หลังจากม่อชางเฟิงและเหวินเฉียงหยุดปะทะแรงกดดันได้ไม่นาน ท้องฟ้าที่เคยสงบก็เกิดเสียงแหวกอากาศดังขึ้นอีกครั้ง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ไม่นานนัก เรือบินั์อีกสี่ลำก็ค่อยๆ แล่นฝ่าหมู่เมฆเข้ามา แม้จะล้วนเป็เรือบินเช่นเดียวกัน แต่รูปลักษณ์ของแต่ละลำกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ราวกับเป็สัญลักษณ์ของแต่ละสำนัก
เรือลำแรกถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีเขียวมรกตขนาดมหึมา เถาวัลย์แต่ละเส้นเลื้อยพันรอบตัวเรือราวกับมีชีวิต ใบไม้สีเขียวพลิ้วไหวตามสายลม แผ่กลิ่นอายแห่งพลังชีวิตอันเข้มข้น บนหัวเรือ มีสตรีวัยราวสามสิบปีผู้หนึ่งยืนสงบนิ่ง นางสวมอาภรณ์สีเขียวอ่อน บุคลิกอ่อนโยนแต่แฝงความน่าเกรงขาม ด้านหลังนางคือเหล่าศิษย์สำนักในชุดสีเขียวอ่อนที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบ
เรือลำถัดมาปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีแดงเข้ม หัวเรือแกะสลักเป็ัเพลิงอ้าปากคำราม ทุกครั้งที่เคลื่อนผ่าน อุณหภูมิโดยรอบก็สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บนหัวเรือมีบุรุษร่างกำยำวัยประมาณสี่สิบปี สวมอาภรณ์สีแดง แขนทั้งสองเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ผมสีแดงพลิ้วไหวตามแรงลม
แต่ในบรรดาเรือทั้งหมด กลับมีอยู่ลำหนึ่งที่โดดเด่นที่สุด...
เรือบินสีทองอร่ามขนาดมหึมา!
ตัวเรือใหญ่กว่าเรือลำอื่น ประดับด้วยอักขระสีทองและหยกิญญา เปล่งประกายราวดวงอาทิตย์ ทุกครั้งที่เคลื่อนผ่านจะมีเสียงนกกระเรียนิญญาร้องกังวานไปทั่วฟ้า
เพียงปรากฏตัว... บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปทันที
ม่อชางเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
"สำนักจินหยาง..." "ถึงกับนำเรือสุริยาทองออกมาด้วยหรือ..." "ดูเหมือนครั้งนี้คงมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่น่าจับตามอง"
ไม่นาน ชายผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากหัวเรือ เขาสวมอาภรณ์สีทองปักลายเมฆมงคล อายุราวสี่สิบถึงห้าสิบปี เพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็ให้ความรู้สึกราวกับดวงอาทิตย์ส่องสว่างเหนือผู้คน เขาคือ จินอู๋ซิน
ขณะเดียวกัน เรือบินสีดำอีกลำก็ค่อยๆ ลอยเข้ามา ตัวเรือถูกปกคลุมด้วยหมอกสีดำบางเบา ให้ความรู้สึกลึกลับและยากจะหยั่งถึง ชายชราชุดดำผู้หนึ่งเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม แม้ใบหน้าจะดูดุดัน แต่กลับไม่มีจิตสังหารแม้แต่น้อย นามว่า โม่เฉิน
เมื่อโม่เฉินเห็นจินอู๋ซิน เขาก็หัวเราะออกมา
"ฮ่าๆๆ! พี่จิน เพียงไม่กี่สิบปีไม่พบกัน ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าท่านจะก้าวสู่แก่นิญญาขั้นปลายได้สำเร็จ!"
ทันทีที่คำว่า "แก่นิญญาขั้นปลาย" ดังขึ้น สีหน้าของผู้ฝึกตนจำนวนมากก็เปลี่ยนไป แม้แต่ม่อชางเฟิงและเหวินเฉียงก็ยังอดหรี่ตาลงไม่ได้
ระดับแก่นิญญาขั้นปลาย... คือหนึ่งในคอขวดที่ก้าวผ่านไปได้ยากยิ่งสำหรับโลกบำเพ็ญเซียนแห่งนี้
จินอู๋ซินเพียงยิ้มบางๆ "สหายโม่กล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงมีโชควาสนาเล็กน้อยเท่านั้น"
จินอู๋ซินกล่าวยังไม่ทันจบ...
ตูม!!
เสียงแหวกอากาศอันรุนแรงดังก้องไปทั่วฟ้า หลังจากได้ยิน ทุกคนพลันพร้อมใจกันเงยหน้ามอง
เรือบินอีกลำหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา ตัวเรือมีขนาดมหึมา รูปลักษณ์เรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับหรูหรา แต่เพียงแค่ปรากฏตัว... ทุกคนก็ััได้ถึงแรงกดดันอันคมกริบราวกับกระบี่ไร้รูป
ประตูเรือค่อยๆ เปิดออก สตรีผู้หนึ่งก้าวออกมาช้าๆ
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนก็แผ่กระจายออกมาปกคลุมทั่วทั้งเรือ กลีบดอกไม้ิญญานับไม่ถ้วนลอยวนอยู่รอบกายนาง กลิ่นหอมอ่อนจางแผ่ไปทั่วบริเวณ แรงกดดันอันคมกริบที่ปกคลุมอยู่ก่อนหน้านี้ พลันอ่อนโยนลงในพริบตา
นางมีรูปลักษณ์ราวหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ อาภรณ์เซียนสีขาวพลิ้วไหวตามสายลม เส้นผมดำยาวสยายลงถึงเอว ดวงตาสงบนิ่งดุจสระน้ำลึก ยากจะหยั่งถึง
แม้จะมิได้ปลดปล่อยแรงกดดันออกมาแม้แต่น้อย แต่เพียงยืนอยู่ตรงนั้น... กลับไม่มีผู้ใดกล้ามองนางตรงๆ นานเกินไป
นางคือ เย่ชิงหลาน าุโแห่งสำนักหยุนซาน... ผู้ที่เคยเอาชนะเหวินเฉียงในการประลองพันธมิตรเมื่อหลายสิบปีก่อน
ทันทีที่นางปรากฏตัว เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ
"นั่นคือท่านาุโเย่..." "งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ" "ได้ยินว่าท่านมีอายุเพียงร้อยกว่าปี" "แต่กลับบรรลุระดับแก่นิญญาแล้ว!"
ศิษย์รุ่นเยาว์หลายคนถึงกับเบิกตากว้าง เพราะเป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้พบผู้บำเพ็ญที่มีพร์ระดับนี้ด้วยตาของตนเอง
เหล่าผู้าุโต่างแผ่จิตััออกไปโดยมิได้นัดหมาย เพียงชั่วครู่ สีหน้าของหลายคนก็เปลี่ยนไป
แก่นิญญาขั้นปลาย! ระดับพลังของเย่ชิงหลาน... มิได้ด้อยไปกว่าจินอู๋ซินแม้แต่น้อย!
เหวินเฉียงหัวเราะเบาๆ "สหายเย่ พร์ของเ้าช่างน่าอัศจรรย์ อายุเพียงร้อยกว่าปี กลับก้าวมาถึงระดับนี้ได้แล้ว"
เย่ชิงหลานเพียงยิ้มบาง "พี่เหวินกล่าวเกินไป หากมิใช่อาจารย์คอยชี้แนะ ข้าคงมิอาจก้าวมาถึงจุดนี้"
เหวินเฉียงพยักหน้า "ปรมาจารย์กระบี่แห่งหยุนซาน... ข้าเองก็เลื่อมใสท่านผู้นั้นมานาน น้องเย่มีวาสนายิ่งนัก"
เย่ชิงหลานยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนกวาดสายตามองผู้คนทั้งหกสำนัก
"ในเมื่อทุกคนมาครบแล้ว... ก็เริ่มกันเถิด"
น้ำเสียงของนางไม่ดังนัก แต่กลับชัดเจนไปทั่วทั้งฟ้า
"เมื่อมิติหมื่นบุปผาเปิดออก ไอิญญาที่พวยพุ่งออกมาจะเข้มข้นกว่าปกติหลายสิบเท่า หากปล่อยให้เล็ดลอดออกไปมากเกินควร สัตว์อสูรในรัศมีหลายร้อยลี้ย่อมััได้"
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
"สำหรับผู้บำเพ็ญ... ไอิญญาเ่าั้อาจเป็วาสนา แต่สำหรับสัตว์อสูร มันคือสิ่งล่อใจที่มิอาจต้านทาน เมื่อสูดดมไอิญญาจากมิติหมื่นบุปผา พวกมันจะเข้าสู่ภาวะคลุ้มคลั่ง สูญเสียสติ และมุ่งตรงมายังต้นกำเนิดของไอิญญา... หากถึงเวลานั้น พวกเราทั้งเจ็ดสำนักคงต้องรับมือกับฝูงอสูร แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก แต่ก็อาจจะเสียการใหญ่ได้"
"เพราะฉะนั้น... จงร่วมมือกันผนึกปากทางมิติ อย่าให้ไอิญญารั่วไหลออกไปมากเกินจำเป็!"
สิ้นคำกล่าวของเย่ชิงหลาน ผู้าุโอีกหกสำนักต่างพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง ยอดฝีมือระดับแก่นิญญาทั้งเจ็ดท่านพลันทะยานร่างขึ้นสู่กลางเวหา
วูมมมม!!
เสาลำแสงพลังิญญาเจ็ดสายต่างสีสัน—ทอง, ม่วง, เหลือง, ดำ, เขียว, แดง และฟ้า—พุ่งทะลวงขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน ก่อตัวเป็ม่านค่ายกลขนาดมหึมาครอบคลุมรอยแยกมิติไว้เพื่อเตรียมรับมือกับการเปิดออก
ทว่า... แม้ผู้าุโทั้งเจ็ดจะลงมืออย่างรวดเร็ว แต่ไอิญญาสีชมพูจางๆ ระลอกแรกที่เล็ดลอดออกมาก่อนหน้านี้ ก็ได้แผ่ซ่านลอยละล่องเข้าไปในความเงียบสงบของผืนป่ารอบนอกเรียบร้อยแล้ว!
กลิ่นหอมอบอวลอันประหลาดเริ่มกระจายตัวไปตามสายลม... สัญญาณแห่งมิติต้องห้ามที่กำลังจะเปิดออก และความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่กำลังจะอุบัติขึ้น