ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 70 เจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 70เจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์

    “ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ฉันละสายตาไปจากเธอไม่ได้เลย”

     

            

            มินามิกรีดร้องสุดเสียงสติสัมปชัญญะของเด็กสาวกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อเห็นร่างของเด็กหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอไว้สิ้นใจลงอยู่ตรงหน้าเธอมือสังหารตวัดปลายดาบคมเก็บเข้าฝักเดินผ่านร่างไร้ลมหายใจของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ไปด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก

            

            “ไง”

            

            เด็กหนุ่มทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นชาด้านหลังเขาร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์กลายเป็นเถ้าธุลีสีมรกตก่อนจะเลือนหายวับไปจากที่ตรงนั้นราวกับเด็กหนุ่มไม่เคยมีตัวตนมาก่อน

            

            “เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก...เบริล ไม่มีใครช่วยเธอได้อีกแล้ว”

            

            ไวโอเลตว่า

            

            “ไม่ว่าจะผู้พิทักษ์อายุสั้นนั่นหรือกระทั่งคนที่เธอทิ้งไว้บนปราสาทก็ตาม”

            

            นัยน์ตาสีม่วงใสของมินามิเบิกโพลงกว้างในขณะที่นัยน์ตาสีเดียวกันนั้นของไวโอเลตวาวโรจน์ เด็กสาวยกมือขึ้นป้องปากน้ำตาไหลพราก

            

            “นาย...ทำอะไร... ลงไปน่ะ”

            

            เด็กสาวถามเสียงสั่นใบหน้าตื่นตระหนกของโทวะที่หันกลับไปมองข้างหลังนั้นยังคงติดตาเธออยู่แล้วมินามิก็นึกถึงอาโออิ นึกถึงคำพูดของเขาที่บอกว่าจะไล่ตามเธอมา

            

            “อาโออิ...อาโออิล่ะ!เขาอยู่ที่ไหน”

            

            “ฆ่าไปแล้ว”ไวโอเลตบอกด้วยน้ำเสียงสงบ

            

            ร่างของมินามิทรุดลงกับพื้นหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะประคองตัวเองให้ยืนไหวเธอจะไม่เชื่อในคำพูดนั้นเลยถ้าคนที่เอ่ยมันออกมาไม่ใช่เขา

            

            แล้วฉันจะรีบตามไป...

            

            คำสัญญาของใครบางคนยังคงดังก้องอยู่ในหัว

            

            “คนโกหก!”มินามิร้องตะโกนลั่น ส่ายหน้าไปมาราวกับคนเสียสติ “ไหนบอกว่าจะไม่ทิ้งฉัน คนทรยศ!”

            

            “ฉันเตือนเธอแล้วว่าอย่าไว้ใจใคร”ไวโอเลตบอกด้วยน้ำเสียงละเหี่ยใจการจะจัดการกับเด็กสาวตรงหน้าเขานี่เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนักรวดเร็วยิ่งกว่าจัดการกับผู้พิทักษ์ของเอิร์ธวอเทอร์ด้วยซ้ำแต่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่ลงมือนั้นคือความต้องการที่จะได้เห็นเธอกำลังทุกข์ทรมานกับการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่รอบกายต่อหน้าเขา

            

            “ฉันไม่น่าปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้เลยเบริล เธออ่อนแอยิ่งกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก”

            

            “ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ฆ่าฉันทิ้งซะล่ะ!คนอย่างนายน่ะไม่ว่าฉันจะซ่อนตัวดียังไงนายก็หาทางพบฉันได้อยู่แล้วนี่ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าฉันมีชีวิตอยู่จะปล่อยให้ฉันอยู่มาจนถึงทุกวันนี้เพื่ออะไร”

            

            มินามิหันมาตวาดใส่เขาการสูญเสียใครบางคนไปทำให้จิตใจของเธอเสียการควบคุม

                 

            “รู้ไหม... บางทีฉันก็เฝ้าถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไม”ไวโอเลตพึมพำเสียงแผ่ว เด็กหนุ่มหมายความตามนั้นจริงๆอย่างที่เขาพูดเพราะจนแล้วจนรอดจนถึงตอนนี้เขาเองก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เลยว่า...ทำไม...?

                 

            “ฉันเจอเธอได้ แน่นอน...อย่างที่เธอบอกนั่นแหละว่าต่อให้พวกนั้นพยายามที่จะซ่อนตัวเธอยังไงไม่นานฉันก็จะหาตัวเธอเจอแน่ แต่... เจอแล้วได้อะไรล่ะในเมื่อเธอพิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเมตาเรียมันลดน้อยถอยลงไปทุกทีน้องสาวเธอต่างหากที่มีสายสัมพันธ์กับเมตาเรียแข็งแกร่งขึ้นฉันควรจะต้องกังวลกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องของเธอไม่ใช่เหรอ?”

                 

            มินามิมุ่นหัวคิ้วเธอไม่เข้าใจคำพูดของเขา

                 

            “นายหมายความว่ายังไง?ฉันพิสูจน์อะไร?”

                 

            ใบหน้าของเด็กสาวเคร่งเครียดความต้องการอยากรู้คำตอบมีมากเสียยิ่งกว่าความประหลาดใจแต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะคิดหนักไม่น้อยที่ต้องตอบคำถามนี้แก่เธอ

                 

            “เธอน่ะ...”

                 

            ไวโอเลตพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างแล้วแววตาของเด็กหนุ่มที่สงบนิ่งดุจห้วงอวกาศอันมืดมิดก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในเป็นครั้งแรกไวโอเลตยกมือขึ้นกุมคาง ใบหน้าโค้งต่ำลงแต่นัยน์ตายังไม่ละสายตาไปจากเธอ  สิ่งที่สะท้อนอยู่ในแววตาข้างที่ไม่ถูกเรือนผมสีเงินตกลงมาปิดบังนั่นอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังความเสียใจ  ความรู้สึกโหยหากระทั่งความเศร้าที่เจือปนอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด มินามิเกลียดแววตาของเขามันเป็นแววตาที่บ่งบอกว่าเขาถูกเธอทรยศความเชื่อใจที่มอบให้จนไม่อาจจะไว้ใจเธอได้อีก

                 

            “เธอเลือกที่จะเป็นของหมอนั่นไม่ใช่ของฉัน”

                 

            เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ พร้อมกับที่นัยน์ตาสีม่วงเข้มนั่นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ

                 

            เขารู้...

                 

            เด็กสาวเบิกนัยน์ตากว้างริมฝีปากอ้าค้างอย่างตะลึงงันใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธตอนนี้ซีดเผือดไร้สีเลือดฝาดเธอรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆฟาดเข้าที่หัวทำให้สมองมึนงงไปชั่วขณะร่างกายชาวาบเหมือนกำลังโดนน้ำเย็นจัดสาดโครมเข้าใส่ขณะที่เด็กหนุ่มยังไม่ละสายตาไปจากเธอเขาจ้องเธอเขม็งด้วยความรู้สึกที่ราวกับต้องการจะฆ่าเธอให้ตายด้วยมือของเขาเองใช่สิ! เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วนี่!

                 

            “ตกใจเหรอที่รู้ว่าฉันรู้น่ะ”

                 

            เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาประกายความรู้สึกในดวงตากลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง

                 

            “คิดว่าฉันเป็นใครกันงั้นเหรอ?”

                 

            ไวโอเลตถามกลับขณะที่มินามิไม่รู้จะตอบคำถามเขาอย่างไรดี

                 

            “ไม่มีทางที่ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรทำอะไร หรือรู้สึกยังไงแต่ทั้งที่เป็นอย่างนั้นเธอกลับเลือกหมอนั่นแทนที่จะเป็นฉัน เหงาเหรอไง... เบริล?”

                 

            คำพูดของไวโอเลตหยุดอยู่แค่นั้นเมื่อมินามิถลาเข้าใส่เขาฝ่ามือเรียวบางเงื้อขึ้นหมายจะฟาดเข้าใส่ใบหน้าแต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะเข้าใกล้เขาได้

                 

            ฝ่ามือหยาบของเด็กหนุ่มกำแน่นอยู่ที่ข้อมือของเธอพร้อมกับดึงร่างบางเข้ามาใกล้ปลายจมูกแทบจะชนกันจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวนัยน์ตาสีม่วงสวยเช่นเดียวกับเธอสบประสานสายตาสิ่งที่สะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้นคือใบหน้าของเธอเอง

                 

            “เธอทำให้ฉันเสียใจ”

                 

            ไวโอเลตกระซิบ

                 

            มินามิผลักร่างสูงของเด็กหนุ่มออกห่างจากตัวสุดแรงเกิดรู้สึกขยะแขยงทุกส่วนของร่างกายที่ถูกเขาสัมผัส ใบหน้า ริมฝีปาก กระทั่งต้นแขนที่ถูกมือใหญ่เกาะกุม

                 

            “คนเห็นแก่ตัว!”

                 

            เด็กสาวร้องตะโกนใส่เขาทั้งน้ำตาอย่างเหลืออด

                 

            “นายทิ้งฉันไปแท้ๆนายทิ้งฉันไว้แล้วยังจะคิดอยากให้ฉันรอนายอยู่อีกหรือไง!”

                 

            “เธอรักฉันไม่ใช่เหรอ?ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมถึงรอไม่ได้ล่ะ?”

                 

            ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเขานั่นว่างเปล่าราวกับอ่านบทพูดที่จดทิ้งไว้ในแผ่นกระดาษไม่มีความรู้สึกใดๆเลยเจือปนอยู่ในน้ำเสียงนั่นและมันทำให้เด็กสาวเสียใจอย่างถึงที่สุด

                 

            “ฉันรอนายมาสิบปี!”

                 

            “พอครบสิบปีเธอก็ทิ้งฉันไป”เด็กหนุ่มตอบกลับ

                 

            “ถ้ารอแล้วนายจะกลับมาหาฉันหรือไง!”

                 

            “ฉันก็กลับมาไม่ใช่เหรอ?”

                 

            เด็กหนุ่มแย้ง

                 

            มินามิรู้สึกเกลียดคนตรงหน้ามากเสียจนความรู้สึกนั้นบดบังความรักที่เธอมีให้เขาไปจนหมดเด็กสาวยกมือขึ้นกอดตัวเอง พูดในสิ่งที่เธอไม่คิดเลยว่าสักวันจะต้องพูดคำนี้ออกมา

                 

            “นายไม่เคยเลือกฉัน ไม่เคยเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา... นายไม่เคยมองมาที่ฉันเลยสักนิด...”

                 

            ไวโอเลตตอบรับคำพูดนั้นด้วยการไม่เอ่ยอะไร

     

     

            ฉันน่ะไม่คิดจะรักเธอหรอกไม่เคยจะสนใจเลยแม้แต่นิด แต่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...ที่ฉันละสายตาไปจากเธอไม่ได้เลย

     

     



    -เอิร์ธวินดี้,หนึ่งสัปดาห์ก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘อยู่กับฉัน...’

                 

            ฝ่ามือบางที่กระตุกชายเสื้อคลุมของเขาไว้ทำให้ร่างสูงที่กำลังจะจากไปต้องหันหลังกลับมาใหม่อีกครั้ง


            ‘นี่ นี่’

                 

            เฟลโลว์ผ่อนระบายลมหายใจออกมานึกสงสัยเหลือเกินว่าเจ้าหล่อนจะรู้ตัวหรือเปล่านะว่าพูดอะไรออกมา นัยน์ตาสีชาเหลือบมองร่างเล็กของเด็กสาวที่มือข้างหนึ่งยึดชายเสื้อคลุมของเขาอยู่เธอก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อซ่อนนัยน์ตาสีม่วงคู่สวยที่เขาหลงใหลไว้ภายใต้เรือนผมสีน้ำตาลทองที่ตกลงมาปรกบัง

                 

            เด็กสาวยังไม่ยอมปล่อยมือจากเขา


            ‘เข้านอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า’

                 

            เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพพยายามดึงตัวเองออกห่างอย่างมีมารยาทมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  แต่ไม่รู้ว่าทำไมวังสายหมอกเจ้ากรรมแห่งเอิร์ธวินดี้ จู่ๆก็ตกหลุมอากาศขึ้นมาซะอย่างงั้นตัววังสั่นสะเทือนเลือนลั่น ผนังรอบข้างบิดเบี้ยวก่อนจะเริ่มเปลี่ยนรูปร่างไปอีกครั้งรัชทายาทแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เบ้ปากอย่างรำคาญใจ ห้องนอนของเขาที่อยู่ถัดไปไม่ไกลจากห้องของเจ้าหล่อนกลายสภาพเป็นห้องส้วมไปเสียแล้วแล้วเขาต้องเสียเวลาตามหาห้องตัวเองอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้พักผ่อนวันนี้ประชุมเหนื่อยมาทั้งวันดันมาเจอเรื่องยุ่งยากในตอนท้ายเข้าให้สาบานได้ว่าชั่วชีวิตนี้เขาจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง


            ‘เบริล ไปนอนได้แล้ว’

                 

            เด็กหนุ่มเอ่ยทวนซ้ำอีกครั้งและระมัดระวังที่จะไม่ใส่อารมณ์ขุ่นมัวลงไปในนั้นเพราะเขารู้ว่าเจ้าหล่อนไม่ชอบเด็กหนุ่มไม่อยากเสียเวลากับการส่งเด็กสาวเข้านอนมากนัก ไม่อย่างนั้นล่ะก็คืนนี้เขาได้นอนในห้องส้วมเป็นแน่


            ‘เบริล’

                 

            เฟลโลว์เอ่ยเรียกชื่อเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นแต่ร่างบางที่งดงามราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบของเอิร์ธสโตนนั่นก็ยังไม่ขยับ


            ‘อย่ามายืนหลับตรงนี้นะฉัน--’

                 

            ริมฝีปากอวบอิ่มที่ยื่นเข้ามาใกล้โดยไม่ทันตั้งตัวดูดกลืนเอาคำพูดไปจนหมดท่าทางงกๆเงิ่นๆของเจ้าหล่อนทำให้เขารู้สึกทั้งสงสารทั้งเหนื่อยใจทำไมถึงต้องหาเรื่องปวดหัวมาให้ในตอนที่เขาควบคุมสติไม่ค่อยจะได้แบบนี้ด้วยนะ

                 

            ร่างบางถอนตัวกลับไปเหลือทิ้งไว้เพียงไออุ่นที่แล่นวาบไปทั่วร่างกับกลิ่นหอมจางๆจากตัวเด็กสาวเธอช้อนนัยน์ตาคู่สวยที่คลอรื่นไปด้วยน้ำตาขึ้นมองเขา ให้ตายเถอะ! คนที่อยากจะร้องไห้น่ะมันเขาต่างหาก


            ‘พอใจแล้วก็ไปนอนซะ’

                 

            เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงคมดุแล้ววินาทีต่อมาใบหน้าของเขาก็ชาด้วยแรงตบจากฝ่ามือของเจ้าหล่อนมันช่างคลับคล้ายคลับคลากับฉากในการแสดงที่พวกนางรำจากเอิร์ธวู้ดรำถวายเมื่อช่วงหัวค่ำไม่มีผิดคนที่โดนตบควรเป็นเขาน่ะใช่ แต่ไม่ยักจะจำได้ว่านางเอกจะรับบทจูบและตบพร้อมกันนี่สิ!


            ‘ตาบ้า!’

                 

            นั่น! โดนด่าเข้าให้อีก


            ‘นายน่ะมันแย่ที่สุดเลย!’

                 

            ทำไมถึงกลายเป็นเขาที่โดนด่าไปเสียล่ะ?


            ‘เบริลวิธีเชิญชวนของเธอมันบุ่มบ่ามไปหน่อยนะ กลับไปนอนตั้งสติก่อนดีว่าอย่าทำอะไรให้เอิร์ธมูนต้องขายหน้าไปหน่อยเลย’ เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเขาไม่มีอารมณ์มาพิศวาสเจ้าหล่อนในตอนนี้หรอก ตอนที่เขาและเธอไม่ได้อยู่บนดาวของตัวเองเขามาที่นี่ในฐานะผู้ติดตามของเธอ จริงอยู่ที่เขาพึงพอใจในตัวเด็กสาวแต่เขาแยกระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้นี่ไม่ใช่เวลาจะมาทำเรื่องแบบนั้น


            ‘ฉันไม่สนใจเอิร์ธมูน’ เบริลว่า


            ‘แต่ฉันสน’ เด็กหนุ่มแย้ง ‘ฉันมาที่นี่ในฐานะผู้ติดตามเธอแทนหมอนั่นการกระทำทุกอย่างของเธอเป็นความรับผิดชอบของฉัน’


            ‘ถ้าอย่างนั้นนายก็รับผิดชอบฉันสิ!’

                 

            เฟลโลว์อยากจะกัดลิ้นตัวเองตายบุญแค่ไหนที่ยัยนี่ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ของเอิร์ธมูน ไม่อย่างนั้นล่ะก็เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าเอิร์ธมูนภายใต้การปกครองของเจ้าหล่อนจะพังพินาศแค่ไหน

            
            ‘ถ้าเธอนอนไม่หลับฉันจะใช้ผงนิทราให้ก็ได้’

                 

            เด็กหนุ่มพยายามสรรหาเหตุผลมาเกลี้ยกล่อมแต่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากชายเสื้อคลุมของเขาสงสัยคงต้องถอดให้เจ้าหล่อนเอาไปนอนกอดแทนเสียแล้วล่ะมัง


            ‘เลือกเอาว่าจะนอนอยู่ตรงประตูนี่หรือขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ’

                 

            เฟลโลว์ขู่

                 

            เหมือนว่าเด็กสาวจะยอมแพ้แล้วแรงบีบที่ชายเสื้อคลุมเริ่มคลายออกส่งผลให้เสื้อคลุมเลื่อนหลุดจากมือขณะที่ฝ่ามือของเธอยังคงยื่นค้างอยู่อย่างนั้น เธอตัวสั่น เบือนใบหน้าหนีจากเขาพร้อมกับเริ่มสะอึกน้ำตาไหลซึมใบหน้ากระทบลงพื้น เฟลโลว์จ้องมองท่าทีของเธอ เป็นอันว่าจบเรื่องยุ่งยากนี่เสียที


            ‘ถ้าอย่างนั้นก็ราตรีสวัสดิ์’

                 

            เด็กหนุ่มบอกพร้อมกับโค้งตัวลงให้เธอก่อนหันหลังเดินจากมาแต่แทนที่เจ้าหล่อนจะเดินกลับเข้าห้อง เธอดันมุ่งหน้าเดินหนีไปอีกทางซะอย่างนั้น


            ‘นี่เธอจะให้ฉันใช้ผงนิทรากับเธอจริงๆใช่ไหมทำไมถึงไม่ยอมฟังกันบ้าง ไปนอนได้แล้ว!’

                 

            เฟลโลว์กระชากตัวเธอกลับแต่เด็กสาวอาศัยเรี่ยวแรงที่มีอยู่พยายามขืนตัวออกห่าง


            ‘ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!’ เธอตะโกนใส่เขา

                 

            ด้วยความหงุดหงิดประกอบกับความง่วงถึงขีดสุดเฟลโลว์ยกร่างของเด็กสาวขึ้นพาดบ่า ตรงดิ่งไปยังห้องของเจ้าหล่อนก่อนที่มันจะเปลี่ยนรูปร่างไปเพราะกระแสลมที่พัดแรงอยู่ด้านนอกเตียงใหญ่ตั้งวางอยู่ใจกลางห้องอย่างเชื้อเชิญแต่เด็กหนุ่มไม่มีอารมณ์อยากจะนอนเลยเขาโยนร่างบางของรัชทายาทแห่งเอิร์ธมูนไปยังใจกลางเตียงอย่างไม่คิดจะถนอมจ้องมองเธอด้วยนัยน์ตาคมดุ


            ‘อย่าเที่ยวไปพูดแบบนี้กับใครอีกเชียวถึงเธอจะเกลียดเอิร์ธมูนยังไงก็ควรจะระลึกซะบ้างว่าตัวเองเป็นผู้หญิง’


            ‘เป็นผู้หญิงแล้วทำไม่ได้รึไง!’


            ‘ใช่สิ!’ เด็กหนุ่มเถียงอย่างไม่ลดละพร้อมกับถอดถุงมือออก ‘อย่างน้อยผู้หญิงที่ดีก็ไม่ควรทำแบบนี้!’

                 

            เฟลโลว์ใช้ฝ่ามือที่ไร้พันธนาการยื่นตรงไปหาเธอขณะที่เบริลจ้องมองเขาด้วยแววตาที่สั่นเทาละอองเกสรดอกไม้พุ่งออกมาจากฝ่ามือของเด็กหนุ่ม ฟุ้งกระจายเข้าใส่เด็กสาวเธอพยายามกลั้นหายใจและกลั้นน้ำตาไปพร้อมกันแต่ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จสักอย่างเพราะสติของเธอเริ่มเลือนราง

            
            ‘ฉันไม่เคยพูดแบบนี้กับใคร’ เด็กสาวร้องไห้อย่างหมดความอดทนแววตาเลื่อนลอยแต่ก็ยังฝืนที่จะประคองสติตัวเองไว้


            ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าเธอจะพูดจาแบบนี้กับใครบ้างแต่ช่วยระลึกเอาไว้อย่าง ตัวเธอ... เก็บมันไว้ให้คนที่เธอรักเถอะ’ น้ำเสียงของเด็กหนุ่มฟังแล้วว่างเปล่าโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้สึกตัว


            ‘ตายไปหมดแล้ว’

                 

            เพราะอารมณ์ชั่ววูบแท้ๆเชียวที่ทำให้เขาตื่นตะลึงไปกับคำพูดของเจ้าหล่อนผงนิทราที่ควรจะเริ่มทำงานกลับหยุดค้างไปซะอย่างนั้นทำให้คนที่ควรจะหลับกลับไม่ยอมหลับ แถมยังมาทำตัวน่าสงสารใส่เขาเห็นแล้วมันทั้งเกลียดทั้งหงุดหงิด

      

            ‘อย่าเห็นฉันเป็นตัวแทนของใคร!’

                 

            เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงต่ำนัยน์ตาสีชาแข็งกร้าวและดุดัน

                 

            เฟลโลว์สบตาคนตรงหน้านิ่งแต่เธอกลับหลบสายตาเขา กระชากผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวราวกับสร้างเกราะกำบัง  เด็กสาวกอดตัวเองแน่น ร่างบางสั่นสะท้านน้ำตาไหลซึมผ่านขอบตาไม่ยอมหยุด


            ‘แล้วใครกันล่ะที่บอกจะจับมือฉัน! ใครกันที่บอกว่าถ้ากลัวจะจับมือไว้ก็ได้น่ะ!’

                 

            เธอร้องบอกพร้อมกับนัยน์ตาที่บวมเปล่งร่างสั่นเทาราวกับลูกนกปีกหักไม่เหลือคราบคนปีกกล้าขาแข็งที่เคยท้าทายเขาเธอเหมือนนกที่กำลังจะโผบินแต่ก็ตกลงสู่พื้นจนไม่อาจกลับคืนสู่ท้องฟ้าได้อีกได้แต่ก้มหน้าสมเพชตัวเองอยู่ในใจที่ท้ายสุดก็ไม่อาจทำในสิ่งที่ปรารถนาได้ เด็กหนุ่มเฝ้ามองดูเธออยู่อย่างเนิ่นนานขณะที่ครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างและพยายามกำจัดความรู้สึกที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นมาในตอนนี้ออกไปเขาพยายามเฝ้าบอกตัวเองว่าวันนี้เขาคงจะเพลียมากเกินกว่าที่จะคิดอะไรได้อีกดังนั้นแล้วเขาจะพยายามไม่คิดอะไรแต่ภาพของเด็กสาวที่กำลังนั่งร้องไห้กอดตัวเองอยู่ตรงหน้าเขาทำให้ระบบสั่งการในหัวรวนเละไม่เป็นท่าเมื่อสมองสั่งการไม่ได้ แล้วอะไรล่ะที่สั่งให้เขาทำอะไรลงไปต่อจากนั้น

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน