คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 53 น้ำเบญจรสกับกระบี่ไน่เหอ

            

            ทว่ากระทั่งตอนนี้ซูฉางอันก็ยังเลื่อนพลังขึ้นไปอีกระดับไม่ได้อยู่ดีหลังปราณดาราทั้งเก้าผสานจนกลายเป็นหนึ่งร่างกายของเขาก็เหลือปราณดาราอยู่เพียงดวงเดียวเท่านั้น แต่ปราณดาราของเขาในตอนนี้รวบรวมพลังในปราณดาราทั้งเก้าเข้าด้วยกันแล้ว และเมื่อหกเดือนก่อน ในตอนนั้นลำพังแค่พลังแห่งดาบและเพลิงศักดิ์สิทธิ์เขาที่มีพลังต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็สามารถเอาชนะนักรบระดับเก้าดาราแบบเจ็ดต่อหนึ่งได้แล้ว...

            ดังนั้นแม้ซูฉางอันในตอนนี้จะมีปราณดาราอยู่เพียงดวงเดียวจึงยังมีพลังอยู่ในระดับหลอมจิตเท่านั้นแต่พลังที่แท้จริงของเขาแข็งแกร่งมากจนสามารถต่อกรกับนักรบระดับอรุณรุ่งได้เสียด้วยซ้ำและสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในที่สุดปัญหาเรื่องธาตุพลังที่ขัดแย้งกันในร่างของเขาก็หมดสิ้นไปเสียทีเขาเพียงต้องฝึกตัวเองต่อไปด้วยวิธีเดิมจนกระทั่งสะสมปราณดาราครบทั้งเก้าดวงเท่านั้น เพียงเท่านี้ซูฉางอันก็ก้าวขึ้นไปเป็นนักรบระดับเก้าดาราได้แล้ว สำหรับซูฉางอันแล้วนี่นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเหลือเกิน

            แม้เรื่องนี้จะน่ายินดีทว่าตลอดสองวันต่อจากนั้น เขากลับรู้สึกไม่มีความสุขเลยสักนิดเพราะตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็ต้องนอนติดเตียงนานถึงสองวันเลยทีเดียว

            เขาพยายามจะอธิบายให้หญิงงามทั้งสามเข้าใจว่าอาการบาดเจ็บที่เคยมี ได้รับการรักษาจากพลังที่น่าอัศจรรย์นั้นจนหายขาดแล้วแต่พวกนางยังคงไม่พอใจในเรื่องวันนั้น ที่ตนทำตามใจตัวเองอยากเลื่อนพลังมากจนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง แล้วเช่นนี้มีหรือที่พวกนางจะฟังคำอธิบายจากเขา

            ครั้งนี้หญิงทั้งสามที่ไม่ถูกกันมาโดยตลอดกลับเห็นพ้องต้องกันอย่างหาชมได้ยากพวกนางขังซูฉางอันเอาไว้ในห้องไม่ให้ออกไปไหนแล้วบังคับให้รักษาอาการบาดเจ็บที่ไม่มีจริงอยู่แต่ในห้องเท่านั้น...

            ซูฉางอันนั่งอยู่ริมเตียงเขาพิงแผ่นหลังลงบนผนังอย่างเบื่อหน่าย พลางทอดมองออกไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย

            เขากำลังคิดว่าพลังที่พุ่งเข้ามาในร่างของตนอย่างกะทันหันในวันนั้นเป็นอะไรกันแน่ในตอนแรกเขาคิดว่าฉู่ซีฟงกับอวี้เหิงแอบช่วยเหลือเขาเสียอีกแต่ต่อมาเขาก็ได้รับคำตอบคือการปฏิเสธจากคนทั้งสอง แน่นอนเขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นจากหญิงงามทั้งสามแล้วจึงพอจะเดาได้ว่าพลังลึกลับนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประหลาดในคืนนั้นเป็นแน่แต่เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้นหรือมีคนคอยให้ความช่วยเหลือตนอย่างลับๆ?

            ซูฉางอันลองคิดอย่างละเอียดว่าในบรรดาคนที่ตนรู้จักใครที่เก่งกาจจนพอจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ นอกจากฉู่ซีฟงกับอวี้เหิง ก็คงจะเหลือแต่วู๋ถงคนเดียวเท่านั้นแต่ตอนนี้วู๋ถงก็อยู่ไกลเป็นพันๆ ลี้... ซูฉางอันครุ่นคิดอยู่นานไม่เข้าใจว่าวู๋ถงใช้วิธีใด เหตุใดถึงทำเช่นนั้นได้

            อย่างไรเสียนี่ก็นับเป็นเรื่องดีดังนั้นในเมื่อคิดหาคำตอบไม่ได้ ซูฉางอันจึงเลิกคิดในที่สุด

            แอด...

            ประตูห้องถูกเปิดออกตามด้วยร่างของสตรีในอาภรณ์สีเหลือง นางประคองบางอย่างเอาไว้ด้วยสองมือและก้าวเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง

            “หรูเยว่” ซูฉางอันรีบเดินลงมาจากเตียงแต่เมื่อเห็นว่าสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้ายกเข้ามาพร้อมกันเป็นอะไรคนหนุ่มก็มีสีหน้าขมขื่นลงทันตา

            มันเป็นยาน้ำที่ทำจากสิ่งใดก็ไม่อาจทราบได้จากที่เซี่ยโหวฟ่งอวี้บอกมาดูเหมือนของพวกนี้จะเป็นยาหายากที่นางนำออกมาจากพระราชวังด้วยกันทั้งสิ้นซึ่งของเหล่านี้นับเป็นของที่ไม่อาจประเมินค่าได้เลยในโลกภายนอกแต่เพราะนางทั้งสามไม่รู้เรื่องการปรุงยา ทั้งยังทำอาหารไม่เป็น จึงเทของดีต่างๆที่ได้มาลงไปในหม้อเสียทีเดียว จากนั้นก็ต้มจนได้ยาน้ำในมือฝานหรูเยว่มานั่นเอง

            เขาเคยดื่มยาน้ำเช่นนี้มาหลายครั้งแล้วรสชาติของมัน ช่างเป็นอะไรที่ยากจะพรรณนาเสียจริงแต่ทุกครั้งที่เห็นหญิงทั้งสามเดินเข้ามาหาด้วยสายตาเป็นห่วงและคาดหวังเขาก็ทนกัดฟัน แล้วยกชามยาน้ำขึ้นมากระดกจนหมดในรวดเดียว

            “คุณชาย ท่านฟื้นแล้วรึ?” ฝานหรูเยว่กะพริบดวงตาที่แสนงดงามปริบๆพูดไปพลาง ก็มองซูฉางอันไปด้วย

            “ข้ายังไม่ได้นอนเลยต่างหาก...” ซูฉางอันพูดอย่างจนปัญหา จากนั้นก็มองไปยังพื้นที่ด้านหลังฝานหรูเยว่ราวกำลังมองหาอะไรก่อนจะถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ทำไมศิษย์พี่กับเซี่ยนจวินไม่มาด้วยกันละ?”

            โดยปกติแล้วในเวลานี้กู่เซี่ยนจวินกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้จะมาเยี่ยมตนพร้อมกับฝานหรูเยว่เสมอแต่วันนี้กลับมีเพียงฝานหรูเยว่แค่คนเดียวเท่านั้น ซูฉางอันจึงอดสงสัยไม่ได้

            เมื่อได้ยินดังนั้นฝานหรูเยว่ก็มองซูฉางอันอย่างคาดโทษเล็กน้อย “ช่วงที่ผ่านมาคุณชายซูเอาแต่สนใจเรื่องการฝึกวิชา มีเวลาไปสนใจอย่างอื่นเสียที่ไหน?”

            ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นจึงเกาหัวอย่างเขินอาย แล้วพูดขึ้น “ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึ?”

            “ดื่มยาน้ำนี่ก่อนข้าถึงจะบอก” ฝานหรูเยว่กะพริบตาปริบๆ อย่างทะเล้นจากนั้นก็ส่งชามยาน้ำมาเบื้องหน้าซูฉางอันด้วยรอยยิ้ม

            เดิมที นางก็มีรูปโฉมงดงามอยู่แล้วยิ่งแสดงท่าทางเช่นนี้ ความงามบนใบหน้าก็ถูกเปิดเผยออกมาจนหมดแล้วหากไม่ใช่เพราะรู้จักและอยู่ร่วมกันมานานหลายเดือนเกรงว่าซูฉางอันคงจะถูกรอยยิ้มตรงหน้าสะกดจนสติหลุดลอยไปแล้ว

            ซูฉางอันมองยาสีประหลาดตรงหน้าจากนั้นก็มองดูฝานหรูเยว่ที่ยังคงโปรยเสน่ห์ออกมาไม่หยุด เขากัดฟัน ปิดจมูกและอดกลั้นต่อรสชาติอันน่าสยดสยองที่ส่งผ่านมาทางลิ้นสัมผัส แล้วกระดกยาน้ำจนหมดสิ้นภายในรวดเดียว

            เขาวางชามว่างเปล่าให้พ้นทางในสภาพเหงื่อท่วมร่างจากนั้นก็หายใจหอบเพื่อดูดอากาศเข้าไปในปอดอย่างต่อเนื่องในบางครั้งเขาก็คิดว่าหากต้องดื่มยาน้ำที่มีรสชาติเช่นนี้ สู้ให้เขาไปสู้กับอินซานโจ๋วหรือหลงเซี่ยงจวินอีกครั้งยังจะดีเสียกว่า

            “คุณชาย!” ฝานหรูเยว่มองไปยังซูฉางอันที่มีเหงื่อท่วมร่างแล้วดุด้วยเสียงไพเราะ ขณะที่มือก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบจากนั้นก็ยื่นมันไปที่หน้าผากของซูฉางอัน และซับเหงื่อบนนั้นให้อย่างอ่อนโยนจนใบหน้าของเขากลับมาสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกครั้ง

            เมื่อได้ดมกลิ่นหอมที่ไม่รู้ว่ามาจากผ้าเช็ดหน้าหรือตัวของฝานหรูเยว่กันแน่จู่ๆ ซูฉางอันก็รู้สึกจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวขณะที่ใบหน้าก็ประกายสีแดงระเรื่อออกมาอย่างอดไม่ได้เขาถอยไปทางด้านหลังเล็กน้อยอย่างทำตัวไม่ถูก ต้องเรียบเรียงคำพูดอยู่นานกว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้ “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าช่วงที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

            ฝานหรูเยว่คล้ายจะเคยชินกับนิสัยขี้อายของซูฉางอันไปแล้วนางเก็บผ้าเช็ดหน้ากลับเข้าที่ จากนั้นจึงกล่าวขึ้น “ข้าไม่รู้รายละเอียดมากหรอกแค่ได้ยินองค์หญิงกับแม่นางกู่พูดถึงบนโต๊ะอาหารเท่านั้น เรื่องแรกที่พวกนางพูดถึงเป็นเรื่องของมณฑลเหลียงโจในดินแดนตะวันตก ดูเหมือนเมื่อเร็วๆ นี้เผ่าหนึ่งของชาวหมานมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าหัวหน้าเผ่าคนนี้ได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิของชาวหมาน ทั้งยังสังหารแม่ทัพของต้าเว่ยไปมากกว่าสิบคนแล้วนอกจากนี้ หัวหน้าเผ่าคนนี้ยังยกทัพโจมตีจนด่านเซียวหู่แตกพ่ายตอนนี้ก็ยกทัพเข้าไปล้อมเมืองหลายหยุนเอาไว้อีกที่องค์หญิงเร่งกลับพระราชวังอย่างกะทันหัน ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

            “แล้วกู่เซี่ยนจวินละ? นางไปไหน?” ซูฉางอันถามขึ้นอีก

            ฝานหรูเยว่ส่ายหน้า “แม่นางกู่ไปจัดการอีกเรื่องที่นอกเมืองฉางอันแล้ว”

            “เรื่องอะไร?” ซูฉางอันชะงักนิ่งไปเขาจำได้อย่างชัดเจนว่าตระกูลกู่ต้องลำบากขนาดไหนกว่าจะส่งนางเข้ามาในเมืองฉางอันได้เพราะเห็นว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่องค์จักรพรรดิทรงประทับอยู่ ทั้งยังมีนักรบแห่งดาราจักรปกปักอยู่หลายคนจึงคิดว่านางจะปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นี่ แล้วเรื่องใดกันหนอที่ทำให้นางยอมเสี่ยงชีวิตออกไปจากเมืองฉางอันเช่นนี้?

            “ประมาณหลายวันก่อนเมืองหลานหลิงที่อยู่ข้างเมืองฉางอันเกิดเรื่องขึ้น คนในเมืองนั้นถูกฆ่ายกเมืองไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนแก่ หญิงหรือชาย ไม่มีใครรอดชีวิตอยู่เลยสักคนไม่รู้ว่าพวกเขาไปมีเรื่องกับพวกโจรป่าหรือว่าอย่างไรในเมืองนั้นมีเศรษฐีอยู่ครอบครัวหนึ่ง ได้ข่าวว่าเศรษฐีคนนั้นเป็นคนสกุลกู่เหมือนกันซึ่งน่าจะเป็นญาติห่างๆ ของคุณหนูกู่... องค์จักรพรรดิทรงกริ้วมากถึงกับส่งยอดนักปราบโจรโกซานหยุนลงไปสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเองแม่นางกู่จึงร่วมเดินทางไปพร้อมกัน”

            “อย่างนั้นรึ” ซูฉางอันพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับก่อนคิ้วจะเริ่มขมวดเข้าหากัน เท่าที่เขารู้จักกู่เซี่ยนจวินสิ่งที่ทำให้นางรีบร้อนเดินทาง โดยไม่มีเวลาแม้แต่จะกล่าวร่ำลาเช่นนี้ต้องไม่ได้เป็นเพียงเพราะเกิดเรื่องกับญาติห่างๆ แน่ๆ

            “ยังมีอีกเรื่อง...” จู่ๆ ฝานหรูเยว่ก็กล่าวขึ้นอีกแต่ครั้งนี้ จู่ๆ นางก็ลดเสียงให้เบาลง จากนั้นก็ก้มหน้าลงต่ำทั้งยังดึงชายเสื้อมาจับเอาไว้คล้ายทำตัวไม่ถูก ไม่ต่างไปจากเด็กที่ทำความผิดเลย

            เมื่อได้เห็นท่าทางของนางซูฉางอันก็นึกขบขันขึ้นในใจ จึงถามออกไปอีกครั้ง “ยังมีเรื่องอะไรอีกรึ?”

            “ข้าไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือไม่” ฝานหรูเยว่พูดด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

            “ควรไม่ควรอะไรกัน พูดมาเถอะ” ซูฉางอันกล่าวระคนหัวเราะ

            ดูเหมือนฝานหรูเยว่ยังคงลังเลอยู่ไม่น้อยนางก้มหน้าลงต่ำ แล้วครุ่นคิดอยู่นาน กว่าจะยอมเปล่งเสียงออกมาในที่สุด “เมื่อครึ่งเดือนก่อนหลงเซี่ยงจวินไปที่สำนักปาฮวง”

            “หืม?” ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย “เรื่องนี้รึ?”

            เขาไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรทำไมฝานหรูเยว่ถึงไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับเขา?

            “อืม” ฝานหรูเยว่ก้มหน้างุด “เขาใช้คำขอของคุณชายนำไน่เหอออกมาจากสำนักปาฮวง”

            “ไน่เหอ?” ซูฉางอันขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้งตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสำนักเทียนหลานเป็นวันแรกอีกแล้วย่อมรู้เรื่องต่างๆ ภายในเมืองฉางอันอยู่บ้าง

            ไน่เหอเป็นอาวุธวิเศษของสำนักปาฮวงเป็นกระบี่ที่หนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักปาฮวงทิ้งเอาไว้ให้ ว่ากันว่ามันเป็นกระบี่ที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำขึ้นจากกระดูกของคนตายในยมโลกและถูกหลอมที่ภูเขาไฟในแดนตะวันตกของชาวหมานเป็นเวลาสี่สิบเก้าวันเลยทีเดียว

            มีตำนานกล่าวว่าเมื่อใดที่กระบี่ไน่เหอปรากฏ ผู้พบเห็นเป็นอันต้องลงไปดื่มน้ำเบญจรสในนรกทุกรายแค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้ว ว่ากระบี่นี้ทรงพลังมากขนาดไหน

            อาวุธที่ล้ำค่ามากขนาดนี้เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าสำนักปาฮวงจะมอบมันให้กับคนที่เป็นจอมดาราในงานหลอมดาวเพื่อทำตามคำสัญญาจริงๆ?

            ซูฉางอันขมวดคิ้วและนิ่งเงียบอยู่นานทำให้ฝานหรูเยว่รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที คิดว่าซูฉางอันกำลังรู้สึกโกรธจึงระเบิดความกระวนกระวายออกมาในใจ นางถามขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงแผ่ว “คุณชายซู ท่านกำลังโกรธข้ารึ?”

            ซูฉางอันได้สติกลับมาในที่สุดเขามองไปยังฝานหรูเยว่ด้วยความฉงนใจเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวขึ้น “โกรธ? ทำไมข้าต้องโกรธเจ้าด้วย?”

            ฝานหรูเยว่ยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้นนางพูดด้วยเสียงเบาหวิว “หากไม่ใช่เพราะข้ากระบี่เล่มนั้นก็ต้องตกเป็นของท่าน”

            ซูฉางอันหลุดหัวเราะออกมาแล้วส่ายหน้า พลางตบดาบที่ข้างตัว แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง “ข้าจะเอากระบี่ไปทำไมกันในเมื่ออาวุธที่ข้าชอบเป็นดาบ”

            บางทีอาจเป็นเพราะน้ำเสียงของซูฉางอันฟังดูไม่ใส่ใจเอาเสียเลยหรืออาจเป็นเพราะคำพูดของเขาฟังดูมีปัญหาอยู่แล้ว ดังนั้น หลังสิ้นเสียงกล่าวฝานหรูเยว่ก็เงยหน้าขึ้นไปมองซูฉางอันอย่างอดไม่ได้ สายตาที่มองไปคล้ายต้องการจะจับรายละเอียดบางอย่างจากใบหน้าของคนหนุ่ม แต่นางก็ต้องผิดหวังเพราะสายตาของซูฉางอันในตอนนี้ ทั้งใสสะอาดและบริสุทธิ์ไม่ต่างไปจากลำธารบนยอดเขาสูงเลย ไม่ได้แฝงไปด้วยอารมณ์ หรือความรู้สึกใดๆเลยแม้แต่น้อย

            นางไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าซูฉางอันกำลังคิดเห็นสิ่งใดอยู่กันแน่ ไน่เหอล้ำค่าถึงเพียงนี้เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่เขาใช้ดาบ หรือกระบี่เป็นอาวุธอย่างไรกัน? ต่อให้จะไม่ได้ใช้แต่หากนำไปถวายให้องค์จักรพรรดิละก็ เขาสามารถเลื่อนขั้นไปเป็นเจว๋ เป็นอ๋องหรือโหวเยได้สบายๆ เสียด้วยซ้ำ

            นางกำลังจะพูดบางอย่างออกไปอยากเตือนซูฉางอันว่ากระบี่เล่มนั้นล้ำค่ามากเพียงไร แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆฝานหรูเยว่ก็คิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ตอนที่เด็กหนุ่มตรงหน้าก้าวออกมาจากฝูงชนแล้วเปล่งเสียงกังวานขึ้นต่อหน้าชนชั้นสูงทั้งหลาย “ทำแบบนี้ไม่ถูก” ในตอนที่เขาพูดคำๆนี้ออกมา สายตาของเขาก็ใสสะอาด ไม่ต่างไปจากตอนนี้เลย

            จู่ๆนางก็ประกายสีแดงระเรื่อขึ้นทางใบหน้า คำพูดที่ติดอยู่ที่ปากถูกกลืนลงคออีกครั้งเพราะนางรู้ดีว่าต่อให้ซูฉางอันจะรู้ หรือไม่รู้ถึงความล้ำค่าของกระบี่เล่มนั้นไม่ว่าอย่างไรคำตอบของเขาก็ยังเหมือนเดิมอยู่ดี

            จู่ๆ นางก็ประกายรอยยิ้มออกมาฝานหรูเยว่มองไปยังซูฉางอัน ก่อนดวงตาจะมีน้ำใสๆ รื้นขึ้นอย่างกะทันหัน

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน