ทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล]

    บทที่ 37 หาจุดอ่อน

    ฮวาชิงเหยียนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งนางตั้งใจว่าจะต้องซื้อสมุนไพรจำนวนมากในอนาคต จึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นท่านแม่ให้ลูกสักห้าแสนตำลึงทองก่อนก็ได้เจ้าค่ะหากลูกใช้หมดแล้วค่อยกลับมาขอใหม่ ลูกไม่ถนัดดูแลเงินหากเก็บไว้หมดคงใช้ฟุ่มเฟือยแน่”

            เมื่อซูซื่อเห็นบุตรสาวพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้ขัดอะไรจึงยื่นตั๋วเงินห้าแสนตำลึงทองให้

            นางมองแผ่นหลังลูกที่เดินจากไปพลางคิดในใจ

            ให้ลูกเก็บเงินไว้กับตัวบ้างก็ดีหากวันหน้าแต่งงานไปแล้วเกิดมีเรื่องไม่สบายใจอย่างน้อยกลับมาหาตนก็ยังมีเงินรองรับ

            หากฮวาชิงเหยียนรู้ความคิดนี้ของมารดาเข้าคงได้แต่พูดไม่ออก ไม่ต้องพูดถึงว่านางหาเงินเก่งเพียงใดแค่สมมุติว่าหากนางแต่งให้ใครจริงๆก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ตัวเองต้องถูกผู้อื่นรังแกอยู่ดี

            ทว่าในเวลานี้ฮวาชิงเหยียนกลับไม่รู้เลยเพราะนางมัวแต่ตั้งใจสร้างชื่อเสียงให้กับโอสถน้ำของตนเองแม้จะเห็นมารดากับพี่ชายอารมณ์ดีผิดปกติก็ยังไม่เอะใจจึงไม่ล่วงรู้เลยว่าเหตุที่ทั้งสองดีใจและท่าทีที่บ้านรองแสดงต่อนางอย่างชัดเจนขึ้น ล้วนเพราะเรื่องการแต่งงานของนางทั้งสิ้น

            ฮวาชิงเหยียนมุ่งหน้าไปยังร้านโอสถเทียนชิงเช่นเคย

            ทันทีที่ก้าวเข้าไปต้าโถวกับพรรคพวกก็รีบเข้ามาถามไถ่อย่างห่วงใย

            “คุณหนูฮวาดีขึ้นแล้วหรือขอรับ”

            “เมื่อวานผู้ดูแลร้านหลินตรวจดูแล้วไม่พบร่องรอยบาดแผลท่านเลือดไหลแต่ฝืนไม่ยอมพักฟื้น”

            “วันนี้ท่านยังจะตั้งแผงอีกหรือขอรับ ใบหน้าท่านยังดูซีดเซียวอยู่เลย”

            เมื่อเห็นพวกเขาแสดงความห่วงใยอย่างจริงใจฮวาชิงเหยียนจึงกล่าวขอบคุณอีกครั้ง “เมื่อวานต้องขอบคุณพวกเจ้ามากนะแต่ข้าสบายดีแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง วันนี้ข้ามาซื้อสมุนไพรนี่คือรายการสมุนไพรที่ต้องการ รบกวนช่วยจัดเตรียมให้ด้วย”

            ต้าโถวกับคนอื่นๆรับรายชื่อสมุนไพรที่ฮวาชิงเหยียนยื่นให้ด้วยท่าทีขะมักเขม้นรายชื่อมีเกือบยี่สิบแผ่นแต่ละแผ่นเขียนด้วยลายมือเล็กจิ๋วแบบอักษรประณีตคล้ายอักษรตราประทับโบราณทำเอาทุกคนอึ้งในความละเอียดและความชำนาญ

            สมุนไพรที่ระบุไว้ในรายชื่อรวมกันน่าจะหลายร้อยชนิดเข้าไปแล้วพวกเขายิ่งรู้สึกนับถือฮวาชิงเหยียนมากขึ้นกว่าเดิมคือเด็กสาวผู้นี้ไม่เพียงไร้ซึ่งพลังฝึกตน ยังไม่สามารถหลอมโอสถได้อีกด้วยทว่ากลับจำสมุนไพรได้แม่นยำยิ่ง และตามที่ผู้ดูแลร้านหลินเคยกล่าวไว้ ฮวาชิงเหยียนอาจเป็นอัจฉริยะด้านสมุนไพรแม้ไม่อาจหลอมโอสถ ก็ยังสามารถคิดค้นโอสถน้ำชนิดใหม่จากสมุนไพรเหล่านั้นได้

            ผู้ดูแลร้านหลินตรวจชีพจรให้ฮวาชิงเหยียนอีกครั้งเมื่อเห็นว่านางยังแข็งแรงดีก็วางใจเขาเดาว่าอาการหมดสติเมื่อวานน่าจะเกิดจากตกใจจนเป็นลม ส่วนที่มีเลือดไหลคงเพราะตกใจจนเผลอกัดลิ้นตัวเอง

            หลังฮวาชิงเหยียนขอบคุณผู้ดูแลร้านหลินที่เป็นห่วงแล้วก็เดินทางไปเลือกซื้อโต๊ะเก้าอี้ พู่กัน หมึก และของใช้อื่นต่อทันที

            เมื่อวานธุรกิจของนางเกือบไปได้สวยแล้วหากไม่ถูกจวินอู๋ย่าเข้ามาทำลายแผงขายเสียก่อน หากไม่สะสางแค้นนี้ย่อมไม่สมกับนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของนางเลย

            ครั้งนี้ฮวาชิงเหยียนไม่เลือกพู่กันที่ต้องใช้หมึกอีกนางตรงไปยังร้านขายอุปกรณ์เวทโดยเฉพาะ

            ในร้านมีอุปกรณ์ประเภทต่างๆมากมาย รวมถึงพู่กันที่ไม่ต้องใช้หมึกก็สามารถเขียนได้อย่างชัดเจนใจกลางร้านมีพู่กันหลากหลายรูปแบบแขวนเรียงราย วัสดุต่างกันไป ตั้งแต่แร่ดำทองคำทรายไปจนถึงหยก ทุกด้ามล้วนดูงดงามสะดุดตา

            พู่กันแข็งเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้สำหรับเขียนยันต์ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมนั้นปรมาจารย์ด้านการเขียนยันต์สามารถวาดยันต์ได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือแม้แต่น้อย

            ทว่าฮวาชิงเหยียนไม่ได้สนใจเรื่องยันต์เพราะนางต้องการซื้อพู่กันเพื่อใช้เขียนเทียบยาเท่านั้น

            เมื่อมองไปรอบร้านที่เต็มไปด้วยพู่กันหลากรูปแบบนางก็สะดุดตากับพู่กันสีดำล้วนด้ามหนึ่งซึ่งให้ความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เมื่อนึกไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งนางจึงหยิบพู่กันด้ามนั้นขึ้นมา

            พู่กันที่นางเลือกครั้งนี้เป็นพู่กันแบบแข็งพิเศษทนทานไม่เสียหายง่าย อีกทั้งราคายังสูงถึงหนึ่งร้อยตำลึงทองจนฮวาชิงเหยียนอดรู้สึกไม่ได้ว่าเงินทองช่างร่อยหรอรวดเร็วเหลือเกิน

            เมื่อซื้อพู่กันเสร็จนางจึงถือโอกาสซื้อผ้าหนึ่งพับ ซึ่งแช่ในน้ำยาสมุนไพรมาแล้วผ้าพับนั้นราคาสูงถึงสิบตำลึงทอง ว่ากันว่ามีคุณสมบัติป้องกันตัวในระดับหนึ่งจึงนิยมใช้ในการตัดเย็บชุดเวท

            โต๊ะกับเก้าอี้ที่ซื้อใหม่นางก็เลือกแบบที่แข็งแรงทนทานกว่าครั้งก่อนอย่างน้อยหากถูกฟาดด้วยแส้ก็ไม่ถึงกับพังไม่เหลือชิ้นดีเช่นนี้

            เมื่อจัดการซื้อของทั้งหมดเรียบร้อยฮวาชิงเหยียนก็กลับไปยังร้านโอสถเทียนชิงอีกครั้ง

            ขณะนี้ผู้คนบนถนนเริ่มหนาแน่นขึ้นบางส่วนตั้งใจมารอตั้งแต่เช้าพอเห็นฮวาชิงเหยียนกลับมาตั้งแผงขายที่เดิมก็พากันประหลาดใจอย่างยิ่ง

            นางไม่กลัวองค์หญิงเจ็ดมาหาเรื่องอีกหรืออย่างไร

            ผู้คนต่างรู้ถึงฝีมือของฮวาชิงเหยียนดีและรู้ว่านางไม่เคยอ้างนามนักหลอมโอสถฮวาเย่ว์โหรวเพื่อหลอกลวงผู้ใด แต่เมื่อวานฮวาชิงเหยียนเพิ่งจะล่วงเกินองค์หญิงเจ็ดไปจนอดสงสัยไม่ได้ว่านางไม่กลัวว่าจะถูกแก้แค้นเลยหรือ 

            แม้ในใจทุกคนจะคิดว่าฮวาชิงเหยียนช่างกล้าหาญนักทว่าก็ยังอดไม่ได้ที่จะพากันแห่เข้ามามุงดูอย่างสนใจ

            ทุกคนมองหน้ากันไปมาต่างลังเลว่าใครจะเป็นคนแรกที่กล้าเข้าไปหา

            ทันใดนั้นชายวัยสามสิบกว่าปีผิวคล้ำร่างผอมสวมชุดสีเทาก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแหยเขาเกาหลังมือพลางเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม “เอ่อ...นักหลอมโอสถฮวาไม่ว่าข้าจะดูดซับพลังปราณยังไงก็ไม่สามารถทะลวงขั้นได้สักทีท่านพอจะรักษาได้หรือไม่”

            สายตาของผู้คนรอบด้านหันขวับมาที่ชายชุดเทาสีหน้าล้วนแสดงความดูแคลนออกมาอย่างชัดเจน

            ใครๆก็รู้ว่าการที่ฝึกพลังไม่ก้าวหน้า ส่วนใหญ่เป็นเพราะพรสวรรค์มีขีดจำกัดหากไม่ได้กินโอสถทะลวงพลังหรือไม่ได้รับโชควาสนาฟ้าประทานก็คงติดอยู่ที่ระดับเดิมไปตลอดชีวิต

            ชายชุดเทาย่อมรู้ดีว่าตนติดขัดเพราะพรสวรรค์ไม่ถึงแต่กลับจงใจแสร้งถามฮวาชิงเหยียนต่อหน้าผู้คน เห็นชัดว่าเจตนาจะหาเรื่อง

            ทว่าฮวาชิงเหยียนกลับเอ่ยเสียงราบเรียบ “รักษาได้”

            แววตาชายชุดเทาวาบขึ้นวูบหนึ่งรีบเอ่ยถามด้วยสีหน้าดีใจ “จริงหรือ! ดีจริงๆ! ต้องรักษาอย่างไรหรือ”

            “ต้องกินโอสถก่อแก่นปราณหรือโอสถชะล้างไขกระดูก”ฮวาชิงเหยียนตอบเสียงเรียบเฉย

            รอบด้านเงียบงันชั่วครู่ก่อนจะมีเสียงหัวเราะดังขึ้น

            โอสถก่อแก่นปราณจัดเป็นโอสถระดับห้าช่วยให้ผู้ฝึกตนในช่วงหลอมพลังสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับถัดไปได้ส่วนโอสถชะล้างไขกระดูกนั้นล้ำค่ายิ่งกว่าเป็นโอสถระดับเจ็ดที่สามารถฟื้นฟูเส้นลมปราณและชำระไขกระดูกช่วยเปิดศักยภาพในร่างกายให้สามารถฝึกพลังต่อไปได้อย่างราบรื่น เช่น นักสู้ที่เดิมทะลวงได้แค่ระดับหลอมปราณขั้นแปดหากได้กินโอสถชะล้างไขกระดูกระดับเจ็ดอย่างน้อยก็มีโอกาสฝึกจนถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นกลาง และหากพยายามอีกหน่อยก็อาจไปถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นปลายได้ด้วย จึงเป็นโอสถที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝัน

            สีหน้าของชายชุดเทาเปลี่ยนไปทันควันเขาตบโต๊ะดังปังก่อนจะตะโกนว่า “หลอกข้าหรือ! หากข้าซื้อโอสถก่อแก่นปราณหรือโอสถชะล้างไขกระดูกได้ข้าจะมาหาหมออย่างเจ้าทำไม! เจ้าไม่มีวิชาอะไรจริงสักอย่างแค่หลอกคนไม่รู้เรื่องไปวันๆ ข้าควรจัดการเจ้าให้สาสมด้วยซ้ำ!”

            แต่ฮวาชิงเหยียนกลับยิ้มบางก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ที่หลอกน่ะคือเจ้ามากกว่ากระมัง ลองมองป้ายร้านของข้าดีๆ สิ ‘รักษาผู้สิ้นหวังไร้ทางเยียวยาโดยเฉพาะ’ เจ้าไม่ได้มีโรคภัยใดข้าไม่ไล่เตะเจ้าออกไปก็ถือว่าเมตตาแล้ว ข้าจะบอกอะไรให้นะเสริมสร้างหรือปรับเปลี่ยนพรสวรรค์คนอื่นน่ะ ข้าทำได้จริงเจ้าที่มีพลังเพียงระดับหลอมปราณขั้นห้า หากข้าลงมือเองจริงๆอย่างน้อยก็ช่วยเจ้าทะลวงถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นสูงสุดได้ไม่ยาก

            “หากเจ้ามาขอคำวินิจฉัยด้วยใจจริงถึงข้าจะยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายให้ได้ทันทีแต่ก็จะช่วยให้เจ้าทะลวงขึ้นถึงระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดในเวลาไม่นานได้แน่นอนทว่าเจ้าเจตนามาหาเรื่อง เช่นนั้นเจ้าก็ได้พลาดโอกาสที่จะขอคำรักษาจากข้าหากเจ้ายอมถอยตอนนี้ ข้าจะไม่ถือสาอะไร แต่ถ้าไม่...จากนี้ไปไม่ว่าข้าจะปรุงโอสถใด จะไม่มีวันขายให้เจ้าหรือคนของเจ้าเด็ดขาด!”

            สีหน้าของชายชุดเทาทั้งซีดขาวและเขียวคล้ำสลับไปมาเขากระแทกเสียงเถียงกลับอย่างแข็งกระด้าง “เจ้าพูดเรื่องอะไรข้าไม่มีนาย ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะทำให้ข้าไปถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นสูงสุดได้จริง”

            ในแคว้นหลงลี่มีผู้บรรลุถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นสูงสุดไม่ถึงสิบคนแต่ละคนล้วนเป็นยอดอัจฉริยะที่มีชื่อเสียง เขาเป็นเพียงข้ารับใช้รากวิญญาณสามสายแค่สามารถฝึกถึงระดับหลอมปราณขั้นห้าได้ก็เพราะได้รับโอสถสนับสนุนจากนายหญิง

            เขาไม่อาจเชื่อคำพูดของฮวาชิงเหยียนได้แน่แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น...ในใจกลับอดรู้สึกไม่ได้ว่าตนเองอาจพลาดโอกาสทะลวงถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นสูงสุดไปแล้วจริงๆ

            เขารีบสลัดความคิดไร้สาระออกไปก่อนจะมองฮวาชิงเหยียนด้วยแววตาเย็นชา

            ฮวาชิงเหยียนจ้องเขากลับอย่างไม่สะทกสะท้านก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ฝ่ามือเจ้าด้านหนา ขาท่อนล่างใหญ่เกินปกติเข่าผิดรูปเล็กน้อยเพราะคุกเข่าบ่อย อีกทั้งมือขวาก็มีร่องรอยของการถือกระบองมานานแสดงว่าเจ้าเป็นองครักษ์หรือไม่ก็ทหารยามและยังอยู่ตำแหน่งนี้ไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีแล้วด้วย”

            สีหน้าของเขาถึงกับซีดเผือดในทันทีเขาคือองครักษ์ประจำเรือนของซูเสี่ยวเสี่ยวในจวนตระกูลฉางเขาเติบโตอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ยังเด็กและวันนี้ก็ได้รับคำสั่งให้มาทดลองฝีมือของฮวาชิงเหยียนเพื่อดูว่านางมีความสามารถถึงเพียงนั้นจริงหรือไม่ จะได้นำเรื่องกลับไปรายงานซูเสี่ยวเสี่ยวโดยเร็ว

            แต่บัดนี้กำแพงในใจของเขากลับเริ่มสั่นคลอนเมื่อคิดถึงที่ฮวาชิงเหยียนเพียงแค่มองเขาแวบเดียวก็สามารถระบุฐานะของเขาได้อย่างแม่นยำถึงเพียงนั้น...นางจะมีความสามารถถึงขั้นสามารถเปลี่ยนชะตาของตนได้จริงเพียงแต่กลับพลาดโอกาสนั้นไปเพราะความเขลาของตน

            ชายชุดเทาเดินจากไปด้วยท่าทีสับสนและอับอายขณะที่ฝูงชนรอบข้างซึ่งต่างจากความห่อเหี่ยวของเขากลับมีแววตาตื่นเต้นเต็มใบหน้า

            เพราะเมื่อครู่นักหลอมโอสถฮวาเพิ่งกล่าวออกมาเองว่านางสามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนทำลายขีดจำกัดของพรสวรรค์ และยกระดับพลังได้จริงหากระดับหลอมปราณขั้นห้ายังทะลวงขึ้นถึงก่อแก่นปราณขั้นสูงสุดได้เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากได้รับโชควาสนาในแดนลับ!

            “นักหลอมโอสถฮวา ท่านช่วยทะลวงถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นสูงสุดได้จริงหรือถึงขั้นเหนือกว่าโอสถชะล้างไขกระดูกระดับเจ็ดเลยหรือ”

            “นักหลอมโอสถฮวาช่วยข้าด้วยเถิด ข้าอยู่ระดับหลอมปราณขั้นหกมาสิบปีแล้ว!”

            “ข้าอยู่ระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดมาสามปีแล้วอีกทั้งยังเคยกินโอสถก่อแก่นปราณแล้วด้วย ท่านว่าข้ายังมีหวังหรือไม่”

            ผู้คนแย่งกันเอ่ยถามเสียงเซ็งแซ่ส่วนชายชุดเทาที่กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยนั้นเหลียวมองไปยังฝูงชนที่มุงอยู่รอบฮวาชิงเหยียนแววตาเขาเต็มไปด้วยความเสียดายและเจ็บใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปในเงามืดอย่างเงียบงัน

            ฮวาชิงเหยียนยกมือขึ้นกล่าวเสียงเรียบ “ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ ข้ามีวิธีปรับปรุงพรสวรรค์ในการฝึกตนช่วยให้ท่านทั้งหลายทะลวงขั้นพลังได้จริง ทว่า...ราคาที่ต้องจ่ายกลับสูงลิ่วและการปรับเปลี่ยนพรสวรรค์ให้บุคคลหนึ่งข้าต้องใช้แรงกายแรงใจมหาศาลซ้ำยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็ม ดังนั้นหากมิใช่กรณีที่พิเศษจริงๆ ข้าย่อมไม่ยอมรับงานเช่นนี้”

            คำตอบของนางทำให้ผู้คนที่ฟังอยู่พากันห่อเหี่ยวศีรษะที่เคยเชิดขึ้นเมื่อครู่กลับห่อเหี่ยวลงราวกับต้นกล้าที่เพิ่งโดนน้ำค้างแรกยามรุ่งสาง

            ผู้ดูแลร้านหลินที่ยืนอยู่หน้าร้านเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าฮวาชิงเหยียนจะยอมลงมือหรือไม่ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของนางสีหน้าก็อดเผยความเสียดายไม่ได้

            ฮวาชิงเหยียนหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายกำลังจับตามองตนอยู่ สิ่งที่นางคิดมีเพียงเรื่องเดียว การปรับปรุงพรสวรรค์สำหรับฝึกตนนั้นคล้ายกับเทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรมในชาติก่อน คือกระบวนการที่ซับซ้อนต้องใช้ทั้งโอสถและเวลามหาศาล ซึ่งนางไม่อยากแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน