ตอนที่ 120 นามของเย่หลิงในฐานะผู้สืบทอดแห่งวิชามารต้องห้าม แผนการอันโหดเหี้ยม
ค่ำคืนนี้ช่างมิอาจสงบเงียบได้เลยสักนิด
สำหรับตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว กลับเป็นคืนที่เกิดเรื่องใหญ่สะเทือนฟ้าดิน
ในดินแดนอันกว้างไพศาลแห่งนั้น มีหมู่เกาะศักดิ์สิทธิ์นับมิถ้วน ป่าดึกดำบรรพ์สูงเสียดฟ้า พลังวิญญาณอัดแน่นพวยพุ่งออกมามิหยุด
แต่แล้วเสียงคำรามกร้าวสะท้านฟ้าก็ดังกึกก้องราวจะโค่นดารานับหมื่นดวงให้ร่วงหล่นลงมา
พลังเลือดลมมหาศาลแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ขนาดมหึมา น่าเกรงขามเกินกว่าสิ่งใดๆ ริมฝีปากอันแสนน่าสะพรึงกลัวนั้น อ้ากว้างประหนึ่งทะเลสาบโลหิตกลางเวหา
มันคำรามเสียงลั่นสะท้านปฐพี ด้วยความเดือดดาลที่มิอาจกลั้นไว้ได้
“ผู้ใดบังอาจสังหารบุตรข้า!”
ผู้ส่งเสียงคำรามนั้น มิใช่ผู้ใดอื่น หากแต่เป็นราชันพยัคฆ์แห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีพลังฝีมืออันลึกล้ำเกินจะหยั่งถึง
เขาเพิ่งจะออกจากการปิดด่านบำเพ็ญเพียร ทว่ากลับได้รับข่าวร้ายจากเหล่าบริวารว่าคบเพลิงดวงวิญญาณของไป๋เลี่ยได้ดับสิ้นลงแล้ว!
ไป๋เลี่ยคือบุตรชายที่ราชันพยัคฆ์รักและทะนุถนอมที่สุด อีกทั้งยังมีสายโลหิตบริสุทธิ์อย่างยิ่งในรอบหมื่นปี มีหวังจะก้าวขึ้นเหนือกว่าราชันพยัคฆ์เองในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ ราชันพยัคฆ์จึงทุ่มเทเวลาและพลังใจมหาศาลในการอบรมเลี้ยงดูเขา
ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่า เพียงเวลามินานหลังจากออกจากตระกูลไป กลับได้รับข่าวอัปมงคลเช่นนี้
ความเดือดดาลประหนึ่งพายุคลั่งโหมกระหน่ำอยู่ในใจของราชันพยัคฆ์ ดวงตาพลันแดงก่ำ พลังอาฆาตฟุ้งกระจายรอบกาย
“ตรวจสอบ! ไปตรวจสอบให้ข้า! ผู้ใดบังอาจสังหารบุตรข้า ข้าจักบดขยี้มันให้เป็นผุยผง ให้มันแหลกละเอียดเป็นพันๆ ชิ้น มิอาจกลับสู่ห้วงวัฏสงสาร ต้องทนทุกข์ทรมานตลอดกาล!”
เบื้องล่าง บรรดาลูกหลานตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ความเกรี้ยวกราดของราชันพยัคฆ์ คือหายนะครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ผู้ใดเล่ากล้าท้าทายตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้ ถึงกับหาญกล้าสังหารทายาทของราชันพยัคฆ์ได้
นี่มิใช่การประลองธรรมดาของเหล่ารุ่นเยาว์อย่างแน่นอน ทว่าเป็นการจงใจล้างแค้นและหยามเกียรติกันอย่างชัดแจ้ง
หากคนผู้นั้นเคยปรากฏตัวที่ใด แม้ทิ้งร่องรอยไว้เพียงนิด ก็มิมีทางรอดพ้นจากการตามล่าของตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ไปได้
“คบเพลิงดวงวิญญาณของนายน้อยได้มอดดับลงแล้ว เช่นนี้จะทำเช่นไรดี…”
“จะทำเช่นไรดีเล่า!”
ในดินแดนอนันต์สวรรค์ แห่งนครโบราณมรรคาสวรรค์ ได้ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นตระหนกและสะพรึงกลัว
องค์รักษ์ของไป๋เลี่ยทรุดกายลงบนพื้น ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเลื่อนลอยพร่ามัว เอาแต่พึมพำคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด
ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา เขาได้ออกตามหานายน้อยจนแทบพลิกผื้นปฐพีสืบค้น ทว่ากลับมิพบร่องรอยใดๆ กระทั่งข่าวร้ายจากตระกูลถูกส่งมาว่าคบเพลิงดวงวิญญาณได้ดับมอดลงแล้ว!
ในชั่วขณะนั้น ราวกับศีรษะถูกเปิดออกและราดลงด้วยน้ำแข็งเย็นเยียบ ความหนาวสะท้านแล่นผ่านไปทั่วทั้งร่าง
นายน้อยไป๋เลี่ยสิ้นชีพแล้ว…
ความตายของทายาทแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ จะนำมาซึ่งโทสะและหายนะที่มิอาจหยุดยั้งได้
และในฐานะองครักษ์คุ้มกันผู้ปกป้องนายน้อยมิสำเร็จ เขาย่อมมิอาจหนีรอดหนทางแห่งความตายไปได้ ทว่ากระนั้น ความตายกลับดูเหมือนเป็นความหวังอันห่างไกล
สิ่งที่รอเขาอยู่คือความทรมานยิ่งกว่าความตาย ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีวิชาอันเลื่องลือในการกักขังทรมานวิญญาณ ซึ่งแม้แต่ในแดนสวรรค์ก็ยังเป็นที่กล่าวขาน
เขามิอาจคาดคิดได้เลยว่า ลางร้ายเมื่อคืนกลับกลายเป็นความจริงที่โหดร้ายถึงเพียงนี้
“นายน้อยสิ้นชีพไปแล้วจริงๆ ทั้งที่ครองคาถารักษาชีวิตไว้แท้ๆ เช่นนี้มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่”
“ต้องเป็นเย่หลิงผู้นั้น ต้องเป็นมันแน่! มันคือผู้ลงมือสังหารนายน้อย!”
ในเวลานี้ ผู้ที่เขานึกถึงได้มีเพียงแต่เย่หลิงเท่านั้น และหลักฐานทุกอย่างก็ล้วนชี้นำไปสู่ตัวเย่หลิงทั้งสิ้น
เมื่อคืนนายน้อยได้ไปหาเย่หลิงเพื่อตัดสินบัญชีแค้น และในเรื่องนี้ อิ่นเหมย เทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางก็สามารถเป็นพยานได้
เมื่อเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์มาถึง อิ่นเหมยจะเป็นผู้ยืนยันทุกสิ่งให้เขาได้
หนทางเดียวที่จะไถ่โทษและหลุดพ้นจากหายนะในครั้งนี้ ก็คือการจับกุมผู้ที่ลงมือสังหารนายน้อยไป๋เลี่ยให้จงได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น บุรุษวัยกลางคนก็ตัดสินใจรวบรวมกำลังทั้งหมด เคลื่อนพลออกค้นหาตามทุกนครโบราณโดยรอบ
เขามิเชื่อว่าเย่หลิงจะหนีไปได้ไกลในเวลาเพียงเท่านี้
แม้จะต้องยอมรับความจริงที่ว่าเหตุการณ์นี้อาจมิใช่เย่หลิงที่ลงมือ เขาก็ยังจำเป็นต้องหาผู้รับบาปให้จงได้!
…
“ผู้อาวุโสกุย นี่มันเรื่องอันใดกัน เหตุใดข้าจึงรู้สึกมิสบายใจ ราวกับมีบางสิ่งในความมืดกำลังวางแผนเล่นงานข้าอยู่”
“บุรุษในอาภรณ์ขาวเมื่อคืนเป็นผู้ใดกันแน่ เหตุใดจึงกล่าวว่าจะได้พบกับข้าอีก ความรู้สึกนั้นช่างน่าหวาดหวั่นนัก ผู้ที่ธรรมดาสามัญทั่วไปมิอาจมีกลิ่นอายเช่นนี้ได้แน่!”
ภายในห้องพักแห่งหนึ่งในโรงเตี๊ยมของนครโบราณมรรคาสวรรค์ เย่หลิงในอาภรณ์ดำขมวดคิ้วแน่น สีหน้าขุ่นมัว สายตาเต็มไปด้วยความมิแน่ใจ เอ่ยถามเสียงขุ่นไปยังผู้อาวุโสกุยที่อยู่ในจี้ประจำตัว
เวลานี้ เขากำลังซ่อนตัวอยู่ในที่แห่งนี้
เมื่อคืน เขาถูกบุรุษชราในอาภรณ์ดำไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน กระทั่งหลบเข้ามาในเขตนครโบราณมรรคาสวรรค์ได้
บุรุษชราผู้นั้นอาจจะเกรงกลัวว่าการไล่ล่าจะเป็นที่โจษจันจนมิอาจซ่อนเร้น จึงยอมล่าถอยไปก่อนถึงตัวนคร
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เย่หลิงก็อดถอนหายใจอย่างโล่งอกมิได้ ก่อนรีบหาที่พักพิงชั่วคราวเพื่อรวบรวมสติ
สำหรับเขาแล้ว ภายในดินแดนเซียนโบราณของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ยังมีบางสิ่งที่มหาเทพวัฏสงสารได้ฝากไว้เป็นมรดกสืบทอดให้เขา
ดังนั้นช่วงนี้ เย่หลิงจึงมิคิดจะออกจากนครโบราณมรรคาสวรรค์ไปที่ใด
“ข้าว่า ดูท่าเจ้าจะเข้าไปพัวพันกับวังวนอันน่าสะพรึงกลัวเข้าแล้วเล่าเจ้าเด็กน้อย”
“บุรุษในอาภรณ์ขาวเมื่อคืนนั้น พลังของเขาช่างแปลกประหลาดจนเกินกว่าจะหยั่งถึง เขามิใช่ผู้ที่เจ้าจะไปหาเรื่องได้โดยง่าย ทว่าคนผู้นั้นกลับพุ่งเป้ามาที่เจ้าโดยเฉพาะ เรื่องนี้นับว่าประหลาดยิ่ง…”
เสียงของผู้อาวุโสกุยดังลอดออกมาจากจี้หยก พร้อมกับเตือนให้เย่หลิงครุ่นคิดทบทวนอย่างละเอียด
“เจ้าลองนึกดูให้ดีสิว่า เร็วๆ นี้ได้ไปล่วงเกินผู้ใดเข้า หรือมีผู้ใดเริ่มสงสัยเรื่องที่เจ้าครอบครองมรดกของมหาเทพวัฏสงสารกันแล้ว”
เย่หลิงฟังแล้วก็ส่ายหัวพลางขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมิพอใจนัก
“ข้าจะไปล่วงเกินผู้ใดกันเล่า ช่วงนี้ผู้ที่หาเรื่องข้าก็มีแต่พวกมันทั้งนั้น นอกจากเยวี่ยหมิงคงหรือเย่หลางเทียนแล้วจะมีผู้ใดไปได้”
“หรือเจ้าจะบอกว่าบุรุษในอาภรณ์ขาวเมื่อคืนเกี่ยวข้องกับพวกนั้นกัน”
เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
“หรือว่าจะเป็นเจ้ากู้ฉางเกอนั่น ทว่าข้าก็มิเคยแม้แต่จะพบหน้ามันมาก่อนเลยสักนิด”
“เมื่อคืนบุรุษผู้นั้นก็ยังถูกหมอกปกคลุมทั่วร่าง ข้ามิอาจมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้เลย”
เมื่อนึกถึงดวงตาเย็นเยียบราวกับมองลงมาจากเบื้องสูงเมื่อคืน ความหงุดหงิดก็ยิ่งทวีคูณขึ้นในใจของเย่หลิง
สายตานั้นช่างดูเยือกเย็น ราวกับมองเขาเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ความหมาย ถูกเล่นสนุกอยู่ในฝ่ามือของผู้ใดบางคน
ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกมิพอใจอย่างยิ่ง
มิว่าจะเป็นผู้ใด เมื่อถึงวันหนึ่ง ข้าจะบดขยี้ไว้ใต้ฝ่าเท้าให้จงได้!
“วันนี้ยังพอมีเวลา ข้าว่าจะไปหาศิษย์พี่ใหญ่ไป๋เลี่ยเพื่ออธิบายเรื่องเมื่อวานเสียหน่อย มิว่าอย่างไร อีกมินานพวกเราก็จะต้องพบกันที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์อยู่ดี...” เย่หลิงกล่าวขึ้นพลางทอดถอนใจ
ทว่ายังมิทันสิ้นคำ คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นขึ้นฉับพลัน
“ข้างนอกนั่น เหตุใดจึงได้เอะอะวุ่นวายนัก”
เสียงจอแจจากภายนอกดังแว่วเข้ามา ทำให้เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ทว่าเมื่อเงี่ยหูฟังให้ชัดเจน ร่างทั้งร่างกลับชาวาบราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ สมองของเขาราวกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ
เย่หลิงตัวแข็งค้างอยู่กับที่ ดวงหน้าซีดขาวไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก เอ่ยเสียงแหบพร่าอย่างมิอยากจะเชื่อ
“เป็นไปได้อย่างไร!”
“ไป๋เลี่ย... สิ้นชีพแล้วหรือ!”
“มิใช่ข้านะ ข้ามิรู้อันใดเลย ข้ามิได้ทำ... เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไรกัน...”
เย่หลิงรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกไปทั้งสรรพางค์กาย ราวกับจมอยู่ในห้วงน้ำแข็งลึก ยากจะหายใจ ทั่วศีรษะชาไปหมด
ก่อนหน้านี้เขายังสงสัยว่าเหล่าผู้คนภายนอกกำลังสนทนาถึงสิ่งใดอยู่
ทว่าพอจับใจความได้ชัดเจน ใบหน้าของเขาก็พลันซีดเผือดลงในทันที
เรื่องที่ผู้คนกล่าวขานกันนั้นคือข่าวการสิ้นชีพของไป๋เลี่ย ผู้เป็นถึงนายน้อยแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ และผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นคนลงมือนั้นก็คือ...ตัวเขาผู้นี้!
ยามนี้เหล่าผู้อาวุโสและยอดฝีมือจากตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างกำลังออกตามล่าเขาอย่างบ้าคลั่งไปทั่วทุกแห่งหน
“ข้า... เมื่อคืนนี้ข้าถูกคนไล่ล่าแทบตายเสียเอง จะเอาเวลาที่ไหนไปสังหารไป๋เลี่ยได้กัน!”
ความตื่นตระหนกแผ่ซ่านไปทั่วร่างเย่หลิงอย่างฉับพลัน มือเท้าของเขาเย็นเฉียบ ในใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวังราวกับถูกผลักให้จมลึกลงสู่ห้วงมหาสมุทรที่มืดมิด
นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน!
“หรือว่าจะมีผู้ใดเข้าใจผิด ต้องมีคนใส่ร้ายข้าแน่! ข้าถูกใส่ความ! ท่านเองก็รู้ดีนี่ ผู้อาวุโสกุย เมื่อคืนนี้ข้าถูกคนไล่ล่าจนแทบจะเอาชีวิตมิรอด!”
เย่หลิงในยามนี้ราวกับคนจมน้ำที่คว้าได้เพียงฟางเส้นสุดท้าย หวังพึ่งพาผู้อาวุโสกุยภายในจี้หยกเป็นที่พึ่งเดียว เขารู้ดีว่ามีเพียงผู้อาวุโสกุยกับบุรุษชราในอาภรณ์ดำผู้ลึกลับผู้นั้นเท่านั้น ที่จะสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของเขาได้
ภายในจี้หยก ผู้อาวุโสกุยพลันตกอยู่ในความเงียบเนิ่นนาน ก่อนจะเปล่งเสียงหนักอึ้งตอบกลับ
“ยามนี้ต่อให้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ข้ารู้ความจริงแล้วจะอย่างไรเล่า นี่มันชัดเจนว่ามีคนปองร้ายและจงใจวางแผนใส่ความเจ้า!”
ใบหน้าของเย่หลิงยิ่งซีดขาวจนไร้สีเลือด สติเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวออกมาได้ทีละน้อย ทว่าคำตอบที่ได้กลับทำให้เขารู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง
“ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งตระกูลต่างต้องการจับตัวข้า ต่อให้ข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่ามิได้เป็นคนสังหารไป๋เลี่ย ทว่าหากเรื่องที่ข้าครอบครองมรดกแห่งมหาเทพวัฏสงสารรั่วไหลออกไป พวกมันจะปล่อยข้าไว้หรือ!”
“มิว่าจะมองจากมุมใด ต่อให้ข้าจะบริสุทธิ์หรือไม่ก็ตาม ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ก็มิมีวันปล่อยข้าไปแน่!”
ความคิดสารพันผุดวาบขึ้นในสมองของเย่หลิงอย่างบ้าคลั่ง ทุกความคิดนำพาไปสู่เส้นทางที่มืดมนและไร้ทางออก ดวงหน้าของเขายิ่งขาวซีดราวกับกระดาษ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านไปด้วยความสิ้นหวัง
“ยามนี้ข้ามิอาจปรากฏตัวออกไปได้เด็ดขาด! ต่อให้มิใช่ข้าที่เป็นผู้สังหารไป๋เลี่ย ทว่าผู้ใดเล่าจะยอมเชื่อข้าได้ ขืนถูกตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์จับตัวไป มิว่าจะอย่างไรข้าก็ต้องสิ้นชีพอยู่ดี!”
เย่หลิงกัดฟันแน่น สายตาทอดมองออกไปไกลราวกับเห็นเพียงหุบเหวที่มิมีวันปีนป่ายขึ้นมาได้ เขารู้ดีว่าในยามนี้ แม้เขาจะเป็นฝ่ายที่คิดจนกระจ่างแจ้ง แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า
หากกู้ฉางเกอได้ยินสิ่งที่เย่หลิงกล่าวในยามนี้ ก็เกรงว่าคงจะอดหัวเราะออกมามิได้ พร้อมกับยกย่องเขาอยู่ในใจว่าฉลาดนัก คิดตามเกมได้ทันอย่างรวดเร็ว ทว่าถึงกระนั้นแล้ว…
แม้จะเข้าใจทุกอย่าง ก็ยังเปลี่ยนแปลงชะตากรรมมิได้อยู่ดี!
เย่หลิงซึ่งเป็นผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสาร ยามนี้หากความลับนี้รั่วไหลออกไปจะต้องกลายเป็นเป้าหมายอันล้ำค่า ที่มิรู้ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งสักเพียงใดที่หวังจะแย่งชิงมันด้วยดวงตาแดงก่ำราวกับเพลิงเผาผลาญ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ เขามิมีทางพิสูจน์ได้เลยว่าตนเองมิได้เป็นผู้สังหารไป๋เลี่ย!
สำหรับตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์นั้น ความจริงนั้นมิใช่สิ่งสำคัญ เพราะพวกเขาจะต้องจับตัวเย่หลิงมาให้ได้ เขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ พวกเขาก็มีวิธีสืบค้นหาความจริงจากจิตวิญญาณของเขาเองได้
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวก็ลุกโชนในดวงตาของเย่หลิง เขากัดริมฝีปากจนเลือดเกือบไหลพรั่งพรูออกมา
“แผนการอันโหดเหี้ยมนี้ต้องเป็นฝีมือของบุรุษในอาภรณ์ขาวเมื่อคืนแน่!”
กล่าวจบ เย่หลิงก็รีบใช้วิชาพลิกโฉมแปลงกาย กลายเป็นอีกคนหนึ่งที่มิเหลือเค้าลางของตัวเขาในอดีตอีกต่อไป
เขารู้ดีว่าช่วงนี้ หากยังเดินทางในโลกหล้าด้วยนามเดิมและใบหน้าที่แท้จริง คงมิแคล้วพบกับจุดจบอันน่าอนาถ
โชคดีที่ในมรดกแห่งมหาเทพวัฏสงสาร กลับมีมากมายหลายวิชาลับที่สามารถช่วยรักษาชีวิตเขาในยามคับขันได้ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้พลังแห่งวัฏสังสารซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริง ก็ยังช่วยปิดบังต้นกำเนิดพลังของเขาได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เย่หลิงก็อดถอนหายใจอย่างโล่งอกมิได้ ชีวิตของเขานั้น ผ่านความตายและวิกฤตมานับครั้งมิถ้วน จนช่ำชองในการเอาตัวรอดด้วยวิชาปลอมแปลงและอำพรางตน
ขณะเดียวกัน ในนครโบราณมรรคาสวรรค์ เหล่าผู้แข็งแกร่งจากตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ต่างเร่งรุดมาถึงพร้อมกับข้ามผ่านค่ายกลส่งตัวนับมิถ้วน
ยามนี้ พวกเขาทุ่มเทสมบัติอันล้ำค่าหลายชิ้น ทั้งกระดูกศักดิ์สิทธิ์แปลกประหลาดและวัสดุวิญญาณหายาก เพื่อรวมกันสร้างเป็นแท่นบูชาโบราณที่แผ่กลิ่นอายอันเก่าแก่แสนพิศวง
เหนือแท่นบูชานั้นมีหยดโลหิตสดแดงฉานหมุนวนช้าๆ เปล่งประกายแสงประหลาด แฝงไว้ด้วยพลังแห่งเทพอันยิ่งใหญ่และเกรี้ยวกราด!
“นี่คือหยดโลหิตบริสุทธิ์ของนายน้อยที่เก็บรักษาไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต นับเป็นโชคดีที่ยังหลงเหลือไว้ หาไม่แล้วคงไร้หนทางใช้ประโยชน์ดังเช่นในยามนี้ ตราบใดที่ศพของเขายังอยู่ เราย่อมตามหาที่อยู่และล้างแค้นแทนเขาได้!”
ผู้อาวุโสแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ ทว่าดวงตากลับทอประกายดุดัน ความเจ็บปวดบนใบหน้านั้นมิอาจปกปิดได้
พิธีกรรมนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล ทว่าในยามนี้ พวกเขาหาได้สนใจสิ่งใดอีก
ในเวลามินาน เวทลับได้เริ่มต้นขึ้น แสงสว่างรางเลือนค่อยๆ แผ่กระจายออกจากหยดโลหิตนั้น ก่อนที่เงาร่างพยัคฆ์ขาวคำรามก้องสู่ห้วงอากาศ และหายลับเข้าไปในความว่างเปล่า
“ตามทิศทางของเงาร่างนี้ไป เราจะพบศพของนายน้อย…”
กล่าวจบ เหล่าผู้แข็งแกร่งก็เร่งติดตามเงาร่างพยัคฆ์ขาวนั้นไป
ในเวลาเดียวกัน ที่นครโบราณทางตะวันออกของนครโบราณมรรคาสวรรค์ ภายในคฤหาสน์ร้างอันเปลี่ยวรกร้างท่ามกลางหญ้าป่าที่ขึ้นสูงจนรกชัฏ แสงสว่างจากเงาพยัคฆ์ขาวพลันปรากฏ ก่อนจะจางหายไปในอากาศ
ท้องฟ้าสั่นไหวเลือนราง เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์พลันปรากฏตัวขึ้นโดยพลัน
“ศพของนายน้อยถูกซ่อนไว้ในที่แห่งนี้!”
ผู้อาวุโสผู้มีสีหน้าเย็นเยียบเอ่ยพลางออกคำสั่งให้ค้นหาทั่วบริเวณ ท่ามกลางการสืบค้นอันรวดเร็ว มิช้าก็พบกับเส้นทางเข้าสู่คุกใต้ดินอันเย็นชื้นและวังเวงอยู่ใต้คฤหาสน์นั้น
“เหตุใดในที่แห่งนี้จึงมีคุกใต้ดินซ่อนอยู่ได้”
เมื่อเข้าไปภายใน พวกเขาพลันหยุดนิ่งราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางศีรษะ สิ่งที่เห็นทำให้ทุกคนหน้าซีดเผือด ความเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลัง
“นี่มัน…” เสียงกระซิบแผ่วเบาอย่างหวาดผวา
“เหตุใดจึงมีซากศพมากมายเช่นนี้”
ภายในคุกใต้ดินนั้นเต็มไปด้วยซากศพแห้งเหี่ยว ราวกับถูกสูบกลืนทั้งเลือดเนื้อและพลังชีวิตจนสิ้น
และที่กลางคุกนั้นเอง พวกเขาก็ได้พบศพของไป๋เลี่ย ที่นอนแน่นิ่งสิ้นชีพอยู่บนพื้น ร่างแห้งกรังจนแทบมิเหลือเค้าร่างเดิม พลังชีวิตและพลังต้นกำเนิดถูกดูดกลืนไปจนสิ้น
“นายน้อย!”
ผู้อาวุโสซึ่งเป็นผู้พบเห็นถึงกับคลุ้มคลั่ง ดวงตาแดงฉานด้วยความโกรธแค้น น้ำเสียงสั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวดเกินจะทานทน
“บังอาจนัก! ผู้ใดกล้าสังหารนายน้อยแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังกล้ากลืนกินพลังต้นกำเนิดของเขาอีกด้วย! ความแค้นนี้ มิมีวันอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้!”
เสียงคำรามก้องสะท้านไปทั่วคุกใต้ดิน ดั่งพยัคฆ์คลั่งที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งให้พินาศ!
มินานนัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ กลับแพร่สะพัดออกไปด้วยความรวดเร็วประหนึ่งติดปีก โหมกระจายไปทั่วนครโบราณมรรคาสวรรค์ และยังกระจายไปยังนครโบราณอื่นๆ อย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง
เรื่องราวนี้ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์แห่งความหวาดหวั่น และความสั่นสะเทือนที่มิอาจหยุดยั้งได้ ผู้ฝึกบำเพ็ญทั่วทั้งแผ่นดินต่างตกตะลึงพรึงเพริด หัวใจสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
วิชามารต้องห้ามที่เลือนหายไปจากสายธารแห่งกาลเวลา บัดนี้กลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในโลกหล้า เรื่องราวของผู้สืบทอดที่เข่นฆ่าสังหารอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากตระกูลต่างๆ เพื่อดูดกลืนพลังต้นกำเนิดเพื่อเร่งบำเพ็ญตน
บัดนี้ แม้กระทั่งไป๋เลี่ยผู้เป็นบุตรแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้าย ถูกสังหารอย่างอนาถ ก่อนจะถูกพบศพในนครโบราณแห่งหนึ่ง
และยิ่งไปกว่านั้น ภายในคุกใต้ดินยังมีซากศพจำนวนมากที่ยังมิได้ถูกทำลาย ซากเหล่านั้นล้วนถูกดูดกลืนพลังต้นกำเนิดจนแห้งเหี่ยวไปสิ้น
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ราวกับก่อพายุคลั่งทั่วหล้า สั่นสะเทือนทั้งดินแดนอนันต์สวรรค์ จนทั่วทุกหนแห่งต่างตื่นตระหนก
ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงกับประกาศออกมาว่า ผู้ที่สังหารไป๋เลี่ยคือบุรุษผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่าเย่หลิง!
ผู้ใดก็ตามที่นำเบาะแสเกี่ยวกับเย่หลิงมาแจ้งก็จะได้รับรางวัลอย่างงาม!
มินานนัก ข่าวคราวต่างๆ ของบุรุษผู้มีนามว่าเย่หลิง ก็ถูกเปิดโปงโดยเย่หลางเทียนผู้เป็นบุตรแห่งตระกูลเย่โบราณ ผู้แสดงหลักฐานและข้อพิรุธมากมาย
ในชั่วพริบตา นามของเย่หลิงในฐานะผู้สืบทอดแห่งวิชามารต้องห้ามก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกสารทิศ ประหนึ่งแผ่นดินต้องสั่นสะเทือน
เหล่าผู้คนต่างเคียดแค้นชิงชัง เย่หลิงกลายเป็นผู้ต้องสาปประจำแผ่นดิน เขาต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญต่างออกตามล่าหาตัวเย่หลิง ทว่ากลับพบว่าเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ประหนึ่งเป็นหินที่จมหายลงสู่ห้วงสมุทรลึก มิมีผู้ใดได้พบเห็นเขาอีกเลย
…
พลันผ่านไปเพียงมิกี่วัน สถานการณ์ภายนอกกลับวุ่นวายสั่นสะเทือนไปทั่วหล้า
ทว่า ณ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ พิธีแต่งตั้งผู้สืบทอดกลับดำเนินไปอย่างราบรื่น
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายและศิษย์จำนวนมากล้วนมารวมตัวกัน ณ ลานกว้างหน้ามหาวิหาร บรรยากาศเอิกเกริกอลังการซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยคลื่นมนุษย์ที่มิอาจมองเห็นจุดสิ้นสุด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเหล่าศิษย์จากนิกายและสำนักต่างๆ หลั่งไหลกันมา เพื่อจะได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแต่งตั้งอันยิ่งใหญ่นี้
บนแท่นสูงที่ตั้งอยู่กลางลานกว้าง ผู้อาวุโสใหญ่ปรากฏกายขึ้นอย่างสง่างาม ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเคร่งขรึมซึ่งแฝงไว้ด้วยราศีแห่งเซียนอันล้ำลึก อาภรณ์คลุมสีขาวพลิ้วไหวดุจหมอกเมฆา
ด้านล่างของเขา มีบุรุษวัยกลางคนในอาภรณ์สีครามยืนอย่างองอาจ ท่วงท่าผึ่งผาย หนวดเครายาวคลอเคลียใบหน้า ดวงตาเปล่งประกายดั่งหมู่ดารา ขมับขาวดุจหิมะ ผิวพรรณเปล่งประกายด้วยรัศมีคล้ายเทพยดา ผู้คนรอบด้านมองเห็นเงาเรืองรองแฝงแสงหมุนวนอยู่รอบกาย ราวกับภาพมายาอันงดงาม
เขาคือผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พร้อมกับมองไปยังกู้ฉางเกอซึ่งยืนอยู่มิห่างนัก พลางยิ้มออกมาเล็กน้อยว่า
“ต่อจากนี้ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จักเป็นของเจ้า”
กู้ฉางเกอได้ยินดังนั้นพลันยิ้มบางๆ อย่างสุขุม ก่อนยกมือคารวะอย่างสำรวมพลางกล่าวว่า
“คำพูดนี้ของท่านเจ้าตำหนัก คงจะเร็วเกินไปสักหน่อยแล้วกระมัง”
ข้างกายเขาคือเหล่าผู้อาวุโสผู้มีพลังล้ำลึกยากหยั่งถึง เรียงรายอยู่เบื้องล่าง
ถัดลงมาจึงเป็นเหล่าศิษย์เอก ศิษย์ภายใน และศิษย์ลำดับต่างๆ เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ
ส่วนศิษย์ภายนอกของสำนักนั้น ได้แต่ยืนอยู่ห่างไกล อนุญาตเพียงมองดูพิธีแต่งตั้งอันยิ่งใหญ่นี้จากที่ไกลตา มิอาจแม้แต่จะก้าวล่วงเข้ามาใกล้ได้
เหล่าศิษย์ที่ได้ยืนอยู่ใกล้ต่างพากันจ้องมองร่างสูงสง่าที่โดดเด่นเบื้องหน้าอย่างนอบน้อมด้วยสายตาชื่นชม
มินานนัก พิธีกรรมที่ซับซ้อนยืดยาวก็จบลง…
ผู้อาวุโสใหญ่เผยสีหน้าคล้ายซับซ้อน เขาละสายตาจากเบื้องล่าง ก่อนมองดูบุรุษหนุ่มผู้สง่างามราวกับหยกงาม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
“วันนี้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จักแต่งตั้งผู้สืบทอด บรรพจารย์ที่อยู่เบื้องบนโปรดจงรับรู้และเป็นพยาน…”
“ขอประกาศแต่งตั้งศิษย์เอกกู้ฉางเกอ ให้เป็นผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ประจำยุคนี้!”
“มอบอาภรณ์แห่งผู้สืบทอด!”
สิ้นคำกล่าว ผู้อาวุโสท่านหนึ่งพลันก้าวออกมาด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน มือประคองอาภรณ์อันศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้สืบทอด
ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นแตกต่างจากสำนักอื่น มิใช่จะเปลี่ยนผู้สืบทอดทุกสิบปีหรือร้อยปี ทว่าการแต่งตั้งผู้สืบทอดหนึ่งครั้งนั้นจะยืนยาว จวบจนกว่าเจ้าตำหนักคนปัจจุบันจะสละตำแหน่งและปิดด่านเข้าสู่การบำเพ็ญเพียร
นั่นหมายความว่า ตำแหน่งผู้สืบทอดนี้ เมื่อได้ถูกแต่งตั้งแล้ว ย่อมมิมีวันเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยนับพันปี!
ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์อันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ต่อจากนี้จักต้องอยู่ภายใต้การปกครองของบุรุษผู้นี้!
อาภรณ์ผู้สืบทอดนั้นเป็นอาภรณ์คลุมกว้างสีขาว งดงามดุจดวงดาราที่ถักทอเป็นลวดลาย เปล่งรัศมีเจิดจ้าราวกับห่มคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งเซียนอันสูงส่ง
เมื่อสวมใส่อาภรณ์นั้น ร่างสูงสง่ายืนหยัดผึ่งผาย แฝงไว้ซึ่งบารมีอันไร้เทียมทาน แลดูโดดเด่นเหนือสามัญชนใดๆ อีกทั้งสง่างามจนยากจะละสายตา
เหล่าศิษย์สตรีและผู้อาวุโสจำนวนมิน้อย เมื่อมองเห็นภาพเบื้องหน้านี้ ต่างก็อดมิได้ที่จะเผยแววตาตื่นตะลึง เปี่ยมด้วยความหลงใหลและชื่นชมจนหัวใจสั่นไหว