สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 78 เจ้ามันทึ่ม

            อันเจิงมองไปยังซูเฟยหยิงที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวความรู้สึกนี้ไม่ต่างไปจากเหยื่อที่ถูกรังแกที่เคยสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขาด้วยความหวาดกลัวไม่มีผิด

     

            “เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้...”

     

            เมื่อเห็นอันเจิงเดินเข้ามาหา ซูเฟยหยิงกลับไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืนเลยด้วยซ้ำ“ข้าเป็นคนในตระกูลเดียวกับไทเฮา ต่อให้ข้าจะทำผิด เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนข้าไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร เรื่องในวันนี้จะจบลงแค่นี้ข้าสัญญาว่าต่อไปจะไม่มาหาเรื่องเจ้าอีก...พี่ชายท่านนี้ หากเราไม่มีเรื่องกันก็คงไม่ได้รู้จักกันเช่นนี้หรอก ข้าไม่ถือสาเรื่องที่เจ้าฆ่าคนไร้ประโยชน์พวกนี้หรอกนะขอแค่เจ้าไว้ชีวิตข้า ข้าจะช่วยให้เจ้ามีอนาคตที่ดีแน่ ๆ”

     

           อันเจิงยักไหล่เพื่อแสดงออกว่าตนไม่สนใจเรื่องพวกนี้

     

            อาจเพราะตกใจจนสติหลุดลอยไปหมดแล้วน้ำเสียงของซูเฟยหยิงจึงยิ่งสั่นเครือ “เจ้าฆ่าข้าไม่ได้นะข้าเป็นคนในตระกูลของไทเฮา...หากเจ้าฆ่าข้า เจ้าก็จบไม่สวยเหมือนกัน”

     

            อันเจิงเดินไปพลางพูด“ข้ารู้ว่าการฆ่าเจ้าต้องมีปัญหาใหญ่แน่ ดังนั้น ข้าก็เลยต้องฆ่าเจ้าให้ได้ไม่เช่นนั้นปัญหาที่ข้าต้องเจอคงหนักกว่าเดิมหลายเท่า”

     

            ซูเฟยหยิงหมุนตัวแล้ววิ่งออกไปทันทีแต่เพิ่งวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็พบว่าอันเจิงมาดักรออยู่ข้างหน้าเสียแล้ว

     

            “เจ้าอยากได้อะไร ข้าจะให้เจ้าทุกอย่างขอแค่เจ้าไม่ฆ่าข้าก็พอ”

     

            จู่ ๆ ซูเฟยหยิงก็คุกเข่าลงบนพื้นดินจากนั้นก็คำนับเขาอย่างต่อเนื่อง “ข้ารับรองว่าจะไม่ไปยุ่งกับแม่นางจวงอีกเรื่องของพวกเจ้าข้าก็จะไม่บอกใครเหมือนกัน”

     

            “ปากชั่วนัก!”

     

            อันเจิงถีบหน้าซูเฟยหยิง จากนั้นก็เหวี่ยงขวานลงไปทันที

     

            เลือดสาดกระเด็นไปทั่ว แต่อันเจิงก็พลิกร่างหลบเลือดสกปรกเหล่านั้นได้ทัน

     

            เขาใช้ขวานขุดหลุมขนาดใหญ่ ก่อนจะโยนศพเหล่านั้นลงไปแล้วกลบดินจนเต็ม

     

            “ดูพอหรือยัง?”

     

           อันเจิงหันไปพูดกับใครบางคนที่อยู่ไม่ห่างออกไป ชายชราทั้งสองจากโรงจวี้ฉ่างจึงจำต้องเดินออกมาจากที่ซ่อนด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

     

            อันเจิงปัดดินในมือออก“หากอยากแสดงตัวว่าเป็นมิตรก็อย่าเอาแต่หลบ ๆ ซ่อน ๆ หากอยากจะตัดสัมพันธ์ก็ต้องตัดให้เด็ดขาดพวกเจ้าซ่อนตัวอยู่เช่นนี้ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด ข้าเดาว่าแม่นางจวงคงจะส่งพวกเจ้ามาปกป้องคุณชายซูนั่นสินะแต่พอข้าลงไม้ลงมือกับพวกเขา พวกเจ้าก็คิดว่าเรื่องนี้ใหญ่เกินไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่กล้ายื่นมือเข้ามาแทรกข้าเป็นคนง่าย ๆ หากอยากทำอะไรก็จะทำอย่างเด็ดขาดทันที อีกอย่าง...หากข้ารู้สึกได้ว่ามีใครต้องการจะห่างออกไปจากข้าข้าก็จะตัดความสัมพันธ์ในครั้งนี้ด้วยตัวเอง ตัดบัวไม่ให้เหลือใย”

     

            “กลับไปบอกแม่นางจวงด้วยว่า เรื่องที่โรงจวี้ฉ่างติดค้างข้าเอาไว้ไม่จำเป็นต้องใช้คืนอีกแล้วแค่พวกเจ้าไม่แพร่งพรายเรื่องในวันนี้ก็ถือเป็นการตอบแทนแล้ว”

     

            อันเจิงหมุนตัวแล้วเดินออกไป ทิ้งชายชราทั้งสองที่ชะงักนิ่งราวกับถูกสาปเป็นหินเอาไว้ที่เดิม

     

            หลังอันเจิงเดินจากไปชายชราหนึ่งในนั้นก็ถามคู่หูของตัวเอง “ทำอย่างไรดี? เขาฆ่าคนพวกนั้นไปแล้ว”

     

            ชายชราอีกคนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวกลับ“ไปกันเถอะ เขาแค่ทำในสิ่งที่พวกเราอยากทำมานานแต่ก็ทำไม่ได้เท่านั้น บางครั้งข้าอยากจะย้อนเวลากลับไปสักสิบปีจริงๆ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ข้าเด็ดขาดกับทุกเรื่องได้อย่างจริงแท้”

     

            หลังออกมาจากบ้านร้างหลังนั้น อันเจิงก็รู้ดีว่าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไม่ได้แน่คนในตระกูลหายไปทั้งคน พวกนั้นต้องตามสืบเรื่องนี้อย่างแน่นอนและเมื่อสืบไปถึงที่โรงจวี้ฉ่าง พวกเขาก็จะรู้ว่าซูเฟยหยิงเคยมีเรื่องกับใครที่นั่นอย่างไรเสีย คนในโรงจวี้ฉ่างก็ไม่ได้จงรักภักดีกับจวงเฟยเฟยเสียหน่อยภายใต้การกดดันจากตระกูลซู การหักหลังก็เป็นเพียงทางเลือกเดียวสำหรับคนที่ต้องการจะเอาชีวิตรอดเท่านั้น

     

            แต่คิดไม่ถึงเลยว่า อันเจิงเพิ่งจะกลับมาถึงที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ชายชราจากโรงจวี้ฉ่างก็มารออยู่เสียแล้ว

     

            “ฮูหยินให้ข้านำมันมามอบให้แก่เจ้า”หลังพูดจบเขาก็รีบกลับออกไปทันที

     

            อันเจิงมองกระดาษในมือเล็กน้อยเมื่อเปิดออกจึงพบว่าเป็นจดหมายลายมือของจวงเฟยเฟย เขียนไว้เพียงสั้น ๆ เท่านั้น

     

            “บุญคุณใหญ่หลวงไม่อาจตอบแทนด้วยคำขอบคุณแต่ข้าก็จะไม่หักหลังเจ้าเด็ดขาด วันนี้ในโรงจวี้ฉ่างมีหกคนที่เห็นเจ้ามาข้าส่งพวกเขาไปอยู่สาขาย่อยแถบทางเหนือหมดแล้ว คาดว่าคงอีกสองสามวันกว่าคนของตระกูลซูจะสืบมาถึงโรงจวี้ฉ่างข้าจัดการทุกอย่างเอาไว้แล้ว เจ้าวางใจได้”

     

            อันเจิงเดินเข้าไปในสวนและเผาจดหมายทิ้งในกองเพลิงที่จุดอยู่ข้างสนาม

     

            จวงเฟยเฟยละเอียดรอบคอบมาก นางรู้ว่าคนของตระกูลซูไม่มีทางระแคะระคายในเร็วๆ นี้แน่ คนอย่างซูเฟยหยิง ไม่กลับบ้านสักสามสี่วันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วรอให้ตระกูลซูรับรู้ว่าซูเฟยหยิงหายตัวไปและส่งคนออกไปสืบ หกคนนั้นก็ถูกส่งไปที่สาขาทางเหนือแล้วเมื่อไปถึงที่ดินแดนของเผ่าหมาน ต่อให้จะเป็นตระกูลซู ก็ไม่อาจสืบเรื่องนี้ได้ง่ายๆ อีก เพราะเผ่าหมานไม่มีทางไว้หน้าพวกเขาแน่

     

            แต่หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับโรงจวี้ฉ่างยอมแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดเอาไว้เองเพราะคนที่รู้ว่าอันเจิงไปที่โรงจวี้ฉ่างถูกส่งออกไปจนหมดแล้วและโรงจวี้ฉ่างก็เป็นที่สุดท้ายที่ซูเฟยหยิงไป คนของตระกูลซูต้องกดดันโรงจวี้ฉ่างแน่ๆ

     

            เมื่อเห็นว่าอันเจิงมีสีหน้าไม่สู้ดีนักกู่เชียนเยว่ที่นั่งแกว่งขาอยู่บนต้นไม้อย่างสบายใจก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดพึมพำเบา ๆ “เจ้าคนนี้ เจอเรื่องลำบากอะไรมาอีกหรือไม่นะ...”

     

            กู่เชียนเยว่กระโดดลงมาจากต้นไม้แล้วเดินมือไขว้หลังตามอันเจิงไป

     

            อันเจิงกำลังคิดว่าควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรจะทำอย่างไรโรงจวี้ฉ่างจะไม่ถูกตระกูลซูล้างแค้น

     

            “เจ้าฆ่าคนมารึ?” กู่เชียนเยว่เดินตามหลังอันเจิง นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะถามขึ้น

     

            อันเจิงพยักหน้า “ใช่”

     

            กู่เชียนเยว่กล่าวขึ้น“ข้ารู้ว่าคนที่เจ้าฆ่าย่อมมีเหตุผลที่สมควรตายอยู่ ดังนั้นครั้งนี้เจ้าไปมีเรื่องกับคนที่จัดการลำบากเข้าแล้วสินะ?”

     

            อันเจิงยอมรับออกไป “จัดการลำบากจริง ๆน่ะแหละ”

     

            “ก็แค่ต้องเลือกว่าจะอยู่ต่อหรือจะไปเท่านั้นอย่างมากเราก็แค่ไปจากที่นี่”

     

            อันเจิงชะงักฝีเท้าลงก่อนจะหัวเราะออกมา“ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล อย่างมากก็แค่ต้องไปจากที่นี่เท่านั้น”

     

            กู่เชียนเยว่หัวเราะออกมา “การแก้ปัญหาด้วยความเครียดมักทำให้ปัญหากลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเสมอทั้งยังคิดแบบเป็นกลางไม่ได้อีกต่างหาก ข้ารู้ว่าเจ้ามักจะมองโลกในแง่ร้ายอยู่ตลอดแม้ภายนอกจะดูเหมือนเฮฮาสนุกสนาน แต่ความจริงแล้วเจ้ามักจะคิดทุกอย่างในทางที่เลวร้ายที่สุดเสมอ แบบนั้นไม่ดีเลยสักนิดเหนื่อยเกินไป”

     

            นางเดินไปตบบ่าของอันเจิงเบา ๆ ก่อนจะกอดคอเขาอย่างที่พวกผู้ชายชอบทำกันนางเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเขา แต่เดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็พบว่าตัวเองต้องเขย่งเท้าเดินจึงจะกอดคออันเจิงได้ซึ่งนั่นเหนื่อยเกินไป นางจึงล้มเลิกการกระทำนั้นลงในที่สุด

     

            “เจ้าถามข้าอยู่บ่อย ๆ ไม่ใช่รึว่าทำไมต้องตามมาอยู่กับพวกเจ้าด้วย?”

     

           กู่เชียนเยว่เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าอันเจิง นางหันหน้าเข้ามาหาเขาพลางเดินถอยหลังระหว่างที่คุยกัน“วันนี้ เพราะเห็นว่าเจ้าอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นข้าจะบอกความลับนี้กับเจ้า...”

     

            นางชี้ไปที่สร้อยลูกประคำโลหิตของอันเจิง“ข้ารู้ว่าเกล็ดมัจฉาเข้าไปในนั้น”

     

            อันเจิงหยุดเดิน กู่เชียนเยว่ก็หยุดเดินเช่นกันทั้งสองมองตากันครู่หนึ่งก่อนกู่เชียนเยว่จะหันหน้าหนีอย่างทำตัวไม่ถูก“แม้ว่าข้าจะงามเสียยิ่งกว่าดอกไม้ แต่เจ้ามองข้านาน ๆ แบบนี้ข้าก็เขินเป็นเหมือนกันนะ”

     

            อันเจิงหัวเราะออกมา “อย่างเจ้าเขินเป็นด้วยรึ”

     

            กู่เชียนเยว่สบถเสียงในลำคอเบา ๆ“ข้าก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งนะแต่เป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งมากกว่าผู้ชายทั่วไปเท่านั้น...เฮ้ ๆ ตกลงจะฟังหรือไม่ อย่าพูดแทรกสิ”

     

            อันเจิงชี้ไปที่ศาลาซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล“ไปนั่งคุยที่นั่นเถอะ”

     

           กู่เชียนเยว่เดินล่องลอยไปที่ศาลาราวกับผีเสื้อที่กำลังโบยบิน และก็เป็นอย่างที่คิดสาวน้อยที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่เป็นกระโดดขึ้นไปนั่งบนกำแพงไม้ที่ตั้งอยู่ข้างศาลา นางพูดกับอันเจิงขณะนั่งอยู่บนนั้น“เผ่ากู่เลี่ยมีตำนานเรื่องหนึ่ง ว่ากันว่าเมื่อปลาวิเศษปรากฏตัวขึ้นแผ่นดินจะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เชื่อตำนานเหล่านี้เจ้าไม่เชื่อเรื่องการมีตัวตนของปลาวิเศษด้วยซ้ำ”

     

            “ข้าเชื่อ”

     

            กู่เชียนเยว่อึ้งไปเล็กน้อย“นี่ไม่เหมือนเจ้าเลยสักนิด”

     

            “ความจริง ข้าเคยเห็นมันมาก่อน”

     

            กู่เชียนเยว่มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”

     

            อันเจิงเล่าเรื่องที่ตนขึ้นไปที่เทือกเขาชางหมานเพื่อหายาให้ตู้โซ่วโซ่วแบบคร่าวๆ และเรื่องที่เขาเล่าออกมา ก็ทำให้กู่เชียนเยว่เบิกตาขึ้นอย่างกะทันหัน“เจ้าเคยเจอปลาวิเศษงั้นรึ! มิน่า...เกล็ดมัจฉาถึงเลือกเจ้า”

     

            นางตั้งสติอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อไป“ในเมื่อเจ้าเคยเห็นปลาวิเศษแบบนั้น เจ้าคงจะเข้าใจเรื่องตำนานของเผ่ากู่เลี่ยได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมแล้วล่ะว่ากันว่า ปลาวิเศษถือกำเนิดขึ้นจากกลิ่นอายแห่งความวุ่นวายในโลกนี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกลับและน่าพิศวง แม้แต่ข้าก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่ากลิ่นอายแห่งความวุ่นวายในโลกคืออะไร เอาเป็นว่าตำนานของเผ่ากู่เลี่ยบอกไว้แบบนี้ก็แล้วกัน...เมื่อปลาวิเศษปรากฏตัวขึ้นแสดงว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนไป ใต้หล้ากำลังจะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย และในเวลาเช่นนี้ผู้ที่ฟ้าลิขิตจะปรากฏตัวขึ้น”

     

            “คนที่มีวาสนาต่อปลาวิเศษจะได้รับการชักจูงจากเกล็ดมัจฉา”

     

            เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ นางก็มองไปยังอันเจิงแวบหนึ่ง“น่าเสียดายที่เจ้าธรรมดาเกินไป ไม่ได้สูงใหญ่หรือหล่อเหลาเลยสักนิดอย่างมากก็แค่พอดูได้เท่านั้น ดังนั้นข้าจึงสงสัยในรสนิยมของปลาวิเศษมาก หรือไม่มันก็อาจจะชักจูงผิดคน?”

     

            อันเจิงกลอกตา “ตั้งใจเล่าหน่อยได้หรือไม่”

     

            กู่เชียนเยว่มองไปยังอันเจิงราวกับตำหนิว่าเขาช่างโง่เขลานักก่อนจะกล่าวต่อไป“ที่เผ่ากู่เลี่ยเลือกอยู่ในเทือกเขาชางหมานก็เป็นเพราะตำนานเรื่องนี้คนในเผ่ากู่เลี่ยเห็นว่า การปกป้องปลาวิเศษเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแต่อาจเป็นเพราะมีเพียงบรรพบุรุษของเผ่าเท่านั้นที่เคยเห็นปลาวิเศษส่วนคนรุ่นหลังอย่างพวกเรากลับไม่เคยมีใครเจอมันมาก่อน ดังนั้นเรื่องการปกป้องปลาวิเศษสุดท้ายจึงกลายเป็นแค่ตำนานของเผ่าเราเท่านั้น”

     

            นางกล่าวด้วยท่าทางจนปัญญา“แต่นี่ก็คือความเชื่อของเราคนของเผ่ากู่เลี่ยคิดว่าตัวเองเป็นองครักษ์ของปลาวิเศษมาตั้งแต่เกิดคิดว่าพวกเราเป็นประชาชนของปลาวิเศษ...แม้ข้าจะไม่คิดแบบนั้น แต่ก็เปลี่ยนความคิดของท่านพ่อไม่ได้เพราะทุกครั้งที่ข้าตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ ท่านก็มักจะบอกข้าด้วยแส้ว่าข้าคิดผิดหลังถูกตีหลายครั้งเข้า ข้าจึงต้องยอมรับว่าตัวเองเกิดมาเพื่อปกป้องปลาวิเศษแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม...เจ้าว่าเรื่องนี้แปลกหรือไม่ ท่านพ่อ ท่านปู่และบรรพบุรุษก่อนข้าอีกหลายร้อยปี ไม่มีใครเคยเห็นปลาวิเศษมาก่อนแต่ข้ากลับเจอมันเสียอย่างนั้น”

     

            อันเจิงหัวเราะเบา ๆ “เพราะเจ้าโชคดีอย่างไรเล่า”

     

            “โง่จริง ๆ เมื่อปลาวิเศษปรากฏตัวขึ้นแสดงว่าโลกกำลังจะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย แล้วแบบนี้ ยังมาบอกว่าข้าโชคดีอีกงั้นรึ?”

     

            อันเจิงอึ้งไป “อ้อ...เจ้าพูดต่อเถอะ”

     

            กู่เชียนเยว่มองเขม่นอันเจิงแวบหนึ่งก่อนจะเล่าต่อ“ว่ากันว่า ปลาวิเศษจะทิ้งเกล็ดเอาไว้สามร้อยหกสิบห้าแผ่น เมื่อรวบรวมเกล็ดพวกนี้ได้จนครบก็จะได้รับเกราะวิเศษซึ่งเกราะนี้เป็นสมบัติวิเศษที่มีระดับสูงกว่าระดับสีม่วงเสียอีกมันสามารถให้พลังกับผู้ที่ครอบครองได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว”

     

            “ข้าคิดว่าหากรวบรวมจนครบแล้ว จะสามารถอัญเชิญมังกรออกมาได้เสียอีก”

     

            “หุบปากไปเลย”

     

            กู่เชียนเยว่พูดต่อไป“แต่ข้าเป็นคนหัวรั้นมาตั้งแต่เกิดทำไมคนในเผ่าเราต้องลำบากลำบนเพื่อรวบรวมเกล็ดมัจฉาแล้วมอบเกราะวิเศษให้คนที่ฟ้าลิขิตด้วย? แบบนั้นไม่ยุติธรรมเลยสักนิดดังนั้น ข้าจึงตัดสินใจขายเกล็ดมัจฉา!”

     

            อันเจิงยกนิ้วโป้งให้โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา

     

            กู่เชียนเยว่แกว่งขาอย่างอารมณ์ดีพลางพูดขึ้น“ข้ารู้ว่าการกระทำนี้ไร้ซึ่งความกตัญญูแต่คนในเผ่าของข้าไม่อาจทนรับสงครามได้อีกแล้ว ครั้งก่อน เพราะเข้าร่วมศึกของเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นเผ่าของข้าจึงได้รับความเสียหายอย่างหนักข้าไม่อยากแบกรับหน้าที่ที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ต่อให้ปลาวิเศษจะปรากฏตัวขึ้นจริง ๆข้าก็ไม่อยากจะแบกรับหน้าที่อะไรเอาไว้ทั้งนั้นแทนที่จะให้คนในเผ่าต้องมาเผชิญกับอันตรายอีกครั้ง สู้นำมันไปแลกเป็นของที่มีประโยชน์ต่อเผ่าจะดีกว่า”

     

           “แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเกล็ดมัจฉาจะเลือกเจ้า”

     

            อันเจิงถามขึ้น “พวกเจ้าเก็บเกล็ดนั้นได้รึ?”

     

            กู่เชียนเยว่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ นั่นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่คนในเผ่านับถือมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่ากันว่า นั่นเป็นเกล็ดที่ปลาวิเศษทิ้งเอาไว้ในเผ่ากู่เลี่ยในการปรากฏตัวครั้งล่าสุดเพราะแบบนั้น เผ่ากู่เลี่ยก็เลยรู้สึกว่านั่นเป็นหน้าที่ที่ต้องทำมาโดยตลอดท่านพ่อบอกข้าว่า เกล็ดมัจฉาที่เผ่ากู่เลี่ยเคารพบูชานี้จะนำพาให้เราไปพบเกล็ดมัจฉาที่เหลือเอง”

     

            อันเจิงพูดขึ้น “ข้าเจอปลาวิเศษที่เทือกเขาชางหมานหรือปลานั่นจะสลัดเกล็ดของตัวเองก่อนจะหายตัวไป? เกล็ดตั้งสามร้อยหกสิบห้าแผ่นเชียวนะหากสลัดเกล็ดพวกนั้นออกไปจนหมด ปลาวิเศษนั่นก็ลงกระทะได้แล้ว”

     

            กู่เชียนเยว่ด่าขึ้นเสียงดัง“ช่วยเคารพมันหน่อยได้หรือไม่”

     

            อันเจิงตอบกลับ “ได้”

     

            “แต่ข้าคิดว่านึ่งอร่อยกว่านะ”

     

            อันเจิง “...”

     

            “เอาล่ะ ๆ เข้าเรื่องกันต่อเมื่อมีเกล็ดมัจฉาที่เผ่ากู่เลี่ยเคารพนับถือ ก็จะสามารถตามหาอีกสามร้อยหกสิบสี่เกล็ดที่เหลือจนเจอจากนั้นก็รวบรวมมันเข้าด้วยกันจนได้เกราะวิเศษมา เจ้า...เป็นคนที่เกล็ดมัจฉาเลือกดังนั้น ข้าจึงตามติดเจ้าแบบนี้อย่างไรเล่า”

     

            “ข้าเคยคิดว่าเจ้าแอบชอบข้ามาตลอดเสียอีก”

     

            กู่เชียนเยว่กระโดดลงมาจากกำแพงก่อนจะเดินเข้ามาหาในท่ามือไขว้หลัง “เจ้ามันทึ่ม ทึ่ม ๆ ๆ”