ใครจะคิดว่า”ชีวิตของผู้คนจะได้พลิกผันถึงปานใด”กัน...
...จากนักศึกษาคนหนึ่งกลับต้องเข้าสู่สมรภูมิรบอย่างที่ไม่มีวันจะคาดคิดได้ถึง
ปีนี้เป็ปีพุทธศักราช 2488...
หลังจากความพ่ายแพ้บนเกาะไซปันจากทหารพันธมิตรทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียปราการด่านสุดท้ายในการโจมตีทางด้านแปซิฟิกไป...
อิโวจิม่า-หมู่เกาะแห่งไฟที่อยู่ออกไปทางตอนใต้ของโตเกียว1,080 กิโลเมตร...มิได้เป็เพียงแค่เกาะๆหนึ่งเหมือนเกาะทาราวาหรือเกาะกวม-แต่มันถือว่า”เป็แผ่นดินส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น”
...มันเป็แผ่นดินที่ต้องหวงแหนและปกป้องอย่างสุดชีวิต
ตามความเชื่อของชาวญี่ป่นในศาสนาชินโต...เกาะอิโวจิม่าถือเป็ส่วนหนึ่งของูเาไฟฟูจิ-อันเป็ูเาไฟที่เปรียบเสมือนที่ประทับตามตำนานของเทพเ้าในสมัยโบราณ
...ดังนั้นอิโวจิม่าจึงถือเป็ส่วนหนึ่งของกรุงโตเกียวสิ่งที่สามารถพิสูจน์ยังความสำคัญของอิโวจิม่าได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ”นายกเทศมนตรีของเมืองโตเกียวยังต้องดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของอิโวจิม่าด้วย”
อิโวจิม่าจึงเป็เสมือนยังชายแดนของประเทศญี่ปุ่นที่ไม่สามารถให้กองกำลังต่างชาติใดๆสามารถเหยียบย่างเข้ามาได้อย่างเด็ดขาด
ปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2487...องค์จักรพรรดิฮิโรฮิโตที่ทรงได้รับการกราบบังคมทูลเป็การส่วนประองค์ว่า”กำลังจะมีการบุกอิโวจิม่า”พระองค์ทรงใช้อำนาจในการแต่งตั้งบุคคลสำคัญที่จะรับหน้าที่ในการปกป้องยังศักดิ์ศรีของประเทศญี่ปุ่นด้วยพระองค์เอง
นายทหารที่ได้รับเกียรติ์อันสูงสุดในชีวิตที่พึ่งมีก็คือ...นายพลตรีทาดามิชิคูริบายาชิ-หัวหน้านายทหารรักษาพระราชวังที่สืบเชื้อสายจากซามูไรและถวายรับใช้องค์จักรพรรดิมาถึง5 ชั่วอายุคน
ในคืนสุดท้ายก่อนที่นายพลคูริบายาชิจะเดินทางไปยังเกาะอิโวจิม่าก็ได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ...พระองค์เพียงรับสั่งออกมาว่า
“อย่าให้คนเถื่อนยึดอิโวจิม่าได้อย่างเด็ดขาด”
พระบัญชาที่ได้ยินจากเทพสูงสุดของชาวญี่ปุ่นทำให้นายพลคูริบายาชิตระหนักดีว่า”เขาจะต้องรบอยู่ที่นั่นจนตัวตาย”และถ้าหากไม่สามารถปกป้องยังแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ได้-เขาได้เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายส่งถึงภรรยาที่โตเกียวว่า
“ไม่ต้องหวังว่าฉันจะกลับมา-เราจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว...”
ทั้งยังเขียนต่อไปว่า
“...ฉันจะรอคอยเธออยู่บนสรวง์-เมื่อไรที่คิดถึงฉัน...ขอเธอและลูกๆจงมองขึ้นไปบนฟากฟ้า”
ในขนาดที่ทางฝ่ายอเมริกาซึ่งรับหน้าที่บุกเกาะอิโวจิม่า-ประธานาธิบดีรูสเวลท์ก็ได้มอบหมายให้นายพลตรีฮอลแลนด์สมิธรับผิดชอบการบุกอิโวจิม่า
...การบัญชาการรบของแม่ทัพแห่งองค์จักรพรรดิกับแม่ทัพแห่งประธานาธิบดีจึงอุบัติขึ้น
การต่อสู้ของทหารญี่ปุ่นจำนวน21,000 คนกับทหารอเมริกัน 110,000 คนแห่งสองชาติมหาอำนาจจึงอุบัติขึ้น-จนกระทั่งวันนี้ที่าได้เริ่มต้นขึ้นในวันนี้...
...วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2488
“ตรูม...”
ท่ามกลางเสียงของเครื่องบินทิ้งะเิที่ดังติดต่อกันยาวนานตลอด72 วันที่ชนิดว่า”แม้แต่มดตัวเล็กๆก็ไม่น่าจะรอดได้”...ทหารหนุ่มที่อายุ 20 ปีผู้หนึ่งซึ่งกำลังนอนคดตัวอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินที่ขุดเชื่อมตัวกันไปทั้งเกาะถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที-เขาถึงกับส่งเสียงบ่นออกมาว่า
“เริ่มอีกแล้วหรือ”
“รีบหลบเข้าไปด้านในเถอะ-ระตะนะ”
ทหารหนุ่มอีกคนที่วัยไล่ล่ากับแต่กลับเตี้ยแต่ล้ำกว่าราวกับั์แคระส่งเสียงกล่าวออกมา...ทหารหนุ่มคนแรกหรือรัตนะโกสินทร์ชายหนุ่มชาวไทยที่เป็หนึ่งในพลทหารประจำยังเกาะอิโวจิม่านี้เพียงกวาดสายตาไปยังปากทางหลุมอุโมงค์ใต้ดินแล้วส่งเสียงถามออกไปว่า
“แล้วร้อยโทล่ะ-ทานากะ...”
เขายังหันไปถามยังทหารอีกคนที่ตัวเตี้ยกว่าชื่อ”ทานากะ”ว่า
“...ร้อยโทไทโยชิโร่ล่ะ”
“ร้อยโทกำลังบุกออกไปช่วยคนเจ็บที่ปากอุโมงค์อยู่น่ะ”
ทานากะส่งเสียงตอบออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังเบื้องนอกด้วยประกายตาที่เคารพเทิดทูนยิ่ง...ไม่นานนักก็ปรากฏยังร่างของชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่อายุประมาณ21 ปี-เขาเป็ชายหนุ่มที่งามสง่าสะพานดาบคานาตะสีชมพูคาดไว้ที่เอวซ้ายกำลังวิ่งแบกยังทหารที่าเ็คนหนึ่งพุ่งกลับเข้ามายังภายในหลุมหลบภัยที่มืดมิดนี้
“ตุบ...ตุบ...”
ชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่รูปงามราวกับนักแสดงคาบูกิกวาดสายตาจ้องมองเห็นยังรัตนะจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างรวดเร็วแข่งกับเวลาว่า
“ระนะตะ-รีบมาช่วยเร็วเข้า”
“ครับ”
รัตนะส่งเสียงตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็วแล้วรีบวิ่งเข้าไปช่วยชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นหรือร้อยโทยูเมะโนะไทโยชิโร่แบกยังร่างของนายทหารที่าเ็เข้ามาทันที
“โอ๊ย...”
นายทหารที่าเ็ภายใต้การประครองของรัตนะและร้อยโทไทโยชิโร่ยังส่งเสียงกล่าวออกมาทั้งๆที่เืยังคงหลั่งไหลอยู่ไม่ขาดสายอีกว่า
“...ปล่อยผมทิ้งไว้เถอะครับ...ผมคงไม่รอดแล้วครับ-ร้อยโท”
“ไม่...”
ร้อยโทไทโยชิโร่ส่งเสียงปฏิเสธออกมาเสียงแข็งกร้าว-เขายังกล่าวต่อไปอย่างชัดเจนอีกว่า
“...ฉันจะไม่ทิ้งนายไว้เด็ดขาด...ต่อให้นายตาย-ฉันก็จะเอาศพของนายกลับไปหาครอบครัวให้ได้”
“ขอบคุณครับ-ร้อยโท”
นายทหารที่าเ็ส่งเสียงกล่าวออกมาก่อนที่จะสลบลงไป...ร้อยโทไทโยชิโร่ที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังพลทหารทานากะแล้วส่งเสียงสั่งการออกมาอย่างรวดเร็วว่า
“ทานากะ-นายช่วยมาประครองคนเจ็บไปยังส่วนกลางเร็วเข้า”
“ครับ”
ทานากะส่งเสียงตอบรับออกมาอย่างรวดเร็วแล้วรีบวิ่งเข้าไปช่วยรัตนะประครองยังนายทหารที่าเ็เข้าไปภายในอุโมงค์ที่มืดมิดทันที...ร้อยโทไทโยชิโร่ที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังรัตนะช่วยแบกยังร่างของทหารที่าเ็เข้าไปแล้วจึงหันไปกล่าวกับนายทหารที่เหลือว่า
“พอเสียงะเิจบแล้ว-เราทุกคนที่เหลือให้รีบกลับไปเฝ้าป้อมปืนกัน”
“ครับ”
ทุกคนต่างส่งเสียงตอบรับกลับมาพร้อมทั้งกลับเตรียมพร้อมกับาที่กำลังจะเกิดขึ้นมาในไม่ช้านี้
เวลา 09.02 นาฬิกา...
ภายใต้แสงของดวงตะวันที่สาดส่องลงมาจากบนฟากฟ้าราวกับเสียงสัญญาณ...นายทหารอเมริกาที่ต่างรีบลงจากเรือแอลวีที(LVT)ที่เป็ยานสะเทินน้ำสะเทินวิ่งขึ้นบกอย่างรวดเร็วราวหลบยังฝูงปืนที่โหนกระหน่ำอย่างไม่หยุดยั้งทันที
...
แต่หลังจากที่ก้าวล่วงเข้าไปบนชายหาดนับร้อยๆเมตรบนหาดยังเงียบสงบปราศจากเสียงปืนจนสร้างความสงสัยให้กับเหล่านาวิกโยธินมากมายก่อนที่เสียงสัญญาณแห่งความตายจะแผดดังขึ้น
“ปัง...ปัง...”
ร้อยโทไทโยชิโร่ที่ประจำอยู่ตรงป้อมปืนรีบส่งเสียงออกมาอย่างรวดเร็วทันทีว่า
“ทุกคนยิ่งอย่าหยุด-ยันพวกมันให้ถอยลงทะเลไปให้ได้”
“ครับ”
เหล่าพลทหารที่ได้ยินคำสั่งต่างลั่นปืนกลให้มือออกไปทันที...รัตนะที่นอนฝั่งตัวอยู่ในพื้นทราบรีบลุกตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วรั่วปืนกลใส่เหล่าทหารอเมริกาที่วิ่งบุกขึ้นมาอย่างทันทีอย่างที่ไม่คิดชีวิต
“ปัง...ปัง...”
เหล่าทหารอเมริกามากมายที่โดนห่าะุล้มลงไปนอนตายยังชายหาดและก็มีอีกมากมายหลายต่อหลายคนที่วิ่งะโข้ามซากศพของพวกเดียวกันที่ล้มลงไปสามารถหายังที่กำบังแล้วยิงสวนกลับมาได้
“...ปัง...ปัง”
รัตนะที่ะุหมดต้องก้มลงไปบรรจุะุใหม่ท่ามกลางห่าะุที่ยังไม่หยุดยั้ง-เมื่อบรรจุเสร็จเขาก็ทะยานขึ้นจากหลุมทรายที่ขุดไว้อย่างครั้งแล้วยิงออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะยิงออกไปได้
“ปัง...ปัง...”
เสียงปืนยังคงดังลั่นทั่วไปทั้งชายหาดกว่าครึ่งวันแต่ไม่มีท่าทีจะหยุดยั้งลงไปพร้อมทั้งทหารของเหล่าอเมริกาที่ค่อยๆมากขึ้นเรื่อยๆที่อาศัยยังซากศพของเพื่อนๆที่ล้มตายลงไปเป็เกาะกำบังพยายามยึดหัวหาดให้ได้มากที่สุดจนบ่ายคล้อยลงมา...ร้อยโทไทโยชิโร่ที่ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการก็ส่งเสียงสั่งการออกมาอย่างรวดเร็วว่า
“ทุกคนถอย”
“ครับ”
รัตนะส่งเสียงตอบรับออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งรั่วะุออกไปอีกชุดหนึ่งแล้วรีบลุกขึ้นวิ่งถอยกลับไปยังป้อมปืนทันที
“ปัง...”
ท่ามกลางเหล่าทหารมากมายที่ช่วยยิงสกัดให้
“...ปัง...ปัง”
“โอ๊ย...”
รัตนะส่งเสียงร้องอกมาเล็กน้อยพร้อมทั้งล้มลงไปก่อนถึงป้อมปืนอีกเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น-เขารู้สึกปวดแสบที่หัวไหล่ซ้ายเล็กน้อย...ร้อยโทไทโยชิโร่ที่เห็นเช่นนั้นจึงส่งเสียงร้องสั่งการออกมาอย่างรวดเร็วว่า
“ยิงสกัดไว้เร็ว”
พร้อมทั้งรีบวิ่งฝ่าห่าะุออกมาพยุงร่างของรัตนะและแบกเขาตรงกลับไปในยังป้อมปืนทันที...รัตนะที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังร้อยโทหนุ่มแล้วส่งเสียงกล่าวออกไปว่า
“ปล่อยผมไว้เถอะครับ”
“ไม่...”
ร้อยโทไทโยชิโร่ที่จ้องมองไปยังชายหนุ่มด้วยแววตาที่จะไม่ทอดทิ้งยังอีกฝ่าย-เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า
“...ะุแค่เฉียวหัวไหล่ออกไป-แค่นี้แกไม่ตายหรอก”
“แต่คุณไม่จำเป็ต้องออกมาช่วยผม…”
รัตนะที่จ้องมองไปยังฝ่ายตรงข้ามพร้อมทั้งยังกล่าวต่อไปอีกว่า
“...เพราะคุณมีคนที่รอคอยให้คุณกลับไป”
“ไม่...”
ร้อยโทไทโยชิโร่ส่งเสียงตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว-เขาที่แบกร่างของรัตนะวิ่งฝ่าห่าะุเข้าไปหลบยังในป้อมปืนได้สำเร็จแล้วหันกลับมาจ้องมองไปยังฝ่ายตรงข้ามส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า
“...เพราะนายก็มีคนที่รอคอยให้นายกลับไปอยู่เหมือนกัน”
“...”
รัตนะที่จ้องมองไปยังฝ่ายตรงข้ามเล็กน้อยแล้วยิ้มพร้อมทั้งพยักหน้าตอบรับกลับไป
“...อืมม์”
ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะวิ่งหลบลงไปภายใต้อุโมงค์ด้านหลังป้อมปืนที่ขุดทอดยาวไปทั่วทั่วเกาะ...ร้อยโทไทโยชิโร่ยังส่งเสียงสั่งการออกมาอีกว่า
“พวกเราถอย”
“ครับ”
เหล่าทหารที่เหลืออยู่ต่างส่งเสียงตอบรับออกมาพร้อมทั้งยิงปืนสกัดค่อยๆถอยร่นเข้าไปภายในอุโมงค์ที่มืดมิด...ร้อยโทไทโยชิโร่ยังสั่งการต่อไปแข่งกับเวลาอย่างรวดเร็วอีกว่า
“ปิดปากถ้ำด้วย”
“ครับ”
พลทหารนายหนุ่มส่งเสียงตอบรับออกมาพร้อมทั้งรีบพุ่งเข้าไปวางะเิยังป้อมปากและปากอุโมงค์ทันทีเพื่อทำลายยังทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้-โดยที่ไม่ยอมทิ้งเอาไว้ให้กับฝ่ายตรงข้ามยึดไว้เด็ดขาดแล้วจึงรีบวิ่งหนีออกมาอย่างรวดเร็วทันที
“ตรูม”
เสียงะเิดังกึกก้องขึ้นพร้อมกับปากอุโมงค์ที่ถล่มลงมาทับปิดบังทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้นราวกับจะตัดขาดยังภายในอุโมงค์แห่งนี้กับโลกที่เบื้องนอกไว้ยังหมดสิ้น
...ตัดขาดเกาะแห่งนี้กับแผ่นดินแม่จนหมดสิ้นไป
...
ท่ามกลางความมืดและความเงียบที่แผ่ปกคลุมยังทุกสิ่งอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง...แม้กระทั่งความหวังที่ซุกซ่อนอยู่ภายในหัวใจของผู้คนก็ตามที
“เป็ไงบ้าง”
ร้อยโทไทโยชิโร่ส่งเสียงกล่าวออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังนายทหารที่กำลังาเ็อยู่เบื้องหน้าผู้น่าช่างผู้นี้...รัตนะที่ได้ยินอย่างชัดเจนพอๆกับความเ็ปที่หัวไหล่ซ้ายของตนยังแผ่กระจายออกไป-เขาที่ฝืนยิ้มเพียงได้แต่ส่งเสียงตอบรับออกไปว่า
“ไม่เป็ไรครับ”
“งั้นก็ดี…”
ร้อยโทไทโยชิโร่ตอบรับกลับมาพร้อมทั้งรอยยิ้มอบอุ่นราวกับพี่ชาย-เขาที่กวาดสาสายตาจ้องมองผ่านแสงไฟฉายที่สลัวๆออกไปยังใบหน้าของเหล่าพลทหารที่อยู่ภายใต้สังกัดของตนแล้วส่งเสียงร้องถามออกไปว่า
“เหลืออยู่กี่คน”
“หนึ่ง...”
นายทหารคนแรกส่งเสียงร้องดังขึ้นมาจากทางด้านซ้ายมือของร้อยโทไทโยชิโร่แล้วคนที่อยู่ถัดไปก็ร้องออกมาอีกว่า
“สอง...”
ถัดไป...
“สาม...”
ถัดไป...
“สี่...”
และถัดไป
“ห้า...”
จนกระทั่งวนกลับมาที่รัตนะซึ่งเป็คนสุดท้ายจะส่งเสียงกล่าวออกมาว่า
“...ยี่สิบแปด”
“อืมม์...”
ร้อยโทไทโยชิโร่ส่งเสียงตอบรับออกมาเล็กน้อยยังจำนวนของเหล่าพลทหารภายใต้สังกัดของตนจากทั้งหมด50 นายที่เหลืออยู่-เขาเพียงกวาดสายตาจ้องมองไปยังอุโมงค์ที่เบื้องหน้าแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาทันทีว่า
“...พวกเรารีบถอยไปช่วยหน่วยที่สองเถอะ”
...หน่วยที่ 2หมายถึงป้อมปืนที่อยู่ถัดเข้าไปอีกชั้นจากชายหาด
“ครับ”
ทุกคนพยักหน้ารับพร้อมทั้งรีบตามหลังของร้อยโทไทโยชิโร่และรัตนะมุ่งหาไปเสริมกำลังยังหน่อยที่2 ภายในถ้ำและอุโมงค์ที่มืดมิดแห่งนี้ทันที
...เพราะาไม่ใช่กำลังจะจบลง
...มันเพิ่มจะเริ่มต้นเท่านั้น
“ยังไม่หลับอีกหรือ”
เสียงของร้อยโทไทโยชิโร่ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบของยามราตรีที่เหล่าทหารของทั้งสองฝ่ายกำลังหยุดพัก-เพื่อเตรียมทำการประหัตปะากันต่อไปในรุ่งเช้าที่แสงตะวันสาดส่องลงมาอีกครั้งพร้อมทั้งพญามัจจุราชที่รอคอยตวัดคมเคียวเกี่ยวเก็บดวงวิญญาที่รินไหลลงไปสู่พื้นทราบดั่งหยาดน้ำตา...รัตนะที่นั่งประจำเฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่ป้อมปืนหมายเลข4 จากชายหาดละสายตาลงมาจากดวงจันทร์บนฟากฟ้าหันไปมองยังร้อยโทหนุ่มแล้วยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญาเล็กน้อย
“...”
ก่อนกล่าวต่อไปว่า
“...ผมนอนไม่หลับครับ”
“งั้นหรือ...”
ร้อยโทไทโยชิโร่ที่ทิ้งกายลงนั่งทอดกายเคียงข้างรัตนะ-เขาที่เงยหน้าขึ้นไปมองดูท้องฟ้าแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า
“...วันนี้ดวงจันทร์สวยน่ะ”
“ครับ...”
รัตนะส่งเสียงตอบออกไป-เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า
“...ดวงจันทร์ในวันนี้สวยมาก”
“คืนที่เธอเกิด...”
ร้อยโทไทโยชิโร่หันมายิ้มให้กับอีกฝ่ายแล้วกล่าวออกไปว่า
“...ก็เป็ความที่ดวงจันทร์สวยราวกับในความฝัน”
“ครับ-ผมทราบ...”
รัตนะได้แต่พยักหน้ารับออกไป-เขายังส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า
“...เพระเธอก็คือซากุระในความฝันของผมเช่นกัน…”
เขาที่เงยหน้าขึ้นไปมองดูดวงจันทร์ท้องฟ้าแล้วยื่นมือขึ้นไปยังดวงจันทร์หมายจะไขว้คว้าที่เอื้อมไม่ถึงได้แต่ส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า
“...ถึงเธอที่ยืนอยู่ภายในฟ้าเดียวกันแต่กลับไกลจนสุดเกินถึงนี้”
“รับไปซิ...”
ร้อยโทไทโยชิโร่ส่งเสียงกล่าวออกมาพร้อมทั้งส่งรูปถ่ายใบหนึ่งให้กับรัตนะ-เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า
“...กองทัพเพียงอนุญาตให้เหลือได้เพียงแต่รูปครอบครัวเท่านั้น”
...กองทัพญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้เก็บรูปบุคคลอื่นไว้นอกจากครอบครัวเพราะจะทำให้ทหารจิตใจฟุ้งซ่าน...ผิดกับทหารฝ่ายอเมริกาที่ทหารส่วนมากจะติดรูปมาลิลินมอนโร่เอาไว้มากกว่ารูปพ่อแม่ พี่น้องหรือภรรยา...
“...”
รัตนะที่จ้องมองดูรูปในมือที่รับมาเล็กน้อยราวกับกาลเวลาหยุดลงไป-ท่ามกลางเสียงของร้อยโทไทโยชิโร่ที่กล่าวออกมาต่อไปอีกว่า
“ฉันให้นาย”
เพราะรูปใบที่ร้อยโทไทโยชิโร่ให้มานั้น-มันเป็สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขาและก็มีค่ายิ่งในชีวิตของรัตนะด้วยเช่นเดียวกัน
...รูปของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่สวมใส่ชุดกิโมโนลายกลีบดอกซากุระ...เธอคนนี้
31 มีนาคม 2487...ณ กรุงโตเกียว
ท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งาที่แผ่ขยายออกไปทั่วโลก-มหานครแห่งนี้ยังคงสุขสงบอยู่ราวกับายังคงเป็เื่ที่ไกลตัวจากเท่านั้นถึงจะมีผู้คนมากมายที่ต้องส่งบุตรหลานไปเข้าร่วมา...
แม้แต่ชีวิตประจำวันของผู้คนก็ยังคงเป็เช่นเดิม
...เพียงแต่อาจมีการกักตุนอาหารและไม่ออกจากบ้านในยามดึกเท่านั้น
ชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินต่อไปอย่างปกติสุข...แม้แต่ภายในมหาวัยลัยแห่งนี้
รัตนะโกสินทร์-ชายหนุ่มชายไทยที่มาเรียนต่อยังประเทศญี่ปุ่นในฐานะของนักเรียนต่างชาติั้แ่เมื่อ5 ปีก่อน-ตามความตั้งใจเดิมของเขากำลังทำเื่เพื่อขอหยุดเรียนแล้วกลับไปยังประเทศของตนในภาวะานี้...หลังจากที่เสียเวลาทั้งวันกว่าจะสามารถยื่นเื่ให้กับทางมหาลัยรับทราบได้พร้อมทั้งดวงตะวันที่กำลังละไปจากขอบฟ้า
“เฮ้อ...”
รัตนะส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจที่สามารถทำเื่เสร็จสิ้น-เขาที่กำลังก้าวเดินออกไปจากตัวอาคารที่ทำการยังส่งเสียงกล่าวออกมาเล็กน้อยอย่างหนักใจว่า
“...ที่นี่ก็เหลือต่อรอเวลาอนุมัติจากทางมหาลัยแล้วก็หาเรือไปจีนแล้วค่อยๆไล่ไปเวียดนามจนถึงไทยเท่านั้น”
เพราะการเดินทางในยามาไม่ใช่เื่ที่ง่ายๆเลย-จึงต้องไปเรือต่อที่ประเทศจีนก่อน...แต่ในยามที่เขากำลังก้าวเดินออกไปจากรั้วของมหาลัยที่เหล่านักศึกษากำลังทยอยกันกลับบ้านนั้นกลับมีเสียงหนึ่งขึ้นมามาอย่างชัดเจนยิ่ง
“นี่พวกคุณคิดที่จะทำอะไรน่ะ...”
สายตาของรัตนะที่กวาดไปตามสัญชาตญาณทันที-โดยที่ไม่ทันจะได้คาดคิดเลยว่า”การมองไปตามเสียงอันไพเราะยิ่งนี้”...
...จะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังปกป้องยังหญิงสาวอีกผู้หนึ่งจากการรังแกของพวกนักเรียนชาวตะวันตก...
เธอเป็หญิงสาวสวยชาวญี่ปุ่นไว้ผมดำขลับรวบเล็กน้อยยาวถึงกลางหลังรับกับผิวที่ขาวสะอาดปานหิมะที่บริสุทธิ์ยิ่งอมชมพูของกลีบดอกซากุระขนคิ้วที่เรียวสวยรับกับดวงตาที่เรียวงดงามกลมโตราวกับประกายของดวงตาบนท้องฟ้าในยามราตรีเหนือจมูกที่โด่งเป็สันสวยงามยิ่งรับกับริมฝีปากที่บอบบางราวกับกลับดอกซากุระที่อ่อนโยนยิ่งบนใบหน้ารูปไข่…
เธอสวมใส่ชุดฮากามะเสื้อสีชมพูอ่อนทับกางเกงสีแดงใช้ผ้าพันคอไหมพรมสีผ้าพันไว้เพื่อป้องกันอาการหนาว สวมถุงเท้าขาวกับเกี๊ยะไม้สีอ่อนๆช่างดูงดงามราวกับกลีบของดอกซากุระในความฝันอันแสนงดงามยิ่งนัก...ในสายตาของรัตนะ
หญิงสาวที่ใช้สายตาอันไม่พอใจจ้องมองไปยังนักเรียนชาวตะวันตกด้วยความไม่พอใจ-เธอยังส่งเสียงอันไพเราะยิ่งกว่าบทเพลงแห่งความฝันใดๆออกไปอีกว่า
“...เดี๋ยวฉันเรียกตำรวจน่ะ”
“ตำรวจหรือ...”
นักเรียนชาวตะวันตกซึ่งดูเหมือนจะเป็ชาวเยอรมันเพียงส่งเสียงออกมาเล็กน้อยพร้อมทั้งกวาดสายตาจ้องมองไปยังหญิงสาวคนนั้น-ทั้งยังหันไปสบสายตากับเพื่อนอีก2 ถึง 3 คนแล้วกล่าวออกไปว่า
“...เราไม่กลัวหรอก...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”
นักเรียนชาวตะวันตกคนนั้นที่คล้ายกับเป็หัวโจกกลับยิ้มออกมาเล็กน้อยหันกลับมายังมองยังหญิงสาวด้วยสายตาที่เ้าชู้แล้วเอื้อมมือเข้ามาหมายจะจับข้อมือซ้ายของเธอพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกไปว่า
“...ว่าแต่ว่าเธอที่สวยดีนี่-เราไปนั่งดื่มอะไรกันดีกว่า”
“อย่าน่ะ...”
หญิงสาวส่งเสียงกล่าวออกมาพร้อมทั้งสะบัดข้อมือออกอย่างรวดเร็วก่อนที่อีกฝ่ายจะจับได้-เธอที่ก้าวถอยหลังไปอย่างระมัดระวังยังส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า
“...อย่าเข้ามาน่ะ”
“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”
นักเรียนชาวเยอรมันที่เห็นเช่นนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วทำทีจะก้าวเข้าไป...เมื่อเห็นยังท่าทีที่ใและหวาดกลัวของหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้-รัตนะจึงรีบวิ่งเข้าไปขว้างหน้ายังนักเรียนชาวเยอรมันพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกไปอย่างชัดเจนว่า
“หยุดเดี๋ยวนี้น่ะ”
”เปรี้ยง...ง”
แต่สิ่งที่ตอบกลับมากลับเป็กำปั้นที่ทั้งใหญ่ทั้งหนักของฝ่ายตรงข้ามที่ต่อยเข้ามายังใบหน้าของรัตนะจนล้มคว่ำไปยังด้านหลังชัดเจน
“แก...”
รัตนะที่ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นเบื้องหน้าของหญิงสาวส่งเสียงร้องออกมา-เขาที่ไม่รอช้ารีบลุกขึ้นแล้วต่อยหมัดในหน้าของนักเรียนชาวเยอรมันคนนั้นทันที
“เปรี้ยง...ง”
หมัดที่ออกมาจากแรงโกรธของชายหนุ่มถึงกับทำเอาอีกฝ่ายที่ตัวใหญ่กว่าถึงกับเซไปเล็กน้อย...แต่ก็เพียงแค่นั้น-ก่อนที่เพื่อนอีก2 ถึง 3 คนและนักเรียนชาวเยอรมันจะช่วยกันเข้ามารุมยังรัตนะทันที
“หยุดน่ะ”
หญิงสาวคนนั้นส่งเสียงร้องออกมาทันทีพร้อมทั้งเอาไม้กวาดที่คว้าได้แถวๆนั้นมาฟาดใส่ยังนักเรียนคนหนึ่งอย่างรุนแรงทันทีอย่างชำนาญราวกับกำลังใช้ดาบในมือ...นักเรียนชาวเยอรมันคนหนึ่งถึงกับล้มลงไปทันทีพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกมา
“โอ๊ย...”
ในขนาดที่อีกคนที่เหลืออยู่เห็นยังเพื่อนกำลังโดนหญิงสาวเล่นงานอยู่จึงพุ่งเข้าไปหมายจะเล่นงานเธอยังด้านหลังทันที...แต่อยู่ๆก็มีเสียงของชายหนุ่มชาวตะวันตกอีกคนหนึ่งดังขึ้นมาว่า
“ระวัง”
“เปรี้ยง...ง”
พร้อมทั้งเสียงหมัดที่พุ่งต่อยใส่ร่างของนักเรียนชาวเยอรมันคนนั้นอย่างรุนแรงจนล้มคว่ำไปในพริบตา...นักเรียนชาวตะวันตกยังคงพุ่งเข้าไปช่วยเหลือรัตนะที่โดนรุมอยู่ทันที
“เฟียว...”
เขาที่หลบยังหมัดของฝ่ายตรงข้ามแล้วต่อยสวนกลับไปทันที
“เปรี้ยง...เปรี้ยง...ง”
เพียงแค่สองหมัดก็ทำให้อีกฝ่ายล้มลงไปทันทีจนกระทั่งเหลือนักเรียนชาวเยอรมันที่เป็หัวโจกเพียงคนเดียวเท่านั้น...เขาที่เห็นว่า”ท่าไม่ดี”จึงรีบส่งเสียงออกมาทันทีว่า
“พวกเราหนีเร็ว-ไปโว้ย”
เหล่านักเรียนชาวเยอรมันที่ได้ยินต่างรีบลุกแล้ววิ่งหนีออกไปทันทีราวกับผู้แพ้...รัตนะที่เห็นถึงเหล่านักเรียนเยอรมันหนีไปแล้วจึงหันไปกล่าวกับนักเรียนชาวตะวันที่เข้ามาช่วยเหลือตนว่า
“ขอบคุณครับ”
“...”
นักเรียนชาวตะวันตกที่เป็ชายหนุ่มสูงกว่าพวกเยอรมันเล็กน้อย-สูงจะ190 เซน...เขาเป็ชายหนุ่มรูปหล่อมีกล้ามเล็กน้อย ไว้ผมทองสั้นๆกับดวงตาที่คมกริบเพียงกวาดสายตาจ้องมองไปยังหญิงสาวเล็กน้อยไม่กล่าวอะไร
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวส่งเสียงกล่าวออกมาพร้อมทั้งยิ้มให้กับรัตนะและชายหนุ่มชาวตะวันตกอย่างอ่อนหวานผิดกับท่าทีที่หยิบเอาไม้กวาดหวดใส่นักเรียนชาวเยอรมันเมื่อครู่...แต่นักเรียนชาวตะวันที่หน้าแดงเพราะรอยยิ้มนี้เช่นเดียวกับรัตนะเพียงส่งเสียงกล่าวกลบเกลื่อนออกมา
“ถ้าจะช่วยเหลือใครก็น่าจะหัดเอาตัวให้รอดก่อนสิ”
ก่อนที่จะรีบก้าวเดินออกไปทันทีโดยที่ไม่ได้หันกลับมาอีกราวกับมีธุระรีบร้อนต้องไปทำ...รัตนะคิดที่จะส่งเสียงกล่าวอะไรออกไปแต่หญิงสาวกลับโค้งให้กับนักเรียนชาวตะวันตกเล็กน้อยแล้วส่งเสียงร้องะโออกไปว่า
“ขอบคุณมากค่ะ-ที่ช่วยฉันไว้...”
แล้วหันมายิ้มให้กับรัตนะพร้อมทั้งกล่าวออกมาอีกด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานว่า
“ขอบคุณน่ะคะ”
“ไม่เป็ไรครับ...”
รัตนะที่หน้าแดงส่งเสียงถึงกับรีบส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว-เขาที่รีบกวาดสายตาไปจ้องมองยังรอบๆทันทีเล็กน้อยแล้วก็กล่าวออกมาอีกว่า
“...ฮ้าว...หายไปไหนแล้วล่ะ”
เพราะหญิงสาวหน้าตาน่ารักราวตุ๊กตาที่หญิงสาวช่วยไว้นั้นกลับหายไปแล้ว-คงจะหนีเอาตัวรอดไปตอนที่เกิดเื่...แต่หญิงสาวที่ยิ้มออกมาอย่างไม่ถือสาอะไรกลับกล่าวออกมาว่า
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ”
“งั้นหรือครับ”
รัตนะส่งเสียงกล่าวออกมาเล็กน้อยอย่างงงๆ..หญิงสาวที่กวาดสายตาเห็นยังปากที่แตกและเืกำเดาที่ไหลออกมาของรัตนะแล้วรีบล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าสีชมพูอ่อนๆราวกับสีดอกไม้ประจำชาตินี้มาเช็ดให้กับเขาพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาทั้งรอยยิ้มว่า
“ปากคุณแตก”
“ขอบคุณครับ”
รัตนะส่งเสียงกล่าวออกไปพร้อมทั้งยื่นมาขึ้นมาจับยังมือและผ้าเช็ดหน้าอย่างลืมตัวทันที...หญิงสาวที่ใจึงส่งเสียงร้องออกมาทันทีว่า
“อุ้ย...”
หญิงสาวรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วทันทีพร้อมทั้งใบหน้าที่แดงเพราะั้แ่เกิดมานอกจากท่านพ่อกับท่านพี่ของเธอแล้วไม่ค่อยมีผู้ชายคนไหนเคยจับมือเธอมาก่อน...รัตนะที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกไปว่า
“ขอโทษครับ”
“ไม่เป็ไร...”
หญิงสาวส่งเสียงกล่าวออกมา-เธอที่ยิ้มออกมาเล็กน้อยยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า
“...เพราะคุณช่วยฉันไว้...”
เธอที่กวาดสายตาจ้องมองไปรอบๆแล้วเห็นถึงเวลาในตอนนี้ก็เย็นมาแล้ว-หญิงสาวจึงรีบโค้งให้กับรัตนะเล็กน้อยพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างร้อนใจว่า
“...นี่ก็เย็นมากแล้ว-ฉันต้องรีบกลับก่อนค่ะ”
“ควับ...”
แล้วก็หันร่างหมายที่จะวิ่งออกไปทันทีเหมือนกับไม่สนใจอะไรอีก...รัตนะที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกมาทันทีว่า
“เดี่ยวก่อนครับ”
“มีอะไรหรือค่ะ”
หญิงสาวที่หยุดหันแล้วมาเอียงมองดูยังรัตนะเพียงส่งเสียงกล่าวออกมาเล็กน้อยด้วยความสงสัย...รัตนะจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกมาทันทีว่า
“นี่มันก็เย็นมากแล้ว-ผมไปส่งคุณดีกว่าไหมครับ”
“แต่...”
หญิงสาวที่มีท่าทีลังเลใจพลางส่งเสียงกล่าวออกมาเล็กน้อยเหมือนชั่งใจอยู่กับทาทีของชายหนุ่ม...รัตนะที่เห็นถึงท่าทีลังเลของหญิงสาวจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกไปว่า
“เพื่อพวกนั้นอาจจะกลับมาดักเล่นงานคุณก็ได้น่ะ”
“เออ...”
หญิงสาวส่งเสียงออกมาเล็กน้อยราวกับขบคิดว่า”ถ้าเอาไม้กวาดไปด้วยคงไม่ได้แน่”แล้วจึงพยักหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงตอบออกมากับรอยยิ้มว่า
“...ก็ได้ค่ะ…”
เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า
“...เพราะคุณเป็คนดีที่ช่วยฉันเอาไว้”
“งั้นไปกันเถอะครับ”
รัตนะส่งเสียงกล่าวออกมาพร้อมทั้งก้าวเดินไปยังข้างกายของหญิงสาวอย่างมีความสุข...หญิงสาวที่ก้าวเดินไปเพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมทั้งก้าวเดินเคียงข้างรัตนะกลับไปยังบ้านของเธอ…
…
…
…
“ตุบ...ตุบ...”
เสียงฝีเท้ายังคงก้าวเดินไปท่ามกลางความมืดมิดที่มีดวงจันทร์อันสวยงามสาดส่องสกาวอยู่บนฟากนภานี้...รัตนะที่ไม่รู้จะกล่าวอะไรดีจึงได้แต่นิ่งเงียบเท่านั้น
“...”
ส่วนหญิงสาวก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา-ก่อนที่เธอจะหยุดยั้งลงไปที่เบื้องหน้าของโรงฝึกแห่งหนึ่ง...รัตนะที่ได้โอกาสจึงส่งเสียงถามออกไปว่า
“หยุดทำไมหรือครับ”
“โรงฝึกหลังนี้คือบ้านของฉันค่ะ...”
หญิงสาวส่งเสียงกล่าวออกมาพร้อมทั้งรอยยิ้ม-เธอที่โค้งให้กับรัตนะอีกครั้งแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาว่า
“...ขอบคุณมากค่ะ-ที่มาส่งน่ะค่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ”
รัตนะส่งเสียงกล่าวออกไปอย่างเสียดายโอกาสที่ไม่ได้ชวนเธอคุยตลอดเส้นทางนี้ถึงเขาจะเดินเป็เพื่อนเธอมาราวๆชั่วโมง
...แต่่เวลานี้มันกลับผ่านไปเพียงแค่แววเดียวในความรู้สึกของเขาเท่านั้น
“งั้นขอตัวก่อนล่ะค่ะ”
หญิงสาวส่งเสียงกล่าวออกมาเล็กน้อยพร้อมทั้งโค้งให้กับเขาอีกครั้งหนึ่งตามมารยาท...รัตนะที่พยักหน้ารับเพียงได้แต่ส่งเสียงออกไปว่า
“ครับ”
“โชคดีน่ะค่ะ”
หญิงสาวส่งเสียงกล่าวออกมาเล็กน้อยพร้อมทั้งหมุนกายวิ่งก้าวขึ้นตามขั้นบันไดหมายจะเข้าไปยังโรงฝึกทันที...รัตนะที่เห็นเช่นนั้นจึงส่งเสียงร้องเรียกออกไปทันทีว่า
“เดี๋ยวก่อนครับ”
“มีอะไรหรือค่ะ”
หญิงสาวที่หยุดหันกลับมาร้องถามพลางกวาดสายตาจ้องมองลงไปยังชายหนุ่มด้วยความสงสัย...รัตนะจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกมาทันทีว่า
“ผมชื่อว่ารัตนะ-รัตนะ โกสินทร์...”
ชายหนุ่มยังส่งเสียงถามออกไปว่า
“...คุณล่ะ-มีชื่อว่าอะไรครับ”
“...”
หญิงสาวที่ได้ยินก็หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยแล้วรีบหันกายวิ่งพุ่งผ่านไปเปิดประตูไม้ออกมาอย่างรวดเร็ว...รัตนะที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบส่งเสียงร้องถามออกมาอย่างรวดเร็วอีกว่า
“...แล้วเราจะได้พบกันอีกหรือเปล่าครับ”
“...”
รัตนะที่เห็นหญิงสาวที่หันกลับมากวาดสายตามองเขาเล็กน้อยพร้อมทั้งปิดบานประตูคล้ายกับเหมือนส่งเสียงกล่าวอะไรออกมาก่อนที่บานประตูจะปิดลงไป-จึงรีบร้องถามออกไปว่า
“เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรครับ”
“...”
แต่ไม่มีเสียงตอบใดๆกลับมาจากอีกด้านหนึ่งของบานประตู
...ไม่มีคำถามใดๆจากเธอ
“เฮ้อ...”
รัตนะได้แต่ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างผิดหวังเท่านั้นก่อนที่จะกวาดสายตาจ้องมองไปยังโรงฝึกที่เบื้องหน้าเท่านั้น-สายตาของเขาถึงกับกวาดไปเห็นยังป้ายแผ่นไม้ที่ด้านข้างโรงฝึกเขียนเอาไว้ว่า...
...สำนักดาบยูเมะโนะ
“...”
รัตนะที่กวาดสายตาจับจ้องมองไปยังบานประตูและป้ายโรงฝึกอยู่เล็กน้อยก่อนที่จะหันกายก้าวเดินไปอย่างผิดหวังเพราะเขากลับพบเธอใน่เวลาที่ไม่ควรจะพบเช่นนี้...
...แม้เขาได้รับการตอบรับหยุดเรียนจากมหาลัยและหาตั๋วเรือได้ก็คงต้องไปจากประเทศนี้แล้ว
“ตุบ...ตุบ...”
แต่รัตนะที่ก้าวเดินเล็กน้อยก็ฉุดใจคิดได้ว่า”ในมือของเขายังกำผ้าเช็ดหน้าที่ลืมคืนให้กับเธอไป”-จึงก้มหน้าลงไปมองดูผ้าเช็ดหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า
“...เราลืมคืนผ้าเช็ดหนาให้เธอ-ไว้วันหลังก็แล้วกัน...เอ๋ะ...”
ก่อนที่รัตนะจะส่งเสียงร้องออกมาอย่างใแล้วรีบมองไปยังมุมของผ้าเช็ดหน้าที่ปักยังกลีบดอกซากุระแล้วอ่านยังตัวอักษรที่ปักไว้ข้างๆด้วยด้ายสีแดงทันทีว่า
“…ยูเมะโนะ ซากุระ...”
รัตนะที่เงยหน้าขึ้นไปมองดูดวงจันทร์ที่สวยงามบนท้องฟ้าแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาว่า
“...ซากุระในความฝันหรือ...”
เขาที่จ้องมองดูดวงจันทร์ยังกล่าวออกมาอีกอย่างเศร้าสร้อยว่า
“...ช่างสวยงามยิ่งราวกับความฝันในค่ำคืนที่ดวงจันทรางดงามนี้ยิ่งนัก”
...เพราะความงดงามของเธอฉากเช่นบุบผาในคันฉ่อง-จันทราบนเหนือผิววารียิ่งนัก...กับความงามที่มิสามารถได้นี้
โดยที่รัตนะไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่า”การพบกันของทั้ง 3 ในวันนี้นั้น”-มันจะทำให้ชะตาชีวิตของเขาถึงกับต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่คาดไม่ถึงเลย