ฟ้าใสยามเช้า ภายนอกถ้ำเห็นวิวหมู่เขาลำเนาไพรหมู่หินสีชาดแกมทมิฬเรียงรายจำนวนมากทิวทัศน์ที่เห็นให้ความรู้สึกเคร่งขรึมและสำรวม
ภายในบริเวณหมู่เขามีหมอกบางๆ ลอยปกคลุมรอบๆ เห็นก้อนหิน เนินหินมากมาย เกิดเป็นสีแดงทะมึนทอดออกไปเป็นแนวยาวบรรยากาศสงบเงียบ มีเพียงบริเวณหนึ่งที่แลดูโทรม ผืนดินแตกต้นไม้หักเห็นได้ชัดว่าบริเวณนั้นก่อนหน้านี้เคยผ่านการต่อสู้ครั้งใหญ่อย่างดุเดือดมาก
บนยอดเขาแห่งหนึ่งมีร่างบุคคลคนหนึ่งยืนอยู่เงียบๆ ไว้ผมยาวที่ก้าวมวยด้านหลังสูงเหนือศีรษะมีผมขาวปะปนอยู่เล็กน้อย ดูจากเงารวมๆ คาดว่าจะเป็นผู้มีอายุมากแล้ว
“ฟึ่บ!”
ร่างบางๆ ร่างหนึ่งกระโดดออกมาจากถ้ำรอบกายมีแสงสีมรกตห่อหุ้ม นางกระโดดและเหาะไปที่ยอดเขาไม่ไกลแห่งหนึ่ง
จากนั้นลำแสงรอบกายก็ดับหายไป เจ้าของร่างบางอรชรนี้สีหน้าของนางยังคงซีดโพลน นางก็คือตงหลีชิงชิง
“ท่านอาจารย์”
ร่างบางๆ ของตงหลีชิงชิงเคลื่อนตัวช้าๆเดินไปยืนเคียงข้างร่างเงาหลังค่อมบนเขามองจากด้านหลังเห็นกระจุกผมขาวกระจายอยู่ทั่วศีรษะอย่างเห็นได้ชัด
“อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง?”
เสียงสุขุมฟังดูเข้มงวดดังขึ้นมาผู้ที่ได้ยินคงรู้สึกอึดอัดกับน้ำเสียงนี้ ร่างของนางค่อยๆ หมุนตัวนางก็คือหญิงชราอายุกว่าห้าสิบปี ใบหน้ามีรอยย่นตามวัย
หากตู้เซ่าฝู่อยู่ที่นี่ด้วยต้องจำหญิงชราคนนี้ที่เคยพบที่เทือกเขาอสุรกายได้แน่ นางก็คืออาจารย์ของตงหลีชิงชิงคนที่เคยประมือกับจอมยุทธสตรีคนงามของฝูอี้ไป๋นางนั้น
“อาการบาดเจ็บดีขึ้นพอประมาณแล้ว หรือว่าท่านอาจารย์มาถึงที่นี่นานแล้วคะ?” ตงหลีชิงชิงมองหน้าอาจารย์ แววตาสงสัยท่าทางที่ดูพลิ้วไหลคล่องแคล่วของนาง ทำให้แลดูเหมือนพรายสาวที่อยู่ในป่ามิดไม่ปาน
“ข้ามาที่นี่หลายวันแล้ว ตามข้าไปเถิด ควรกลับไปได้แล้ว” หญิงชราบอกกับตงหลีชิงชิง
“ท่านอาจารย์ ข้า……” ตงหลีชิงชิงได้ยิน ก็แอบเหล่มองไปทองถ้ำที่จากมา
หญิงชราราวกับว่าทราบเรื่องราวทุกอย่างจึงเอ่ยถามตงหลีชิงชิง “เจ้าไม่อยากปล่อยเจ้าหนูคนนี้ไว้อย่างนั้นหรือ?”
ตงหลีชิงชิงไม่กล้าสบสายตาอาจารย์ของนางปากค่อยๆ ขยับช้าๆ กล่าวว่า “ท่านอาจารย์เขาเคยช่วยชีวิตข้า ขณะนี้เขายังอาการบาดเจ็บสาหัส……”
“เจ้าก็เคยช่วยเขาเจ้าไม่ติดค้างอะไรเขา” หญิงชรากล่าวสีหน้าเคร่งขรึมดุดันทำให้ตงหลีชิงชิงกระอักกระอ่วนในการพูดตอบ
ตงหลีชิงชิงแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ข้าช่วยเขานั่นเป็นเพราะบังเอิญทำไปเพราะสถานการณ์ ทว่าที่เขาช่วยศิษย์ถึงสองครั้งเป็นสถานการณ์ที่เขารู้ว่าชีวิตเขาตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นมันไม่เหมือนกัน”
“ดังนั้นเจ้าเลยถ่ายทอดวิชาบาทาพลิ้วพรายของตระกูลให้เจ้าหนูนั่นแล้วยังคิดจะแบ่งโสมวิญญาณเพลิงชาดให้เจ้าหนูนั่นอีก”หญิงชรากล่าวราวกับรู้ทุกอย่าง
บนยอดเขาอันสูงตระหง่าน บริเวณรอบๆมีหมอกขาวบางๆ บดบังวิสัยทัศน์ ตงหลีชิงชิงที่ท่าทางเสมือนพรายสาวนัยน์ตาของนางสั่นไหว สีหน้าดูครุ่นคิด อารมณ์จิตใจรู้สึกซับซ้อน ริมฝีปากบางๆของนางขยับเล็กน้อย พูดกับหญิงชราว่า “ท่านอาจารย์ ที่จริงข้าไม่อยากติดค้างเขาแต่คิดไม่ถึงว่าข้าจะติดค้างเขาอีกหน”
“ชิงเอ๋อร์นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ที่ข้าให้เจ้ามาที่ป่ามืด”
หญิงชราพูดจบ อากาศรอบๆก็มีคลื่นแรงกดดันที่มองไม่เห็น สีหน้าของนางดูเคร่งขรึมยิ่งขึ้น กล่าวว่า “ข้าไม่ควรให้เจ้ามาที่นี่เลย ข้าคาดการณ์ผิดไป ตอนนี้ก็กลับไปกับข้าเถิด”
“ท่านอาจารย์…………” ตงหลีชิงชิงราวกับว่ายังมีบางอย่างที่อยากพูด
หญิงชราพูดแทรกก่อนที่ตงหลีชิงชิงจะพูดหันไปจ้องตงหลีชิงชิงตาเขม็ง สีหน้าจริงจัง กล่าวว่า “ชิงเอ๋อร์ หรือว่าเจ้าชอบเจ้าหนูนั่น?”
ตงหลีชิงชิงได้ยินก็รู้สึกใจสั่นหัวใจเต้นแรง นางก้มศีรษะมองพื้น แววตาเป็นประกายทว่านางรีบเก็บความรู้สึกอารมณ์นั้นอย่างรวดเร็ว กล่าวตอบไปว่า “ศิษย์เปล่า”
“งั้นก็ดีแล้ว”
หญิงชรามองตงหลีชิงชิง แววตาดุดันโหดเหี้ยมกล่าวว่า “เจ้าควรรู้ว่าเจ้ามีภาระหน้าที่ติดตัวอะไรอยู่กลับไปกับข้า หรือว่าเจ้าอยากให้ข้าฆ่าเจ้าหนูนั่นซะ?”
“ท่านอาจารย์อย่า” ตงหลีชิงชิงตกใจและใจสั่น นางรู้นิสัยของท่านอาจารย์ตนเองดี
“ซู่ๆ!”
บริเวณล่างยอดเขามีเงาคนสิบกว่าคนเคลื่อนไหวเงาคนกลุ่มนี้เดินทางผ่านไปพบกับกองหินที่สภาพยุ่งเหยิงเรี่ยราด
ทั้งสิบกว่าคนนี้ต่างสวมชุดดำลมปราณที่แผ่ออกมาแข็งแกร่งพอควร อย่างน้อยๆ น่าจะมีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณถึงสี่คน
“ผู้รักษาหมิ่น ในถ้ำด้านหน้านั่นแหละสี่เดือนก่อนข้าบังเอิญผ่านมาทางนี้สังเกตพบว่าภายในนั้นมีคลื่นพลังยาวิเศษคุกรุ่นน่าจะไม่ใช่ยาวิเศษธรรมดาๆ ทว่าได้ยินเสียงอสูรคำรามเรื่อยๆลมปราณจากตัวมันแข็งแกร่งมาก ดังนั้นข้าจึงไม่กล้าเข้าไป”บุรุษร่างผอมตัวเล็กคนหนึ่งบอกกับผู้เฒ่าชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหน้า
“บริเวณนี้มีร่องรอยการต่อสู้ที่น่าจะเกิดก่อนหน้านี้ไม่นานหรือว่าจะมีการแย่งชิงยาวิเศษ พวกเรารีบเข้าไปดูกัน”
ผู้เฒ่าชุดดำกวาดสายตามองโดยรอบโบกมือเล็กน้อยส่งสัญญาณให้ทุกคนเข้าไปตรวจสอบภายในถ้ำจากนั้นร่างของสิบกว่าคนก็กรูกันเข้าไปในถ้ำอย่างระมัดระวัง
“ปึงๆ ๆ!”
ทันใดนั้นกลุ่มคนสิบกว่าคนก็เข้ามาสู่ในถ้ำแล้วจู่ๆ ก็มีแสงพลังงานปรากฏขึ้นในอากาศที่เป็นพลังดั่งสายฟ้ากำลังระเบิดเสียงของพลังงานระเบิดเกิดเป็นเสียงทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น
“ตึงโครม!”
พื้นดินบนเขาสั่นไหวเกิดคลื่นลมแรงซัดกระหน่ำราวกับว่ามีพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวซ้อนปะปนมากับคลื่นลมพัดด้วยทั้งสิบกว่าคนนั้นยังไม่ทันได้ร้องอุทานใดๆก็ถูกพลังพายุสยดสยองนี้โจมตีเสียชีวิตในฉับพลันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองตายได้อย่างไร
“ตอนนี้ก็ไม่ติดค้างอะไรเขาแล้วนะตามข้ามาได้แล้ว” หญิงชรากล่าวจากนั้นร่างก็ทะยานเหาะลอยขึ้นบนห้วงนภา
“ยังไม่ทันได้บอกลาเลยเจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีล่ะ”
ใบหน้าวิจิตรงดงามของตงหลีชิงชิงแสดงความรู้สึกเศร้าเพราะไม่อาจทำในสิ่งที่ใจต้องการจากนั้นก็มองไปยังถ้ำหินใต้ยอดเขาอีกครั้ง เส้นผมบางๆที่เล็ดลอดตามไรผมสั่นไหวเล็กน้อยตามลมบางๆ ที่พัดผ่านมือเรียวบางยกขึ้นมาเกล้าผมใหม่ให้ดี จากนั้นจู่ๆก็มีพลังบางอย่างดูดร่างนางลอยขึ้นฟ้า จากนั้นทั้งสองก็หายแวบไปในอากาศในฉับพลัน
“ซู่!”
มีเงาคนหนึ่งพุ่งออกมาจากภายในถ้ำจ้องมองไปยังท้องฟ้า ราวกับมองเห็นเงาสีมรกตบางๆ ลอยอยู่ไกลๆ และหายลับไปในนภาจากนั้นก็ก้มมองซากศพสิบกว่าคนที่นอนเกลื่อนกลาดบนพื้น
“สำนักมืดมิด!”
บนซากศพสิบกว่าคนมีตราสัญลักษณ์ของสำนักมืดมิดตู้เซ่าฝู่ยังคงสีหน้าขาวซีด จ้องมองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทีแรกเขาคิดว่าเมื่อออกจากแนวภูเขานั้นมาได้แล้วรอบๆจะไม่มีคนของสำนักมืดมิดแล้ว ขณะนี้มาเห็นเช่นนี้เกรงว่าบริเวณรอบๆ จะยังมีคนของสำนักมืดมิดอยู่
ขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงมาจากด้านนอกจนสะดุ้งตกใจจึงรีบเก็บฝ่ามือหยุดการบำเพ็ญเพียรในทันที มองดูรอบกายไม่เห็นเงาของตงหลีชิงชิงจึงรีบวิ่งออกมา
คิดไม่ถึงว่าจะพบกับร่างไร้วิญญาณของสำนักมืดมิดสิบกว่าคนเงาที่กำลังเหาะบนฟ้าน่าจะคือตงหลีชิงชิงนั่นแหละ
“น่าจะเป็นนางที่สังหารคนเหล่านี้นั่นแหละนางไปแล้วหรือ… ก็ใช่ เพราะอย่างไรก็ต้องไปอยู่ดีเพียงแต่ไม่รู้ภายภาคหน้าพวกเราจะมีโอกาสได้เจอกันหรือไม่นะ”
ตู้เซ่าฝู่แหงนหน้ามองฟากฟ้าไกลอย่างเหม่อลอยสักพักจากนั้นก็มองต่ำลงอย่างครุ่นคิด เมื่อได้สติกลับมา ก็พูดกับตัวเองว่า “คนของสำนักมืดมิดอยู่กระจัดกระจายไปทั่วเลยจริงๆดูท่าที่นี่ก็ไม่ควรอยู่แล้ว”
……………………………………………………………
ยามโพล้เพล้ตะวันขยับใกล้ทิศประจิมทว่ายังคงเปล่งแสงจางๆ ให้แก่ทั่วป่ามืดภายในอีกไม่ช้ายามรัตติกาลจะมาถึงแล้วราวกับว่าฟ้าดินใกล้จะจมอยู่กับความมืดมิดในอีกไม่ช้า
และแล้วจันทรานวลผ่องก็ลอยขึ้นมาประดับห้วงนภามันส่องแสงให้กับป่ามืดที่มืดสนิทมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ภายในเทือกเขามีลมแห่งราตรีพัดโชยเป็นระลอกทำให้ยอดต้นไม้สูงชะลูดเสียดฟ้าพัดโบกตามลมเล็กน้อย แสงอ่อนๆจากบนฟ้าทำให้ภายในป่าเกิดเงาทอดยาวเคลื่อนไหวได้ตามทิศทางลม
“โฮก!”
ภายในยามราตรีอันเงียบสงัดในป่าลึกที่กว้างใหญ่ไพศาลมีเสียงสัตว์และอสูรร้องดังขึ้นมาจากในพื้นที่ลึกและมืดสนิทอยู่เนืองๆ
ภายในหุบเขาเงียบไร้เสียงใดๆมีหมอกทึบปกคลุม บริเวณหน้าผาตรงนั้นมีถ้ำแห่งหนึ่งที่ยากจะสังเกตเห็น
ภายในถ้ำนั้นมีแสงสีทองอ่อนๆแผ่ออกมาจางๆ มีคลื่นพลังอันดุดันร้ายกาจปรากฏอยู่วับๆ แผ่ออกมาด้วยทำให้อสูรบริเวณรอบๆ หวั่นเกรงและพากันหนีออกห่างไปไกล
มีอักษรยันต์ประกายแสงสีทองจ้าเคลื่อนไหวลอยอยู่ในถ้ำเต็มไปหมดพร้อมกับมีพลังงานที่มองไม่เห็นราวกับเป็นพลังเคลื่อนเสียงเมื่อพลังนั้นพุ่งไปกระแทกกำแพงหินภายในถ้ำทำให้กำแพงหินเกิดเสียงพุ่งชนเบาๆ ดังขึ้นมาเป็นพลังที่น่ายำเกรงอย่างมาก
ผ่านไปสักพักพลังแสงสีทองอ่อนๆ นี้ก็แยกตัวกลายเป็นเส้นๆ สุดท้ายเกิดเป็นเส้นพลังงานจำนวนมากพุ่งเข้าหารอบๆตัวเงาคนสวมชุดเพ้าสีม่วงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น เขามีใบหน้าที่คมคายหล่อเหลาท่าทางดูน่าเกรงขามสุขุมกว่าคนอายุเท่าๆ กัน ดวงตาสองข้างปิดสนิท คิ้วของเขาคมเข้มรูปทรงดั่งดาบ
“ฟู่……”
ตู้เซ่าฝู่พ่นปราณโสมมผ่อนลมปราณออกมายาวๆจากภายในร่าง ดวงตาที่ปิดสนิทอยู่ค่อยๆ เปิดออกดวงตาราวกับมีประกายแสงสีทองส่องออกมา และหายไปในเวลาอันรวดเร็วดวงตาดูสุกมีพลังยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“ในที่สุดไม่เป็นอะไรแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ว่าอาการบาดเจ็บภายในร่างฟื้นฟูขึ้นมากแล้วแม้สีหน้ายังซีดเซียวอยู่บ้างเขายิ้มออกมาอย่างพอใจ เขานั่งบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูร่างกายเป็นเวลาสามวันเต็มๆ มียาวิเศษจำนวนมากช่วยในการฟื้นฟูทำให้บาดแผลอาการบาดเจ็บของเขารักษาหายไปแล้วประมาณเจ็ดในสิบ อาการไม่สาหัสไม่เป็นอันตรายแล้ว
ดวงตาที่เป็นประกายกะพริบในความมืดมีแสงทองอ่อนๆ ส่องวิบวับออกมาจากนัยน์ตา ตู้เซ่าฝู่ครุ่นคิด พูดกับตัวเอง “ไม่รู้ว่าซิงอวี่กับเจ๊ตุ๊ดชายถึงสำนักยุทธสวรรค์กันแล้วหรือยังหวังว่าจะไม่เกิดเรื่องอะไรนะ”
ตู้เซ่าฝู่คิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เปลือกตาปิดลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าไต้ซิงอวี่ เสียวหู่โอวหยังส่วงอยู่แห่งหนใดเป็นอย่างไรขณะนี้ ตอนนี้เขาเองถูกสำนักมืดมิดไล่ตามจึงต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ หนีอย่างเดียว เพราะพละกำลังยังแข็งแกร่งไม่พอหากเขามีพละกำลังที่แข็งแกร่งเพียงพอ คงไม่ต้องตกระกำลำบากเช่นนี้
“สำนักมืดมิด”
ตู้เซ่าฝู่ขยับปากพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา แววตาเกรี้ยวกราดดุดันสะท้อนขึ้นมาในความมืด เขากล่าวเบาๆว่า “ก่อนออกไป มีบางวิชาควรจะบรรลุได้แล้ว ในสายอาชีพนักเวทยันต์ก็ไม่ควรปล่อยให้พัฒนาอย่างล่าช้า”
“ซูมๆ ๆ!”
หลังจากนั้น ณ ภายในหุบเขาซอกหน้าผาตู้เซ่าฝู่ร่ายพลังด้วยฝ่ามือ กวัดแกว่งฝ่ามือไปมามีแสงสีทองอ่อนไหลพุ่งออกมาจากฝ่ามือ จากนั้นก็มีอักษรยันต์ถั่งโถมมาจากด้านหลัง
หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่วาดแขนไปมาก็ปรากฏแสงสีทองส่องประกายระยิบระยับอักษรยันต์ที่เรียงตัวด้านหลังเปลี่ยนรูปร่างพัฒนากลายเป็นรูปร่างต่างๆลมปราณที่แผ่ออกมาดุดันน่าสะพรึงกลัว……………………