ยามอิ๋น[1] ฝนด้านนอกศาลเจ้าซาลงจนเกือบหยุดตกเม็ดฝนเท่าควันหมอกหมุนวนไปบนอากาศยามลมพัดผ่าน
เสวี่ยเฟิ่งฝันอีกแล้ว...เขาฝันเห็นสตรีนางหนึ่งซ้ำๆ
ทว่าอันที่จริงมันคือความทรงจำในชาติก่อน
นับตั้งแต่เกิดมาเป็นเด็กทารกน้อยก็คล้ายว่าเขาจะจำเรื่องราวในชาติก่อนได้รอจนถึงวัยรู้ความ ความทรงจำในชาตินั้นก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆต่อมาเขาจึงใช้ชีวิตในวังหลวงไปกับการทบทวนความทรงจำในชาติก่อนอย่างไม่คิดอะไรมาก
เพียงแต่เติบโตในวังหลวงแห่งนี้ได้ไม่ถึงสี่ปีฮ่องเต้ก็ทำการโค่นอำนาจขุนนางครั้งใหญ่ สกุลอู๋ถูกประหารทั้งสกุลอู๋ฮองเฮาถูกปลดจากตำแหน่ง องค์ชายใหญ่ถูกคุมขังในตำหนักนอกเมืองตลอดชีวิต
ภายหลังเย่าเสียนเฟยมารดาของเขาถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาราชสำนักมีสกุลเย่าเป็นเสาหลักเสริมอำนาจให้ฮ่องเต้
จากนั้นเขาก็ถูกเสด็จแม่ส่งตัวไปอยู่กับเย่าหย่งหมิงที่เจ้อเจียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใด เขาจำสีหน้านางในยามนั้นได้ ...หวาดกลัวและร้อนรนนางไม่รู้ว่าคืนนั้นที่ฮ่องเต้รีบร้อนเสด็จมาเยือนตำหนักเจาหย๋าของนางเขาหลบอยู่ในห้องด้านข้างไม่ได้จากไป
สตรีในวังหลังของฮ่องเต้ก็มีแต่เรื่องโสมมและกลิ่นคาวเช่นนี้ความลับที่เขาเป็น 'บุตรชาย' ที่เกิดจากนางถูกฮ่องเต้ล่วงรู้
เกือบสี่ปีที่ฮ่องเต้เอ็นดูเขาเพราะเข้าพระทัยว่าเป็นโอรสที่เกิดจากสนมต่ำศักดิ์ที่พระองค์โปรดปรานและรักใคร่นางนั้นเห็นเขาเป็นเสมือนตัวแทนของหญิงคนรัก เฮอะ! แท้จริงแล้วเป็นมารดาแท้ๆของเขาที่เวลานั้นวางแผนสลับตัวเด็ก เมื่อสนมนางนั้นตายนางก็แสร้งร้องขอต่อฮ่องเต้ให้นางรับเขาที่ยังแบเบาะมาเลี้ยงดู ส่วนลูกแท้ๆของสนมนางนั้นได้ถูกมือสังหารวางยาตายไปแล้วนางช่างกล้าเอาลูกผู้อื่นมาตายแทนลูกของตน
ฮ่องเต้เห็นใจนางที่คิดว่านางเพิ่งสูญเสียบุตรสาวไปจึงอนุญาต ทว่ามาตอนนี้ฮ่องเต้รู้ความจริงก็ยิ่งพิโรธหนักคิดอยากปลดเย่าฮองเฮาและลงโทษนางก็ไม่ทันแล้ว
เพราะเหตุนี้เย่าฮองเฮาถึงได้รีบส่งตัวเขาที่เป็นบุตรชายแท้ๆของนางออกจากวัง จนวันนี้ทุกคนทั่วทั้งแคว้นก็ยังเข้าใจว่าเขาเป็นโอรสที่เกิดจากสนมต่ำต้อยนางนั้นและเป็นโอรสที่ฮ่องเต้มิทรงโปรดปรานอย่างมาก
เขาเติบโตมาในค่ายทหารถูกท่านลุงเคี่ยวกรำอย่างหนัก ยัดทั้งบุ๋นทั้งบู๊ ตั้งเป้าไว้ว่าวันข้างหน้าเขาจะต้องแข็งแกร่งเหนือกว่าพี่น้องทุกคนแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องเย่าฮองเฮาผู้เป็นมารดาได้ แปดปีที่ต้องฝึกหนักในที่สุดสารฉบับหนึ่งจากเย่าฮองเฮาก็มาถึงกล่าวว่าถึงเวลาที่เขาต้องกลับเมืองหลวงแล้ว
เมื่อออกเดินทางจากเจ้อเจียงและกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง เขากลับตื่นขึ้นมาในห้องบรรทมของเสด็จแม่พร้อมกับบาดแผลตามร่างกายหลายแห่ง
ข้าถูกคนลอบสังหารอีกแล้ว!
และจากนั้นสี่ปีในเมืองหลวงเขาก็อยู่อย่างทรมานเพราะพิษเย็นที่ไม่อาจหาทางถอนพิษได้ในช่วงแรกยังมียาระงับไม่ให้เกิดอาการจากท่านหมอในเมืองหลวง ทว่าผ่านไปสองปีไม่ว่าตัวยาใดก็ระงับอาการไม่อยู่แล้ว อาการเริ่มรุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆทุกวันยังต้องรับมือกับมือสังหารที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
ถึงกับมีคนที่อยากให้เขาตายมากมายขนาดนั้น?!
ครึ่งปีก่อนออกจากเมืองหลวงมาเยือนเป่ยชางหลังถูกลงโทษกักตัวสำนึกผิดที่เขาก่อเรื่องในสุสานหลวงเป็นเหตุให้ขุนนางเฒ่าจากหลายขั้วอำนาจที่เห็นสกุลเย่าเป็นศัตรูยื่นฎีกาถวายแด่ฮ่องเต้ เรียกร้องให้ลงโทษเขาอย่างหนัก
ฮ่องเต้ไม่ตรัสแก้ต่างให้เขาสักคำให้ขันทีประกาศราชโองการสั่งกักตัวเขาให้อยู่แต่ในตำหนักสำนึกผิดหนึ่งปีขันทีเฒ่าอ่านจบ ฮ่องเต้ก็เดินออกจากท้องพระโรง
ทว่ากักตัวได้ไม่ถึงเดือนฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้เขาเข้าเฝ้าเป็นการลับ เฮอะ!
ยามนั้นเสวี่ยเฟิ่งยืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้สีหน้าของเขาไม่ได้แข็งกระด้างแต่ก็ไม่พอใจอย่างมากเช่นกัน
จำได้ว่าชาติก่อนผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเขาก็มีใบหน้าพิมพ์เดียวกันกับฮ่องเต้ผู้นี้เรื่องราวในชาตินั้นกับในชาตินี้ก็ไม่ได้ต่างกันมาก ชาติก่อนมีอำนาจอย่างไรชาตินี้ก็มีอำนาจเช่นนั้น แค่เปลี่ยนจากอันธพาลมาเป็นผู้ครองแคว้น
'เสด็จพ่อรับสั่งให้ลูกเข้าเฝ้าในยามวิกาลทรงมีเรื่องกังวลพระทัยใดหรือพ่ะย่ะค่ะยังไงลูกก็ไม่คิดจะไปเผาสุสานหลวงเพื่อลดอำนาจขุนนางเฒ่าพวกนั้นให้พระองค์อีกแล้ว' เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้ก้มหน้ายืนอย่างเคารพแต่ก็ไม่ได้สบตาท้าทายฮ่องเต้เช่นกัน
อากัปกิริยาจึงประหนึ่งเด็กหนุ่มผู้กำลังน้อยใจและไม่พอใจบิดาหลังผู้เป็นบิดาให้รางวัลบุตรเมื่อทำงานสำเร็จลุล่วงด้วยการกักตัวให้อยู่แต่ในตำหนักถึงหนึ่งปีชื่อเสียงของเขานอกจากจะไม่หายเหม็นแล้ว ยังเหม็นเพิ่มมาอีกทุกวันนี้เขากลายเป็นองค์ชายที่ถูกกล่าวถึงในทางที่ไม่ดีไปแล้ว
การเข้าเฝ้าครั้งนี้จะอย่างไรเขาก็คิดว่าไม่น่าจะใช่เรื่องดีอย่างแน่นอนคิดหาเรื่องให้เขาทำอะไรอีกแล้ว
'เฟิ่งเอ๋อร์'
หึๆฮ่องเต้ผู้นี้ถึงกับเรียกข้าว่าเฟิ่งเอ๋อร์
กระนั้นเสวี่ยเฟิ่งก็ยังรักษาความเยือกเย็นไว้ 'เสด็จพ่อโปรดรับสั่งต้องการให้ลูกทำสิ่งใด'
แน่นอนว่าเรื่องที่ฮ่องเต้อยากให้ทำก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเขาเลยเช่นกันวันนั้นพอถึงรุ่งเช้าข่าวการหนีออกจากตำหนักลิ่วอันขององค์ชายหกขณะที่อยู่ในระหว่างการกักตัวสำนึกผิดก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันออกไปทั่วทั้งเมือง...ฮ่องเต้บัดซบ!
เขาน่าจะรู้ตั้งนานแล้วว่าฮ่องเต้รัชสมัยนี้...จิตใจคับแคบ!
'เสวี่ยเฟิ่ง? เสวี่ยเฟิ่งท่านตื่นเร็ว...' เขากำลังฝันอยู่หรือไม่
"เสวี่ยเฟิ่ง? ท่านลืมตาขึ้นมาก่อน"เสียงกระซิบนี้ดังข้างหูเสวี่ยเฟิ่ง
เขารู้สึกเหมือนตนเองกำลังจมอยู่ในน้ำและเสียงเรียกนี้ก็อื้ออึงไม่ชัดเจน จากนั้นก็เหมือนตนเองถูกดึงขึ้นเหนือผิวน้ำดังคาด...
"เสวี่ยเฟิ่ง! ท่านหายใจสิ"หลินหลานหรูลากตัวปัญหาขึ้นจากคลองน้ำ
ชั่วยามก่อนถูกทหารมือดีสิบนายหาที่ซ่อนในศาลเจ้าจนพบหลินหลานหรูจึงต้องพาคนหนีออกมา แล้วกระโดดลงไปในคลองน้ำเพื่อกลบร่องรอยคงสามารถถ่วงเวลาได้สักพักใหญ่
หากจะต่อสู้ เกรงว่านางคนเดียวคงสู้ไม่ไหวหลังถ่ายทอดกำลังภายในให้เสวี่ยเฟิ่งไปกว่าครึ่งตอนนี้นางมีแรงพาเขาหนีก็นับว่าขั้นสุดแล้ว
ขณะที่เมฆดำลอยปกคลุมเหนือศีรษะละอองฝนเล็กๆ ก็โปรยปรายลงมาไม่หยุด ยามที่ฟ้าควรจะเริ่มสว่างแล้วกลับยังมืดสลัวมองเห็นได้เลือนราง
หลินหลานหรูประคองเสวี่ยเฟิ่งที่ตัวร้อนจากพิษไข้ยืนหลบทหารม้าราวยี่สิบนายที่วิ่งผ่านไปบนถนนหลัก ด้านหน้าสุดมีจ้าวมู่อวิ๋นนำขบวน
เขาถึงกับให้เกียรติออกตามจับพวกนางเกรงว่าทั้งตรอกนี้คงถูกปิดล้อมไว้หมดแล้ว ต่อให้มีปีกบินก็หนีไม่ได้ดังนั้นเงินที่หายไปนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เสวี่ยเฟิ่งกลับดูเหมือนไม่ทุกข์ร้อนสักนิด
ตราบใดที่ฟ้ายังไม่สว่างถึงที่สุดพวกนางก็จะตกเป็นเป้าต่อไป เนื่องจากไม่มีแม้สักคนที่ออกมาเดินบนถนนในตรอกผีสิงไม่แปลกที่ทหารพวกนั้นตามหาพวกนางพบได้เร็วถึงเพียงนี้ ผู้คนที่อาศัยในตรอกราวกับมุดดินหลบอยู่ในรูอย่างไรอย่างนั้น
พังบ้านบุกเข้าไปก็ยังพบแต่ความว่างเปล่า
พวกเขาหายไปที่ใดในช่วงกลางคืน?
ยามเหม่า[2] ฟ้าเริ่มสว่างในที่สุด
ตรงมุมถนนเห็นเงาคนได้รางๆพ้นมุมถนนออกมาก็เป็นถนนใหญ่หนึ่งเส้นในยี่สิบเจ็ดสายของตรอกผีสิง
บนถนนนี้มีแต่เหล่าชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่ทั่วทั้งตัวบ่งชัดว่าเป็นนักโทษหลบหนีพวกเขากำลังออกมานั่งสูดอากาศข้างนอก? และเริ่มหยิบจับอุปกรณ์ทำมาหากินในเช้าวันนี้
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นมองเห็นผู้มาใหม่แล้วคนทั้งสองสวมหมวกเสื้อคลุมสีดำอำพรางปกปิดไปทั้งหน้าดูลึกลับอันตรายไม่น่าเข้าใกล้ ดังนั้นพวกเขาจึงค่อยๆ จับอาวุธพลางลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าบางคนกำลังผ่าฟืนอยู่ตรงบันไดหน้าบ้าน หยุดผ่าแล้วจับขวานหันมองคนทั้งสองไม่ละสายตา ราวกับกำลังหวาดระแวงอย่างไรอย่างนั้น
หลินหลานหรูดึงหมวกเสื้อสีดำที่ได้มาระหว่างทางลงปิดหน้าอีกเล็กน้อยขณะเดียวกันมือก็สัมผัสด้ามมีดในฝักข้างเอวเตรียมไว้รอแล้ว หากพวกเขาคิดลงมือนางก็เตรียมพร้อมรับมือแล้วเช่นกัน
เสวี่ยเฟิ่งพอมีสติรับรู้เลือนรางบางครั้งก็เหมือนจะวูบไป ยามเดินจึงช้าและไม่มั่นคงอยู่บ้าง
เดินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อยก็เริ่มเห็นสตรีมีอายุสวมชุดกันเปื้อนเตรียมทำครัวแม้แต่สตรีในนี้ยังหันมองด้วยแววตาหวาดระแวงเช่นกัน ใบหน้าพวกนางเคร่งขรึมไม่กล่าววาจาแต่ระวังตัวสุดฤทธิ์
ข้าเชื่อแล้วว่าคนพวกนี้วิปริตกันจริงๆ หลินหลานหรูคิดในใจ
พลันเสียงพึบพั่บอย่างเร่งร้อนของคนผู้หนึ่งวิ่งฝ่ามาด้านหลังหลินหลานหรูพลิกตัวหลับ ชักมีดแล้วล็อกคอเด็กคนนั้นอย่างรวดเร็วค่อยได้ยินเสียงหนึ่งร้องตะโกนตามมา "จับไว้! ขโมย..."
หลินหลานหรูก้มมองเด็กน้อยที่นางจับล็อกคอดวงหน้าซูบผอมมีคาบเขม่าควันดำๆ เปื้อนตรงปลายจมูกดวงตาเรียวเล็กเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ไม่ปริปากร้องสักคำในมือมีห่อยาพวงหนึ่ง สัมผัสจากกลิ่นน่าจะเป็นยาประเภทตังกุยและเออเจียวผู้ใดบาดเจ็บถึงขั้นเสียเลือดมากเช่นนั้นกัน
"จับ..." หลงจู๊ร้านยาร่างผอมหอบหายใจเมื่อวิ่งมาถึง ชี้นิ้วมาที่เด็กน้อยหัวขโมยก่อนตกตะลึงอ้าปากค้างเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าหลินหลานหรูคาดว่าที่หลงจู๊กำลังตะลึงน่าจะเป็นรอยสักหมายเลขบนหน้าผากของนาง
หลินหลานหรูมองสถานการณ์ออกอย่างรวดเร็วไม่ถึงชั่วอึดใจนางก็เชือดคอปิดปากหลงจู๊ผู้นั้นแล้วต้องโทษเขาที่เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
ที่นี่คือแหล่งชุมนุมนักโทษอุกฉกรรจ์ทุกวันมีเหตุวิวาทนองเลือดเป็นปกติบรรยากาศจึงคล้ายจะอึมครึมเพราะทุกคนไม่มีรอยยิ้มหรือพูดคุยทักทายกันแม้แต่น้อยเมื่อได้เห็นหลินหลานหรูสังหารคนกลางถนน พวกเขาเพียงขยับออกห่างเท่านั้นไม่ได้ตีฆ้องร้องป่าวแต่อย่างใด
เพราะถ้าหากปากมากคนที่จะถูกเชือดคอเป็นรายต่อไปก็คือพวกเขา
"ไปกันเถอะ"เสวี่ยเฟิ่งดึงหมวกเสื้อคลุมของหลินหลานหรูให้ต่ำลงมากพอที่คนจะมองไม่เห็นตัวเลขบนหน้าผากของนาง
"ท่านแม่ข้ากำลังจะคลอด"
เด็กชายหัวขโมยน้อยอายุราวสี่ถึงห้าขวบรั้งชายเสื้อคลุมของหลินหลานหรูไว้"ท่านเป็นหมอใช่หรือไม่ ข้าได้กลิ่นยาจากตัวท่าน"
หลินหลานหรูขมวดคิ้วกลิ่นที่อยู่บนตัวนางยามนี้คือกลิ่นพืชพิษที่ซ่อนไว้ในตะเข็บเสื้อเมื่อสัมผัสกับน้ำจะทำให้เกิดกลิ่นฉุน ปกติจะต้องเผาด้วยไฟเพื่อทำให้เกิดควันรอคนสูดดมเข้าไปจึงจะเกิดผลลัพธ์ในเชิงพิษ
ทว่านางไม่ใช่คนดี ไฉนเลยแววตาและท่าทางน่าสงสารของเด็กน้อยจะรั้งนางไว้ได้แค่สะบัดชายเสื้อคลุมเบาๆ มือของเด็กคนนี้ก็หลุดแล้ว
คิดเดินจากไปแต่ไหล่กลับถูกเสวี่ยเฟิ่งรั้งให้หยุดอีกหลินหลานหรูเอียงศีรษะมองเขาอย่างหาเรื่อง ตอนนี้ชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับนางแล้วยังจะกล้าทำให้นางโกรธอีกหรือ
ทว่าเพียงไม่กี่อึดใจต่อมาก็ได้ยินเขาพูด"เราต้องหาที่ซ่อน"
หลินหลานหรูจึงถอนหายใจแล้วขยับไหล่ให้หลุดจากมือเขา แม้จะผ่านเรื่องเมื่อคืนมาแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าความแค้นเคืองในใจนางจะผ่านไปด้วย
นางหันกลับไปที่ซ่อนที่เสวี่ยเฟิ่งพูดถึงคงเกี่ยวกับเด็กคนนี้ นางเอ่ยไม่มองหน้า"นอกจากแม่เจ้าแล้วยังมีผู้ใดอีก"
เด็กน้อยเหลือบมองหลงจู๊นอนจมกองเลือดเม็ดฝนชะล้างใบหน้าบิดเบี้ยวของเขาก่อนตาย ในใจนึกหวาดกลัวอย่างมากแต่ก็ยังเงยหน้าเอ่ยตอบอย่างกล้าหาญ "มีข้ากับท่านพ่อขอรับตอนนี้ท่านพ่อกำลังออกไปตามท่านหมอ ท่านพ่อออกไปตั้งแต่เมื่อคืนเช้าแล้วยังไม่เห็นกลับมา"
รอบพื้นที่ในตรอกผีสิงมีทหารตรวจตราเข้มงวดใครที่ออกจากตรอกล้วนถูกจับตัวไปสอบสวนทั้งสิ้นตราบใดที่ยังหาเงินและตัวคนร้ายยังไม่พบ จ้าวมู่อวิ๋นไม่มีทางสั่งทหารให้ถอนกำลัง
ฉะนั้นในบ้านคงมีแค่สองแม่ลูก"นำทางข้าไปหาแม่เจ้า"
เขตตรอกผีสิงกว้างขวางกว่าที่คิดไม่น่า...หลินหลานหรูวิ่งวุ่นหลบทหารก็ยังออกไม่พ้นตรอกนี้ กลับยิ่งเข้ามาลึกขึ้น
"ท่านแม่!"เด็กน้อยพามาถึงหน้าประตู ก็รีบผลุนผลันวิ่งเข้าไปในบ้าน
หลินหลานหรูผลักประตูไม้ที่ค่อนข้างเก่าให้กว้างขึ้นก่อนเดินตามเข้าไปด้านในมีลานเล็กๆ พอให้เด็กวิ่งเล่นได้สะดวกและตัวเรือนที่สร้างขึ้นง่ายๆมองแล้วคล้ายเพิงพักชั่วคราวแต่ดีกว่า ยังมีหมู่เรือนด้านข้างที่ยังสร้างไม่เสร็จเชื่อมติดๆ กันโดยไม่มีกำแพงดินกั้น ใช้ไม้ทำเป็นฉากง่ายๆวางเป็นแนวยาวก็เพียงพอให้คนนอกไม่ยุ่มย่ามเดินเข้ามาได้แล้ว
ส่วนตัวเรือนตรงหน้าเป็นเรือนเดี่ยวที่ต่อเติมด้านข้างให้มีพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้นมองแล้วคับแคบสกปรกอย่างมาก
จากลานเรือนด้านหน้าภายในโสตแว่วเสียงสตรีโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังออกมาหลินหลานหรูจึงเลิกผ้าป่านที่แขวนไว้กำบังลม ทว่าสิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่สภาพบ้านแสนอัตคัดของคนยากไร้หรือสตรีตั้งครรภ์จวนคลอดนอนร้องอ่อนแรงบนเตียงเตา
หากแต่เป็นคมมีดที่จ่อต้นคอข้า!!
"ห้าวซือ?"
กล่าวว่าครานั้นหลินหลานหรูอายุเจ็ดขวบ ปลอมตัวเข้าบ่อนพนัน
กระทั่งเป็นเหตุให้หนิงหนิงน้องสาวของชายหน้าไฝฆ่าตัวตายต่อมาชายหน้าไฝโกรธแค้น ตามหลินหลานหรูมาถึงจวนสกุลหลินเวลานั้นหลินหลานหรูเกือบสังหารเขา
เมื่อละเว้นชีวิตหลินหลานหรูก็ให้เฉิงอิ้นส่งตัวเขาไปให้พ่อค้าทาสทว่าภายหลังเกี่ยวพันถึงเรื่องคนกลางรับว่าจ้างมือสังหารหลินหลานหรูจึงทำข้อตกลงกับชายหน้าไฝ มอบอิสระพ้นจากการเป็นทาสให้เขากระทั่งยืนส่งชายหน้าไฝกับคุณหนูสกุลเจินขึ้นเรือ
โดยรวมก็นับว่าเป็นพันธมิตรกันอยู่เล็กน้อย
เพียงแต่ยามนี้...
หลินหลานหรูชะงักค้างอยู่หน้าประตูเมื่อใบมีดแหลมคมยาวครึ่งเชียะ[3] พาดจ่อกลางลำคอ
แม้การลงมือของเจ้าบ้านจะว่องไวประหนึ่งได้รับการฝึกมาอย่างแต่เสวี่ยเฟิ่งก็ไวกว่าไม่ใช่เล่น เขาชักมีดที่เหน็บไว้กับตัวหลินหลานหรูจ่อที่ลำคอของเจ้าของบ้านแล้วเช่นกันคมมีดยังกดลึกลงไปบนผิวเนื้อดังนั้นมีดที่ยื่นมาจ่อลำคอของหลินหลานหรูจึงไร้ประโยชน์
"เจ้ารู้จักข้า?" ชายหน้าไฝถามกลับภายในใจก็กระจ่างแล้ว ลดมีดที่จ่อลำคอหลินหลานหรูลง เขาเองก็จดจำนางได้...ที่แท้ก็อริเก่า
หลินหลานหรูไม่ได้ตอบ แต่หันไปที่หญิงสาวภายในห้องนอนใหญ่ด้านในแทนผู้ที่กำลังเจ็บท้องคลอด ทางหนึ่งเพราะอย่างไรก็มั่นใจว่าชายหน้าไฝต้องจำนางได้จึงไม่มัวมาเสียเวลาเอ่ยอธิบายอะไรกับเขา เป็นคนรู้จักเก่าก่อนเช่นนี้ก็ดีนางจะได้ไม่ต้องใช้ความรุนแรงบีบบังคับเพื่อยืมที่ซ่อนหลบทหาร
กล่าวไปว่า"นางคือพี่ชิ่วอีอย่างนั้นหรือ"
ชายหน้าไฝหรือก็คือ 'ห้าวซือ' ชื่อของเขา
ห้าวซือมองหลินหลานหรูที่ไม่ได้ปิดบังใบหน้านางในวัยเยาว์จวบจนเวลานี้ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักเพียงแต่รอยแผลเป็นเหี่ยวย่นนั้นของนางทำให้เขารู้สึกไม่คุ้น
ห้าวซือกำลังจะอ้าปากพูดแต่ถูกหลินหลานหรูชิงตัดบท"เตรียมน้ำร้อนและผ้าสะอาดหลายๆ ผืนให้ข้าจากนั้นก็ทำอะไรก็ได้มาให้พี่ชิ่วอีกิน นางจะได้มีแรงคลอดเจ็บท้องมาทั้งคืนคงเหนื่อยไม่น้อย"
เสวี่ยเฟิ่งมองชายอายุราวสามสิบผู้นี้บนหน้ามีรอยแผลเป็นมากมายลากเป็นทางพันกันสับสน มีทั้งเกิดจากของมีคมและไฟเผาทว่ารอยแผลเหล่านี้กลับดูจืดจางไม่น่ากลัวหากไม่สังเกตก็แทบมองไม่เห็นรอยแผลเป็น...คนผู้นี้ต้องมีชีวิตอย่างไรมาถึงได้มีแผลเป็นมากขนาดนี้
หลินหลานหรูเลิกม่านในห้องใหญ่ชั้นในค้างไว้ในมือแต่หันกลับหลังไปพูด "เสวี่ยเฟิ่ง ท่านปล่อยให้เขาไปทำของกินมาให้พี่ชิ่วอีก่อน"
ดังนั้นชายหนุ่มถึงได้ลดมีดลงอย่างระแวดระวังก่อนเดินหลบไปยืนเฝ้าหน้าห้องใหญ่ไม่ให้หลินหลานหรูห่างสายตาในมือยังถือมีดสั้นเงินยวงสักลายอสรพิษคาบแก้วของนางเป็นการเตือนชายหน้าไฝหรือห้าวซือกลายๆ ว่าอย่าได้เล่นลูกไม้อะไรตุกติก
ห้าวซือทำตามที่หลินหลานหรูบอกส่งน้ำร้องที่ต้มเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเข้ามาให้นางพร้อมกับผ้าขาวสะอาดที่มีมากมายเกินพอ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภรรยาของเขาคลอดบุตรมองภายนอกเขาจึงมีท่าทางสงบสุขุม ไม่ได้ลนลานจนหยิบจับอะไรก็พังพินาศไปหมด
ด้านในมีหมอตำแยหญิงชราอยู่ผู้หนึ่งคล้ายว่าน่าจะเป็นผู้อาวุโสข้างบ้านเสียมากกว่าอีกฝ่ายพอจะเคยมีประสบการณ์ทำคลอดมาบ้างหญิงชราผู้นี้เพิ่งถูกห้าวซือเชิญตัวมาก่อนหน้าที่หลินหลานหรูจะมาถึงเพียงไม่กี่เค่อ
หญิงชราได้ยินที่หลินหลานหรูสั่งให้ห้าวซือไปทำตอนอยู่นอกห้องก็พยักหน้าส่งยิ้มให้นางอย่างเป็นมิตร
"เป็นเด็กสาวอายุน้อยแต่มีวิชามากความรู้หาได้ยากนัก" หญิงชราผู้นั้นเอ่ยอย่างชื่นชมทำเป็นมองไม่เห็นประกายโหดเหี้ยมรอบตัวหลินหลานหรูไป
หลินหลานหรูเห็นผู้เฒ่าชราไม่หวาดกลัวนางจึงส่งยิ้มไม่มีพิษภัยใดตอบกลับ "ทำให้ผู้เฒ่าขบขันแล้วผู้น้อยเพียงแต่เคยติดตามอาจารย์หมอลงเขา พอมีประสบการณ์เล็กน้อยแค่ไม่ขายหน้ายังต้องให้ผู้เฒ่าช่วยชี้แนะ"
ผู้เฒ่ายิ้มชมอ่อนน้อมถ่อมตนจนน่าเอ็นดู
"คุณหนูหลิน?" เจินชิ่วอีได้ยินเสียงพูดคุย"เป็นเจ้าหรือ ดีจริงๆ ข้านึกว่าคลอดลูกครั้งนี้จะไม่รอดเสียแล้ว"
อดีตคุณหนูเจินเสียงแหบแห้งนอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงเตา มีม่านกั้นไว้ตรงกลางเตียง แบ่งออกเป็นสองฝั่งเมื่ออยู่ฝั่งนี้จึงมองไม่เห็นหมอหญิงชราทำคลอด
สักพักสามีของเจินชิ่วอีจึงยกน้ำแกงตุ๋นโสมอุ่นๆมาให้ดื่ม โสมนี้ใช้เงินเก็บมากมายซื้อมาก็เพื่อเวลานี้โดยเฉพาะ
หลินหลานหรูปรับสีหน้าให้อ่อนลง"พี่ชิ่วอี ไม่ได้เจอกันนาน แม้แต่ลูกท่านก็จะไม่อยู่เลี้ยงเองแล้วหรือนี่ไม่ใช่ท้องแรกของท่านสักหน่อยกระมัง"
ทว่าภายในใจหลินหลานหรูกลับรู้สึกละอายเล็กน้อยซึ่งก็น้อยนิดเท่าเมล็ดถั่วตามจริงก็เป็นเพราะนางที่เป็นเหตุให้หญิงงามต้องถูกมู่หวังจงกระทำไม่ดีในอดีตจะอย่างไรก็มีส่วนผิดอยู่มากไม่น้อย
ห้าวซือกำลังป้อนน้ำแกงให้ภรรยาได้ฟังคำพูดตรงไปตรงมาอันไม่เป็นมงคลของหลินหลานหรู หางคิ้วก็กระตุกสามที
หลินหลานหรูขยับไปยืนกอดอกตรงหัวเตียงกวาดตามองรอบห้องเล็กน้อยก็เอ่ย"ไม่ใช่ว่าเด็กน้อยคนนั้นบอกว่าเจ้าออกไปตามท่านหมอหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่เห็น"
"ตรอกผีสิงช่วงกลางคืนไม่มีใครคิดย่างกายออกจากบ้านข้าจึงออกจากตรอกไปเชิญหมอท่านอื่น แต่พบทหารตรวจตราแน่นหนาเมื่อเห็นว่าฟ้าใกล้สว่างแล้วข้าจึงย้อนกลับมา กำลังจะออกไปตามท่านหมอโจวในตรอกนี้ก็พบพวกเจ้าบุกเข้ามาแล้ว"
บุกเข้ามาแล้ว? ไม่ถูกกระมัง"เป็นบุตรชายเจ้าเชิญพวกข้ามา ...อย่าได้กล่าวผิด"
"คุณหนูหลิน"เจินชิ่วอีมีแรงขึ้นมาก มองเห็นหลินหลานหรูชัดแล้วก็มีเรื่องให้สงสัยมากมายแต่เวลานี้ยังไม่เหมาะจะถาม "คุณหนูหลิน รบกวนเจ้าแล้วเมื่อเช้าหากอาอิงทำให้เจ้าเดือดร้อน ข้าต้องขอโทษแทนลูกชายด้วยเด็กคนนี้ยิ่งโตยิ่งห้ามไม่ฟัง ตอนนี้ยังก่อเรื่องขโมยยาในร้านหมอมาอีกหากข้ามีชีวิตผ่านวันนี้ไปได้ จะลงโทษเขาอย่างหนักเป็นการไถ่โทษเจ้า"
"อีอีเจ้าพูดเรื่องไม่เป็นมงคลเช่นนี้ได้อย่างไร" ห้าวซือใจกระตุกปลายจมูกก็คล้ายจะแสบร้อนขึ้นมา วางถ้วยน้ำแกงแล้วรีบกุมมือเจินชิ่วอีไว้
ระยะหลังมานี้เจินชิ่วอีมีสุขภาพไม่ค่อยสู้ดีนักท่านหมอโจวในตรอกผีสิงก็บอกไว้แล้วว่านางอาจคลอดยาก มีโอกาสสูงที่นางจะตกเลือดมิหนำซ้ำตอนนี้นางยังเจ็บท้องคลอดมาตลอดทั้งคืนอีกด้วย
"พวกเจ้าฝั่งทางนั้นรีบหน่อยเถอะเด็กใกล้จะคลอดแล้วเจ้าที่เป็นสามีหากหาอะไรให้ภรรยากินเสร็จเรียบร้อยก็ออกไปรอข้างนอกก่อนเถิดตรงนี้ข้ากับแม่นางน้อยจะจัดการเอง" หญิงชราเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักเพราะเห็นแล้วว่าท้องนี้ของเจินชิ่วอีไม่น่าจะผ่านไปง่าย
หลินหลานหรูไม่เคยทำคลอดสตรีมาก่อนดังนั้นจึงมอบหน้าที่ให้หญิงชราทางม่านฝั่งนั้นแทนส่วนนางก็เพียงหยิบเข็มเงินออกมา เลือกที่ไม่มีพิษจับชีพจรเจินชิ่วอีและฝังเข็มมั่วๆ ไป
เมื่อหางตาเหลือบเห็นห่อยาบนหัวเตียงจึงโยนห่อยาที่เด็กน้อยอาอิงขโมยมานี้ให้ชายหน้าไฝที่กำลังหมุนตัวจะเดินออกจากห้อง"ไปต้มเตรียมไว้รอ"
ห้าวซือออกมายืนรออยู่ด้านนอกอุ้มบุตรชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน พลางสอบสวนอย่างเข้มงวด"เจ้าไปขโมยยานี้มาหรือ"
เสวี่ยเฟิ่งเหลือบมองสองพ่อลูกเล็กน้อย
"ข้าเป็นห่วงท่านแม่"
"เช่นนั้นเจ้าก็ควรรู้ว่าการลักขโมยจะทำให้แม่เจ้าเดือดร้อนด้วยเช่นกัน"
"ท่านพ่อ ข้าผิดไปแล้ว"เด็กน้อยทำหน้าสลด
เสวี่ยเฟิ่งกระตุกยิ้มมุมปากเอ่ยขึ้นอย่างไม่จริงจัง "นับว่าเจ้าสอนลูกได้ดี"
ห้าวซือมองเห็นใบหน้าเพียงครึ่งล่างภายใต้หมวกเสื้อคลุมของหนุ่มน้อยผู้นี้อายุน่าจะราวสิบเจ็ดสิบแปด ท่วงท่าองอาจผ่าเผยแฝงด้วยกลิ่นอายกดดันผู้คนจางๆ
ดูจากปลายคางและริมฝีปากที่ขาวซีดคาดว่าคงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้อีกฝ่ายจะพยายามปกปิดอาการไม่ให้ศัตรูล่วงรู้แต่ห้าวซือเป็นนักเลงมากว่าครึ่งชีวิต ย่อมมองคนไม่พลาดดังนั้นเจ็ดถึงเก้าส่วนเขาเชื่อไปแล้วว่าทหารที่กำลังค้นหาตัวคนอยู่จะเกี่ยวข้องกับสองคนนี้
ห้าวซือละสายตาจากเสวี่ยเฟิ่งก่อนอุ้มอาอิงเดินไปแง้มม่านประตูจากนั้นก็ถอยกลับมาด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบ "เด็กน้อยข้าว่าสามีของเจ้าต้องซ่อนตัวแล้วละ"
หลินหลานหรูชะงัก
...ด้านนอกมีทหารมา!
__________________________________________
[1] ยามอิ๋น คือ ช่วงเวลาระหว่าง 3.00 น. - 5.00 น.
[2] ยามเหม่า คือ ช่วงเวลาระหว่าง 5.00 น. - 7.00 น
[3] เชียะ (ฉื่อ) เป็นหน่วยวัดความยาวเทียบประมาณ 10 นิ้ว หรือ 1/3 เมตร ซึ่งในปัจจุบันเรียก 'ฟุต'