ จะมาถามพวกข้าทำไม”
“ถ้าไม่มีข้อเสนอที่ดีกว่า ก็หุบปากไปก่อนจะได้ไหม”
เสียงของ ซีรีน ดังแทรกขึ้น น้ำเสียงเรียบแต่เฉียบคมพอให้ชายหนุ่มสะอึกไปชั่วขณะ
นิโคลัสหัวเราะในใจเล็กน้อย ดีที่ยังมีคนคอยคุมอารมณ์ของไทรัสไว้ได้
แม้ฝ่ายนั้นจะมีพลังร่างกายสูงกว่า แต่ถ้าไม่สามารถประชิดตัวซีรีนในทันที เขาก็ไม่มีทางชนะแน่นอน ความเร็วของสาวน้อยตัวป่วนคนนี้ติดหนึ่งสิบของชั้นปีหนึ่งได้สบาย
“ข้าคิดว่าเราควรหาที่พักก่อนดีไหม?”
เสียงของ คาเมเรีย ดอว์นเวล นักล่าสาวดังขึ้น เธอกวาดตามองรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
“เรื่องอาหารไว้ทีหลัง แต่ที่พักต้องมาก่อน”
“เห็นด้วย”
หลายคนพยักหน้าตาม
“ข้าให้ซิลฟี่กับเฟรย์ออกไปหาแหล่งน้ำอยู่”
นิโคลัสตอบ
“ถ้าพวกมันกลับมา เราจะเลือกพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากน้ำ เพื่อสะดวกต่อการใช้ชีวิต”
“แล้วทำไมไม่ตั้งค่ายใกล้น้ำเลยล่ะหัวหน้า?”สาวน้อยนักดาบผมสีน้ำตาลถามเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
คาเมเรียหันมายิ้มมุมปาก
“ถ้าเจ้าอยากเจอสัตว์อสูรที่มาดื่มน้ำตอนกลางคืน... เจ้าก็ไปพักตรงนั้นได้เลย”
“อ๊ะ—!”
เด็กสาวสะดุ้งจนหน้าซีด เธอรีบส่ายหน้าแรง ๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบา ๆ จากเพื่อนรอบข้าง
“ข้าล้อเล่นน่ะ อย่ากลัวไปเลย”
คาเมเรียหัวเราะก่อนโอบไหล่ปลอบเบา ๆ
“อยู่ข้างข้า ปลอดภัยแน่นอน”
“อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมแผ่วจาก เซอรินา ดังขึ้นราวเตือนให้หญิงสาวผู้ร่าเริงรู้ตัว คาเมเรียหัวเราะแห้ง ๆ แล้วถอยมือออกอย่างเก้อ ๆ
เมื่อบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง นิโคลัสก็เริ่มวางแผนต่อ
“ถ้าไม่มีภูเขาใกล้ ๆ ก็ไม่มีทางมีถ้ำ เราคงต้องสร้างค่ายพักเอง”
เขาพูดพลางมองรอบพื้นที่ที่ราบ
“สิ่งสำคัญที่สุดคือแนวรั้วป้องกันภัย พวกเราควรเริ่มจากการสร้างมันก่อน ทุกคนคิดเห็นอย่างไร?”
เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน แววตามีประกายมุ่งมั่นมากขึ้น
หลังจากหารือกัน พวกเขาแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างรวดเร็วผู้ที่มีพละกำลังและใช้ขวานได้ดีรับหน้าที่โค่นต้นไม้ส่วนผู้ชายที่เหลือช่วยขนย้ายและจัดเรียงท่อนไม้ส่วนนักล่าอย่าง ซีรีน และ คาเมเรีย รับหน้าที่ลาดตระเวนโดยรอบ คอยเตือนหากมีสิ่งผิดปกติ
เวลาผ่านไปไม่นาน ซิลฟี่ก็กลับมาพร้อมรายงานเสียงใส
“ทางเหนือสองร้อยเมตรมีลำธารเล็ก ๆ อยู่!”
“ดีมาก ไปกันเถอะ”
นิโคลัสพาทีมเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณใกล้ลำธาร แล้วเริ่มตั้งฐานที่นั่น
เขาและ เบน มอสโกรฟ นักเวทดินอีกคนช่วยกันขุดหลุมเพื่อปักเสาไม้ สร้างแนวรั้วสูงสี่เมตรรอบค่ายอัลเคมิสและนักเวทสนับสนุนช่วยกันเก็บสมุนไพรในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งน่าแปลกที่ สมุนไพรพื้นฐานที่เป็นวัตถุดิบในการสร้างโพชั่นและน้ำยาพื้นฐาน มีให้เห็นทั่วไป แตกต่างจากป่ารอบเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง
ระหว่างที่เหล่าชายหนุ่มช่วยกันก่อรั้ว ซีรีน กับ คาเมเรีย ก็ออกล่ากระต่ายเขาได้มากกว่าสิบตัว เตรียมไว้สำหรับมื้อเย็นแรกในป่า
นิโคลัสเดินตรวจรอบค่าย คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวางแนวรั้ว การแบ่งเวรยาม และตำแหน่งต่อสู้เมื่อถูกจู่โจม จนทุกคนเริ่มเข้าใจหน้าที่ของตัวเอง
เวลาผ่านไปจนถึงบ่ายสาม ทุกคนแทบหมดแรงหลังจากทำงานต่อเนื่องกว่าสามชั่วโมง
รั้วป้องกันและทางเดินรอบค่ายเสร็จสมบูรณ์ แต่เพิงพักยังไม่ทันเริ่มสร้าง
ขณะพวกเขากำลังพักเหนื่อย เสียงร้องของ เฟรย์ ดังขึ้นแผ่วจากทิศตะวันออกและการบินวนไปมาเพื่อแจ้งเหตุ สัญญาณเตือนภัย!
นิโคลัสเงยหน้าทันที ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นในพริบตา เขาคว้าไม้เท้าเวทออกจากถุงเก็บของแล้วตะโกนลั่น
“สัตว์อสูรสิบตัว ทางตะวันออก ห่างห้าร้อยเมตร! ปิดประตูรั้ว ทุกคนประจำตำแหน่ง!”
เสียงเคลื่อนไหวโกลาหลดังขึ้นทันที เหล่าผู้นำประจำจุดวิ่งเข้าตำแหน่งโดยไม่ลังเล
แม้จะมีบางคนสับสนและมือสั่นด้วยความกลัว แต่พวกเขาก็รีบทำตามคำสั่งอย่างสุดความสามารถ
ภายในแนวรั้ว แววตาทุกคู่จับจ้องไปทางทิศตะวันออกของป่าวาเรนธิล...
ที่ซึ่งเสียงคำรามแผ่วเบาเริ่มดังขึ้นจากดงไม้ใหญ่