เหวยเหนียง หมอดูเทวดา

    ตอนที่ 47 ค้นหา

            ในคืนหนึ่งผิงหลางและเหวยเหนียงสวมชุดดำแอบลอบเข้าไปในวังทางช่องทางลับเพื่อไปค้นหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่หอตำราตามคำสั่งเสียของหยุนฮวา

            เมื่อมาถึงหน้าหอตำรา เหวยเหนียงก็เลยถามว่า “ท่านพ่อของเจ้ายอมให้ยืมกุญแจหอตำราอย่างนั้นหรือ”

            “เปล่า! ข้าแอบขโมยมาท่านพ่อของข้าเป็นคนเถรตรง ท่านไม่มีทางให้ข้ายืมอย่างแน่นอน” ผิงหลางกล่าวตามตรง

            พอเปิดประตูเข้าไป เหวยเหนียงถึงกับทึ่ง “โหตำราเยอะซะขนาดนี้ จะหาได้จากที่ไหนน่ะ”

            “เร็วๆ หน่อยนะ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า”ผิงหลางเตือน

            สองสาวต่างพากันหาคัมภีร์จนทั่วหอตำราแต่หายังไงก็หาไม่เจอ จนผ่านไปสองชั่วยามก็ยังไม่เห็น

            “แน่ใจหรือว่าศิษย์พี่บอกว่าได้เก็บคัมภีร์ไว้ในหอตำราจริงๆ” เหวยเหนียงสงสัย

            “ข้าจำได้จนขึ้นใจนี่คือคำสั่งเสียสุดท้ายของหยุนฮวา ข้าจะกล้าลืมได้อย่างไรกัน” ผิงหลางยืนยัน

            “แต่พวกเราหาจนทั่วแล้วนะหรือว่ามีห้องลับเก็บตำราอีกห้อง” เหวยเหนียงคาดการณ์

            “ไม่มีหรอก! ตำราสำคัญๆ ได้ถูกเก็บไว้ในตำหนักของฝ่าบาททั้งหมดแล้วเลยไม่จำเป็นต้องมีห้องลับ” ผิงหลางกล่าว

            “ข้าจะลองใช้เหรียญเสี่ยงทายก็แล้วกัน”เหวยเหนียงไม่มีทางเลือก

            เหวยเหนียงโยนเหรียญสองเหรียญแล้วทำท่านับนิ้วจากนั้นก็กล่าวว่า “แย่แล้ว! ตอนนี้คัมภีร์กำลังถูกฉีกใส่กองไฟ”

            “อะไรนะ! ใครกันที่เผาคัมภีร์”ผิงหลางตกใจ

            “ข้าทำนายได้ว่าคัมภีร์ยังคงอยู่ในวังทางทิศตะวันออก”เหวยเหนียงกล่าว

            “เจ้ารอข้าอยู่ข้างนอกของหอตำราก่อนข้าจะใช้วิทยายุทธ์กระโดดตามหาว่าใครก่อกองไฟในตอนนี้” ผิงหลางกล่าวแผน

            “ระวังตัวด้วย! อย่าให้ทหารองครักษ์จับได้ล่ะ” เหวยเหนียงเป็นห่วง

            “เชื่อมือข้าเถิด ข้าไปล่ะ”ผิงหลางกระโดดหนีหายไปทันที

            *****************************

            ผ่านไปไม่นาน เหวยเหนียงที่แอบอยู่หลังพุ่มไม้ก็เห็นว่าฝ่าบาทกำลังเสด็จมุ่งหน้ามาที่หอตำราพร้อมกับหญิงสาวที่ถูกคุมตัวมาที่นี่หญิงสาวคนนั้นแต่งกายชุดนางกำนัล ร่างกายของนางบอบช้ำอย่างมากคาดว่าน่าจะเกิดจากการถูกเฆี่ยนตีอย่างหนัก

            สักพักกงกงก็ใช้กุญแจเปิดหอตำราจากนั้นฝ่าบาทก็เสด็จเข้าไปพร้อมกับนางกำนัลคนนั้นโดยมีทหารองครักษ์อีกสองคนช่วยกันประคองนางเข้าไปเหวยเหนียงไม่รอช้า นางรีบแอบตามเข้าไปดูเหตุการณ์ข้างในด้วยทันที

            “ไหนเจ้าบอกว่าเจ้าเป็นคนซ่อนคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของหยุนฮวาไว้ในหอตำรา แล้วไหนล่ะคัมภีร์ทหารองครักษ์ค้นหาจนทั่วแล้ว หายังไงก็หาไม่เจอ” ฝ่าบาทตรัส

            “หม่อมฉันซ่อนไว้ที่นี่จริงๆนะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้โกหก” นางกำนัลกล่าวอย่างอ่อนแรง

            “งั้น เจ้าเดินไปหยิบมาให้ดูสิ”ฝ่าบาททรงท้า

            นางกำนัลข้างกายอดีตฮองเฮาหยุนฮวาเดินกะเผลกๆไปตรงที่ซ่อนคัมภีร์ แต่นางก็หาไม่เจอเช่นกัน

            “คัมภีร์ไม่อยู่แล้วเพคะหม่อมฉันซ่อนไว้ตรงนี้จริงๆ นะเพคะ หม่อมฉันสาบานได้” นางกำนัลหุ่ยเอ๋อตกใจที่ไม่เจอคัมภีร์

            “บังอาจ! เจ้าอยากโดนเฆี่ยนอีกอย่างนั้นหรือ”ฝ่าบาททรงกริ้ว

            “ได้โปรดเมตตาหม่อมฉันด้วยหม่อมฉันพูดความจริงทุกอย่าง แต่หม่อมฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดคัมภีร์ถึงหายไปเพคะ”หุ่ยเอ๋อคุกเข่าขอร้อง

            “เราจะขังเจ้าไว้ที่นี่จนถึงเช้าหากถึงเช้าแล้ว เจ้ายังหาไม่เจออีก เราจะสั่งประหารเจ้าทันที” ฝ่าบาททรงคาดโทษ

            “ได้โปรดเมตตาหม่อมฉันด้วยเพคะได้โปรดอย่าขังหม่อมฉันไว้ที่นี่เลยนะเพคะ ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”หุ่ยเอ๋อตะโกนร้องเรียก แต่ประตูหอตำราได้ถูกปิดและคล้องโซ่ใส่กุญแจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            และแล้วเหวยเหนียงก็ถูกขังอยู่กับนางกำนัลของหยุนฮวาฝ่าบาทเสด็จไปหาความสำราญที่ตำหนักพระสนมซีเหมยเพื่อระบายอารมณ์ทิ้งให้นางกำนัลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ในหอตำราเพียงลำพังเพื่อให้นางหาคัมภีร์ให้เจอ

            นางกำนัลของหยุนฮวานามว่าหุ่ยเอ๋อนางไม่ได้ทานอะไรมาสองวันแล้วประกอบกับถูกทรมานร่างกายทำให้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะออกตามหาคัมภีร์นั่นได้นางจึงนอนหลับตาอย่างอ่อนเพลีย

            “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เหวยเหนียงที่สวมชุดดำอยู่รีบเข้าไปดูอาการ

            หุ่ยเอ๋อทำได้เพียงพูดทั้งๆ ที่หลับตาว่า “เจ้าเป็นใคร!คนร้ายงั้นหรือ”

            “ทนหน่อยนะขอข้ารอสหายกลับมาก่อน ข้าจะพาเจ้าหนีออกไปจากที่นี่เอง” เหวยเหนียงไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร

            “ข้าหนีไปไหนไม่ได้หรอกฝ่าบาททรงต้องส่งคนออกตามล่าข้าไปทั่วหล้าเป็นแน่ ถ้าเจ้าอยากให้ข้ารอดเจ้าก็หาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอดีตฮองเฮาหยุนฮวาให้เจอสิ” หุ่ยเอ๋อคิดว่าหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ต้องแอบฟังจนรู้เรื่องราวทุกอย่างนางจึงไหว้วานให้คนแปลกหน้าช่วยตามหาคัมภีร์

            “ข้าหาแล้วคัมภีร์ไม่ได้อยู่ที่นี่” เหวยเหนียงกล่าวตามจริง

            “เป็นไปไม่ได้! ข้าเป็นคนซ่อนมันกับมือนี่” หุ่ยเอ๋อมั่นใจ

            “คงมีคนหยิบคัมภีร์ออกไปแล้ว”เหวยเหนียงคาดการณ์

            “เจ้าหนีไปเถิดข้าไม่มีแรงหนีไปไหนทั้งนั้น” หุ่ยเอ๋อทำใจไว้แล้วว่าถึงตอนเช้านางคงต้องตาย

            “อย่าเพิ่งถอดใจสิ ทนอีกหน่อยนะอีกไม่นานสหายข้าก็กลับมาแล้ว” เหวยเหนียงกล่าว

            “ข้าหิวน้ำเหลือเกิน” หุ่ยเอ๋อรู้สึกกระหายเพราะตอนนี้นางได้อดอาหารและน้ำมาสองวันแล้ว

            “อะนี่ ขวดน้ำโชคดีที่ข้าพกติดตัวมานะ ค่อยๆ จิบล่ะ” เหวยเหนียงประคองให้นางกำนัลค่อยๆจิบน้ำ จนนางสำลัก

            แคร๊กๆ แคร๊กๆ แคร๊กๆ

            เหวยเหนียงเลยลูบหลังให้นางและกล่าวว่า “ดีขึ้นมั้ย”

            “ขอบคุณแม่นางมากว่าแต่เจ้าเป็นใครกันแน่” หุ่ยเอ๋ออยากรู้

            “ให้พวกเราไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนข้าค่อยบอกเจ้า” เหวยเหนียงกลัวว่าหากหุ่ยเอ๋อรู้ว่าตนเป็นศัตรูเก่าของหยุนฮวานางอาจร้องเรียกทหารองครักษ์ให้มาจับเหวยเหนียงก็เป็นได้

            “ก็ได้! ข้าปวดระบมไปทั้งตัวเลยทำไมข้าถึงรู้สึกทรมานเช่นนี้” หุ่ยเอ๋อกล่าวทั้งน้ำตา

            “ข้าพกยามาด้วยข้าจะใส่ยาให้เจ้าก่อนนะ” เหวยเหนียงใช้เวลาในช่วงที่รอผิงหลางทายาให้หุ่ยเอ๋อจนทั่วร่างกายที่เขียวช้ำ

            *****************************

            ผิงหลางกระโดดและใช้วิทยายุทธ์เดินไปบนอากาศมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกและพยายามมองหากองไฟจากหลายตำหนัก ก็ไม่เห็นว่าจะมีตำหนักไหนที่มีการผิงไฟเลยจนกระทั่งนางกระโดดไปเจอตำหนักที่อยู่ท้ายสุดซึ่งก็คือตำหนักพระสนมหลินเซียง

            “เสี่ยวชุ่ยนะเสี่ยวชุ่ยเจ้าหาเรื่องเดือดร้อนมาให้เราซะแล้ว เราบอกให้ไปขโมยตำราเสริมความงามไม่ใช่คัมภีร์ไสยเวทอะไรแบบนี้ ดูสิมีแต่บทสวดอะไรก็ไม่รู้” พระสนมหลินเซียงทรงบ่น

            พระสนมหลินเซียงทรงจำต้องแอบมาเผาคัมภีร์แต่เพียงผู้เดียวเพราะพระนางทรงกลัวว่าจะมีใครไปทูลฟ้องฝ่าบาทว่าพระนางทรงยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์มนตร์ดำซึ่งจะนำไปสู่การประหารชีวิตได้บัดนี้ได้มีกฎใหม่ว่าห้ามนางในยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์มนตร์ดำเป็นอันขาดหากใครเกี่ยวข้องกับสิ่งของพวกนี้จะถูกประหารชีวิตทันที

            ผิงหลางไม่รอช้านางรีบจี้จุดพระสนมหลินเซียงทันที

            “ช่วย….” พระสนมทรงกำลังจะร้อง

            แต่ผิงหลางรีบชักกระบี่จ่อไปที่พระศอของพระสนมทันทีและกล่าวว่า “หุบปากเดี๋ยวนี้หากร้องสักแอะเดียว เจ้าตายแน่”

            “เจ้าต้องการอะไร” พระสนมตรัส

            ผิงหลางรีบแย่งคัมภีร์มาจากพระหัตถ์ของพระนางจากนั้นก็เปิดดูก็พบว่ามีสองแผ่นหลังที่ถูกฉีกไป เลยกล่าวว่า “เจ้าฉีกคัมภีร์อย่างนั้นหรือ”

            “คัมภีร์นั่นน่ากลัวจะตายไปเราฉีกไปเผาได้แค่สองแผ่นเอง” พระสนมตรัส

            “เก็บไว้ก่อน ค่อยว่ากัน”ผิงหลางกล่าวกับตัวเอง

            “เจ้าจะเอาไปทำอะไรน่ะ” พระสนมทรงสงสัย

            “ขอโทษนะเจ้าเงียบไปพักหนึ่งก่อนก็แล้วกัน” ผิงหลางจี้จุดใบ้ทันที แล้วกล่าวอีกว่า“รอเพียงอีกครึ่งชั่วยามนะ เดี๋ยวร่างกายเจ้าก็คลายเอง ข้าไปล่ะ”

            พระสนมหลินเซียงอยากจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือแต่นางทำได้เพียงขยับปากแต่ไร้เสียงและมองดูคนร้ายชุดดำหนีหายไปต่อหน้าต่อตาเท่านั้น

            *****************************

            ผิงหลางกลับไปที่หอตำราแต่ไม่พบเหวยเหนียงนางก็เลยลองเรียกเบาๆ “เหวยเหนียง! เจ้าอยู่แถวนี้หรือเปล่า”

            ตั้งแต่เหวยเหนียงเคยตาบอดในคราวนั้นประสาทการได้ยินก็ดีขึ้นอย่างเห็นๆทำให้เหวยเหนียงสามารถได้ยินเสียงสหายเรียกจากทางด้านนอกของหอตำราเหวยเหนียงก็เลยเคาะประตูหอตำราและเรียกกลับ “ผิงหลาง! ข้าอยู่ในหอตำรา”

            “เจ้าไปทำอะไรในนั้นน่ะ” ผิงหลางสงสัย

            “เปิดประตูให้หน่อยสิในนี้มีคนเจ็บด้วย” เหวยเหนียงกล่าว

            “รอสักครู่นะ ข้ากำลังจะไขกุญแจ”ผิงหลางรีบปลดล็อคกุญแจและเปิดประตูหอตำราทันที

            ผิงหลางรีบเดินเข้าไปดู “นี่คือนางกำนัลข้างกายของอดีตฮองเฮาหยุนฮวานี่”

            “พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น ฝ่าบาททรงจะเสด็จกลับมาและจับหุ่ยเอ๋อประหารชีวิตโทษฐานที่หาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไม่เจอ”เหวยเหนียงเล่า

            “งั้น รีบไปทางช่องทางลับกันเถอะก่อนที่จะมีทหารยามมาตรวจแถวนี้” ผิงหลางกล่าว

            “รีบไปกัน” เหวยเหนียงนำทางไปที่คนเจ็บทันที

            สองสาวชุดดำช่วยกันประคองนางกำนัลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปที่ช่องทางลับแล้วมุ่งหน้าไปที่ฐานลับของท่านหยางสือที่ตอนนี้กำลังมีประชุมลับๆ

            *****************************

            ณ ฐานลับของท่านหยางสือ

            “ท่านหมอเทวดาอยู่มั้ยน่ะซูหลิน”เหวยเหนียงสอบถาม

            “ท่านหมอเทวดาติดตามองค์ชายหกมาที่นี่ด้วยข้าจะไปเรียกท่านมาดูอาการแม่นางผู้นี้ให้ก็แล้วกันนะเจ้าค่ะ” ซูหลินกล่าว

            “ฝากด้วยนะ ขอบคุณมาก” เหวยเหนียงกล่าว

            ผ่านไปไม่นาน ท่านหมอเทวดาก็ออกมาจากห้องประชุมแล้วรีบมาช่วยตรวจอาการให้กับนางกำนัลหุ่ยเอ๋อ “สภาพร่างกายของนางบอบช้ำมากคงต้องให้กินยาแก้ช้ำในไปก่อน”

            “ท่านเขียนใบสั่งยามาเถิดข้าจะไปซื้อมาให้เจ้าค่ะ” ซูหลินอาสา

            “สักครู่นะ” พอท่านหมอเขียนใบสั่งยาเสร็จก็ยื่นให้กับซูหลิน

            ซูหลินรีบออกไปซื้อยาให้ทันที

            เหวยเหนียงและผิงหลางเห็นว่านางกำนัลถึงมือหมอแล้วพวกนางก็เลยหมดห่วงจากนั้นจึงพากันเดินเข้าไปในห้องประชุมเพื่อบอกถึงเรื่องวิธีแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์

            ณ ห้องประชุม

            “เจ้ารู้วิธีแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์นั่นได้แล้วงั้นหรือ”องค์ชายหกทรงสงสัย

            “ได้คัมภีร์ของหยุนฮวามาแล้วเพคะแต่ว่า…..” เหวยเหนียงแสดงสีหน้าเศร้า

            “แต่ว่าอะไร” องค์ชายหกทรงอยากรู้

            “มีสองแผ่นที่ถูกพระสนมหลินเซียนฉีกไปเผาทำให้ไม่ทราบขั้นตอนท้ายๆ เพคะ” เหวยเหนียงยอมกล่าว

            “แล้ววิธีแก้ช่วงแรกต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ”องค์ชายหกตรัส

            “ก่อนอื่นหม่อมฉันจะต้องสวดตามคาถาในคัมภีร์วันละ108 จบและสวดติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวันจากนั้นก็ต้องตามหาญาติสนิทของเด็กหญิงที่ถูกบูชายัญเพื่อให้ญาติคนนั้นเรียกดวงวิญญาณของเด็กหญิงวัย 8 ขวบกลับมาพร้อมกับทำพิธีปลดปล่อยดวงวิญญาณของนางให้ไปสู่สุคติเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว

            “แล้วขั้นตอนต่อไปล่ะ” องค์ชายหกทรงอยากรู้

            “หลังจากนั้นหม่อมฉันจะต้องยอมเสียสละเลิกดูดวงให้คนอื่นไปตลอดชีวิต แม้ทำนายได้ก็ต้องเก็บไว้ในใจเท่านั้น ห้ามเปล่งวาจาบอกใครเด็ดขาดเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว

            “เจ้ายินดียอมสละวิชาที่เจ้าอุตส่าห์ร่ำเรียนมาเนิ่นนานหรือไม่”องค์ชายหกทรงเห็นพระทัย

            “หม่อมฉันยินดีเพคะถ้ามันจะช่วยทำให้ล้มอำนาจของฝ่าบาทองค์ปัจจุบันได้” เหวยเหนียงยอมเสียสละ

            “ขอบใจมากที่เจ้ายอมสละเพื่อแผ่นดินฉิน”องค์ชายหกทรงซึ้งพระทัย

            “แต่ขั้นตอนหลังจากนี้ หม่อมฉันก็ไม่รู้แล้วเพคะเพราะคัมภีร์สองแผ่นหลังสุดได้ถูกฉีกไปเผาเรียบร้อยแล้ว” เหวยเหนียงแอบเสียดาย

            “มีใครรู้เรื่องพิธีศักดิ์สิทธิ์อีกบ้าง”องค์ชายหกตรัส

            “ต้องถามมารจันทน์ผาเพคะว่าเขาไปนำคัมภีร์นี้มาจากที่ไหนหรือมีใครล่วงรู้พิธีศักดิ์สิทธิ์ในคัมภีร์อีกบ้าง” เหวยเหนียงกล่าว

            “มารจันทน์ผากลายเป็นเด็กสิบขวบไปแล้วจะถามเขาได้ยังไง” องค์ชายหกตรัส

            “บางทีอาจต้องรบกวนท่านหมอเทวดาสะกดจิตให้มารจันทน์ผาฟื้นคืนความทรงจำชั่วคราวเพคะ”เหวยเหนียงเสนอ

            “ไม่รู้ว่าหมอเทวดาจะทำได้หรือเปล่านะเพราะตอนแกล้งรักษาซูเยี่ยนก็ทำเพื่อตบตาเจ้า” องค์ชายหกทรงยอมเผย

            “ที่แท้พระองค์ก็ทรงให้ความร่วมมือกับท่านพี่นี่เองทุกคนรวมหัวกันหลอกหลวงหม่อมฉันใช่มั้ยเพคะ” เหวยเหนียงรู้สึกโกรธ

            “อย่าโกรธไปเลยซูเยี่ยนเขามีเหตุผลที่ต้องปกปิดเจ้า เขาไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้าหรอกเราเป็นพยานได้” องค์ชายหกตรัสยืนยัน

            “เรื่องราวก็ผ่านมาแล้วนะฮูหยินอย่ารื้อฟื้นเลยนะ” ซูเยี่ยนกล่าว

            “ก็ได้เจ้าค่ะ” เหวยเหนียงยอมไม่เอาเรื่อง

            ท่านหมอเทวดาเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมและเขาก็ได้ยินพอดีเลยกล่าวว่า “ต้องลองสะกดจิตดูพะย่ะค่ะกระหม่อมมีวิชาสะกดจิตจริงๆ ลองทำดูก่อนอาจได้ผล”

            “แล้วใครจะเป็นคนพาท่านหมอเทวดาไปหามารจันทน์ผาล่ะเพราะเหวยเหนียงจะต้องสวดคาถาเป็นเวลาเจ็ดวันนี่” องค์ชายหกทรงสงสัย

            “กระหม่อมทราบที่อยู่อาจารย์ของเหวยเหนียงและมารจันทน์ผาพะย่ะค่ะแต่หากกระหม่อมไป แล้วเรื่องสู้รบจะทำอย่างไรพะย่ะค่ะ” ซูเยี่ยนยังคงกังวล

            “ท่านไปเถิดซูเยี่ยนข้าจะรับมือแม่ทัพโจวฉือเอง หากเกิดปัญหาอะไร ข้าจะรีบติดต่อท่านทางนกพิราบสื่อสาร”แม่ทัพเหวินตี้กล่าว

            “ฝากด้วยนะขอรับท่านแม่ทัพ”ซูเยี่ยนกล่าว

            “แล้วใครจะเป็นผู้ตามหาญาติของเด็กหญิงผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นล่ะ”องค์ชายหกตรัส

            “หม่อมฉันรู้ที่อยู่ของฝาแฝดของเด็กน้อยคนนั้นเพคะ”ผิงหลางอาสา

            “ระวังตัวด้วยนะผิงหลาง” องค์ชายหกทรงเป็นห่วง

            “พระองค์ก็เช่นกันนะเพคะในระหว่างที่หม่อมฉันตามหาคัมภีร์ในหอตำรา หม่อมฉันได้พยายามหาแผนที่แคว้นฉินด้วยแต่พบว่าแผนที่ได้หายไปหมดแล้ว คาดว่าฝ่าบาททรงน่าจะประทานให้กับแม่ทัพโจวฉือเพื่อการศึกไปแล้วเพคะ"ผิงหลางเล่า

            “ขอบใจมากที่เตือนเราค่อยหาทางรับมือก็แล้วกัน” องค์ชายหกตรัส

            “คราวนี้แม่ทัพโจวฉือคงไม่ตั้งรับอย่างเดียว พวกเขาคงบุกมาในไม่ช้านี้กระหม่อมจะรีบไปวางแผนเตรียมรับมือพะย่ะค่ะ” แม่ทัพเหวินตี้กล่าว

            “หม่อมฉันจะรีบไปทำพิธีที่วัดจือหมิงที่อยู่ใกล้เมืองหลวงเพคะ”เหวยเหนียงคิดว่ารอช้าไม่ได้อีกแล้ว

            “งั้นแยกกันทำงานตามนี้หากมีการประชุมอีก เราจะส่งสายลับส่งข่าวบอกพวกท่านเอง” องค์ชายหกตรัส

            “พะย่ะค่ะ/เพคะ”ทุกคนรับคำ

            และแล้วเหวยเหนียงก็เดินทางไปวัดจือหมิงเพื่อไปสวดแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์สังเวยชีวิตเด็กน้อยตามคาถาในคัมภีร์ส่วนซูเยี่ยนนั้นคอยนำทางท่านหมอเทวดาไปพบมารจันทน์ผาเพื่อไปสะกดจิตให้มารจันทน์ผารำลึกอดีตได้จะได้สอบถามเขาถึงเรื่องวิธีแก้พิธีศักดิ์สิทธิ์ขั้นตอนสุดท้ายที่อยู่ในสองหน้าสุดท้ายของคัมภีร์ทางด้านผิงหลางก็รีบไปพบชางเว่ย เด็กน้อยวัยแปดขวบอีกคนซึ่งเป็นฝาแฝดของชางหวินหรือเด็กน้อยที่ยอมสละชีวิตเป็นเครื่องสังเวยพิธีศักดิ์สิทธิ์ส่วนคนที่เหลือก็ช่วยกันรับมือข้าศึกที่กำลังจะบุกมาในไม่ช้านี้

            ก่อนที่เหวยเหนียงจะเดินทางไปวัด อยู่ดีๆหุ่ยเอ๋อก็เดินมาดักหน้านางพร้อมกับคุกเข่าขอร้อง

            “คุกเข่าให้ข้าทำไมรีบลุกขึ้นเร็วเข้า” เหวยเหนียงรีบประคองหุ่ยเอ๋อให้ลุกขึ้น

            “ข้าขอร้องล่ะข้าอยากพบลูกชายของหยุนฮวา ข้าอยากดูแลเด็กน้อยแทนอดีตเจ้านายของข้า” หุ่ยเอ๋ออยากตอบแทนบุญคุณเจ้านายเก่า

            “เจ้าไม่กลับไปเป็นนางกำนัลในวังงั้นหรือ”เหวยเหนียงสงสัย

            “ฝ่าบาททรงคาดโทษประหารข้าซะขนาดนั้นแล้วข้าคงมีหน้ากลับไปเป็นนางกำนัลได้อีกหรอกนะ” หุ่ยเอ๋อคิดว่ากลับไปก็ตายลูกเดียว

            “ก็ได้! ข้าจะเป่าขลุ่ยเรียกซุนหวินมาที่นี่และให้นางพาเจ้าไปที่วัดซือต้าก็แล้วกัน” เหวยเหนียงยอมใจอ่อน

            “ขอบคุณมากแม่นางเหวยเหนียงและขอโทษในสิ่งที่ข้าเคยทำกับเจ้าในครั้งตอนที่ข้ายังเป็นนางกำนัลของอดีตฮองเฮาหยุนฮวา”หุ่ยเอ๋อกล่าวอย่างรู้สึกผิด

            “เจ้าทำตามคำสั่งข้าไม่ถือสาเจ้าหรอก” เหวยเหนียงยอมอภัยให้

            สักพักเหวยเหนียงก็เป่าขลุ่ยเรียกซุนหวินมาที่บ้านของซูเยี่ยน

            “มีอะไรอีกอย่างนั้นหรือ”ซุนหวินสงสัย

            “นี่คือหุ่ยเอ๋อนางอยากพบหยุนเฉียน เจ้าพานางไปพบเขาได้หรือไม่” เหวยเหนียงแนะนำ

            “เจ้าจะไปดูแลทารกน้อยคนนั้นอย่างนั้นหรือ”ซุนหวินพอจะเดาเรื่องได้

            “ใช่! ข้าจะเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี”หุ่ยเอ๋อกล่าว

            “เจ้าจะต้องสัญญามาก่อนว่าเมื่อเด็กโตขึ้นต้องให้เขาบวชเป็นเณรที่วัดซือต้า” ซุนหวินกล่าว

            “ทำไมล่ะ” หุ่ยเอ๋อสงสัย

            “เขาจะต้องชดใช้บาปแทนท่านพ่อและท่านแม่ของเขาเองไม่เช่นนั้นข้าไม่อาจพาเจ้าไปพบเขาได้” ซุนหวินกล่าว

            “ก็ได้! ข้าสัญญาว่าจะยอมให้หยุนเฉียนได้บวชเป็นเณรที่วัดนั้น”หุ่ยเอ๋อรับปาก

            “งั้นรออยู่ตรงนี้ข้าจะไปหารถม้ามาให้” ซุนหวินกล่าว

            “ขอบคุณแม่นางซุนหวิน” หุ่ยเอ๋อตั้งมั่นว่าจะตอบแทนบุญคุณเจ้านายเก่าด้วยวิธีนี้

            เหวยเหนียงเห็นว่าเรื่องเรียบร้อยดีแล้วนางจึงเดินทางมุ่งหน้าไปที่วัดจือหมิงเพียงลำพัง และคิดในใจว่า “หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปด้วยดีนะหากฝ่าบาทพระองค์นี้ทรงยังคงปกครองแคว้นฉินต่อไปชาวประชาต้องเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเป็นแน่”

    คล้ายกับเรื่องเหวยเหนียง หมอดูเทวดา ที่คุณอ่าน