Stardust Realm Online [3] เอ็มทีผู้ลืมเลือน
รินคำ...รินคำ กลับมาสิ...
ได้โปรดเถอะ อย่ายอมถูกกัดกร่อนจนตายหายไปจริงๆ อย่างนี้...
รินคำยังไม่ตาย!
กลับมาสิรินคำ...
ลูกพ่อ...!!!
เด็กสาวสะดุ้งตื่นขึ้นใต้ท้องฟ้าประดิษฐ์
วันนี้ก็เผลอหลับยาวระหว่างพักเอาแรงอีกแล้ว
ใครสักคนกำลังเรียกใครอีกคนในความฝัน แม้ฝันจะจบไปแล้ว แต่เธอกลับรู้สึกว่าคนคนนั้นยังคงเฝ้าเรียกหาต่อไปไม่หยุดยั้ง
...
ชายหนุ่มผิวแทนคนหนึ่งนั่งเคาะปากกาอยู่ในเมืองลูนาเรีย เมืองหลักของทวีปจันทราเซเลน่าเขาเอียงศีรษะซ้ายทีขวาที
“ว่าแล้วเชียว ท่อนนี้เสียงเบสดังไปจริงๆ ด้วย” เขาพูดงึมงำก่อนจะจดลงเมโมแผ่นเล็กที่เขาแปะไว้บนหน้าต่างระบบหยิบกีตาร์ที่สะพายหลังมาดีดสองสามคอร์ดก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาอีก
“เพลงประกอบสงครามเวิลด์บอสก็มีคนบ่นว่าฟังนานๆ แล้วเบื่อ เห็นทียังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะสินะ”เขาถอนหายใจ ยังไม่ทันทำอะไรต่อก็มีสายเข้า
“ไคล์ มากินข้าวเดี๋ยวนี้” เสียงดุของสาวโปรแกรมเมอร์ดังเข้าหู
“เดี๋ยวสิ เป็นแม่ผมตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะพี่เคท อีกอย่าง ผมยังแต่งเพลงใหม่ให้เขตกระต่ายของทวีปจันทราไม่เสร็จเลย”ไคล์บ่นงึมงำ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมลดละง่ายๆ
“เร็วเข้า” เคทพูดเสียงเข้ม
“รอแป๊บ” เขาเก็บปากกาแล้วออกจากเกม
ไคล์ลืมตาขึ้นมาในห้องส่วนตัวในศูนย์วิจัย เขาถอดเครื่องมือคล้ายหูฟังออกจากศีรษะนี่เป็นเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ที่บริษัทญี่ปุ่นกำลังพัฒนาอยู่ เขาคิดว่ามันใช้งานได้ไม่เลวดีกว่าเตียงเทอะทะราคาแพงสมัยก่อนเป็นล้านเท่า
หลังลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เขาก็เปลี่ยนชุด เปิดประตูจ๊ะเอ๋กับเคทพอดี
“ก็บอกให้เร็วๆ ไง นี่เกี่ยวกับบาบุชก้าด้วย”
“ขอโทษที จะว่าไปบาบุชก้านี่หมายถึงใครเหรอครับ? ศูนย์วิจัยเรามีคนรัสเซียเป็นสิบคน ไหนจะเชเรเชฟสกี้ ฝาแฝดยูซูพอฟ แล้วก็เจ้ามิชา...”ยังไม่ทันไล่ครบ มือของสาวโปรแกรมเมอร์ก็เข้าตะครุบปากเขา
“ก็รู้ว่าใคร...”
“อ๋อ กิ๊กพี่เคท โอ๊ยๆ!” เคทบีบคางหนุ่มฟิลิปปินส์จอมทะเล้นเต็มแรง
ทั้งสองเดินไปตามโถงที่เงียบสนิทสู่โรงอาหาร
“แล้ว เราจับตัว MT ที่หนีไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อนได้รึยังครับ?” ไคล์เอ่ยปากถาม “ที่ชื่อ...ฮิบิคิ ฮานิว ใช่ไหมครับ?”
“ยัง โชคดีที่เขาเป็นกลุ่มควบคุมไม่ใช่ผู้ติดเชื้อ ถ้าโฮเซ่หรือฮยอกหนีไปฉันจะกังวลยิ่งกว่า” เคทส่ายหน้า “เด็กพิการแถมเพิ่งตื่น ใครจะคิด...”
“ผมอยากถามเขามานานแล้วว่าเป็นญาติกับยูซูรุ ฮานิวที่เป็นนักสเกตระดับโลกรึเปล่าเห็นว่านามสกุลเดียวกันอาจมีสิทธิ์เป็นญาติกันก็ได้นะ”
“ไคล์ ฉันว่านายอยู่เมืองไทยนานเกินไปหน่อยนะ คนนามสกุลเดียวกันไม่ได้แปลว่าเป็นญาติกันสักหน่อย”
“ผมว่าคนเกาหลีนามสกุลคิมที่มีเป็นล้านคนยังไง ณจุดหนึ่งของประวัติศาสตร์ก็มีบรรพบุรุษเดียวกัน... อ๊ะ หมอคริส” ไคล์ทักคุณหมอหนุ่มที่เดินสวนมาพอดี
สภาพของเขาอิดโรยราวกับไม่ได้นอนมาหลายวัน เขายิ้มให้เล็กน้อยแล้วก็เดินสวนไปเฉยๆ
ตั้งแต่วันที่คริสโตเฟอร์ เกลเผชิญหน้ากับยูริวันนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเคทรู้ว่าปกติยูริเป็นคนดุเงียบพูดจารุนแรงไปบ้าง แต่ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะทำให้หมอมากความสามารถเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เมื่อเขาเดินห่างไปในระยะที่ปลอดภัย ไคล์ก็พูดต่อ
“แล้วบาบุชก้าทำไมเหรอครับ? เขาแหกคุกออกมา?”
“เขาไม่ทำแบบนั้นหรอก”
พวกเขาก็มาถึงโรงอาหารพอดี ในนั้นมีคนนั่งอยู่ประปราย
“ยังไม่เห็นมีใครมาเลย” ไคล์เกาหัวแกรกๆ แล้วเดินไปเลือกอาหาร
ช่วงที่เกมยังอยู่ในขั้นพัฒนา ทางทีมงานติดต่อให้เขามาแต่งเพลงประกอบฉากให้ครอบครัวเขามีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เพราะเขารับงานจิปาถะนอกจากการแต่งเพลงด้วยเลยย้ายตัวเองมาอยู่ฟรีในศูนย์วิจัยเสียเลย
พอมาอยู่สักพักก็ได้เจอแต่คนที่ผิดความคาดหมาย สาวแว่นสุดสวยชาวสิงคโปร์ที่แอบส่องบ่อยๆในโรงอาหารคือโปรแกรมเมอร์มือดีที่ช่วยชีวิตคนไว้เป็นร้อย เจ้าคนสูงโย่งที่ชอบนั่งกินข้าวคนเดียวเป็นนักเรียนแพทย์จากแดนม่านเหล็กที่เกือบฆ่าหัวหน้าโปรเจกต์ตาย
และด้วยเหตุสุดวิสัย ตอนนี้เขา...ไคล์ อาเดรียน มอนโร มิชชั่น กลายเป็นแนวร่วมสืบเสาะความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเกมที่ดูภายนอกเหมือนไม่มีอะไรเกมนี้
“พี่เคท แล้วคนที่สัญญาว่าจะปล่อยตัวแต่ไม่ได้ปล่อยคนนั้นเอาไง? ผมเคยเจอเธอในเกมด้วย เห็นว่าเป็นคนช่วยพี่เจาะระบบไม่ใช่เหรอ?”
“อ๊ะ...โน่นไง พวกที่เรารอมาโน่นแล้ว” เธอเมินคำพูดเขาโดยสิ้นเชิง สองคนที่พวกเขารออยู่ถือถาดอาหารมานั่งข้างเคทและไคล์แบบไม่มีใครสงสัย
“...เอ่อ แล้วธุระที่ว่าเกี่ยวกับพ่อเสือดาวหิมะนี่คือ...?” ไคล์เปรย มือข้างหนึ่งคนบะหมี่เกี๊ยวด้วยตะเกียบ มืออีกข้างตักน้ำส้มสายชูใส่ไม่ยั้ง
“จะบอกแบบย่อๆ แล้วกัน”
ยูริเคยบอกไว้ว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของสตาร์ดัสต์ เรล์มคือการเก็บข้อมูลเพื่อสร้าง<รินคำโปรโตไทป์> หรือก็คือการคืนชีพให้ลูกสาวของดอกเตอร์ทว่าแม้ทฤษฎีของเขาสมเหตุสมผลและมีหลักฐานมากขนาดไหนก็ยังมีเรื่องที่ไม่กระจ่างอยู่ข้อหนึ่ง
รินคำตายก่อนที่โปรเจกต์จะเริ่ม
ถ้าอย่างนั้น... รินคำที่เคยอยู่ในบาเรีย...
“MT คนแรก...คนถูกเรียกว่า‘อัลฟ่า’ ตอบสนองเหมือนมนุษย์ในทุกสถานการณ์จนไม่มีทางเป็นปัญญาประดิษฐ์ไปได้ ฉะนั้นถ้ารินคำตัวจริงตายไปแล้วและรินคำโปรโตไทป์ยังไม่สมบูรณ์...รินคำในบาเรีย... รินคำที่ฉันใส่ไปในระบบเป็นคนแรกคือใครกัน...?”
...
ลัคนานอนหลับตากลางทุ่งสายรุ้ง ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น
อิสรภาพของคนที่เธอไม่รู้จักแลกมาด้วยความทรงจำที่อุตส่าห์ระลึกได้ แต่ถึงเธอจะกลับไปเป็นคนไร้ความทรงจำแบบเดิมก็มีบางสิ่งเปลี่ยนไป
“ท่านเป็นคนคิดมาก สมกับเป็นนายของเราจริงๆ นายท่านลัคนา”
เจ้าของเสียงแหลมเล็กคือปีศาจดันทาเลียนในร่างเด็กสาวสวมชุดตัวตลกและหมวกปีกกว้างประดับด้วยใบหน้ามนุษย์นับร้อย
“รู้ไหมนายท่านว่าทำไมมนุษย์จึงกลัวตุ๊กตา? เพราะตุ๊กตาคือเครื่องจักรที่เลียนแบบมนุษย์เราและทุกสิ่งในที่นี้เลียนแบบความเป็นจริงแต่ก็ไม่ใช่ความจริง เป็นของจริงเพียงในโลกของเราไม่ใช่โลกของท่านมนุษย์นั้นถือตัวดีว่าเป็นของแท้ หากตุ๊กตาซึ่งเป็นเพียงของเลียนแบบสามารถเป็นมนุษย์ได้มนุษย์ก็จะไม่มีความหมาย ถ้าธรรมชาติและจักรวาลสามารถตีค่าได้แบบฟิสิกส์ เหตุใดเล่ามนุษย์จะไม่สามารถแปรสภาพเป็นจักรกลที่ดัดแปลงโยกย้ายได้ดั่งตัวแปรในสมการแต่ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ต้องการเล่นเป็นพระเจ้าโดยการสร้างตุ๊กตาอย่างเราขึ้นมา”
“มันเกี่ยวกับฉันยังไงเหรอ?” ลัคนาถอนหายใจยาวถ้าโดนดัดแปลงสมองเป็นว่าเล่นอย่างนี้ แถมสติสัมปชัญญะยังอยู่ในโลกที่ไม่มีจริง เธอจะยังเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์ได้เต็มปากรึเปล่านะ
“จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว นั่นเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องหาคำตอบด้วยตนเอง”ดันทาเลียนพูดทิ้งปมแล้วหมุนตัวบนเกสรดอกไม้
ถึงจะทำพันธะได้เพราะเจาะระบบ แต่ดูเหมือนดันทาเลียนจะยังอยู่กับเธอไม่ไปไหน
ปีศาจเลเมเกทันแต่ละตัวจำกัดว่ามีผู้เล่นทำพันธะได้ในเวลาเดียวกันกี่คนดันทาเลียนจำกัดที่แค่คนเดียว หมายความว่านอกจากเธอ ไม่มีใครสามารถทำพันธะกับดันทาเลียนได้อีกจนกว่าเธอจะทำผิดเงื่อนไขจนพันธะถูกยกเลิก
“พวกนารี...ยังไม่กลับมาเลยนะ” ลัคนาถอนหายใจ
หลังจบสงครามเวิลด์บอสและหลุดจากห้วงมิติสีดำก็ไม่มีการติดต่อจากใคร แม้แต่ดอกเตอร์ต้นเรื่องก็หายจ้อยจำได้ว่าเคยคุยกับไอชาด้วยแต่ความทรงจำส่วนนั้นถูกลบไป
“นายท่าน มีคนมา” ดันทาเลียนเอ่ยเสียงเรียบแล้วหายเข้าไปในหน้าต่างระบบลัคนาหันไปทางซ้ายก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนงกๆ เงิ่นๆ
“เอ่อ...ลัคนาสินะ?” เขาพูดเสียงสั่น
“ทำไมเหรอ?” เธอถามกลับ สงสัยว่าคนตรงหน้ามีธุระอะไรกันแน่
“มะ มีคนตามตัวเธอน่ะ...ช่วยมาด้วยกันหน่อยจะได้รึเปล่า?”
...
“ส้นตีน!” หญิงสาวหน้าตาสะสวยในวัยยี่สิบกลางๆปาถาดหลุมใส่หน้าเจ้าหน้าที่
“แต่...แต่ว่าคุณต้องทานนะครับ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาก็แทบไม่ได้แตะอะไร เดี๋ยวจะเป็นลมล้มพับหรืออาจจะขาดสารอาหาร ถ้าขาดสารอาหารร่างกายคุณจะเริ่มย่อยกล้ามเนื้อตัวเองเปลี่ยนเป็นพลังงานนะครับ!”
“พวกแกสิใส่ยาอะไรเข้าไปก็ไม่รู้ ใครมันจะโง่แดกของแบบนี้กัน?!” น้ำเสียงนั้นทำเอาคนโดนด่าขวัญหนีดีฝ่อ นอกห้องผู้ป่วย หมอฝรั่งตาน้ำข้าวถอนหายใจยาว
“...ทำไมคนที่ดอกเตอร์เลือกมาทำวิจัยถึงได้เป็นพวกอารมณ์ร้ายกันเสียส่วนมากล่ะครับ? พระเจ้า ช่วยลูกด้วยเถอะ...”
“ไอ้ฝรั่งที่ยืนอยู่นอกห้อง งึมงำอะไร ยูเซย์ซัมติงยูเซย์ทูมายเฟสดิฟะ!”
หมอคริสขนลุกไปพักหนึ่ง เธอต้องโกรธขนาดไหนกัน วิธีการพูดจึงไร้ความสำรวมเช่นนี้? แบบนี้ทำให้นึกถึงยูริ อิลิช เวเซลอฟสกี้ขึ้นมา สงสัยนิสัยไม่ยอมคนแบบนี้จะติดกันมาจากในบาเรีย
หลังแผลงฤทธิ์จับดอกเตอร์เป็นตัวประกันแถมรายงานเรื่องงานวิจัยลับสุดยอดให้เบื้องบนฟังพ่อเสือขาวก็โดนจับขังเดี่ยวโดยมีกล้องจับตามองยี่สิบสี่ชั่วโมง แม้จะไม่อาละวาดเหมือนเก่าแต่สภาพเขายังห่างไกลจากคำว่าเชื่องนัก
คริสโตเฟอร์ไม่รู้เรื่องสักนิดว่าดอกเตอร์มีจุดประสงค์ต้องการมอบความอมตะให้กับรินคำลูกสาวผู้ล่วงลับไปแล้ว
เขานึกมาตลอดว่าสิ่งที่ดอกเตอร์ทำอยู่คือการหาทางรักษาให้ผู้คนนับไม่ถ้วนดอกเตอร์หยิบยื่นความหวังให้ผู้ป่วยโดยการจับพวกเขายัดลงแคปซูลเพื่อพยุงชีวิต น้ำยาในแคปซูลจะระงับอาการของไวรัสได้ชั่วคราวในระหว่างที่ทีมงานวิจัยกว่าพันชีวิตตั้งหน้าตั้งตาหายารักษา
เขาคิดว่าตัวเองกำลังช่วยเหลือดอกเตอร์ กำลังทำตามปณิธานที่จะช่วยโลก ใช้ชีวิตในฐานะผู้มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติอย่างคุ้มค่าที่สุด ทว่าทั้งหมดเป็นเพียงฉากหน้าของงานวิจัยเห็นแก่ตัวของผู้ชายคนหนึ่ง
ตอนนี้ดอกเตอร์กลับได้ดิบได้ดีเพราะเบื้องบนสนใจในงานของเขาอย่างมาก พวกเขาสนใจความเป็นอมตะที่ได้จากการโอนถ่ายวิญญาณเข้าไปในโลกไซเบอร์ตัดขาดจากกายหยาบอย่างสิ้นเชิง
งานวิจัย MT ดำเนินการต่ออย่างราบรื่น
ส่วนเขา...คริสโตเฟอร์ เกล ก็ได้สูญเสียกำลังใจที่จะทำงานไป
วัคซีนหรือทางรักษาก็หาอยู่หรอก...ข้อมูลที่ดีที่สุดคือการทดลองใหญ่ในช่วงสงครามเวิลด์บอสพวกเขาเรียกมันว่าคืนพระจันทร์สีเลือด คืนที่พวกเขาทำการสังเวยอนาคตของคนมากมายเพื่อข้อมูลที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแต่ข้อมูลนั้นกลับไม่เป็นประโยชน์อย่างที่คาด
ก็แหงสิ มันมีช่องโหว่เต็มไปหมด ไม่ควรเรียกเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำเรียกว่าการเล่นสนุกยังจะถูกต้องกว่า
“ยังอยู่รึเปล่า นี่!” อรุโณทัยยังโวยวายไม่หยุด
“...ฝากที่เหลือด้วย” คริสโตเฟอร์บอกปัดความรับผิดชอบให้เหล่าเพื่อนร่วมงานน่าสงสารแล้วเดินออกจากตรงนั้นว่ากันว่าชาวแคนาดาเป็นสุภาพชน ควบคุมอารมณ์ได้ดีเป็นเลิศ แต่ถ้าเขาหลุดขึ้นมา คริสกลัวจะเสียภาพพจน์คุณหมอใจดีและความเชื่อใจที่สะสมมานานปี
ตอนนี้เขารู้สึกหงุดหงิดและสิ้นหวัง เขารู้มากไป ต่อจากนี้ชีวิตของเขาไม่มีวันตัดขาดจากองค์กรตรรกะเพี้ยนนี่ได้
คริสอยากย้อนเวลากลับไปตอนนั้นอีกครั้ง วันที่เขาถือปืนที่ไม่ได้บรรจุกระสุนเล็งใส่ยูริอีกฝ่ายไม่กลัวเพราะรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่อาจยิงได้ ดวงตาสีเขียวที่จ้องเขาวันนั้นยังประทับในความทรงจำ
ถ้าเขารู้เร็วกว่านี้สักนิดว่าถูกดอกเตอร์หลอกใช้มาตลอด เขาจะลดปืนแล้วช่วยยูริกับอะไรก็ตามที่ชายหนุ่มชาวรัสเซียคนนั้นต้องการจะทำเพียงแต่เขาไม่อาจปล่อย MT เพราะถ้าคนเหล่านั้นเป็นอิสระกว่าครึ่งจะโดนไวรัสกัดกินจนตายภายในเวลาไม่กี่เดือน
แม้แต่ลัคนา...แม้แต่เด็กสาวผู้เป็นกุญแจ ผู้ที่ดอกเตอร์สัญญาว่าจะปล่อยตัวก็อาการทรุดฮวบจนไม่อาจรักษาคำพูดไว้ได้
MT… ช่างเป็นชื่อที่โหดร้ายในขณะเดียวกันก็สะท้อนแผลทางใจที่ถูกประทับไว้กับพวกเขาจนวันตาย ความทรงจำอาจหายไปแต่ความรู้สึกไม่อาจเปลี่ยนได้ แม้พวกเขาจะถูกช่วงชิงตัวตนไปก็ตาม
MT… พ้องเสียงกับคำว่า‘empty’
แปลว่า ‘กลวงเปล่า’