บทที่ 16 ขั้นชำนาญ
ลู่เฟิงวาดหมัดสิบสองรูปแบบอย่างเชื่องช้าจนครบชุดก่อนจะทรุดกายลงนั่งหอบหายใจบนแผ่นหินใหญ่
ใต้เงาศาลาเฉาเฟิงจ้องมองภาพนั้นด้วยสายตางุนงง แม้เมื่อครู่จะมองรูปแบบมังกร และรูปแบบวิหคไม่ชัดเจนแต่สิบรูปแบบที่เหลือนั้นเด่นชัดว่าเข้าสู่ระดับเริ่มต้นแล้วทั้งหมด
'หรือเด็กนี่จะสำเร็จครบสิบสองรูปแบบได้ภายในวันเดียว?'
การเข้าสู่ระดับเริ่มต้นอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุดเพราะความยากที่แท้จริงอยู่ระหว่างขั้นชำนาญ
และตลอดประวัติศาสตร์ของพรรคเจ็ดดาราไม่เคยมีผู้ใดเข้าถึงระดับเริ่มต้นครบทั้งสิบสองรูปแบบได้ภายในวันเดียวมาก่อน
เฉาเฟิงลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัวเขาจับจ้องว่าเด็กหนุ่มผอมแห้งนี้จะทำได้หรือไม่
[ทักษะ:หมัดสิบสองรูปแบบ (ระดับเริ่มต้น) (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
[ความคืบหน้า:7/100]
[ค่าประสบการณ์หมัดสิบสองรูปแบบ+4]
ลู่เฟิงจ้องมองตัวเลขพลางครุ่นคิดครั้งแรกหลังทะลวงระดับเขาได้สี่แต้ม หลังอาหารได้สาม และคราวนี้นับได้สี่อีกครั้งแสดงว่ายิ่งเข้าใจกระบวนท่า และเชื่อมย่างก้าวได้สมบูรณ์ค่าประสบการณ์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
'ขั้นต่ำคือหนึ่ง ขั้นสูงสุดอาจไม่ใช่สี่หากฝึกวันละห้าหกครั้ง อีกห้าวันก็น่าจะถึงขั้นชำนาญ'
เมื่อหายเหนื่อยเขาจึงลุกขึ้นเตรียมไปโรงอาหารทว่าเสียงของเฉาเฟิงกลับดังขึ้นจากด้านหลัง
"ลู่เฟิง!"
"ครูฝึกมีอะไรสั่งหรือขอรับ?"
ลู่เฟิงหันกลับไปถาม
เฉาเฟิงเดินเข้ามาบีบไหล่เขาเบาๆ
"เพียงวันเดียวปราณโลหิตของเจ้ากลับแข็งแกร่งขึ้นมาก ข้าเห็นเจ้าร่ายหมัดเมื่อครู่...ทั้งสิบสองรูปแบบเข้าสู่ระดับเริ่มต้นแล้วใช่หรือไม่?"
เมื่อเห็นว่าปิดบังไม่ได้ลู่เฟิงจึงพยักหน้ารับแต่อย่างดี
แววตาเหลือเชื่อพาดผ่านดวงตาของเฉาเฟิงทันที
"ตรวจรากกระดูกถึงสองครั้งล้วนบอกว่าพรสวรรค์ธรรมดาดูเหมือนข้าจะมองคนผิดไปจริงๆ"
เฉาเฟิงทอดถอนใจก่อนอธิบายต่อ
"หมัดสิบสองรูปแบบเหมาะที่สุดสำหรับวางรากฐานยุทธ์มันช่วยเพิ่มปราณโลหิต ขัดเกลาร่างกาย และประสาทสัมผัสจนใช้ทะลวงห้าด่านวางรากฐานได้”
“ทว่าอาศัยวิชาหมัดอย่างเดียวช้าเกินไปโดยเฉพาะสองด่านสุดท้าย หลายคนต้องติดอยู่ชั่วชีวิตหากไม่มีทรัพยากรช่วย"
"หากอยากก้าวหน้าเร็วเจ้าต้องกินเนื้อสัตว์อสูรและดื่มน้ำแกงยาบำรุงโลหิตร่างกายคนเราดื่มได้มากสุดวันละสามชาม เจ้าควรหาเงินซื้อเพิ่ม..."
เฉาเฟิงชะงักไปเมื่อเห็นสีหน้าอึกอักของเด็กหนุ่ม
"ไม่มีเงินงั้นรึ?"
ลู่เฟิงยิ้มแห้ง
"ครูฝึกพอจะให้ข้ายืมสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"
เฉาเฟิงแทบหลุดหัวเราะในพรรคนี้มีแต่เขาที่ไปยืมเงินคนอื่นใครจะคิดว่าเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าพรรคเมื่อวานจะกล้าเอ่ยปากยืมเงินเขาหน้าระรื่นราวกับสนิทกันมานาน
"จะยืมเท่าไรล่ะ?"
ชายวัยกลางคนยกน้ำเต้าขึ้นกระดกสุรารอดูว่าอีกฝ่ายจะหน้าหนาได้แค่ไหน
"ยี่สิบตำลึงเงินขอรับพอข้าทะลวงขั้นบำรุงโลหิตจนรับภารกิจได้ จะรีบนำมาคืนพร้อมดอกเบี้ยทันที"
"พรวด!"
สุราในปากเฉาเฟิงพุ่งพรวดออกมาทันทีเขากำน้ำเต้าแน่นเพื่อระงับโทสะที่อยากจะฟาดเด็กตรงหน้า
ทว่าสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังนำขบวนคนเดินผ่านลานฝึกสีหน้าของครูฝึกหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา และเงียบขรึมลง
"นางคือใครหรือขอรับ?"
ลู่เฟิงลอบถาม
"หลินลั่วเสวี่ยเจ้าตำหนักลงทัณฑ์"
ลู่เฟิงสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนในแววตาของเฉาเฟิงทั้งความรัก ความแค้น และความหลังอันเนิ่นนาน เขาจึงรู้กาลเทศะ และไม่คิดถามต่อ
เฉาเฟิงถอนหายใจยาว
"ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปเจ้าและจ้าวเทียนซิงมารับน้ำแกงยาบำรุงโลหิตได้ทั้งเช้า กลางวัน และเย็นวันละสามชาม... จนกว่าจะทะลวงขั้นบำรุงโลหิตสำเร็จ"
ลู่เฟิงตาเป็นประกายรีบประสานมือคำนับ
"ขอบคุณครูฝึก!"
"ตั้งใจฝึกฝนอย่าทำให้ข้าต้องผิดหวัง"
แผ่นหลังที่เคยเมามายและอ้างว้างของเฉาเฟิงดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างใต้แสงแดดยามโพล้เพล้ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ลู่เฟิงก็ตะโกนไล่หลังมาทันที
"เรื่องน้ำแกงยานี่...ข้าไม่ต้องคืนเงินใช่ไหมขอรับ?"
เฉาเฟิงสะดุดขาตัวเองเซเกือบล้มครั้นหันกลับมาด่า เด็กตัวดีก็วิ่งหนีหายไปไกลแล้ว
"เจ้าเด็กสารเลวเอ๊ย!"
ลู่เฟิงลอบยิ้มด้วยความยินดีเขารู้ว่าเฉาเฟิงเห็นพรสวรรค์ของตน และจ้าวเทียนซิง จึงคิดบ่มเพาะอย่างจริงจัง
การได้รับความเอ็นดูจากยอดฝีมืออันดับต้นๆของพรรค ไม่เพียงช่วยประหยัดเงินทองแต่ยังทำให้เขาเข้าถึงทรัพยากรที่ศิษย์ทั่วไปไม่มีวันได้พบ
น้ำแกงยาที่เพิ่มมาวันละสองชามย่อมเร่งความเร็วในการฝึกฝนได้อย่างมหาศาลส่วนเงินที่เหลือจากการขายบ้านในอนาคต ค่อยเก็บไว้ซื้อยาสำหรับขอบเขตที่สูงกว่านี้
สี่วันผ่านไปในพริบตา
ตูม!
ลู่เฟิงชกหมัดออกไปกระแสลมพุ่งทะยานตามหมัดจนเกิดเสียงหวีดหวิว
[ค่าประสบการณ์หมัดสิบสองรูปแบบ+4]
'ในที่สุด... ก็เข้าสู่ขั้นชำนาญ'
เขานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นภาพการฝึกฝนตลอดสี่วันไหลย้อนเข้ามาในห้วงคำนึง
ทุกท่วงท่าย่างก้าว และลมหายใจถูกระบบปรับแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนช่องโหว่ทั้งหมดถูกเติมเต็ม
ภายในไม่กี่อึดใจความเข้าใจในหมัดสิบสองรูปแบบของเขาก็ยกระดับขึ้น
'ทุกครั้งที่ทะลวงระดับคือการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของร่างกายจริงๆ'
ความเหนื่อยล้าจากการเคี่ยวกรำกลับทำให้เขารู้สึกหลงใหลเพราะมันทำให้มองเห็นตนเองแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อยระบบนี้ทำให้คำว่าสวรรค์ตอบแทนผู้ขยัน กลายเป็นเส้นทางที่จับต้องได้อย่างแท้จริง
[พลังวิญญาณ: 9.7]
[ระดับมลพิษ:0/100]
[การบ่มเพาะ:ขอบเขตแรกแห่งการวางรากฐาน ขั้นบำรุงโลหิต 42%]
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ขั้นสมบูรณ์)+ (คุณลักษณะ: ไม่มี) ความคืบหน้า: 1000/1000]
[ทักษะ:การอ่านเขียน (ขั้นชำนาญ) ความคืบหน้า: 169/200 (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
[ทักษะ:หมัดสิบสองรูปแบบ (ขั้นชำนาญ) ความคืบหน้า: 2/300 (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
เพียงสี่วันวิชาหมัดและปราณโลหิตของเขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ร่างกายที่เคยผอมบางเริ่มมีกล้ามเนื้อแน่นขึ้นชัดเจนแม้ขั้นบำรุงโลหิตจะเน้นเรื่องโลหิตหนาแน่นดุจปรอท เพื่อควบแน่นพลังปราณแต่แท้จริงแล้วทั่วทั้งร่างกำลังถูกขัดเกลาไปพร้อมกัน
ลู่เฟิงตั้งท่ารูปแบบหมีก่อนจะซัดหมัดตรงเข้าใส่แผ่นหินสูงท่วมหัวเบื้องหน้า
เปรี้ยง!
รอยร้าวคล้ายใยแมงมุมแผ่กระจายไปทั่วผิวหิน
เด็กหนุ่มลูบกำปั้นที่รู้สึกปวดแปลบเล็กน้อยพลังในกายเพิ่มพูนเร็วเกินไปจนความแข็งแกร่งของกระดูกยังตามไม่ทันกว่าจะมีกายาทองกระดูกเหล็กได้ ย่อมต้องผ่านขั้นหลอมไขกระดูก และขัดเกลากระดูกเสียก่อน
เขายื่นมือไปยกตุ้มหินหนักร้อยชั่งด้วยมือเดียวก่อนจะโยนขึ้นฟ้าสูงกว่าห้าจั้ง แล้วยื่นมือรับกลับลงมาอย่างมั่นคง
คนแข็งแรงทั่วไปอาจจะพอยกได้แต่ไม่มีทางโยนและรับได้สบายมือเช่นนี้
ทั้งหมดเป็นผลลัพธ์จากความพยายามและน้ำแกงยาสามชามของเฉาเฟิง
ปราณโลหิตในยามนี้แข็งแกร่งกว่าวันแรกเกือบสิบเท่าจากเดิมฝึกหมัดรอบเดียวก็แทบขาดใจ บัดนี้ฝึกติดต่อกันสามรอบยังแทบไม่เหนื่อยเลย
สำหรับลู่เฟิง แม้ตอนนี้เขาจะยังควบแน่นพลังปราณโลหิตไม่ได้แต่มันก็แค่เวลาเท่านั้น ในอนาคตหากทำสำเร็จการจะปลิดชีพอันธพาลอย่างหลิวต้าคงง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ลู่เฟิงปัดฝุ่นออกจากมือพลางหันหน้าเดินมุ่งตรงไปยังโรงอาหาร
'พลังวิญญาณ 9.7...ดื่มน้ำแกงยาอีกเพียงชามเดียวก็เกินสิบแต้มแล้ว ถึงเวลาทะลวงขีดจำกัดวิชาดาบผ่าฟืนเสียที'