ในคืนหนึ่งผิงหลางและเหวยเหนียงสวมชุดดำแอบลอบเข้าไปในวังทางช่องทางลับเพื่อไปค้นหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่หอตำราตามคำสั่งเสียของหยุนฮวา
เมื่อมาถึงหน้าหอตำรา เหวยเหนียงก็เลยถามว่า “ท่านพ่อของเจ้ายอมให้ยืมกุญแจหอตำราอย่างนั้นหรือ”
“เปล่า! ข้าแอบขโมยมาท่านพ่อของข้าเป็นคนเถรตรง ท่านไม่มีทางให้ข้ายืมอย่างแน่นอน” ผิงหลางกล่าวตามตรง
พอเปิดประตูเข้าไป เหวยเหนียงถึงกับทึ่ง “โหตำราเยอะซะขนาดนี้ จะหาได้จากที่ไหนน่ะ”
“เร็วๆ หน่อยนะ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า”ผิงหลางเตือน
สองสาวต่างพากันหาคัมภีร์จนทั่วหอตำราแต่หายังไงก็หาไม่เจอ จนผ่านไปสองชั่วยามก็ยังไม่เห็น
“แน่ใจหรือว่าศิษย์พี่บอกว่าได้เก็บคัมภีร์ไว้ในหอตำราจริงๆ” เหวยเหนียงสงสัย
“ข้าจำได้จนขึ้นใจนี่คือคำสั่งเสียสุดท้ายของหยุนฮวา ข้าจะกล้าลืมได้อย่างไรกัน” ผิงหลางยืนยัน
“แต่พวกเราหาจนทั่วแล้วนะหรือว่ามีห้องลับเก็บตำราอีกห้อง” เหวยเหนียงคาดการณ์
“ไม่มีหรอก! ตำราสำคัญๆ ได้ถูกเก็บไว้ในตำหนักของฝ่าบาททั้งหมดแล้วเลยไม่จำเป็นต้องมีห้องลับ” ผิงหลางกล่าว
“ข้าจะลองใช้เหรียญเสี่ยงทายก็แล้วกัน”เหวยเหนียงไม่มีทางเลือก
เหวยเหนียงโยนเหรียญสองเหรียญแล้วทำท่านับนิ้วจากนั้นก็กล่าวว่า “แย่แล้ว! ตอนนี้คัมภีร์กำลังถูกฉีกใส่กองไฟ”
“อะไรนะ! ใครกันที่เผาคัมภีร์”ผิงหลางตกใจ
“ข้าทำนายได้ว่าคัมภีร์ยังคงอยู่ในวังทางทิศตะวันออก”เหวยเหนียงกล่าว
“เจ้ารอข้าอยู่ข้างนอกของหอตำราก่อนข้าจะใช้วิทยายุทธ์กระโดดตามหาว่าใครก่อกองไฟในตอนนี้” ผิงหลางกล่าวแผน
“ระวังตัวด้วย! อย่าให้ทหารองครักษ์จับได้ล่ะ” เหวยเหนียงเป็นห่วง
“เชื่อมือข้าเถิด ข้าไปล่ะ”ผิงหลางกระโดดหนีหายไปทันที
*****************************
ผ่านไปไม่นาน เหวยเหนียงที่แอบอยู่หลังพุ่มไม้ก็เห็นว่าฝ่าบาทกำลังเสด็จมุ่งหน้ามาที่หอตำราพร้อมกับหญิงสาวที่ถูกคุมตัวมาที่นี่หญิงสาวคนนั้นแต่งกายชุดนางกำนัล ร่างกายของนางบอบช้ำอย่างมากคาดว่าน่าจะเกิดจากการถูกเฆี่ยนตีอย่างหนัก
สักพักกงกงก็ใช้กุญแจเปิดหอตำราจากนั้นฝ่าบาทก็เสด็จเข้าไปพร้อมกับนางกำนัลคนนั้นโดยมีทหารองครักษ์อีกสองคนช่วยกันประคองนางเข้าไปเหวยเหนียงไม่รอช้า นางรีบแอบตามเข้าไปดูเหตุการณ์ข้างในด้วยทันที
“ไหนเจ้าบอกว่าเจ้าเป็นคนซ่อนคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของหยุนฮวาไว้ในหอตำรา แล้วไหนล่ะคัมภีร์ทหารองครักษ์ค้นหาจนทั่วแล้ว หายังไงก็หาไม่เจอ” ฝ่าบาทตรัส
“หม่อมฉันซ่อนไว้ที่นี่จริงๆนะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้โกหก” นางกำนัลกล่าวอย่างอ่อนแรง
“งั้น เจ้าเดินไปหยิบมาให้ดูสิ”ฝ่าบาททรงท้า
นางกำนัลข้างกายอดีตฮองเฮาหยุนฮวาเดินกะเผลกๆไปตรงที่ซ่อนคัมภีร์ แต่นางก็หาไม่เจอเช่นกัน
“คัมภีร์ไม่อยู่แล้วเพคะหม่อมฉันซ่อนไว้ตรงนี้จริงๆ นะเพคะ หม่อมฉันสาบานได้” นางกำนัลหุ่ยเอ๋อตกใจที่ไม่เจอคัมภีร์
“บังอาจ! เจ้าอยากโดนเฆี่ยนอีกอย่างนั้นหรือ”ฝ่าบาททรงกริ้ว
“ได้โปรดเมตตาหม่อมฉันด้วยหม่อมฉันพูดความจริงทุกอย่าง แต่หม่อมฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดคัมภีร์ถึงหายไปเพคะ”หุ่ยเอ๋อคุกเข่าขอร้อง
“เราจะขังเจ้าไว้ที่นี่จนถึงเช้าหากถึงเช้าแล้ว เจ้ายังหาไม่เจออีก เราจะสั่งประหารเจ้าทันที” ฝ่าบาททรงคาดโทษ
“ได้โปรดเมตตาหม่อมฉันด้วยเพคะได้โปรดอย่าขังหม่อมฉันไว้ที่นี่เลยนะเพคะ ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”หุ่ยเอ๋อตะโกนร้องเรียก แต่ประตูหอตำราได้ถูกปิดและคล้องโซ่ใส่กุญแจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และแล้วเหวยเหนียงก็ถูกขังอยู่กับนางกำนัลของหยุนฮวาฝ่าบาทเสด็จไปหาความสำราญที่ตำหนักพระสนมซีเหมยเพื่อระบายอารมณ์ทิ้งให้นางกำนัลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ในหอตำราเพียงลำพังเพื่อให้นางหาคัมภีร์ให้เจอ
นางกำนัลของหยุนฮวานามว่าหุ่ยเอ๋อนางไม่ได้ทานอะไรมาสองวันแล้วประกอบกับถูกทรมานร่างกายทำให้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะออกตามหาคัมภีร์นั่นได้นางจึงนอนหลับตาอย่างอ่อนเพลีย
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เหวยเหนียงที่สวมชุดดำอยู่รีบเข้าไปดูอาการ
หุ่ยเอ๋อทำได้เพียงพูดทั้งๆ ที่หลับตาว่า “เจ้าเป็นใคร!คนร้ายงั้นหรือ”
“ทนหน่อยนะขอข้ารอสหายกลับมาก่อน ข้าจะพาเจ้าหนีออกไปจากที่นี่เอง” เหวยเหนียงไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร
“ข้าหนีไปไหนไม่ได้หรอกฝ่าบาททรงต้องส่งคนออกตามล่าข้าไปทั่วหล้าเป็นแน่ ถ้าเจ้าอยากให้ข้ารอดเจ้าก็หาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอดีตฮองเฮาหยุนฮวาให้เจอสิ” หุ่ยเอ๋อคิดว่าหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ต้องแอบฟังจนรู้เรื่องราวทุกอย่างนางจึงไหว้วานให้คนแปลกหน้าช่วยตามหาคัมภีร์
“ข้าหาแล้วคัมภีร์ไม่ได้อยู่ที่นี่” เหวยเหนียงกล่าวตามจริง
“เป็นไปไม่ได้! ข้าเป็นคนซ่อนมันกับมือนี่” หุ่ยเอ๋อมั่นใจ
“คงมีคนหยิบคัมภีร์ออกไปแล้ว”เหวยเหนียงคาดการณ์
“เจ้าหนีไปเถิดข้าไม่มีแรงหนีไปไหนทั้งนั้น” หุ่ยเอ๋อทำใจไว้แล้วว่าถึงตอนเช้านางคงต้องตาย
“อย่าเพิ่งถอดใจสิ ทนอีกหน่อยนะอีกไม่นานสหายข้าก็กลับมาแล้ว” เหวยเหนียงกล่าว
“ข้าหิวน้ำเหลือเกิน” หุ่ยเอ๋อรู้สึกกระหายเพราะตอนนี้นางได้อดอาหารและน้ำมาสองวันแล้ว
“อะนี่ ขวดน้ำโชคดีที่ข้าพกติดตัวมานะ ค่อยๆ จิบล่ะ” เหวยเหนียงประคองให้นางกำนัลค่อยๆจิบน้ำ จนนางสำลัก
แคร๊กๆ แคร๊กๆ แคร๊กๆ
เหวยเหนียงเลยลูบหลังให้นางและกล่าวว่า “ดีขึ้นมั้ย”
“ขอบคุณแม่นางมากว่าแต่เจ้าเป็นใครกันแน่” หุ่ยเอ๋ออยากรู้
“ให้พวกเราไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนข้าค่อยบอกเจ้า” เหวยเหนียงกลัวว่าหากหุ่ยเอ๋อรู้ว่าตนเป็นศัตรูเก่าของหยุนฮวานางอาจร้องเรียกทหารองครักษ์ให้มาจับเหวยเหนียงก็เป็นได้
“ก็ได้! ข้าปวดระบมไปทั้งตัวเลยทำไมข้าถึงรู้สึกทรมานเช่นนี้” หุ่ยเอ๋อกล่าวทั้งน้ำตา
“ข้าพกยามาด้วยข้าจะใส่ยาให้เจ้าก่อนนะ” เหวยเหนียงใช้เวลาในช่วงที่รอผิงหลางทายาให้หุ่ยเอ๋อจนทั่วร่างกายที่เขียวช้ำ
*****************************
ผิงหลางกระโดดและใช้วิทยายุทธ์เดินไปบนอากาศมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกและพยายามมองหากองไฟจากหลายตำหนัก ก็ไม่เห็นว่าจะมีตำหนักไหนที่มีการผิงไฟเลยจนกระทั่งนางกระโดดไปเจอตำหนักที่อยู่ท้ายสุดซึ่งก็คือตำหนักพระสนมหลินเซียง
“เสี่ยวชุ่ยนะเสี่ยวชุ่ยเจ้าหาเรื่องเดือดร้อนมาให้เราซะแล้ว เราบอกให้ไปขโมยตำราเสริมความงามไม่ใช่คัมภีร์ไสยเวทอะไรแบบนี้ ดูสิมีแต่บทสวดอะไรก็ไม่รู้” พระสนมหลินเซียงทรงบ่น
พระสนมหลินเซียงทรงจำต้องแอบมาเผาคัมภีร์แต่เพียงผู้เดียวเพราะพระนางทรงกลัวว่าจะมีใครไปทูลฟ้องฝ่าบาทว่าพระนางทรงยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์มนตร์ดำซึ่งจะนำไปสู่การประหารชีวิตได้บัดนี้ได้มีกฎใหม่ว่าห้ามนางในยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์มนตร์ดำเป็นอันขาดหากใครเกี่ยวข้องกับสิ่งของพวกนี้จะถูกประหารชีวิตทันที
ผิงหลางไม่รอช้านางรีบจี้จุดพระสนมหลินเซียงทันที
“ช่วย….” พระสนมทรงกำลังจะร้อง
แต่ผิงหลางรีบชักกระบี่จ่อไปที่พระศอของพระสนมทันทีและกล่าวว่า “หุบปากเดี๋ยวนี้หากร้องสักแอะเดียว เจ้าตายแน่”
“เจ้าต้องการอะไร” พระสนมตรัส
ผิงหลางรีบแย่งคัมภีร์มาจากพระหัตถ์ของพระนางจากนั้นก็เปิดดูก็พบว่ามีสองแผ่นหลังที่ถูกฉีกไป เลยกล่าวว่า “เจ้าฉีกคัมภีร์อย่างนั้นหรือ”
“คัมภีร์นั่นน่ากลัวจะตายไปเราฉีกไปเผาได้แค่สองแผ่นเอง” พระสนมตรัส
“เก็บไว้ก่อน ค่อยว่ากัน”ผิงหลางกล่าวกับตัวเอง
“เจ้าจะเอาไปทำอะไรน่ะ” พระสนมทรงสงสัย
“ขอโทษนะเจ้าเงียบไปพักหนึ่งก่อนก็แล้วกัน” ผิงหลางจี้จุดใบ้ทันที แล้วกล่าวอีกว่า“รอเพียงอีกครึ่งชั่วยามนะ เดี๋ยวร่างกายเจ้าก็คลายเอง ข้าไปล่ะ”
พระสนมหลินเซียงอยากจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือแต่นางทำได้เพียงขยับปากแต่ไร้เสียงและมองดูคนร้ายชุดดำหนีหายไปต่อหน้าต่อตาเท่านั้น
*****************************
ผิงหลางกลับไปที่หอตำราแต่ไม่พบเหวยเหนียงนางก็เลยลองเรียกเบาๆ “เหวยเหนียง! เจ้าอยู่แถวนี้หรือเปล่า”
ตั้งแต่เหวยเหนียงเคยตาบอดในคราวนั้นประสาทการได้ยินก็ดีขึ้นอย่างเห็นๆทำให้เหวยเหนียงสามารถได้ยินเสียงสหายเรียกจากทางด้านนอกของหอตำราเหวยเหนียงก็เลยเคาะประตูหอตำราและเรียกกลับ “ผิงหลาง! ข้าอยู่ในหอตำรา”
“เจ้าไปทำอะไรในนั้นน่ะ” ผิงหลางสงสัย
“เปิดประตูให้หน่อยสิในนี้มีคนเจ็บด้วย” เหวยเหนียงกล่าว
“รอสักครู่นะ ข้ากำลังจะไขกุญแจ”ผิงหลางรีบปลดล็อคกุญแจและเปิดประตูหอตำราทันที
ผิงหลางรีบเดินเข้าไปดู “นี่คือนางกำนัลข้างกายของอดีตฮองเฮาหยุนฮวานี่”
“พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น ฝ่าบาททรงจะเสด็จกลับมาและจับหุ่ยเอ๋อประหารชีวิตโทษฐานที่หาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไม่เจอ”เหวยเหนียงเล่า
“งั้น รีบไปทางช่องทางลับกันเถอะก่อนที่จะมีทหารยามมาตรวจแถวนี้” ผิงหลางกล่าว
“รีบไปกัน” เหวยเหนียงนำทางไปที่คนเจ็บทันที
สองสาวชุดดำช่วยกันประคองนางกำนัลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปที่ช่องทางลับแล้วมุ่งหน้าไปที่ฐานลับของท่านหยางสือที่ตอนนี้กำลังมีประชุมลับๆ
*****************************
ณ ฐานลับของท่านหยางสือ
“ท่านหมอเทวดาอยู่มั้ยน่ะซูหลิน”เหวยเหนียงสอบถาม
“ท่านหมอเทวดาติดตามองค์ชายหกมาที่นี่ด้วยข้าจะไปเรียกท่านมาดูอาการแม่นางผู้นี้ให้ก็แล้วกันนะเจ้าค่ะ” ซูหลินกล่าว
“ฝากด้วยนะ ขอบคุณมาก” เหวยเหนียงกล่าว
ผ่านไปไม่นาน ท่านหมอเทวดาก็ออกมาจากห้องประชุมแล้วรีบมาช่วยตรวจอาการให้กับนางกำนัลหุ่ยเอ๋อ “สภาพร่างกายของนางบอบช้ำมากคงต้องให้กินยาแก้ช้ำในไปก่อน”
“ท่านเขียนใบสั่งยามาเถิดข้าจะไปซื้อมาให้เจ้าค่ะ” ซูหลินอาสา
“สักครู่นะ” พอท่านหมอเขียนใบสั่งยาเสร็จก็ยื่นให้กับซูหลิน
ซูหลินรีบออกไปซื้อยาให้ทันที
เหวยเหนียงและผิงหลางเห็นว่านางกำนัลถึงมือหมอแล้วพวกนางก็เลยหมดห่วงจากนั้นจึงพากันเดินเข้าไปในห้องประชุมเพื่อบอกถึงเรื่องวิธีแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์
ณ ห้องประชุม
“เจ้ารู้วิธีแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์นั่นได้แล้วงั้นหรือ”องค์ชายหกทรงสงสัย
“ได้คัมภีร์ของหยุนฮวามาแล้วเพคะแต่ว่า…..” เหวยเหนียงแสดงสีหน้าเศร้า
“แต่ว่าอะไร” องค์ชายหกทรงอยากรู้
“มีสองแผ่นที่ถูกพระสนมหลินเซียนฉีกไปเผาทำให้ไม่ทราบขั้นตอนท้ายๆ เพคะ” เหวยเหนียงยอมกล่าว
“แล้ววิธีแก้ช่วงแรกต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ”องค์ชายหกตรัส
“ก่อนอื่นหม่อมฉันจะต้องสวดตามคาถาในคัมภีร์วันละ108 จบและสวดติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวันจากนั้นก็ต้องตามหาญาติสนิทของเด็กหญิงที่ถูกบูชายัญเพื่อให้ญาติคนนั้นเรียกดวงวิญญาณของเด็กหญิงวัย 8 ขวบกลับมาพร้อมกับทำพิธีปลดปล่อยดวงวิญญาณของนางให้ไปสู่สุคติเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“แล้วขั้นตอนต่อไปล่ะ” องค์ชายหกทรงอยากรู้
“หลังจากนั้นหม่อมฉันจะต้องยอมเสียสละเลิกดูดวงให้คนอื่นไปตลอดชีวิต แม้ทำนายได้ก็ต้องเก็บไว้ในใจเท่านั้น ห้ามเปล่งวาจาบอกใครเด็ดขาดเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“เจ้ายินดียอมสละวิชาที่เจ้าอุตส่าห์ร่ำเรียนมาเนิ่นนานหรือไม่”องค์ชายหกทรงเห็นพระทัย
“หม่อมฉันยินดีเพคะถ้ามันจะช่วยทำให้ล้มอำนาจของฝ่าบาทองค์ปัจจุบันได้” เหวยเหนียงยอมเสียสละ
“ขอบใจมากที่เจ้ายอมสละเพื่อแผ่นดินฉิน”องค์ชายหกทรงซึ้งพระทัย
“แต่ขั้นตอนหลังจากนี้ หม่อมฉันก็ไม่รู้แล้วเพคะเพราะคัมภีร์สองแผ่นหลังสุดได้ถูกฉีกไปเผาเรียบร้อยแล้ว” เหวยเหนียงแอบเสียดาย
“มีใครรู้เรื่องพิธีศักดิ์สิทธิ์อีกบ้าง”องค์ชายหกตรัส
“ต้องถามมารจันทน์ผาเพคะว่าเขาไปนำคัมภีร์นี้มาจากที่ไหนหรือมีใครล่วงรู้พิธีศักดิ์สิทธิ์ในคัมภีร์อีกบ้าง” เหวยเหนียงกล่าว
“มารจันทน์ผากลายเป็นเด็กสิบขวบไปแล้วจะถามเขาได้ยังไง” องค์ชายหกตรัส
“บางทีอาจต้องรบกวนท่านหมอเทวดาสะกดจิตให้มารจันทน์ผาฟื้นคืนความทรงจำชั่วคราวเพคะ”เหวยเหนียงเสนอ
“ไม่รู้ว่าหมอเทวดาจะทำได้หรือเปล่านะเพราะตอนแกล้งรักษาซูเยี่ยนก็ทำเพื่อตบตาเจ้า” องค์ชายหกทรงยอมเผย
“ที่แท้พระองค์ก็ทรงให้ความร่วมมือกับท่านพี่นี่เองทุกคนรวมหัวกันหลอกหลวงหม่อมฉันใช่มั้ยเพคะ” เหวยเหนียงรู้สึกโกรธ
“อย่าโกรธไปเลยซูเยี่ยนเขามีเหตุผลที่ต้องปกปิดเจ้า เขาไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้าหรอกเราเป็นพยานได้” องค์ชายหกตรัสยืนยัน
“เรื่องราวก็ผ่านมาแล้วนะฮูหยินอย่ารื้อฟื้นเลยนะ” ซูเยี่ยนกล่าว
“ก็ได้เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงยอมไม่เอาเรื่อง
ท่านหมอเทวดาเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมและเขาก็ได้ยินพอดีเลยกล่าวว่า “ต้องลองสะกดจิตดูพะย่ะค่ะกระหม่อมมีวิชาสะกดจิตจริงๆ ลองทำดูก่อนอาจได้ผล”
“แล้วใครจะเป็นคนพาท่านหมอเทวดาไปหามารจันทน์ผาล่ะเพราะเหวยเหนียงจะต้องสวดคาถาเป็นเวลาเจ็ดวันนี่” องค์ชายหกทรงสงสัย
“กระหม่อมทราบที่อยู่อาจารย์ของเหวยเหนียงและมารจันทน์ผาพะย่ะค่ะแต่หากกระหม่อมไป แล้วเรื่องสู้รบจะทำอย่างไรพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนยังคงกังวล
“ท่านไปเถิดซูเยี่ยนข้าจะรับมือแม่ทัพโจวฉือเอง หากเกิดปัญหาอะไร ข้าจะรีบติดต่อท่านทางนกพิราบสื่อสาร”แม่ทัพเหวินตี้กล่าว
“ฝากด้วยนะขอรับท่านแม่ทัพ”ซูเยี่ยนกล่าว
“แล้วใครจะเป็นผู้ตามหาญาติของเด็กหญิงผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นล่ะ”องค์ชายหกตรัส
“หม่อมฉันรู้ที่อยู่ของฝาแฝดของเด็กน้อยคนนั้นเพคะ”ผิงหลางอาสา
“ระวังตัวด้วยนะผิงหลาง” องค์ชายหกทรงเป็นห่วง
“พระองค์ก็เช่นกันนะเพคะในระหว่างที่หม่อมฉันตามหาคัมภีร์ในหอตำรา หม่อมฉันได้พยายามหาแผนที่แคว้นฉินด้วยแต่พบว่าแผนที่ได้หายไปหมดแล้ว คาดว่าฝ่าบาททรงน่าจะประทานให้กับแม่ทัพโจวฉือเพื่อการศึกไปแล้วเพคะ"ผิงหลางเล่า
“ขอบใจมากที่เตือนเราค่อยหาทางรับมือก็แล้วกัน” องค์ชายหกตรัส
“คราวนี้แม่ทัพโจวฉือคงไม่ตั้งรับอย่างเดียว พวกเขาคงบุกมาในไม่ช้านี้กระหม่อมจะรีบไปวางแผนเตรียมรับมือพะย่ะค่ะ” แม่ทัพเหวินตี้กล่าว
“หม่อมฉันจะรีบไปทำพิธีที่วัดจือหมิงที่อยู่ใกล้เมืองหลวงเพคะ”เหวยเหนียงคิดว่ารอช้าไม่ได้อีกแล้ว
“งั้นแยกกันทำงานตามนี้หากมีการประชุมอีก เราจะส่งสายลับส่งข่าวบอกพวกท่านเอง” องค์ชายหกตรัส
“พะย่ะค่ะ/เพคะ”ทุกคนรับคำ
และแล้วเหวยเหนียงก็เดินทางไปวัดจือหมิงเพื่อไปสวดแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์สังเวยชีวิตเด็กน้อยตามคาถาในคัมภีร์ส่วนซูเยี่ยนนั้นคอยนำทางท่านหมอเทวดาไปพบมารจันทน์ผาเพื่อไปสะกดจิตให้มารจันทน์ผารำลึกอดีตได้จะได้สอบถามเขาถึงเรื่องวิธีแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์ขั้นตอนสุดท้ายที่อยู่ในสองหน้าสุดท้ายของคัมภีร์ทางด้านผิงหลางก็รีบไปพบชางเว่ย เด็กน้อยวัยแปดขวบอีกคนซึ่งเป็นฝาแฝดของชางหวินหรือเด็กน้อยที่ยอมสละชีวิตเป็นเครื่องสังเวยพิธีศักดิ์สิทธิ์ส่วนคนที่เหลือก็ช่วยกันรับมือข้าศึกที่กำลังจะบุกมาในไม่ช้านี้
ก่อนที่เหวยเหนียงจะเดินทางไปวัด อยู่ดีๆหุ่ยเอ๋อก็เดินมาดักหน้านางพร้อมกับคุกเข่าขอร้อง
“คุกเข่าให้ข้าทำไมรีบลุกขึ้นเร็วเข้า” เหวยเหนียงรีบประคองหุ่ยเอ๋อให้ลุกขึ้น
“ข้าขอร้องล่ะข้าอยากพบลูกชายของหยุนฮวา ข้าอยากดูแลเด็กน้อยแทนอดีตเจ้านายของข้า” หุ่ยเอ๋ออยากตอบแทนบุญคุณเจ้านายเก่า
“เจ้าไม่กลับไปเป็นนางกำนัลในวังงั้นหรือ”เหวยเหนียงสงสัย
“ฝ่าบาททรงคาดโทษประหารข้าซะขนาดนั้นแล้วข้าคงมีหน้ากลับไปเป็นนางกำนัลได้อีกหรอกนะ” หุ่ยเอ๋อคิดว่ากลับไปก็ตายลูกเดียว
“ก็ได้! ข้าจะเป่าขลุ่ยเรียกซุนหวินมาที่นี่และให้นางพาเจ้าไปที่วัดซือต้าก็แล้วกัน” เหวยเหนียงยอมใจอ่อน
“ขอบคุณมากแม่นางเหวยเหนียงและขอโทษในสิ่งที่ข้าเคยทำกับเจ้าในครั้งตอนที่ข้ายังเป็นนางกำนัลของอดีตฮองเฮาหยุนฮวา”หุ่ยเอ๋อกล่าวอย่างรู้สึกผิด
“เจ้าทำตามคำสั่งข้าไม่ถือสาเจ้าหรอก” เหวยเหนียงยอมอภัยให้
สักพักเหวยเหนียงก็เป่าขลุ่ยเรียกซุนหวินมาที่บ้านของซูเยี่ยน
“มีอะไรอีกอย่างนั้นหรือ”ซุนหวินสงสัย
“นี่คือหุ่ยเอ๋อนางอยากพบหยุนเฉียน เจ้าพานางไปพบเขาได้หรือไม่” เหวยเหนียงแนะนำ
“เจ้าจะไปดูแลทารกน้อยคนนั้นอย่างนั้นหรือ”ซุนหวินพอจะเดาเรื่องได้
“ใช่! ข้าจะเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี”หุ่ยเอ๋อกล่าว
“เจ้าจะต้องสัญญามาก่อนว่าเมื่อเด็กโตขึ้นต้องให้เขาบวชเป็นเณรที่วัดซือต้า” ซุนหวินกล่าว
“ทำไมล่ะ” หุ่ยเอ๋อสงสัย
“เขาจะต้องชดใช้บาปแทนท่านพ่อและท่านแม่ของเขาเองไม่เช่นนั้นข้าไม่อาจพาเจ้าไปพบเขาได้” ซุนหวินกล่าว
“ก็ได้! ข้าสัญญาว่าจะยอมให้หยุนเฉียนได้บวชเป็นเณรที่วัดนั้น”หุ่ยเอ๋อรับปาก
“งั้นรออยู่ตรงนี้ข้าจะไปหารถม้ามาให้” ซุนหวินกล่าว
“ขอบคุณแม่นางซุนหวิน” หุ่ยเอ๋อตั้งมั่นว่าจะตอบแทนบุญคุณเจ้านายเก่าด้วยวิธีนี้
เหวยเหนียงเห็นว่าเรื่องเรียบร้อยดีแล้วนางจึงเดินทางมุ่งหน้าไปที่วัดจือหมิงเพียงลำพัง และคิดในใจว่า “หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปด้วยดีนะหากฝ่าบาทพระองค์นี้ทรงยังคงปกครองแคว้นฉินต่อไปชาวประชาต้องเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเป็นแน่”