สำหรับสมาชิกในทีมไป๋อี้ไม่ต้องกล่าวอะไรให้มากความ พวกเขารับรู้ถึงความโกรธแค้นระหว่างไป๋อี้และหยูหานมาเนิ่นนานแล้ว เมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงขั้นนี้ มันจึงไม่มีโอกาสที่จะสามารถประนีประนอมกันได้อีกแล้ว ประชากรในเมืองไครสต์เชิร์ชไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ในส่วนของเบ็คกี้และเบมีล่าเองก็สามารถเข้าใจเหตุการณ์คร่าว ๆ ได้ แม้ว่าการสนทนาของไป๋อี้และหยูหานเมื่อสักครู่นี้จะไม่ได้พูดอะไรกันมากความก็ตาม……เหตุการณ์ในเมืองไครสต์เชิร์ชครั้งนี้เป็นการกระทำของหยูหานคนนั้นทั้งสิ้น
ต้องฆ่าทิ้ง!
เมื่อทั้งสองกองทัพประจันหน้าสู้กัน เพียงเวลาชั่วพริบตาก็เกิดเป็นการต่อสู้ด้วยความดุเดือดอย่างเอาเป็นเอาตายทันที พวกไป๋อี้ทุกคนรู้ดีว่าร่างกายของพวกเขานั้นยืนหยัดได้อีกไม่นานแล้ว ดังนั้นช่วงเวลาที่ประจันหน้ากันในตอนแรกจึงได้ปล่อยพลังแห่งการสังหารอันน่าสะพรึงให้ระเบิดปะทุออกมา ขณะที่ชาร์ไป่ วูล์ฟ และเฮลัวส์เดินกันอย่างโซซัดโซเซอยู่นั้น พวกเขากลับโจมตีโดนฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ
ขณะที่ช่วงเวลาพลังสังหารระเบิดขึ้น ในชั่วพริบตานั้นทำให้เป็นการดึงดูดความสนใจจากทุกคน
ในขณะเดียวกัน คนในกลุ่มไป๋อี้ที่เดิมทีคิดอยากจะเก็บพละกำลังเอาไว้ก่อนเพื่อที่จะได้ยืนหยัดต่อไปได้อีกสักพัก ก็ได้ลงเดิมพันทั้งหมดที่มีซึ่งเป็นการเดิมพันที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้คนกลุ่มฝ่ายตรงข้ามเสียอีก นั่นก็คือการเดิมพันด้วยชีวิต เดิมทีก็เหนื่อยล้ามากพอแล้ว ยังกล้าที่จะเก็บพละกำลังเอาไว้อยู่หรือ การกระทำเช่นนี้จะเป็นเพียงการรนหาที่ตายเท่านั้น
“ไอ้โง่เอ๊ย ลูกพี่หยูหานคัดเลือกมอบหมายคนไว้ให้ตั้งนานแล้ว ยังจะพุ่งเข้าไปอีก คิดว่าพวกเขาเป็นคนที่ออกมาจากในเมืองแล้วพวกแกจะรับมือได้อย่างนั้นเหรอ” คนหนึ่งที่มีความสูง 5 เมตรกว่ามองดูแล้วสูงใหญ่กว่าวูล์ฟอีกเท่าตัว พร้อมทั้งมีรูปร่างคล้ายกับจระเข้หรือไทแรนโนซอรัสอย่างไรอย่างนั้นได้กล่าวขึ้นมา จากนั้นก็เตะ ‘สหาย’ ที่ถูกวูล์ฟสับขาซ้ายขาดในครั้งเดียวกระเด็นลอยออกไป
ระหว่างคนในทีมไม่ได้มีมิตรภาพของความเป็นเพื่อนเลยแม้แต่น้อย!
เห็นได้ชัดเจนว่าทหารในกองทัพที่หยูหานเรียกมารวมตัวกันในครั้งนี้นั้นไม่เหมือนกับครั้งที่แล้วอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากความคิดของหยูหานเมื่อก่อนเขายังมีความใฝ่ฝันที่อยากจะกลายเป็นวีรบุรุษหรือยังถือว่าเดินทางสายธรรมอยู่ ทว่าครานี้หยูหานได้จิตใจเสื่อมทรามลงจนถึงขีดสุดแล้ว ลูกน้องของเขาส่วนใหญ่ก็เป็นพวกผู้ก่อการร้ายที่ละทิ้งกฎหมายและศีลธรรมอันดีไปจนหมดสิ้นหลังจากที่นิวซีแลนด์ประสบภัย
เห็นได้ชัดเจนว่าหยูหานได้วางแผนจัดการมอบหมายสมาชิกในทีมของไป๋อี้ให้ลูกน้องทุกคนรับผิดชอบกันคนละ 1-2 คนไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว ที่สามาารถทำเช่นนี้ได้เป็นเพราะว่ากลุ่มของไป๋อี้นั้นมีชื่อเสียงที่โด่งดังเป็นอย่างมาก อีกทั้งพวกเขายังเปิดเผยโครงสร้างในทีมออกสู่โลกภายนอกให้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วอีก
อย่างนี้ไม่ได้!
เมื่อเวร่าเห็นฝ่ายตรงข้ามกำลังมองหาจุดมุ่งหมายของตนเองอยู่นั้น เธอก็ทราบทันทีว่าฝั่งของตนไม่ควรที่จะจัดกองกำลังเข้าสู้ตามที่ฝ่ายคู่ต่อสู้กำหนดไว้แล้วเป็นอันขาด ฝ่ายนั้นจะต้องถูกมอบหมายให้มาจัดการตามจุดอ่อนของพวกเขาแต่ละคนอย่างแน่นอน ถ้าหากยังบุกเข้าไปสู้รบอย่างโง่เขลาตามแผนการเดิมล่ะก็ สุดท้ายแล้วพวกเขาจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมากเป็นแน่ อีกทั้งพวกเขาเองก็ได้ผ่านการสู้รบมาเป็นเวลายาวนานมากแล้ว พละกำลังของร่างกายรวมถึงการตอบสนองและอื่น ๆ ก็เริ่มถดถอยลงเป็นอย่างมาก
“วูล์ฟ ไม่ต้องไปสนใจเจ้านั่น นายไปรับมือกับคนที่ตัวสูงเป็นลำดับสองทางด้านซ้ายมือคนนั้น เฮลัวส์มาหยุดเจ้านี่แทน คุณน่าจะคุ้นเคยกับวิธีการต่อสู้กับคนตัวสูงใช่ไหม เรย์มอนด์นายไปรับมือกับสองคนทางขวา ลอทเทียร์……” เวร่ายืนอยู่ตำแหน่งทางด้านหลังของทุกคน พร้อมทั้งกวาดสายตาสำรวจกลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามด้วยความรวดเร็ว จากนั้นเธอก็ได้จัดวางตำแหน่งการต่อสู้ให้แต่ละคนรับมือในทันที
ทุกคนทราบดีว่าตำแหน่งที่เวร่าจัดวางให้นั้นอาจจะไม่ได้เป็นวิธีการรับมือคู่ต่อสู้ที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยพวกเขาก็รู้ดีว่าจะต้องไม่ต่อสู้เพื่อให้เป็นไปตามแผนการของฝ่ายคู่ต่อสู้เป็นอันขาด
“พวกเราล่ะ?” เบ็คกี้ได้กล่าวถามหลังจากที่เวร่าออกคำสั่งมอบหมายอย่างรวดเร็วกับสมาชิกในทีมจนเสร็จสิ้นแล้ว
“พวกเธอ……!” ความจริงแล้วเวร่าอยากจะกล่าวว่าแล้วแต่พวกเธอเถอะ แต่ทว่าหากกล่าวไปเช่นนั้นก็จะเป็นการทำให้ผู้อื่นเสียความรู้สึกเกินไป ซึ่งอาจจะแลดูคล้ายกับว่าตัวเธอมีความรู้สึกที่ไม่เชื่อใจในตัวพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น เวร่าถนัดในเรื่องของการวางแผนการต่อสู้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เธอก็มีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง จากการที่มีผู้ลักลอบสังหารสองคนนั้นปรากฏตัวขึ้นภายในทีม เธอจึงรู้สึกมีความสั่นคลอนในจิตใจเล็กน้อย อาจจะเนื่องจากความเป็นกังวลที่เกรงว่าภายในทีมจะยังหลงเหลือคนของฝั่งศัตรูแอบแฝงอยู่อีก
“พวกเธอแบ่งกันอย่างนี้นะ สำหรับความแตกต่างของจำนวนคนระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นโดยรวมไม่ถือว่าต่างกันมาก แต่ที่สำคัญก็คือพวกเราเหนื่อยล้ากันมาก ดังนั้น……” เวร่าได้วางแผนการต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง ในเวลานี้ทั้งสองฝ่ายได้เลือกคู่ต่อสู้ของตนและบุกออกมาสู้กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่าเนื่องจากการวางตำแหน่งใหม่ของเวร่าดังนั้นตอนเริ่มต้นจึงมีความโกลาหลเล็กน้อย หลายคนไม่รู้ว่าใครกำลังตามใครอยู่ สุดท้ายจึงคิดกันว่าตามประชิดใครคนใดคนหนึ่งได้ก็ฆ่าสังหารไปก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลัง
ทว่าการแบ่งตำแหน่งของเวร่าก็ไม่ได้ดำเนินต่อเนื่องไปนานสักเท่าไหร่ เนื่องจากเดิมทีพวกเขาก็ขาดกำลังพลอยู่แล้วจึงไม่มีเวลาที่จะให้เธอจัดแบ่งปันส่วนคู่ต่อสู้ให้ชัดเจนอีกรอบ เมื่อเธอได้แบ่งตำแหน่งอีกครั้งให้กับสมาชิกที่เหลืออีกสองคนแล้วนั้น ทันใดนั้นเองเวร่าก็ได้เผชิญกับคู่ต่อสู้คนหนึ่งที่บุกเข้ามา เธอจึงใช้ดาบยาวสกัดการจู่โจมของคู่ต่อสู้ไว้ทันที
เวร่ามีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง คู่ต่อสู้เบื้องหน้าเผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายออกมา จากนั้นขนบนร่างกายของเขาก็ตั้งชันขึ้นมาคล้ายกับตัวเม่นอย่างไรอย่างนั้น ทว่าสิ่งที่ไม่เหมือนกับเม่นก็คือเขาได้สลัดขนแหลมเหล่านี้ของเขาพุ่งออกมาในทันทีและได้พุ่งมายังเบื้องหน้าของเวร่า
ถึงแม้ว่าเวร่าจะกวัดแกว่งดาบยาวเพื่อสกัดขนแหลมนั่นได้อย่างรวดเร็วในทันที ทว่าอันที่จริงเวร่าเองไม่ได้ผสานรวมกับยีนใด ๆ ที่ถนัดด้านการต่อสู้มาก่อนเลย อีกอย่างทักษะในการใช้ดาบของเธอก็ไม่ได้โดดเด่นอย่างเช่นไป๋อี้
หลังจากสิ้นเสียงร้องโหยหวน เวร่าก็ได้ล้มทรุดลงไปในทันที
……
“ในทีมของแกมีนักยุทธศาสตร์ที่ดีคนหนึ่งเลยนะ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีทักษะการต่อสู้เอาเสียเลย” หยูหานต่อสู้กับไป๋อี้ไปพลางกล่าวเยาะเย้ยไปพลาง เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น ทั้งหยูหานและไป๋อี้ต่างก็เห็นอย่างชัดเจนด้วยตาตัวเอง
“แค่บาดเจ็บเท่านั้น เวร่าจะต้องยืนขึ้นมาใหม่ได้แน่” ดาบจุมพิตสีแดงของไป๋อี้กระทบกับดาบญี่ปุ่นในมือของหยูหาน
“เหอะ ๆ แกไม่รู้ล่ะสิ วันนี้ฉันให้บาโลดินละเลงสารพิษของกิ้งก่านิลมีพิษเข้าไปในขนแหลมของเขาด้วย” หยูหานกล่าวขึ้นมาอีกครั้งซึ่งดูคล้ายกับเป็นการหยอกล้ออย่างไรอย่างนั้น
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหยูหานแล้ว ร่างกายของไป๋อี้ก็หยุดชะงักลงเล็กน้อย ถึงแม้จะเล็กน้อยมาก ทว่าหยูหานก็ยังสัมผัสได้ ทันใดนั้นเองไป๋อี้ก็ได้ระเบิดพลังโจมตีออกมา นั่นยิ่งทำให้หยูหานอยากจะหัวเราะเสียงดังออกมา หยูหานอยากจะพูดอะไรเพื่อกระตุ้นยั่วยุไป๋อี้อีก ทว่าเมื่อสนุกมากก็มักจะมีทุกข์ตามมาเช่นกัน เนื่องจากเขาเหม่อลอยไปเล็กน้อย จึงทำให้เขาถูกดาบจุมพิตสีแดงฟันเข้าไปยังแขนที่เพิ่งงอกออกมาใหม่ข้างนั้นจนเกือบจะต้องบอกลากับมันอีกครั้ง
เมื่อเห็นเลือดสด ๆ ที่ไหลรินออกมาจากแขนของตน หยูหานก็รวบรวมสติกลับคืนมาได้
ทว่าในเวลานี้ไป๋อี้ได้ชูดาบจุมพิตสีแดงขึ้นมาเป็นแนวเรียบ ฝ่ามือซ้ายลูบตั้งแต่ด้ามดาบไปจนถึงปลายดาบ เขามีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างถึงที่สุด หลังจากที่ดวงตาของหยูหานได้ปรากฏเป็นกระจกตาพิเศษขึ้นมาใหม่หนึ่งชั้น ไป๋อี้ก็รับรู้ได้ว่าม่านตาบุษบาผกผันของเขาไร้ประโยชน์กับเขาเป็นแน่ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขาต้องพึ่งพาในเวลานี้คงเหลือเพียงทักษะกระบี่กระบองที่ฝึกฝนมาเป็นเวลายาวนาน และทันใดนั้นเองเลือดในร่างกายของไป๋อี้ก็ได้ไหลอย่างรวดเร็วแล้วค่อย ๆ เดือดดาลพลุ่งพล่านขึ้นเป็นไอน้ำ ขนที่อยู่บนใบหน้าของเขาเมื่อได้รับการถ่ายเทความร้อน มันจึงมีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย
ทันใดนั้นเองไป๋อี้ก็ได้พุ่งเข้าไปจู่โจมหยูหาน จากนั้นก็เกิดเป็นเสียงกระทบกันของดาบดังสนั่นขึ้น ทันใดนั้นเองก็มีเสียง ฉับ ดังกึกก้องขึ้นมา
ไป๋อี้และหยูหานได้แฉลบเฉียดกันไป จากนั้นหยูหานก็ลูบลำคอของตนเองด้วยความฉงนอยู่ในใจ เลือดสด ๆ ไหลซึมออกมาจากลำคอของหยูหานอย่างช้า ๆ ช่วงเวลาเมื่อสักครู่นี้หยูหานไม่ได้มองเห็นการโจมตีของไป๋อี้เลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ใช้ดาบของเขายกขึ้นมากันไว้เบื้องหน้าด้วยสัญชาตญาณเท่านั้น ถ้าหากไม่เป็นเพราะเขาได้ใช้ดาบสกัดกั้นการโจมตีของไป๋อี้ไว้เบื้องหน้าตามสัญชาตญาณล่ะก็ เกรงว่าศีรษะของเขาคงหลุดจากบ่าหล่นลงบนพื้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ไป๋อี้เดือดดาลขึ้นในเวลาอันฉับพลันนั้น เขาก็ได้รู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนตรงบริเวณหน้าอกเช่นกัน คล้ายกับหายใจได้ยากลำบากขึ้นขณะที่พุ่งออกไปจู่โจม เนื่องจากเขาได้ผ่านการต่อสู้มาอย่างมากมาย จนในที่สุดร่างกายของเขาก็ดำเนินมาถึงจุดวิกฤตแล้ว ทว่าในเวลานี้ไป๋อี้ก็ยังคงใช้การระเบิดพละกำลังจากเลือดที่เดือดดาลอีกครั้ง ร่างกายจึงได้เร่งให้เขาหยุดพักผ่อนโดยธรรมชาติ
ทว่าในเวลาเช่นนี้เขาจะหยุดพักได้อย่างไร ไป๋อี้หันลำตัวพร้อมทั้งเก็บกดความไม่สบายกายเอาไว้อย่างขมขื่น จากนั้นก็พุ่งเข้าไปประชิดหยูหานอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งคู่ไม่ได้สนทนาประโยคใดต่อกันอีก ครานี้เป็นการประลองดาบกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างการต่อสู้ของไป๋อี้และหยูหานได้สะสมเกิดเป็นบรรยากาศที่กดดันขึ้นมาคล้ายกับจะทำให้ผู้อื่นแทบหยุดหายใจลงอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งคู่ได้เข้าใจถึงการตัดสินใจอันแน่วแน่ของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นจะต้องสังหารฝ่ายตรงข้ามเสียให้ได้เท่านั้น!
……
ในเวลานี้สถานการณ์ของคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก ถึงแม้เวร่าจะได้ทำลายการจัดตำแหน่งและลำดับการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็วแล้ว แต่ทว่าอันที่จริงฝ่ายคู่ต่อสู้ได้ใช้กลยุทธ์รอซ้ำยามเปลี้ย จึงทำให้ไม่นานทางกองทัพของไป๋อี้ก็มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน ซึ่งเหล่าผู้ที่ได้ติดตามพวกไป๋อี้หนีออกมาก่อนหน้านี้ก็กำลังสู้รบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย ทว่าพวกเขายืนหยัดอยู่ได้ต่อไปเพียงไม่นานก็ต้องจบชีวิตลงในสนามรบนี้ไปเพราะไม่อาจหลบหลีกการโจมตีของศัตรูได้ทัน
ทว่าเสียงกรีดร้องโหยหวนนั้นกลับเป็นแรงกระตุ้นของทุกคนในสนามรบ ทำให้พละกำลังที่ยังมีเหลืออยู่ไม่มากในร่างกายของพวกเขาได้เดือดดาลขึ้นมา
“บรู๊ว~~!” ทันใดนั้นเองหลังจากที่ชาร์ไป่ร่วมมือกับโม่โม่สังหารคู่ต่อสู้ล้มตายไปคนหนึ่ง จู่ ๆ ชาร์ไป่ก็หยุดชะงักลงจากนั้นมันก็หอนขึ้นมาคล้ายกับเสียงหอนของหมาป่าอย่างไรอย่างนั้น เสียงของมันดังสนั่นกึกก้องไปทั่วสนามรบ
ทว่าอีกฟากหนึ่ง มังกรวิหคที่เพิ่งจะฆ่าคนของฝั่งไป๋อี้ไปคนหนึ่งทั้งยังได้กัดกระชากร่างคนผู้นั้นขาดไปกว่าครึ่งท่อนก็พลางส่งเสียงโหยหวนออกมาเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นมังกรเกล็ดหนา ทว่าอย่างไรก็ตามมันเป็นดั่งมังกรที่มีวิวัฒนาการ เมื่อได้ยินเสียงโหยหวนของกันและกัน ชาร์ไป่และมังกรเกล็ดหนาก็ได้จ้องหน้ากัน มังกรวิหคเกล็ดหนาความยาวราว 10 เมตรที่กำลังบินลอยอยู่บนอากาศและสุนัขสองหัวที่ดุดันเหี้ยมโหดพร้อมทั้งมีกล้ามเนื้อกำยำ
ชาร์ไป่สาวเท้าเดินไปเบื้องหน้าช้า ๆ จากนั้นก็เร่งความเร็วฝีเท้าขึ้น การวิ่งของมันรวดเร็วฉับไวจนไม่สามารถจับได้ด้วยตาเปล่า มันได้วิ่งผ่านเงาร่างสีดำนับไม่ถ้วนพร้อมพุ่งตรงไปยังมังกรวิหคที่อยู่ห่างออกไปไกล และทันใดนั้นเองชาร์ไป่ก็ได้กระโดดพุ่งโผขึ้นไปกลางอากาศ
เมื่อโม่โม่เห็นชาร์ไป่กระโจนออกไปเธอก็ได้มองสำรวจบริเวณรอบ ๆ สนามรบในทันที ในเวลานี้ไม่ได้มีผู้ใดมาปกป้องโม่โม่เป็นพิเศษ ไม่นานโม่โม่ก็พบว่าคุณครูเวร่าที่กำลังหลบหนีจากเงื้อมมือของสัตว์ตัวหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับตัวเม่นอยู่อย่างเข้าตาจน ซึ่งทุกครั้งที่เธอขยับหนีร่างกายก็โซซัดโซเซไปมา
“คุณครูเวร่า!” ทันใดนั้นโม่โม่ก็ได้วิ่งเข้าไปหา
กล่าวได้ว่าเวร่าคือคุณครูที่ให้แสงสว่างด้านความรู้แก่โม่โม่ และก็คือคุณครูเพียงหนึ่งเดียวของเธอด้วย ถึงแม้ว่าปกติโม่โม่จะไม่ชอบเรียนหนังสือทว่าสำหรับคุณครูท่านหนึ่งที่คอยปกป้องดูแลเธอ อบรมสั่งสอนเธอมาโดยตลอด จึงถือว่าเป็นที่เคารพของโม่โม่เป็นอย่างมากเช่นกัน เมื่อมองเห็นสถานการณ์ทางฝั่งของคุณครูเวร่ากำลังน่าสิ่วน่าขวานอยู่นั้น โม่โม่ก็ได้พุ่งเข้าไปหาในทันที
โม่โม่วิ่งพุ่งเข้ามาแทรกบริเวณพื้นที่การต่อสู้ของทั้งสองคนจากด้านข้าง นั่นจึงทำให้มนุษย์เม่นถอยหลังไปทันที
“ระวังนะ บนขนแหลมของมันมีพิษอยู่” เวร่ากล่าว ผิวหนังบริเวณส่วนหน้าอกและแขนของเธอที่ถูกขนแหลมทิ่มแทงได้เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ทว่ายังถือว่าโชคดีที่พิษของฝ่ายตรงข้ามนั้นเป็นเพียงการละเลงทาลงไปเท่านั้น อีกทั้งตัวมันเองก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะละเลงไปในปริมาณที่เยอะขนาดนั้น มิเช่นนั้นหากเป็นพิษร้ายของกิ้งก่านิลที่พิษโดยตรงจริง ๆ ล่ะก็ เวร่าคงเสียชีวิตไปหลังจากที่ร่างกายโดนพิษไปตั้งแต่ 10 วินาทีแรกแล้ว
“แก……ตายซะเถอะ!” โม่โม่มองเวร่าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอก็ได้แดงเถือกขึ้นมาพร้อมทั้งสองมือที่กำดาบดำทมิฬไว้แน่น