ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    บทที่ 45 : แกกล้าลงมือ?

    แกกล้าลงมือ?
    “ฉู่เหิง แกนี่ปากดีนักนะ อยากถูกฉันสั่งสอนรึไง?” ผู้ที่ตอบโต้ฉู่เหิง ไม่ใช่เทียนหวี่ หากแต่เป็นฟงเลี่ย ลูกชายของหัวหน้าแก๊งเหยี่ยวแดง
    “ฟงเลี่ย แกกล้าดียังไงมาเสนอหน้าที่นี่ ใครเชิญแกมา?” ฉู่เหิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ จ้องมองฟงเลี่ยด้วยสายตาดุร้าย
    “เหอะ ฉู่เหิง แกมันก็เก่งแต่อยู่ในบ้าน ถ้าไม่มีปู่แก พ่อแกคุมกะลาหัว แกก็ไม่ต่างจากขอทาน” ฟงเลี่ยเหยียดหยาม
    “แกดีนักรึไง พ่อแกมันไปอยู่ไหนกันละ ทำไมมันไม่มาด้วย หรือว่ามันจะกลัวตระกูลของฉัน” ฉู่เหิงพลันหัวเราะออกมา
    “แก!” ฟงเลี่ยกลายเป็นโกรธขึ้นมาในทันที
    “เอาล่ะๆ เทียนหวี่ ฟงเลี่ย ฉันไม่อยากพูดอะไรมากหรอกนะ กลับไปก่อนเถอะ งานเลี้ยงวันนี้ไม่ได้เชิญพวกเธอมา” ฉู่เหรินหยวนทนมองไม่ไหว ต้องเอ่ยปากขึ้น
    “อะไรนะ?” เทียนหวี่คิดไม่ถึงว่าฉู่เหรินหยวนจะกล้าออกปากไล่ตัวเขา เขามองฉู่เหรินหยวนอย่างเอาเรื่อง บอกตามตรงว่าเขารู้สึกโกรธขึ้นมาแล้ว
    “ไอ้แก่! แกกล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้ ถ้าปู่ของฉันรู้ว่าแกไล่ฉันแบบนี้ แกไม่ได้ตายดีแน่!”
    ใบหน้าของฉู่เหรินหยวนเขียวคล้ำในทันที ต่อหน้าผู้คนมากมาย เทียนหวี่ไม่ไว้หน้าของเขาเลยสักนิด
    ภายในหัวของเขาขบคิดไม่เข้าใจว่าเทียนหมางฮั่นเลี้ยงหลานยังไง ถึงได้เลี้ยงออกมาให้เป็นคนโง่ได้มากขนาดนี้ เขาต้องส่ายหน้าไปมา ก่อนที่จะโบกสะบัดมือวูบหนึ่ง
    ปราณท่องนภาที่คนธรรมดามองไม่เห็นก็พุ่งเข้าไปหักขาทั้งสองข้างของเทียนหวี่
    “อ้ากกก!” เทียนหวี่ร้องโหยหวนออกมาในทันที เขาล้มลงพื้น ดิ้นทุลนทุลายไปมาราวกับหนูถูกน้ำร้อนลวก
    ฟงเลี่ยและบอดี้การ์ดรวมถึงคนในงานเลี้ยงทั้งหมดต่างก็ตกใจกันถ้วนหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น บางคนในพวกเขาก็รู้ว่าคงจะเป็นฉู่เหรินหยวนที่ลงมือ ส่วนบางคนก็ไม่รู้ เนื่องจากพวกเขาไม่รู้จักตัวตนของผู้ฝึกตน
    “ไอ้แก่ แกกล้าลงมือกับฉันเหรอ?” หลังจากที่ดิ้นทุลนทุลายร้องโหยหวนอยู่สักพัก เทียนหวี่ที่ตอนนี้ใบหน้าซีดขาว มีเม็ดเหงื่อจำนวนมากปกคลุมใบหน้าก็แผดเสียงร้องออกมา
    “ฉันลงมือแล้วจะทำไม ถ้ายังไม่อยากตาย รีบไสหัวกลับไปซะ!” ฉู่เหรินหยวนพูดอย่างมีน้ำโห ถ้าเขาไม่แสดงอำนาจออกมา เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
    “ดีๆ! ฉันจะบอกปู่ของฉันมาจัดการแก!” เทียนหวี่แผดเสียงร้องออกมาอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาฟังได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความโกรธ
    “ไปบอกมันมาเถอะ” ฉู่เหรินหยวนล้วนขี้เกียจที่จะเสวนาด้วย
    เทียนหวี่ขบฟันด้วยความโกรธแค้น เขาไม่ได้พูดอะไรอีก ส่งสายตาให้บอดี้การ์ด
    บอดี้การ์ดถึงแม้ว่าจะเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับปลดปล่อย แต่ก็ไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไร เนื่องจากหวาดกลัวในตัวตนของผู้ฝึกตนระดับท่องนภาอย่างฉู่เหรินหรวน
    ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าที่นี่เป็นตระกูลฉู่ มีผู้ฝึกตนอยู่อีกไม่น้อย ถ้าพวกเขาลงมือ เกรงว่าจะไม่อาจกลับออกไปได้อย่างมีชีวิต พวกเขารีบพาเทียนหวี่ออกไปอย่างรวดเร็ว
    ฟงเลี่ยที่ได้เห็นว่าเทียนหวี่ถูกจัดการยังไง เขาก็เงียบสนิท รีบพาบอดี้การ์ดทั้งสองคนของตัวเองตามพวกเทียนหวี่ออกไปอย่างรวดเร็ว
    ฉู่หวงที่เห็นว่างานเลี้ยงวันนี้เกิดเรื่องขึ้น เขาจึงได้แต่ขอจบงานเลี้ยงไว้เพียงเท่านี้และขอให้ทุกคนกลับ ทุกคนก็ไม่มีใครที่กล้าจะรั้งอยู่ ต่างพากันกลับไป
    “ผู้อาวุโสหลินเฉิน ข้าต้องขอโทษด้วยที่ให้ท่านมาเห็นเรื่องแบบนี้” เมื่อทุกคนกลับไปแล้ว ฉู่เหรินหยวนได้แต่ขอโทษหลินเฉินออกมา
    หลินเฉินโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ เขารู้ดีว่าพวกคนในตระกูลใหญ่นั้น ส่วนมากก็มีนิสัยอย่างเทียนหวี่ทั้งนั้น
    ในเรื่องที่ฉู่เหรินหยวนเรียกเขาว่าผู้อาวุโสนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก ในความคิดของเขา อีกฝ่ายคงจะคิดว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองเลยเรียกหาเป็นผู้อาวุโส
    ซึ่งในความเป็นจริงเขาในตอนนี้ก็แข็งแกร่งกว่าฉู่เหรินหยวนจริงๆ เพียงแต่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อยเท่านั้น
    เมื่อเช้าเขาทะลวงเข้าสู่ระดับก่อรากฐานแล้ว ซึ่งความแข็งแกร่งของเขามันก็เทียบได้กับระดับท่องนภาขั้นต้น แต่หากว่าเขาเอาจริง ระดับท่องนภาขั้นกลางก็ไม่ใช่คู่มือของเขา
    มีเพียงระดับท่องนภาขั้นปลายเท่านั้นที่จะต่อกรกับเขาได้
    “ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน” หลินเฉินพูด ในเมื่องานเลี้ยงจบลงแล้ว เขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อ
    “เดี๋ยวข้าให้หว่านเอ๋อร์ไปส่งท่าน” ฉู่เหรินหยวนมองไปทางฉู่หว่านเอ๋อร์
    “ไม่เป็นไร” หลินเฉินปฏิเสธ จากนั้นเขาก็เดินออกไป
    ฉู่เหรินหยวนรู้สึกเสียดายอย่างมากที่หลินเฉินปฏิเสธ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
    “พ่อ...” ฉู่หวงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
    ฉู่เหรินหยวนมองหน้าลูกชาย ก็เข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่ “ไม่จำเป็นต้องกังวล เทียนหมางฮั่นมันไม่กล้าทำอะไรหรอก ถ้ามันกล้าก็ให้มันมา!”
    ตัวเขาและเทียนหมางฮั่นต่างก็เป็นผู้ฝึกตนระดับท่องนภาขั้นกลาง เขาไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอยู่แล้ว
    ได้ยินแบบนี้ ฉู่หวงก็ผ่อนคลายลง อย่าว่าแต่เขาที่เป็นแบบนี้ ฉู่จิงเซี่ย ฉู่เหิงและฉู่หว่านเอ๋อร์ก็เช่นเดียวกัน
    หลินเฉินที่เดินออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลฉู่กำลังที่จะหาที่ลับตาคน เพื่อใช้กระบี่บินกลับบ้าน แต่ไม่คาดฝันว่าจะมีคนเดินเข้ามาหาเขา ซึ่งคนที่เดินเข้ามาหาเขาก็คือฟงเลี่ยและบอดี้การ์ดของเขาสองคนที่เป็นผู้ฝึกตนระดับปลดปล่อยขั้นกลาง
    “มีธุระอะไร?” หลินเฉินมองไปที่คนทั้งสามคนด้วยสายตาเรียบเฉย
    ฟงเลี่ยกวาดสายตามองหลินเฉินขึ้นลง “ฉันเห็นแกนั่งร่วมโต๊ะกับพวกคนตระกูลฉู่ แกมีความสัมพันธ์อะไรกับพวกมัน?”
    นี่คือเหตุผลที่ทำให้เขายังไม่ได้กลับไป บอกตามตรงว่าเขาสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของหลินเฉินไม่น้อย ความจริงเขาตั้งใจที่จะถามในตอนนั้นอยู่เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่เกิดเรื่องขึ้นก่อน
    “ฉันมีความจำเป็นที่จะต้องบอกแกด้วย?” หลินเฉินพูด “อย่าขวางทาง ฉันจะกลับบ้าน”
    ฟงเลี่ยกับบอดี้การ์ดทั้งสองคนอึ้งไป พวกเขาคิดไม่ถึงว่าหลินเฉินจะกล้าพูดแบบนี้ออกมา
    “แกไม่รู้รึไงว่าฉันเป็นใคร?” ฟงเลี่ยจ้องมองหลินเฉินอย่างไม่พอใจ น้อยคนนักที่ไม่รู้จักเขา และก็มีน้อยคนมากที่จะไม่หวาดกลัวต่อเขา เขาที่เป็นถึงลูกชายของหัวหน้าแก๊งเหยี่ยวแดง ไม่ว่าใครเห็นก็ล้วนต้องกลัว
    หลินเฉินยังคงมองฟงเลี่ยอย่างเรียบเฉย “ขนาดแกยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร แล้วฉันจะรู้ได้ยังไง”
    “แก!” คำพูดของหลินเฉินทำให้ฟงเลี่ยโกรธขึ้นมาในทันที เขารีบหันไปบอกบอดี้การ์ดทั้งสองคน “พวกแกยืนบื้ออะไรอยู่วะ รีบจัดการสั่งสอนมันให้ฉัน!”
    ได้ยินดังนี้ บอดี้การ์ดทั้งสองคนไม่รอช้า ก้าวเข้ามาหาหลินเฉิน
    “ไอ้หนู แกวอนหาเรื่องเองนะ!” หนึ่งในสองบอดี้การ์ดพูด ก่อนที่จะชกหมัดไปที่ใบหน้าของหลินเฉิน เขาที่เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับปลดปล่อยขั้นกลาง ย่อมลงมือต่อคนธรรมดาโดยไม่ใช้พลังปราณใดๆ
    แต่ถึงอย่างนั้น หมัดของเขาก็มากพอที่จะทำให้คนธรรมดาตายในหมัดเดียว!
    ทว่าน่าเสียดายที่หลินเฉินไม่ใช่คนธรรมดา เขาเองก็เป็นผู้ฝึกตน หนำซ้ำยังแข็งแกร่งกว่ามากด้วย เขาหลบหมัดของบอดี้การ์ดได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็ชกสวนกลับไปหนึ่งหมัด
    ปัก!
    ร่างกายของบอดี้การ์ดปลิวออกไปในทันที
    จบบทที่ 45