ในสมัยราชวงศ์ตันโจว ปกครองโดยองค์จักรพรรดิตันโจวลิ่ว
เป็ยุคที่บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรือง ไพร่ฟ้าอยู่ดีมีสุข ค้าขายมีกำไร คนพาลถูกปราบปรามไปจนหมดสิ้น การปกครองฉันท์พี่น้องไร้คนติฉินนินทา ไม่ว่าไปทางใดก็มีแต่คนกราบไหว้เปรียบดังเทพเ้าองค์หนึ่งที่ผู้คนเคารพนับถือเลยทีเดียว
แต่ทุกสิ่งในโลกมีขาวก็ต้องมีดำ ไฉนเลยจะไม่มีกลุ่มคนที่คิดอยากจะลองดีกับอำนาจที่ยิ่งใหญ่นี้ จึงมีชนกลุ่มน้อยที่คิดตั้งตัวเป็ใหญ่พยายามเข้ามารุกรานในเขตแดนอยู่บ่อยครั้งจนทำให้มีผู้คนเริ่มเดือดร้อนกันเป็จำนวนมาก องค์จักรพรรดิตันโจวลิ่วไม่อาจทนนิ่งเฉยดูดายได้อีกต่อไปจึงสั่งให้องค์ชายสามนามว่าตันโจวผิงเป็แม่ทัพนำกำลังทหารไปปราบชนกลุ่มน้อยที่ออกอาละวาดรุกรานเข้ามาในเขตแดนทางทิศเหนือ
“องค์ชายสาม เ้าจงนำกำลังทหารส่วนหนึ่งไปปราบปรามชนกลุ่มน้อยที่เข้ามารุกรานเขตแดนทางทิศเหนือของเรา”หวงตี้กล่าวกับบุตรชายในพระมเหสีรองนามกุ้ยผิง ซึ่งมีทักษะในการต่อสู้ที่ไม่เป็สองรองใคร อีกทั้งยังมีไหวพริบและความเฉลียวฉลาดอยู่มาก เป็ที่พอพระทัยขององค์จักรพรรดิยิ่งนัก และจากที่ได้ยินผู้คนเล่าลือกันมาเื่ความร้ายกาจและเ้าแผนการของชนกลุ่มน้อยนี้ในเื่การจัดการกับผู้ที่เข้าไปรุกรานค่ายของตนเองจึงไม่คิดว่าหากเป็คนอื่นจะสามารถจัดการกับคนเหล่านี้ได้
“ขอรับฝ่าา”องค์ชายสามรับคำสั่ง
หลังจากรับคำสั่งของพระบิดาแล้ว องค์ชายสามก็ออกมาเตรียมกองกำลังทหารโดยมีเสนาบดีฝ่ายทหารนำเหล่าทหารออกมาให้องค์ชายเป็คนคัดเลือกด้วยตัวเอง องค์ชายสามจึงคัดเลือกทหารที่มีฝีมือการต่อสู้ดีจำนวนหนึ่ง และแจ้งกำหนดวันออกเดินทางซึ่งถ้าไม่นับวันนี้ก็ถือว่าเหลืออีกเพียงสองวันเท่านั้นก็จะต้องออกเดินทางกันแล้ว
“องค์ชายจะนำทหารไปแค่นี้เองเหรอพะย่ะค่ะ”ขันทีฟังกงซึ่งเป็คนสนิทที่รับใช้รีบถามขึ้นมาด้วยความเป็ห่วงองค์ชายของตน
“ข้าไม่อยากนำกำลังทหารจำนวนมากติดตามไปด้วย อาจทำให้ผู้คนแตกตื่น อีกอย่างเราก็ยังไม่ทราบจำนวนชนกลุ่มน้อยที่เข้ามารุกรานว่ามีกำลังคนมากน้อยเพียงใด”องค์ชายสามหันมาตอบพี่เลี้ยงคนสนิท
“พะย่ะค่ะ”ขันทีฟังกงรับคำ
เมื่อครบกำหนดวันออกเดินทางองค์ชายสามก็นำกำลังทหารออกจากวังหลวงเดินทางไปยังเขตแดนทางทิศเหนือและเมื่อถึงเวลายามหนึ่งจึงหยุดพักค้างคืนในป่าแห่งนี้และจัดเวรยามป้องกันโดยให้ทหารผลัดกันเฝ้ายามละสามนาย เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยองค์ชายสามก็เข้าที่พักที่ทหารได้จัดเตรียมไว้ให้เพื่อพักผ่อน
“องค์ชายทรงประทับตรงนี้ก่อนเถิดพะย่ะค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปเอาน้ำมาให้ล้างเนื้อล้างตัว ท่านจะได้สดชื่นขึ้นพะย่ะค่ะ”ขันทีคนสนิทกล่าว
“เ้านี่แทบจะไม่ให้ข้าหยิบจับสิ่งใดเลย นอกจากหนังสือและดาบอันเป็อาวุธฝึกหัดเท่านั้นที่เ้าไม่ห้ามข้า ฮ่าๆๆ”องค์ชายสามกล่าวและหัวเราะออกมา
“พะย่ะค่ะ”ขันทีฟังกงรับคำและไม่ตอบโต้อะไรกลับไป
“ยังจะมารับคำหน้าตาเฉยอีก ฮ่าๆ เ้านี่ช่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคำพูดของข้าเลยจริงๆ”องค์ชายมองหน้าคนสนิทแล้วหัวเราะต่ออย่างนึกขำที่ั้แ่เด็กเขาก็มีท่าทีเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน
“ล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถอะพะย่ะค่ะ”ขันทีฟังกงบอกองค์ชายที่นั่งอยู่หลังจากที่เขาออกไปเอาน้ำมาวางไว้เพื่อให้องค์ชายได้ชำระเนื้อตัวให้สะอาดก่อนเข้าบรรทม
“เ้าก็ไปพักเถอะ เดินทางมาเหนื่อยทั้งวันแล้วเหมือนกัน”องค์ชายบอก
“พะย่ะค่ะ”รับคำและเดินออกไปจากที่พัก
“เฮ้อ จะว่าไปวันนี้ก็เดินออกมาได้ไม่ไกลมากนัก ไม่ใช่ว่าคนนำทางจะพาข้าหลงป่าเสียแล้วกะมัง”องค์ชายสามบ่นกับตัวเองก่อนล้มตัวลงนอนและไม่นานเขาก็หลับไป
สักพักขันทีฟังกงก็เดินเข้ามาดูองค์ชายในที่พักเมื่อเห็นว่าเขาหลับแล้ว ก็เดินออกไปนอนเฝ้าหน้าที่พักขององค์ชายหนุ่มตามหน้าที่ที่ทำมาั้แ่เด็กจนกลายเป็ความเคยชิน เพราะแม่ของเขาเป็นางกำนัลรับใช้คนสนิทของพระมเหสีรองแม่ขององค์ชายสามนั่นเอง จึงทำให้เขาและองค์ชายสามเปรียบเสมือนเพื่อน พี่น้อง ที่คอยดูแลกันมาั้แ่ยังเด็กจนโต
ใน่เวลายามห้าก็เกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้นในที่พักขององค์ชายสาม โดยมีแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นเพียงชั่วขณะและจางหายไป
“หมวดต้น เราโดนสั่งพักงานไปยัง”หญิงสาวงัวเงียลุกขึ้นเพราะเข้าใจว่าตัวเองกำลังอยู่กับผู้หมวดหนุ่มคนสนิท แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาดูก็ต้องใกับภาพที่เห็นรีบขยี้ตาตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา
“สงสัยเราจะฝันไป ก็ดันไปดูหนังจีนโบราณตามยายนกมากเกินไปจนติดตาเอามาฝันแบบนี้เข้า เบื่อตัวเองจริงๆ”หญิงสาวยังไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นตรงหน้าและคิดว่าเพราะตัวเองไปดูหนังจีนโบราณตามเพื่อนสนิทที่วันหยุดจะต้องชวนดูตลอดจนเก็บเอามาฝันเป็ตุเป็ตะเข้าจนได้ ยายก้ามปูเอ้ย แก บ่นตัวเองในใจ
“เฮ้ย! ทำไมภาพมันไม่หายไปวะ ชัดกว่าเดิมอีก”คราวนี้หญิงสาวมองไปรอบๆเต็มสองตา และก็ต้องเบิกตากว้างที่มันเหมือนจริงมากกว่าที่จะเป็ความฝัน
“ต้องลองหยิกตัวเอง เอ๊ะ! หรือจะลองตบหน้าตัวเองดูสักทีนะ เอาวะหยิกก่อนล่ะกันเบาๆก็พอมั้ง”หญิงสาวบ่นกับตัวเองหาวิธีพิสูจน์ว่าตกลงฝันไปหรือเื่จริงกันแน่จึงหยิกลงไปที่แขนตัวเองแล้วก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บ
“โอ้ย! ทำไมถึงเจ็บวะเนี่ย! ฝันบ้าบออะไรหยิกแขนยังเจ็บ”เธอยังบ่นกับตัวเองต่อ “ลองตบหน้าเลยละกันคราวนี้เอาแรงๆเลย จะได้รู้กันไปเลย” พูดจบก็ตบหน้าตัวเองอย่างแรงไปหนึ่งที
“โอ้ยๆๆ! ไม่ไหวแล้วโว้ย! ไม่ฝงไม่ฝันมันละ! เจ็บขนาดนี้!”หญิงสาวร้องออกมาเสียงดังด้วยความเจ็บจนองค์ชายสามที่หลับอยู่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้องของเธอ
“เ้าเป็ใครกัน เข้ามาในที่พักของข้าได้ยังไง”องค์ชายสามลุกขึ้นยืนถามหญิงสาวตรงหน้าที่แต่งกายประหลาดแบบที่องค์ชายหนุ่มไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“โห! นี่หลงมากองละครหนังจีนเหรอวะเนี่ย แม่เ้า! พระเอกตัวจริงหล่อกว่าในโทรทัศน์อีก หน้าขาวโบ๊ะ ผมยาวเชียว นี่ขนาดเพิ่งตื่นนะยังดูหล่อขนาดนี้เลยอะ”หญิงสาวเดินเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่และเดินรอบตัวของเขาอย่างชื่นชม
“ขอจับมือหน่อยนะคะ ชื่ออะไรเหรอ เป็พระเอกเื่ไหนบ้างจะได้ตามไปดูถูก”เธอยังถามเขาต่อและยกมือของชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาจับไว้
“หยุดนะ เ้าเป็ใครกัน เป็หญิงแท้ๆเหตุใดจึงประพฤติตัวเช่นนี้”องค์ชายสามชักมือกลับและมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความมึนงงกับคำพูดและการกระทำของเธอที่กล้าเดินเข้ามาจับมือของเขาโดยไม่เกรงกลัวเลยสักนิด