บทที่2 บททดสอบสุดท้าย
เวลาผ่านไปอีกหลายวันราดิชก็ยังคงคร่ำเคร่งคิดค้นและผสานวิชาใหม่อยู่อย่างตั้งใจนับตั้งแต่เขาเข้าถ้ำเก็บตัวครั้งแรกนั้น เขาได้หลอมรวมวิชาของอู๋หมิงและคิดค้นทักษะที่เหมาะสมกับตัวเองขึ้นมาได้ทำให้วิชาดาบของเขาพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ว่าเขาก็ยังพยายามที่จะทำให้มันดียิ่งขึ้นไปอีกอยู่ตลอดเวลา
ในส่วนกระบวนท่านั้นวิชาของเคียวสุเกะถือว่าเป็นวิชาที่สุดยอดแล้ว เขาคงเอามาทำวิชาใหม่ได้ยากจึงได้แต่ตั้งใจฝึกฝนให้ได้มากกว่า 9 ส่วน เพื่อจะได้สะท้อนพลังโจมตีกลับไปได้แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่สามารถผ่านขั้นนั้นไปได้เสียทีเป็นอย่างที่เคียวสุเกะบอกไว้ไม่มีผิด ว่าจากขั้น 9 ไปขั้น 10นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยตัวเคียวสุเกะที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะฝึกสำเร็จได้เขาจึงได้แต่พยายามให้มากขึ้นเท่านั้นอย่างน้อยก็ต้องให้ใกล้เคียงกับขั้นที่สิบมากที่สุด
ส่วนทางด้านเวทมนตร์นั้นเขาได้คิดค้นและพยายามรวมมหาเวทสองบทเข้าด้วยกัน ในตอนแรกไม่สามารถทำได้เนื่องจากทั้งสองบทมีส่วนอักขระเวทเฉพาะมากเกินไปแต่เมื่อได้รับคำแนะนำจากฟีเรียและเอลล่าแล้ว การแก้ไขและดัดแปลงก็ง่ายขึ้นมากเนื่องจากเวทของฟีเรียนั้นเธอย่อมรู้ดีว่าจะแก้ไขอย่างไรและเอลล่ายังยอมสอนเวทของเธอให้ด้วยทำให้เขามีเวทใหญ่ถึงสามบทที่จะนำมาดัดแปลงเป็นของตัวเอง
“จะว่าไปมหาเวทสามบทนี้ถ้ารวมกลายเป็นบทเดียว อานุภาพน่าจะแรงขึ้นมาก แต่ก็ต้องใช้เวลาร่ายนานขึ้นด้วยคิดว่าน่าจะทำให้อานุภาพไม่ต้องสูงนักแต่ใช้งานออกได้ถี่ๆน่าจะดีกว่า” ราดิชคิดในใจ ขณะจดอักขระเวทต่างเพื่อแยกส่วน และประกอบกันขึ้นมาใหม่
มหาเวททั้งสามบทนั้น เป็นเวทมืดเวทแสงและเวทน้ำ การที่จะทำให้ทั้งสามเข้ากันได้นั้นยากมากเนื่องจากเป็นเวทแทบจะคนละสายกัน แต่ข้อดีขอเวทน้ำคือสามารถเข้ากับคนอื่นได้ง่ายเขาจึงใช้เวทน้ำของเอลล่าในการประสานเวทมืดและเวทแสงเข้าด้วยกันจนเขาเริ่มจะเขียนอักขระเวทขึ้นมาใหม่ในแบบของเขาเองได้นอกจากนี้เขายังนำเวทมนต์บทอื่นที่ได้มาผสมเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น
ในที่สุดมหาเวทของราดิชก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแบ่งเป็นสามส่วนใหญ่คือ เวทใหญ่ที่โจมตีเป็นวงกว้าง เวทป้องกันและผนึกสุดท้ายคือเวทรักษาแบบพิเศษมหาเวทของราดิชนั้นนอกจากเป็นเวทมนตร์แล้วยังมีส่วนผสมของปราณและพลังชีวิตเข้าไปด้วยทำให้มันไม่ได้เป็นแค่เวทมนตร์อย่างเดียว
เวทใหญ่ของเขานั้นแบ่งเป็นสองบทคือบทที่ร่ายนานและมีพลังทำลายล้างสูงกับอีกบทที่มีพลังทำลายประมาณครึ่งหนึ่งของบทแรก แต่ก็ใช้ออกได้รวดเร็วกว่าโดยแลกกับการใช้พลังเวทมหาศาลในคราวเดียว ถึงแม้จะใช้ได้บ่อยๆแต่ถ้าใช้ติดๆกันก็มีสิทธิ์สลบได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน นับว่าเป็นท่าที่มีความเสี่ยงสูงมากในการใช้งาน
เวทป้องกันกับเวทผนึกนั้นอันนี้ตรงตัวอยู่แล้ว แบ่งเป็นโล่เวทที่ใช้เวทป้องกันของฟีเรียเป็นแกนผสมเวทป้องกันของเอลล่าและรวมคุณสมบัติที่ดีของแบล็กโฮลอันเป็นเวทของโอเฟนไว้ด้วยทำให้ได้เวทป้องกันที่มีม่านพลังป้องกันสูงมากบทหนึ่งออกมา
ส่วนเวทผนึกนั้นเขาใช้เวทของเคียวสุเกะที่ได้มาเป็นแกน และผสานเวทของเอลล่าเข้าไปช่วยอีกทั้งใช้ข้อดีของเวทแสงและเวทมืดมาสนับสนุนทำให้ได้เวทผนึกที่มีอานุภาพสูงออกมาบทหนึ่ง
ส่วนเวทรักษานั้นใช้เวทของฟีเรียและเอลล่าเป็นแกนในการพัฒนาเพราะเวทสายของโอเฟนนั้นแทบไม่มีเวทรักษาเลยแต่เวทรักษาของฟีเรียและเอลล่านั้นถือว่าเด่นมากและมันจะเป็นเวทที่ทำให้ราดิชมีชีวิตรอดได้ในห้วงเวลาวิกฤตต่างๆในอนาคต
นอกจากสามประเภทข้างบนแล้วเขายังคิดค้นเวทที่อำนายทำลายล้างแบบเส้นตรงได้อีกสองท่าโดยใช้เวทสายฟ้าขาวเป็นแกน ผสมกับดาร์คแฟลร์และเวทยิงบทอื่นๆโดยทั้งสองท่าเป็นท่าที่มีความแรงมากแต่เชื่องช้าท่าหนึ่งกับอีกท่าที่แรงน้อยกว่าแต่มีความเร็วสูงแทน เพื่อให้รองรับกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ในที่สุดมหาเวทของราดิชก็ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเหลือเพียงทดลองใช้งานจริงในขั้นสุดท้ายเท่านั้นเขาใช้ถ้าแห่งนี้ทดสอบเวทมนตร์ที่เขาคิดขึ้นมาบทแล้วบทเล่าโดยใช้พลังเวทเพียงแค่หนึ่งในสิบเท่านั้น แต่มันก็ถึงกับทำให้ถ้ำสั่นสะเทือนได้ดีที่ว่าถ้ำแห่งนี้มีความทนทานสูงมากอย่างที่อาจารย์เขาบอกเพราะเคยสังเกตหลายทีแล้วว่า ตอนที่เขาฝึกท่าสุดท้ายกับอาจารย์สิ่งก่อสร้างอื่นจะโดนทำลายหมด แต่ถ้ำนี้เป็นที่เดียวที่ยังตั้งตระหง่านอยู่ได้แต่เขาก็ไม่กล้าใช้พลังเวทมากๆอยู่ดีนั่นแหละ
การทดสอบมหาเวทผ่านไปด้วยดีทำให้ราดิชเห็นข้อผิดพลาดที่ต้องปรับปรุงอยู่บ้างหลังจากผ่านการปรับแต่งอีกหลายครั้ง ก็ได้มหาเวทที่พร้อมจะใช้งานได้จริงมาหนึ่งชุดและเป็นมหาเวทที่ทางระบบยืนยันแล้วว่าเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
เมื่อส่วนของมหาเวทเสร็จสมบูรณ์เขาก็ปรับแต่งส่วนทักษะหมื่นกระบี่ต่อจากของเดิมที่เขาคิดค้นเอาไว้วิชาใหม่ที่เขาคิดค้นขึ้นนั้นมีฐานมาจากหมื่นกระบี่เดิมแต่ใส่แนวคิดและวิธีใช้ในแบบของเขาเข้าไปเพิ่มเติมทำให้ได้ทักษะเพลงดาบขึ้นมาใหม่ที่มีเฉพาะเขาเท่านั้นที่ใช้ได้
กระบวนท่าที่เขาคิดค้นขึ้นมานั้น มี 5ท่าหลักๆ ได้แก่ท่าโจมตีแบบวงกว้าง ท่าป้องกัน ท่าทะลวง ท่าสะท้อนและสุดท้ายการระดมโจมตีจากทุกทิศทาง แบบที่เขาชอบใช้อยู่บ่อยๆนั่นเองกระบวนท่าของเขานั้นเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการใช้งานและพลิกแพลงแต่ละท่าสามารถพลิกแพลงต่อไปได้อย่างไร้ขีดจำกดโดยเขาอาศัยหลักคำสอนของอาจารย์ที่สอนเขาก่อนเข้ามาเก็บตัวฝึกวิชา เขายังจำคำสอนนั้นของอาจารย์ได้ดีจนถึงทุกวันนี้
“เจ้ารู้ไหมกระบวนท่าไหนของวิชาดาบที่ทรงพลังที่สุด” อู๋หมิงเอ่ยถามราดิชขึ้นมา
“กระบวนที่มีพลังทำลายล้างสูงและรวดเร็วหรือเปล่าครับ”ราดิชตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
“ไม่ใช่หรอกกระบวนท่าที่ทรงพลังที่สุด คือกระบวนท่าที่เรียบง่ายที่สุดต่างหากล่ะ” อู๋หมิงเฉลยให้ฟัง
“กระบวนท่าที่เรียบง่ายที่สุดหรอครับผมไม่ค่อยเข้าใจน่ะ อาจารย์ช่วยอธิบายให้ละเอียดหน่อยได้หรือเปล่าครับ” ราดิชขอร้อง
“ได้สิกระบวนท่าที่เรียบง่ายที่สุด จะเกิดจากการที่เจ้าขัดเกลาพื้นฐานการใช้ดาบถึงขีดสุดเมื่อเจ้าฟันหรือแทงออกไปแบบง่ายๆแต่สามารถพลิกแพลงการใช้งานได้อย่างไม่มีขีดจำกัดนั่นแหละ ถึงจะทรงพลังที่สุดเจ้าไม่ต้องเหวี่ยงดาบไปมาหรือใช้กระบวนท่าอะไรซับซ้อนเลย แค่โจมตีเข้าไปแบบตรงๆนั่นแหละถ้าเจ้าฝึกถึงระดับนั้นเจ้าจะเข้าใจเอง ข้าสอนเจ้าตอนนี้ไปเจ้าคงไม่เข้าใจหรอก”อู๋หมิงอธิบายให้ราดิชฟัง
“ศิษย์จะพยายามฝึกถึงขั้นนั้นได้เพื่อจะได้เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์บอกครับ” ราดิชรับคำอย่างแข็งขัน
“ดีมากถ้าอย่างนั้นเรามาฝึกกันต่อเถอะ จงจำเอาไว้พื้นฐานคือสิ่งสำคัญที่สุดถ้าพื้นฐานดีก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงเองนั่นแหละ” อู๋หมิงกล่าว
คำพูดของอาจารย์ในวันนั้นเขายังจำได้ดีและนำมาประยุกต์ใช้กับท่าใหม่ของตัวเอง โดยกระบวนท่าที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่ก็ได้มาจากแนวคิดนี้ทำให้มันมีความเรียบง่ายถึงขีดสุด แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเปลี่ยนแปลงเหลือคณานับเขาทดลองท่าใหม่ที่คิดขึ้นอย่างพอใจ และค่อยๆปรับแต่งแก้ไขจนมันค่อยๆสมบูรณ์ขึ้นที่เหลือคงต้องไปปรับกันตอนต่อสู้จริงอีกทีหนึ่ง เพื่อทำให้มันออกมาใช้งานได้ดีที่สุด
เมื่อทั้งวิชาดาบและเวทมนตร์ได้ถูกปรับแต่งจนเสร็จแล้วเขาก็ใช้เวลาที่เหลือเพื่อทบทวนและฝึกวิชาของเคียวสุเกะต่อนอกจากวิชานั้นที่สอนแล้ว เขายังสอนการใช้มีดมาอีกด้วยราดิชทบทวนและฝึกฝนการใช้มีดเพื่อให้ไม่ลืมวิชาที่เรียนไปถึงแม้วิชานี้เขาจะไม่ถนัดมากนัก แต่ก็พยายามเรียนเอาไว้เพื่อว่าจำเป็นต้องใช้ในอนาคตนอกจากสองวิชาข้างต้นแล้ว เคียวสุเกะยังได้สอนอีกหนึ่งวิชาให้เขาด้วยระหว่างที่ฝึกอยู่ด้วยกัน มันเป็นวิชาที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เรียนถ้าเขาไม่ได้แหวนเทพศาสตราวงนั้นมาอยู่ในมือ เขายังจำได้ดีถึงวันที่เคียวสุเกะสอนวิชานั้นให้
“ความสามารถของแหวนวงนั้นน่าสนใจดีนะครับฟังจากที่คุณเล่ามา” เคียวสุเกะว่าขึ้นหลังจากฟังความสามารถของแหวนเทพศาสตราที่ปรับปรุงแล้ว
“ก็ใช่ครับแต่ผมยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะใช้งานมันให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ยังไง” ราดิชบอกอย่างกังวล
“ถ้าเรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับผมคิดว่าผมหาวิธีได้แล้วล่ะ จะลองให้ผมสอนดูไหมล่ะครับ” เคียวสุเกะบอกอย่างใจดีเขายืนหันหลังให้ราดิช ทำให้อีกฝ่ายไม่เห็นรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ของเขาได้
“คุณเคียวสุเกะมีวิธีหรือครับถ้ายังไงก็ช่วยสอนผมด้วยนะ” ราดิชกล่าวอย่างดีใจ
“ได้อยู่แล้วครับแหวนวงนั้นสามารถสร้างศาสตราขึ้นมาได้อย่างไม่มีขีดจำกัด แถมมีความแข็งแกร่งระดับSด้วย ผมว่าวิธีการใช้เบื้องต้นก็คือสร้างอาวุธมาต่อสู้เมื่ออาวุธหลักเราหลุดมือหรือจะสร้างพวกมีดกับหอกมาซัดคู่ต่อสู้ สร้างธนูหรือปืนมายิงระยะไกลสร้างโล่มาป้องกันก็ยังได้ ผมว่าวิธีการใช้มันมีมากมายเลยทีเดียวผมสอนเท่าที่ผมรู้ให้คุณก็แล้ว ที่เหลือคุณต้องไปต่อยอดเอาเองนะครับ” เคียวสุเกะอธิบายให้ราดิชฟัง และหันกลับมาเตรียมสอนเขาอย่างตั้งใจ
“ขอบคุณมากครับผมจะตั้งใจเรียนให้ได้มากที่สุด” ราดิชกล่าวจากนั้นเคียวสุเกะก็ถ่ายทอดวิชาแขนงนี้ให้กับเขาอย่างไม่ปิดบังแถมยังช่วยในเรื่องแนวคิดเบื้องต้นกับเขาอีกด้วยทำให้ราดิชพอจะมีหลักในการฝึกและใช้พลังของแหวนวงนี้มากขึ้นอีกด้วย
เขาใช้เวลาช่วงที่เหลือฝึกการใช้พลังของแหวนและฝึกวิชาที่สามที่เคียวสุเกะสอนให้ไปด้วย จนกระทั่งเวลาผ่านเลยไปอีกหลายวันวิชาต่างๆของราดิชก็ลงตัวเกือบหมดเหลือแค่ไปใช้ต่อสู้จริงและปรับแต่งมันให้ดียิ่งขึ้นในตอนนั้นอีกทีหลังจากการฝึกเสร็จสิ้นเขาก็เดินออกจากถ้ำมาสู่โลกภายนอกและพบอาจารย์ของเขานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรดอยู่อย่างสบายอารมณ์เขาจึงเดินตรงเข้าไปหาอาจารย์เพื่อทักทายท่าน
“ออกจากถ้ำแล้วหรือเป็นไงบ้างการฝึกวิชาของเจ้า” อู๋หมิงเป็นฝ่ายทักทายขึ้นมาก่อน
“ก็คิดว่าพอจะใช้งานจริงได้บ้างน่ะครับเหลือแค่ไปปรับแต่งตอนสู้จริงเท่านั้น” ราดิชบอก
“ไหนลองแสดงท่าดาบให้ข้าดูหน่อยสิข้าอยากเห็น” อู๋หมิงว่าราดิชเลยแสดงท่าใหม่ที่เขาคิดค้นออกมาให้อาจารย์ดูโดยมีอู๋หมิงคอยให้คำแนะนำให้การปรับแต่ง
“ท่าของเจ้าก็ถือว่าเหมาะกับตัวเจ้าดีแต่ถ้าปรับปรุงตามที่ข้าบอกอีกหน่อยข้าคิดว่ามันจะทำให้ท่าของเจ้าแสดงอานุภาพออกมาได้มากขึ้นนะ” อู๋หมิงกล่าวแนะนำ
“ขอบคุณอาจารย์มากครับศิษย์จะนำคำสอนของอาจารย์มาปรับปรุงดู” ราดิชกล่าวขอบคุณอาจารย์อย่างจริงใจ
“แล้วนี่เจ้าจะไปไหนต่อหรือว่าจะเข้าไปฝึกต่อล่ะ” อู๋หมิงถาม
“ศิษย์ว่าจะออกไปทำธุระเสียหน่อยแล้วค่อยกลับเข้าเกมมาใหม่ แต่คงต้องไปช่วยเพื่อนป้องกันเมืองก่อนน่ะครับจะใช้โอกาสนั้นปรับปรุงวิชาใหม่ไปด้วย” ราดิชว่า
“ข้าขอให้เจ้าโชคดีก็แล้วกันนะถ้าอยากฝึกวิชาเมื่อไรก็มาใช้ถ้ำนี้ได้ตามสบายเลย ถือเสียว่าเป็นบ้านอีกแห่งหนึ่งของเจ้าก็แล้วกัน”อู๋หมิงบอกอย่างใจดี
“ขอบคุณอาจารย์มากครับศิษย์ขอตัวก่อนนะครับ” ราดิชกล่าวลาอาจารย์และใช้บัตรวาร์ปพากลับไปยังเมืองมาเทียเขามาโผล่ที่หน้าภัตตาคารเมืองมาเทียเหมือนตอนขาไปเมื่อไม่มีอะไรแล้วเขาก็ใช้คำสั่งออกเกมไปในที่สุด
โอ๊คลืมตาตื่นขึ้นมาเขาค่อยๆลุกขึ้นและถอดเครื่องเบรนแคปออก เมื่อดูเวลาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 5โมงครึ่งแล้ว สงครามจะเริ่มตอน 2 ทุ่มตามเวลาประเทศไทย หรือ 4ทุ่มตามเวลาที่บ้านซากุระ เขามีเวลาอีกนิดหน่อยที่จะจัดการธุระของตัวเอง
เขาลุกขึ้นเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำจากนั้นก็ลงไปห้องครัวเพื่อทำข้าวเย็นกิน หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จโอ๊คก็รีบอาบน้ำและแต่งชุดนอนให้เรียบร้อยเขากลับเข้าเกมไปอีกครั้งด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม
ราดิชมาโผล่ที่หน้าภัตตาคารประจำเมืองมาเทียเขารีบใช้บัตรวาร์ปพาตัวเองไปยังอาณาจักรเอลฟ์ในทันทีเขามาโผล่ที่ห้องทำงานของเอลล่าและพบว่าทุกคนกำลังอยู่กันพร้อมหน้าเหมือนจะรอเขาอยู่อย่างนั้นแหละ
“นายท่านกลับมาแล้ว”ฟีเรียตะโกนลั่นขึ้นมาเป็นคนแรกทำให้คนอื่นๆเข้ามารุมล้อมเข้ากันใหญ่ด้วยความคิดถึง
“ใจเย็นก่อนครับพอดีว่าผมมีเรื่องจะคุยหลายเรื่องเลย ช่วยนั่งให้เรียบร้อยกันก่อนนะครับ” ราดิชบอกอย่างจริงจังทั้งสี่สาวรวมถึงปิกามอนก็รีบนั่งลงบนโซฟาเพื่อฟังสิ่งที่ราดิชจะพูด
“ตอนนี้ผมฝึกวิชาจนคิดว่าน่าจะใช้ได้ในการต่อสู้จริงแล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังสงสัยอยู่ เลยคิดว่าจะมาถามทุกคนก่อนน่ะ” ราดิชว่า
“เรื่องอะไรหรอคะนายท่านหรือว่านายท่านมีปัญหาเรื่องรวมเวท” ฟีเรียถามขึ้นมา
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับแต่พอดีมันเกี่ยวกับภารกิจของผมน่ะ” ราดิชบอก
“ภารกิจอะไรหรือนายท่านหรือว่ามาทวงของรางวัลจากข้า ข้าเอามันใส่รวมลงไปในแหวนให้แล้วนะ” อาธูเรียร้อนตัวขึ้นมาเป็นคนแรก
“ไม่ใช่ครับพอดีว่าผมเหลือภารกิจทดสอบสุดท้ายเพื่อเส้นทางสู่จอมราชันย์น่ะ” ราดิชบอก และเรียกเสียงฮือฮาจากทุกคนได้เป็นอย่างดี
“หมายความว่านายท่านเหลือแค่ทดสอบด่านสุดท้ายอย่างนั้นใช่ไหมคะ”เวโรเนียถามขึ้นมา
“ครับผมเลยจะหาข้อมูลเพิ่ม เพราะตอนผมทดสอบที่โบราณสถานสุดท้าย ผมได้พบภาพของ ฟีเรียเอลล่า อาธูเรีย โอเฟน และชายอีกคนหนึ่งที่หน้าคล้ายกับผมน่ะไม่ทราบว่าพอจะรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร” ราดิชถามทุกคน
“แล้วภาพที่นายท่านเห็นพวกเราอยู่ในสภาพไหนล่ะ” อาธูเรียถามขึ้น
“ดูเหมือนจะเป็นงานเลี้ยงในวังน่ะครับพวกเธอใส่ชุดราตรีสีขาวกันน่ะ” ราดิชบอก
“ดูเหมือนว่าข้าจะจำได้ลางๆนะงานนั้นมันเป็นงานที่บ้านเจ้าโอเฟนนี่” ฟีเรียว่าพลางทำหน้าคิดถึงเรื่องเก่าๆ
“จะว่าไปน่าจะใช่นะคะแต่เรื่องชายคนนั้นที่นายท่านบอก ข้าจำชื่อเขาไม่ได้น่ะ แต่พอจะจำได้ว่าเขาเป็นราชันย์ที่แข็งแกร่งที่สุด”เอลล่าบอก พร้อมทำหน้าครุ่นคิดไปอีกคน
“ใช่แล้วนายท่านชายผู้นั้นคือราชันย์ที่แข็งแกร่งที่สุด ข้าเองก็จำเรื่องนี้ไม่ได้มากนักเพราะมันเป็นเรื่องที่นานมากแล้วด้วย” อาธูเรียว่าพร้อมทำหน้าเหมือนอีกสองสาว พยายามนึกถึงเรื่องในอดีตให้ได้มากที่สุด
“ถ้าทุกคนจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรแค่รู้ว่าเขาคือราชันย์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็พอแล้วแต่พอจะรู้ไหมครับว่าเขาใช้พลังอะไรได้” ราดิชถามเก็บข้อมูล
“อันนี้พวกเราไม่ทราบจริงๆนายท่านเพราะเขาเป็นบุคคลที่ลึกลับมาก ข้อมูลของเขามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยเสียอีกอีกอย่างราชันย์ผู้นั้นอยู่มามานกว่าพวกเรามากคนที่น่าจะรู้เรื่องนี้น่าจะเป็นพวกมหาเทพเก่าๆน่ะ” อาธูเรียตอบแทนทุกคน
“ไม่เป็นไรครับ”ราดิชว่า และเปิดหน้าต่างไอเทมหยิบเอากุญแจฟีเรียออกมา “ฟีเรีย กุญแจนี่มันทำอะไรได้หรอครับ” เขาส่งมันให้ฟีเรียเธอก็รับไปดูพร้อมทำท่าทางดีใจมาก
“มันเป็นกุญแจห้องนอนข้าเองแหละนายท่านแต่ก็เป็นกุญแจเมืองด้วย ถ้าเราไปถึงบ้านข้า ก็สามารถใช้มันไขเข้าไปในเมืองได้น่ะ”ฟีเรียตอบอย่างดีใจ
“พอดีผมได้มันมาจากการเปิดกล่องทองน่ะเลยคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจอยู่ นี่ยังมีกล่องไม่ได้เปิดอยู่อีกสามกล่องคิดว่าจะเอาไว้เปิดตอนหลังสงครามน่ะ” ราดิชบอกและรับกุญแจที่ฟีเรียส่งคืนมาให้เก็บเข้าหน้าต่างไอเทมไป
“ถ้าจำไม่ผิดนายท่านได้ของภารกิจอย่างอื่นมาด้วยนี่ใช่ไหมคะ” เอลล่าว่าเธอทราบเพราะต้องคอยตรวจไอเทมที่นำไปผลิตแหวนเทพศาสตราอยู่ตลอดทำให้เห็นไอเทมทุกชิ้นที่ราดิชมีเก็บเอาไว้
“ใช่ครับเลยคิดว่าจะเอามาให้ทุกคนดู เพื่อจะรู้ว่ามันทำอะไรได้บ้าง” ราดิชว่าและเอาบรรดาไอเทมภารกิจมาให้ทุกคนช่วยกันดู พวกเธอเวียนกันดูไอเทมต่างๆเหล่านั้นและช่วยกันบอกเท่าที่รู้
“กุญแจอีกดอกเนี่ยข้าคิดว่ามันคงเอาไว้ใช้ที่นครเซเฟียน่ะนายท่าน” อาธูเรียว่า
“ส่วนแอ็ปเปิ้ลนี่ข้าว่ามันต้องเป็นภารกิจแปลกๆแน่เลยนะคะ” เวโรเนียกล่าวขึ้นมา
“นั่นสิของพวกนี้ข้าบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำอะไรได้ คงมีแต่กุญแจนั่นแหละที่คิดว่าน่าจะคล้ายของข้าน่ะ” ฟีเรียกล่าวกับสามสาว
“ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าของที่เหลือทำอะไรได้บ้าง คงต้องช่วยกันหาข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกทีน่ะค่ะ”เอลล่าเองก็จนปัญญาเหมือนกัน
“ถ้าอย่างนั้นพักเรื่องนี้ไว้ก่อนผมคิดจะให้เอลล่ากับฟีเรียช่วยดูเวทของผมให้หน่อยน่ะพวกเราไปที่ลานหลังปราสาทกันเถอะ” ราดิชกล่าวชวนทุกคน
“นายท่านจะแสดงเวทใหม่ให้พวกเราเห็นหรอคะอยากเห็นจังเลยค่ะ” เวโรเนียกล่าวดีใจและทำท่าเหมือนเด็กๆที่ได้ของเล่นถูกใจ
“มันมีชื่อว่าอะไรหรอคะนายท่าน”ฟีเรียถามด้วยความอยากรู้
“มันชื่อมหาเวทฟีเรียสุดสวยน่ะครับ” ราดิชตอบไปยิ้มไป
“จริงหรอคะนายท่าน”ฟีเรียอายหน้าแดงบิดไปบิดมา
“ไม่ใช่หรอกครับ”ราดิชว่าและหัวเราะเล็กน้อย
“นายท่านบ้าที่สุด”ฟีเรียว่าและเข้ามาเอามือทุบเขาเป็นการใหญ่จนราดิชต้องเผ่นหนีไปอยู่ด้านหลังเอลล่า และได้เธอช่วยกันฟีเรียเอาไว้ได้
“ชื่อของมันคือ มหาเวทดิ เอนด์ น่ะครับ” ราดิชบอกและทำให้ฟีเรียอารมณ์เย็นลงได้ในที่สุด
“ข้าอยากจะเห็นเสียแล้วสิว่าจะร้ายกาจขนาดไหน ฮิฮิ” ฟีเรียว่าและเข้ามาเกาะแขนเขาอย่างอารมณ์ดี ดูเหมือนเธอจะเปลี่ยนอารมณ์ได้ไวมากทำเอาราดิชงงไปเลยเหมือนกัน
“ถ้าอย่างนั้นพวกเรารีบไปที่ลานหลังปราสาทกันเถอะทุกคนอย่างเห็นไม่ใช่หรอครับ ว่าเวทบทใหม่เป็นยังไง” ราดิชว่าทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเร็วรี่พวกเขาออกจากห้องของเอลล่าและพากันเดินตรงไปตามระเบียงทางเดินยาวจนกระทั่งทะลุไปออกยังหลังปราสาทได้ในเวลาไม่นานนัก เมื่อไปถึงลานกว้างหลังปราสาทราดิชก็เริ่มแสดงเวทมนตร์บทนี้ให้ทุกเห็น
ตูม! บึม!ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดจากการที่พลังเวทถูกปล่อยออกมาดังไปทั่งทั้งเมืองทำให้เกิดแผ่นดินไหวอ่อนๆขึ้นไปทั่งอาณาจักร ฟีเรียและเอลล่าถึงกับพูดไม่ออกที่ได้เห็นมหาเวทบทนี้ ส่วนเวโรเนียนั้นปรบมืออย่างดีใจโดยมีเจ้าปิกามอนที่เธออุ้มอยู่ส่งเสียงเชียร์ไปด้วย ทางอาธูเรียก็ไม่ได้กล่าวอะไรเพียงแต่จ้องมองราดิชอย่างดีใจเท่านั้น
“เวทอะไรเนี่ยข้านึกว่าปราสาทข้าจะพังไปเสียแล้วนะ” เอลล่าว่าขึ้น หลังจากได้สติขึ้นมา
“นั่นสิไม่นึกเลยว่าพอรวมพลังของพวกเราเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นแบบนี้ น่ากลัวจริงๆแถมระยะเวลาในการร่ายก็เร็วกว่าของเดิมมากเลยด้วย” ฟีเรียกล่าวอย่างตกใจทางราดิชที่แสดงเวทให้พวกเธอเห็น จนทำให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นหลุมเป็นบ่อไปทั่วพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากพลังเวทของเขาเขาก็เดินกลับไปหาพวกเธออย่างอารมณ์ดี
“ผมว่าเวทมนตร์บทนี้ยังไม่ค่อยเสถียรน่ะครับฟีเรียกับเอลล่ามีอะไรแนะนำไหม” ราดิชถามทั้งสองคนที่ยืนกอดกันกลมอยู่
“ข้าไม่มีนะนายท่านเวทของท่านแรงเกินไปแล้วล่ะค่ะ” เอลล่าตอบ
“เวทของท่านบทนี้แรงมากอยู่แล้วข้าก็ไม่รู้จะแนะนำอะไรได้อีก แต่ถ้าคิดจะเสริมความแรงหรืออะไรเข้าไปอีกข้าคงช่วยได้ในตอนนั้นนะคะ” ฟีเรียกล่าวอย่างหวาดๆ
“ฟีเรียไม่ต้องกลัวขนาดนั้นก็ได้ที่ผมทำได้ถึงตอนนี้ก็เป็นเพราะคำแนะนำของพวกเธอนะอีกอย่างผมจะใช้เวทบทนี้แหละปกป้องทุกคนเอง” ราดิชประกาศก้อง
“ข้ารักนายท่านที่สุดเลย”ฟีเรียเข้ามากอดเขาเป็นคนแรก ตามด้วยเอลล่าและเวโรเนียส่วนอาธูเรียก็เข้ามาใกล้ๆเขา และมองด้วยสายตาชื่นชม
“นายท่านแข็งแกร่งขึ้นมากนะนับจากวันนั้นที่เราเจอกัน ข้าเชื่อว่าท่านต้องปกป้องพวกเราได้แน่นอน” อาธูเรียกล่าวอย่างมั่นใจ
“แน่นอนครับว่าผมจะต้องปกป้องทุกคนให้ได้” ราดิชว่า “ว่าแต่ของรางวัลที่อาธูเรียใส่ลงไปในแหวนมันคืออะไรหรอครับ” ราดิชลองถามดู
“ข้าใส่ส่วนหนึ่งของอวาลอนลงไปน่ะมันจะทำให้ท่านมีพลังฟื้นตัวที่สูงมากขึ้นข้าคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่มากก็น้อย” อาธูเรียตอบ
“ขอบคุณมากนะครับ”ราดิชกล่าว “ว่าแต่เธอสามคนช่วยขยับออกไปหน่อยได้ไหมผมเริ่มรู้สึกอึดอัดแล้วนะ” ทั้งสามคนก็คลายวงแขนจากการกอดรัดเขาและถอยมายืนทำหน้าแดงกันทั้งสามคน
“นายท่านท่านช่วยแสดงท่าดาบที่คิดขึ้นมาใหม่ให้ข้าดูหน่อยสิ” อาธูเรียขอร้อง
“เรื่องนั้นได้เลยครับสบายมากอยู่แล้ว” ราดิชรับคำและเริ่มแสดงท่าใหม่ที่เขาคิดค้นขึ้นให้อาธูเรียและสามสาวดูจนเกิดการสั่นสะเทือนของผืนดินและปราสาทอีกคำรบหนึ่งทำให้ประชาชนภายนอกคิดว่าเกิดเรื่องอันตรายขึ้น จนทำให้เกิดการโกลาหลขึ้นกว่าจะทำให้สงบได้ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ซึ่งเรื่องนี้ราดิชมารู้ที่หลัง
“ดูเหมือนวิชาดาบจะไม่ต้องเป็นห่วงเท่าไรข้าว่าวิชาที่ท่านคิดค้นขึ้นมันก็เหมาะสมแล้วนะ” อาธูเรียกล่าวอย่างชื่นชม
“ขอบคุณมากครับ”ราดิชรับคำ เขาแสดงท่าต่างๆออกมาได้โดยไม่ต้องใช้ดาบแล้วในเวลานี้แต่ใช้วิธีสร้างอาวุธขึ้นมาจากพลังเวทแทนนับว่าเขาได้พัฒนาไปอีกขึ้นหนึ่งแล้วในเวลานี้
“แล้วนายท่านจะไปร่วมสงครามเลยหรือเปล่าคะ”ฟีเรียเอ่ยถามขึ้น ดูเหมือนเธอจะคันไม้คันมืออยากแก้แค้นมากทีเดียว
“ผมคิดว่าจะไปทดสอบบทสุดท้ายก่อนน่ะยังเหลือเวลาอีกตั้งสองวัน ผมคิดว่าน่าจะผ่านการทดสอบและไปร่วมสงครามได้ทันอยู่”ราดิชบอกเธอ
“ถ้านายท่านจะไปทดสอบก็ขอให้นายท่านโชคดีนะคะ บททดสอบสุดท้ายกับราชันย์ผู้แข็งแกร่งที่สุดนั้นพวกข้าไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ท่านต้องผ่านการทดสอบนี้ด้วยตัวเองเท่านั้น”ฟีเรียกล่าวด้วยความเป็นห่วง
“ผมจะพยายามครับตอนนี้ผมมีวิชาที่คิดค้นใหม่บวกกับวิชาของคุณเคียวสุเกะผมคิดว่าผมจะต้องผ่านการทดสอบนี้ให้ได้อย่างแน่นอน” ราดิชกล่าวอย่างมั่นใจวิชาทั้งสามที่ว่านั้นคือ มหาเวท ดิ เอนด์ ยุทธเจ็ดธาตุ ของเคียวสุเกะและสุดท้าย เพลงดาบจินตภาพอันเป็นวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับตัวเอง อีกทั้งยังมีแหวนเทพศาสตราที่เปรียบเสมือนตัวแทนของพวกเธอทั้งสี่คนทำให้เขามีความมั่นใจมากว่าจะผ่านการทดสอบครั้งสุดท้ายนี้
“ขอให้นายท่านโชคดีนะคะ”ทั้งสี่คนต่างอวยพรให้กับเขา
“ขอบคุณมากครับ”ราดิชยิ้มให้กับทุกคนเขาเปิดหน้าต่างไอเทมหยิบเอากุญแจสีทองอร่ามดอกยักษ์นั้นขึ้นมาเขายื่นส่วนท้ายของมันไปยังอากาศเบื้องหน้าและอัดพลังเวทลงไปพร้อมอธิฐานให้มันพาเขาไปยังการทดสอบสุดท้ายบังเกิดแสงสว่างเจิดจ้าออกมาจากลูกกุญแจ ก่อนที่ทั้งตัวเขาและลูกกุญแจจะหายไปจากตรงนั้นในพริบตาเหลือทิ้งไว้แต่สี่สาวกับอีกหนึ่งตัวที่ยังอยู่ที่นั่นเท่านั้น