“ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ฉันละสายตาไปจากเธอไม่ได้เลย”
มินามิกรีดร้องสุดเสียงสติสัมปชัญญะของเด็กสาวกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อเห็นร่างของเด็กหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอไว้สิ้นใจลงอยู่ตรงหน้าเธอมือสังหารตวัดปลายดาบคมเก็บเข้าฝักเดินผ่านร่างไร้ลมหายใจของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ไปด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
“ไง”
เด็กหนุ่มทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นชาด้านหลังเขาร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์กลายเป็นเถ้าธุลีสีมรกตก่อนจะเลือนหายวับไปจากที่ตรงนั้นราวกับเด็กหนุ่มไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
“เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก...เบริล ไม่มีใครช่วยเธอได้อีกแล้ว”
ไวโอเลตว่า
“ไม่ว่าจะผู้พิทักษ์อายุสั้นนั่นหรือกระทั่งคนที่เธอทิ้งไว้บนปราสาทก็ตาม”
นัยน์ตาสีม่วงใสของมินามิเบิกโพลงกว้างในขณะที่นัยน์ตาสีเดียวกันนั้นของไวโอเลตวาวโรจน์ เด็กสาวยกมือขึ้นป้องปากน้ำตาไหลพราก
“นาย...ทำอะไร... ลงไปน่ะ”
เด็กสาวถามเสียงสั่นใบหน้าตื่นตระหนกของโทวะที่หันกลับไปมองข้างหลังนั้นยังคงติดตาเธออยู่แล้วมินามิก็นึกถึงอาโออิ นึกถึงคำพูดของเขาที่บอกว่าจะไล่ตามเธอมา
“อาโออิ...อาโออิล่ะ!เขาอยู่ที่ไหน”
“ฆ่าไปแล้ว”ไวโอเลตบอกด้วยน้ำเสียงสงบ
ร่างของมินามิทรุดลงกับพื้นหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะประคองตัวเองให้ยืนไหวเธอจะไม่เชื่อในคำพูดนั้นเลยถ้าคนที่เอ่ยมันออกมาไม่ใช่เขา
แล้วฉันจะรีบตามไป...
คำสัญญาของใครบางคนยังคงดังก้องอยู่ในหัว
“คนโกหก!”มินามิร้องตะโกนลั่น ส่ายหน้าไปมาราวกับคนเสียสติ “ไหนบอกว่าจะไม่ทิ้งฉัน คนทรยศ!”
“ฉันเตือนเธอแล้วว่าอย่าไว้ใจใคร”ไวโอเลตบอกด้วยน้ำเสียงละเหี่ยใจการจะจัดการกับเด็กสาวตรงหน้าเขานี่เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนักรวดเร็วยิ่งกว่าจัดการกับผู้พิทักษ์ของเอิร์ธวอเทอร์ด้วยซ้ำแต่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่ลงมือนั้นคือความต้องการที่จะได้เห็นเธอกำลังทุกข์ทรมานกับการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่รอบกายต่อหน้าเขา
“ฉันไม่น่าปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้เลยเบริล เธออ่อนแอยิ่งกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ฆ่าฉันทิ้งซะล่ะ!คนอย่างนายน่ะไม่ว่าฉันจะซ่อนตัวดียังไงนายก็หาทางพบฉันได้อยู่แล้วนี่ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าฉันมีชีวิตอยู่จะปล่อยให้ฉันอยู่มาจนถึงทุกวันนี้เพื่ออะไร”
มินามิหันมาตวาดใส่เขาการสูญเสียใครบางคนไปทำให้จิตใจของเธอเสียการควบคุม
“รู้ไหม... บางทีฉันก็เฝ้าถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไม”ไวโอเลตพึมพำเสียงแผ่ว เด็กหนุ่มหมายความตามนั้นจริงๆอย่างที่เขาพูดเพราะจนแล้วจนรอดจนถึงตอนนี้เขาเองก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เลยว่า...ทำไม...?
“ฉันเจอเธอได้ แน่นอน...อย่างที่เธอบอกนั่นแหละว่าต่อให้พวกนั้นพยายามที่จะซ่อนตัวเธอยังไงไม่นานฉันก็จะหาตัวเธอเจอแน่ แต่... เจอแล้วได้อะไรล่ะในเมื่อเธอพิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเมตาเรียมันลดน้อยถอยลงไปทุกทีน้องสาวเธอต่างหากที่มีสายสัมพันธ์กับเมตาเรียแข็งแกร่งขึ้นฉันควรจะต้องกังวลกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องของเธอไม่ใช่เหรอ?”
มินามิมุ่นหัวคิ้วเธอไม่เข้าใจคำพูดของเขา
“นายหมายความว่ายังไง?ฉันพิสูจน์อะไร?”
ใบหน้าของเด็กสาวเคร่งเครียดความต้องการอยากรู้คำตอบมีมากเสียยิ่งกว่าความประหลาดใจแต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะคิดหนักไม่น้อยที่ต้องตอบคำถามนี้แก่เธอ
“เธอน่ะ...”
ไวโอเลตพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างแล้วแววตาของเด็กหนุ่มที่สงบนิ่งดุจห้วงอวกาศอันมืดมิดก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในเป็นครั้งแรกไวโอเลตยกมือขึ้นกุมคาง ใบหน้าโค้งต่ำลงแต่นัยน์ตายังไม่ละสายตาไปจากเธอ สิ่งที่สะท้อนอยู่ในแววตาข้างที่ไม่ถูกเรือนผมสีเงินตกลงมาปิดบังนั่นอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังความเสียใจ ความรู้สึกโหยหากระทั่งความเศร้าที่เจือปนอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด มินามิเกลียดแววตาของเขามันเป็นแววตาที่บ่งบอกว่าเขาถูกเธอทรยศความเชื่อใจที่มอบให้จนไม่อาจจะไว้ใจเธอได้อีก
“เธอเลือกที่จะเป็นของหมอนั่นไม่ใช่ของฉัน”
เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ พร้อมกับที่นัยน์ตาสีม่วงเข้มนั่นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ
เขารู้...
เด็กสาวเบิกนัยน์ตากว้างริมฝีปากอ้าค้างอย่างตะลึงงันใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธตอนนี้ซีดเผือดไร้สีเลือดฝาดเธอรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆฟาดเข้าที่หัวทำให้สมองมึนงงไปชั่วขณะร่างกายชาวาบเหมือนกำลังโดนน้ำเย็นจัดสาดโครมเข้าใส่ขณะที่เด็กหนุ่มยังไม่ละสายตาไปจากเธอเขาจ้องเธอเขม็งด้วยความรู้สึกที่ราวกับต้องการจะฆ่าเธอให้ตายด้วยมือของเขาเองใช่สิ! เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วนี่!
“ตกใจเหรอที่รู้ว่าฉันรู้น่ะ”
เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาประกายความรู้สึกในดวงตากลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง
“คิดว่าฉันเป็นใครกันงั้นเหรอ?”
ไวโอเลตถามกลับขณะที่มินามิไม่รู้จะตอบคำถามเขาอย่างไรดี
“ไม่มีทางที่ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรทำอะไร หรือรู้สึกยังไงแต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้นเธอกลับเลือกหมอนั่นแทนที่จะเป็นฉัน เหงาเหรอไง... เบริล?”
คำพูดของไวโอเลตหยุดอยู่แค่นั้นเมื่อมินามิถลาเข้าใส่เขาฝ่ามือเรียวบางเงื้อขึ้นหมายจะฟาดเข้าใส่ใบหน้าแต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะเข้าใกล้เขาได้
ฝ่ามือหยาบของเด็กหนุ่มกำแน่นอยู่ที่ข้อมือของเธอพร้อมกับดึงร่างบางเข้ามาใกล้ปลายจมูกแทบจะชนกันจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวนัยน์ตาสีม่วงสวยเช่นเดียวกับเธอสบประสานสายตาสิ่งที่สะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้นคือใบหน้าของเธอเอง
“เธอทำให้ฉันเสียใจ”
ไวโอเลตกระซิบ
มินามิผลักร่างสูงของเด็กหนุ่มออกห่างจากตัวสุดแรงเกิดรู้สึกขยะแขยงทุกส่วนของร่างกายที่ถูกเขาสัมผัส ใบหน้า ริมฝีปาก กระทั่งต้นแขนที่ถูกมือใหญ่เกาะกุม
“คนเห็นแก่ตัว!”
เด็กสาวร้องตะโกนใส่เขาทั้งน้ำตาอย่างเหลืออด
“นายทิ้งฉันไปแท้ๆนายทิ้งฉันไว้แล้วยังจะคิดอยากให้ฉันรอนายอยู่อีกหรือไง!”
“เธอรักฉันไม่ใช่เหรอ?ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมถึงรอไม่ได้ล่ะ?”
ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเขานั่นว่างเปล่าราวกับอ่านบทพูดที่จดทิ้งไว้ในแผ่นกระดาษไม่มีความรู้สึกใดๆเลยเจือปนอยู่ในน้ำเสียงนั่นและมันทำให้เด็กสาวเสียใจอย่างถึงที่สุด
“ฉันรอนายมาสิบปี!”
“พอครบสิบปีเธอก็ทิ้งฉันไป”เด็กหนุ่มตอบกลับ
“ถ้ารอแล้วนายจะกลับมาหาฉันหรือไง!”
“ฉันก็กลับมาไม่ใช่เหรอ?”
เด็กหนุ่มแย้ง
มินามิรู้สึกเกลียดคนตรงหน้ามากเสียจนความรู้สึกนั้นบดบังความรักที่เธอมีให้เขาไปจนหมดเด็กสาวยกมือขึ้นกอดตัวเอง พูดในสิ่งที่เธอไม่คิดเลยว่าสักวันจะต้องพูดคำนี้ออกมา
“นายไม่เคยเลือกฉัน ไม่เคยเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา... นายไม่เคยมองมาที่ฉันเลยสักนิด...”
ไวโอเลตตอบรับคำพูดนั้นด้วยการไม่เอ่ยอะไร
ฉันน่ะไม่คิดจะรักเธอหรอกไม่เคยจะสนใจเลยแม้แต่นิด แต่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...ที่ฉันละสายตาไปจากเธอไม่ได้เลย
-เอิร์ธวินดี้,หนึ่งสัปดาห์ก่อนสงครามใหญ่-
‘อยู่กับฉัน...’
ฝ่ามือบางที่กระตุกชายเสื้อคลุมของเขาไว้ทำให้ร่างสูงที่กำลังจะจากไปต้องหันหลังกลับมาใหม่อีกครั้ง
‘นี่ นี่’
เฟลโลว์ผ่อนระบายลมหายใจออกมานึกสงสัยเหลือเกินว่าเจ้าหล่อนจะรู้ตัวหรือเปล่านะว่าพูดอะไรออกมา นัยน์ตาสีชาเหลือบมองร่างเล็กของเด็กสาวที่มือข้างหนึ่งยึดชายเสื้อคลุมของเขาอยู่เธอก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อซ่อนนัยน์ตาสีม่วงคู่สวยที่เขาหลงใหลไว้ภายใต้เรือนผมสีน้ำตาลทองที่ตกลงมาปรกบัง
เด็กสาวยังไม่ยอมปล่อยมือจากเขา
‘เข้านอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า’
เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพพยายามดึงตัวเองออกห่างอย่างมีมารยาทมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมวังสายหมอกเจ้ากรรมแห่งเอิร์ธวินดี้ จู่ๆก็ตกหลุมอากาศขึ้นมาซะอย่างงั้นตัววังสั่นสะเทือนเลือนลั่น ผนังรอบข้างบิดเบี้ยวก่อนจะเริ่มเปลี่ยนรูปร่างไปอีกครั้งรัชทายาทแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เบ้ปากอย่างรำคาญใจ ห้องนอนของเขาที่อยู่ถัดไปไม่ไกลจากห้องของเจ้าหล่อนกลายสภาพเป็นห้องส้วมไปเสียแล้วแล้วเขาต้องเสียเวลาตามหาห้องตัวเองอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้พักผ่อนวันนี้ประชุมเหนื่อยมาทั้งวันดันมาเจอเรื่องยุ่งยากในตอนท้ายเข้าให้สาบานได้ว่าชั่วชีวิตนี้เขาจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง
‘เบริล ไปนอนได้แล้ว’
เด็กหนุ่มเอ่ยทวนซ้ำอีกครั้งและระมัดระวังที่จะไม่ใส่อารมณ์ขุ่นมัวลงไปในนั้นเพราะเขารู้ว่าเจ้าหล่อนไม่ชอบเด็กหนุ่มไม่อยากเสียเวลากับการส่งเด็กสาวเข้านอนมากนัก ไม่อย่างนั้นล่ะก็คืนนี้เขาได้นอนในห้องส้วมเป็นแน่
‘เบริล’
เฟลโลว์เอ่ยเรียกชื่อเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นแต่ร่างบางที่งดงามราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบของเอิร์ธสโตนนั่นก็ยังไม่ขยับ
‘อย่ามายืนหลับตรงนี้นะฉัน--’
ริมฝีปากอวบอิ่มที่ยื่นเข้ามาใกล้โดยไม่ทันตั้งตัวดูดกลืนเอาคำพูดไปจนหมดท่าทางงกๆเงิ่นๆของเจ้าหล่อนทำให้เขารู้สึกทั้งสงสารทั้งเหนื่อยใจทำไมถึงต้องหาเรื่องปวดหัวมาให้ในตอนที่เขาควบคุมสติไม่ค่อยจะได้แบบนี้ด้วยนะ
ร่างบางถอนตัวกลับไปเหลือทิ้งไว้เพียงไออุ่นที่แล่นวาบไปทั่วร่างกับกลิ่นหอมจางๆจากตัวเด็กสาวเธอช้อนนัยน์ตาคู่สวยที่คลอรื่นไปด้วยน้ำตาขึ้นมองเขา ให้ตายเถอะ! คนที่อยากจะร้องไห้น่ะมันเขาต่างหาก
‘พอใจแล้วก็ไปนอนซะ’
เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงคมดุแล้ววินาทีต่อมาใบหน้าของเขาก็ชาด้วยแรงตบจากฝ่ามือของเจ้าหล่อนมันช่างคลับคล้ายคลับคลากับฉากในการแสดงที่พวกนางรำจากเอิร์ธวู้ดรำถวายเมื่อช่วงหัวค่ำไม่มีผิดคนที่โดนตบควรเป็นเขาน่ะใช่ แต่ไม่ยักจะจำได้ว่านางเอกจะรับบทจูบและตบพร้อมกันนี่สิ!
‘ตาบ้า!’
นั่น! โดนด่าเข้าให้อีก
‘นายน่ะมันแย่ที่สุดเลย!’
ทำไมถึงกลายเป็นเขาที่โดนด่าไปเสียล่ะ?
‘เบริลวิธีเชิญชวนของเธอมันบุ่มบ่ามไปหน่อยนะ กลับไปนอนตั้งสติก่อนดีว่าอย่าทำอะไรให้เอิร์ธมูนต้องขายหน้าไปหน่อยเลย’ เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเขาไม่มีอารมณ์มาพิศวาสเจ้าหล่อนในตอนนี้หรอก ตอนที่เขาและเธอไม่ได้อยู่บนดาวของตัวเองเขามาที่นี่ในฐานะผู้ติดตามของเธอ จริงอยู่ที่เขาพึงพอใจในตัวเด็กสาวแต่เขาแยกระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้นี่ไม่ใช่เวลาจะมาทำเรื่องแบบนั้น
‘ฉันไม่สนใจเอิร์ธมูน’ เบริลว่า
‘แต่ฉันสน’ เด็กหนุ่มแย้ง ‘ฉันมาที่นี่ในฐานะผู้ติดตามเธอแทนหมอนั่นการกระทำทุกอย่างของเธอเป็นความรับผิดชอบของฉัน’
‘ถ้าอย่างนั้นนายก็รับผิดชอบฉันสิ!’
เฟลโลว์อยากจะกัดลิ้นตัวเองตายบุญแค่ไหนที่ยัยนี่ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ของเอิร์ธมูน ไม่อย่างนั้นล่ะก็เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าเอิร์ธมูนภายใต้การปกครองของเจ้าหล่อนจะพังพินาศแค่ไหน
‘ถ้าเธอนอนไม่หลับฉันจะใช้ผงนิทราให้ก็ได้’
เด็กหนุ่มพยายามสรรหาเหตุผลมาเกลี้ยกล่อมแต่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากชายเสื้อคลุมของเขาสงสัยคงต้องถอดให้เจ้าหล่อนเอาไปนอนกอดแทนเสียแล้วล่ะมัง
‘เลือกเอาว่าจะนอนอยู่ตรงประตูนี่หรือขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ’
เฟลโลว์ขู่
เหมือนว่าเด็กสาวจะยอมแพ้แล้วแรงบีบที่ชายเสื้อคลุมเริ่มคลายออกส่งผลให้เสื้อคลุมเลื่อนหลุดจากมือขณะที่ฝ่ามือของเธอยังคงยื่นค้างอยู่อย่างนั้น เธอตัวสั่น เบือนใบหน้าหนีจากเขาพร้อมกับเริ่มสะอึกน้ำตาไหลซึมใบหน้ากระทบลงพื้น เฟลโลว์จ้องมองท่าทีของเธอ เป็นอันว่าจบเรื่องยุ่งยากนี่เสียที
‘ถ้าอย่างนั้นก็ราตรีสวัสดิ์’
เด็กหนุ่มบอกพร้อมกับโค้งตัวลงให้เธอก่อนหันหลังเดินจากมาแต่แทนที่เจ้าหล่อนจะเดินกลับเข้าห้อง เธอดันมุ่งหน้าเดินหนีไปอีกทางซะอย่างนั้น
‘นี่เธอจะให้ฉันใช้ผงนิทรากับเธอจริงๆใช่ไหมทำไมถึงไม่ยอมฟังกันบ้าง ไปนอนได้แล้ว!’
เฟลโลว์กระชากตัวเธอกลับแต่เด็กสาวอาศัยเรี่ยวแรงที่มีอยู่พยายามขืนตัวออกห่าง
‘ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!’ เธอตะโกนใส่เขา
ด้วยความหงุดหงิดประกอบกับความง่วงถึงขีดสุดเฟลโลว์ยกร่างของเด็กสาวขึ้นพาดบ่า ตรงดิ่งไปยังห้องของเจ้าหล่อนก่อนที่มันจะเปลี่ยนรูปร่างไปเพราะกระแสลมที่พัดแรงอยู่ด้านนอกเตียงใหญ่ตั้งวางอยู่ใจกลางห้องอย่างเชื้อเชิญแต่เด็กหนุ่มไม่มีอารมณ์อยากจะนอนเลยเขาโยนร่างบางของรัชทายาทแห่งเอิร์ธมูนไปยังใจกลางเตียงอย่างไม่คิดจะถนอมจ้องมองเธอด้วยนัยน์ตาคมดุ
‘อย่าเที่ยวไปพูดแบบนี้กับใครอีกเชียวถึงเธอจะเกลียดเอิร์ธมูนยังไงก็ควรจะระลึกซะบ้างว่าตัวเองเป็นผู้หญิง’
‘เป็นผู้หญิงแล้วทำไม่ได้รึไง!’
‘ใช่สิ!’ เด็กหนุ่มเถียงอย่างไม่ลดละพร้อมกับถอดถุงมือออก ‘อย่างน้อยผู้หญิงที่ดีก็ไม่ควรทำแบบนี้!’
เฟลโลว์ใช้ฝ่ามือที่ไร้พันธนาการยื่นตรงไปหาเธอขณะที่เบริลจ้องมองเขาด้วยแววตาที่สั่นเทาละอองเกสรดอกไม้พุ่งออกมาจากฝ่ามือของเด็กหนุ่ม ฟุ้งกระจายเข้าใส่เด็กสาวเธอพยายามกลั้นหายใจและกลั้นน้ำตาไปพร้อมกันแต่ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จสักอย่างเพราะสติของเธอเริ่มเลือนราง
‘ฉันไม่เคยพูดแบบนี้กับใคร’ เด็กสาวร้องไห้อย่างหมดความอดทนแววตาเลื่อนลอยแต่ก็ยังฝืนที่จะประคองสติตัวเองไว้
‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าเธอจะพูดจาแบบนี้กับใครบ้างแต่ช่วยระลึกเอาไว้อย่าง ตัวเธอ... เก็บมันไว้ให้คนที่เธอรักเถอะ’ น้ำเสียงของเด็กหนุ่มฟังแล้วว่างเปล่าโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้สึกตัว
‘ตายไปหมดแล้ว’
เพราะอารมณ์ชั่ววูบแท้ๆเชียวที่ทำให้เขาตื่นตะลึงไปกับคำพูดของเจ้าหล่อนผงนิทราที่ควรจะเริ่มทำงานกลับหยุดค้างไปซะอย่างนั้นทำให้คนที่ควรจะหลับกลับไม่ยอมหลับ แถมยังมาทำตัวน่าสงสารใส่เขาเห็นแล้วมันทั้งเกลียดทั้งหงุดหงิด
‘อย่าเห็นฉันเป็นตัวแทนของใคร!’
เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงต่ำนัยน์ตาสีชาแข็งกร้าวและดุดัน
เฟลโลว์สบตาคนตรงหน้านิ่งแต่เธอกลับหลบสายตาเขา กระชากผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวราวกับสร้างเกราะกำบัง เด็กสาวกอดตัวเองแน่น ร่างบางสั่นสะท้านน้ำตาไหลซึมผ่านขอบตาไม่ยอมหยุด
‘แล้วใครกันล่ะที่บอกจะจับมือฉัน! ใครกันที่บอกว่าถ้ากลัวจะจับมือไว้ก็ได้น่ะ!’
เธอร้องบอกพร้อมกับนัยน์ตาที่บวมเปล่งร่างสั่นเทาราวกับลูกนกปีกหักไม่เหลือคราบคนปีกกล้าขาแข็งที่เคยท้าทายเขาเธอเหมือนนกที่กำลังจะโผบินแต่ก็ตกลงสู่พื้นจนไม่อาจกลับคืนสู่ท้องฟ้าได้อีกได้แต่ก้มหน้าสมเพชตัวเองอยู่ในใจที่ท้ายสุดก็ไม่อาจทำในสิ่งที่ปรารถนาได้ เด็กหนุ่มเฝ้ามองดูเธออยู่อย่างเนิ่นนานขณะที่ครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างและพยายามกำจัดความรู้สึกที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นมาในตอนนี้ออกไปเขาพยายามเฝ้าบอกตัวเองว่าวันนี้เขาคงจะเพลียมากเกินกว่าที่จะคิดอะไรได้อีกดังนั้นแล้วเขาจะพยายามไม่คิดอะไรแต่ภาพของเด็กสาวที่กำลังนั่งร้องไห้กอดตัวเองอยู่ตรงหน้าเขาทำให้ระบบสั่งการในหัวรวนเละไม่เป็นท่าเมื่อสมองสั่งการไม่ได้ แล้วอะไรล่ะที่สั่งให้เขาทำอะไรลงไปต่อจากนั้น