โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 36 ภาพที่ขาดหาย

            แม้จะคิดอะไรไม่ออกในตอนนี้แต่เฟิงฮวารีบฉีกชายเสื้อมาห้ามเลือดให้เขาก่อนนางค่อยๆจัดการเศษหินที่ฝังทะลุผิวหนังอย่างระมัดระวังรู้สึกจนใจยิ่งนักที่ยังมิสามารถดึงมันออกได้

            มาข้างนอกคราวนี้นางมิได้พกยาติดตัวมามากนักมีเพียงยาใส่แผลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากกลัวจะไม่คล่องตัวยามที่เดินทางไกล'หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ นางจะนำยามาด้วยอีกสักหน่อย'

            เฮ้อ...ถ้าเป็นแบบตอนที่ไปหากล้วยไม้พันปีก็ดีสิครานั้นแม้แต่จิวหรงยังรอดตาย

            เอ๋...นางพลันนึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง“ฝ่าบาท ท่านยังมียาคุ้มจิตติดตัวมาหรือไม่”

            ในตอนนั้นเพื่อช่วยชีวิตจิวหรงนางยังอดประหลาดใจมิได้ว่าฝ่าบาทมีของสิ่งนั้นได้อย่างไร แต่ด้วยสถานการณ์คับขันทำให้นางไม่มีเวลาได้เอ่ยถามที่มาที่ไป แล้วก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

            ฝ่าบาทพยักหน้าตอบรับ“มู่เหยียน”

            มู่เหยียนได้ยินก็รีบนำมายื่นให้เฟิงฮวายาคุ้มจิตเม็ดสุดท้ายที่เขามีอยู่

            เฟิงฮวารับขวดยาไปแล้วก็ชะงักเล็กน้อยเอ่อ…รูปทรงขวดยานี้มัน

            ออกจะดูสวยงามเหมาะกับเป็นของใช้ส่วนตัวของสตรีไปหน่อยนี่ หรือว่าเจ้าเป็นพวกชายตัดแขนเสื้อ...

            มู่เหยียนตบหัวนางเรียกสติไปหนึ่งที‘ป้าบ’ สายตาที่กำลังมองเขาแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกัน เดาว่าในหัวเฟิงฮวาต้องมีเรื่องไม่ถูกศีลธรรมอย่างแน่นอนใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องแบบนี้หรือ รีบรักษาฝ่าบาทเร็วเข้า

            “โอ๊ย…” นางหันไปจ้องมู่เหยียนอย่างแค้นเคือง หยอกเล่นเพียงเล็กน้อยก็มิได้ชิ แถมมือหนักอย่างกับอะไร ข้าเป็นสตรีนะ

            แต่พอละสายตาจากมู่เหยียนหันไปเห็นฝ่าบาทที่สีหน้ากำลังอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ นางเลยวางเรื่องนี้เอาไว้ก่อนขยับตัวเข้าไปใกล้ๆเขา

            ‘ถ้ามีมีดเตียวเค่อก็ดีสิ’

     

            เอ๋…ทำไมข้าถึงคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้ความทรงจำเก่าของข้าอย่างนั้นหรือ

     

            ไม่มีใครรู้ว่านางได้กินยาหลอมรูปจึงทำให้ใบหน้าเปลี่ยนแปลงผลจากการกินยานั้น ในตอนที่นางฟื้นขึ้นมาก็พบว่าความทรงจำบางส่วนได้หายไป

            แรกๆก็รู้สึกรำคาญภาพขาดๆหายๆที่แวบเข้ามาในหัวนางไม่สามารถจำได้ก็คือไม่สามารถพอนานวันเข้าก็เลยเริ่มชินชา

            ครั้งนี้ก็คงมิต่างจากครั้งก่อนๆ‘ก็เป็นเพียงแค่เรื่องในอดีต’ คิดมาถึงตรงนี้สีหน้าของเฟิงฮวากลับหดหู่ลงเล็กน้อยเรื่องในอดีตที่แสนเลวร้ายของตระกูลนาง

            ไม่มีมีดเตียวเค่อก็คงต้องใช้มีดพกธรรมดาที่เอามาด้วยแทนนางลงมือกรีดเปิดปากแผลเพื่อจะเอาเศษหินที่ฝังติดอยู่ออกมาทั้งหมด

     

            แต่ทันทีที่กรีดมีดลงบนผิวหนัง

     

            ภาพในหัวพลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง

     

            ‘ปลายธนูฝังโดนที่จุดลมปราณสำคัญบวกกับพิษที่ติดมาข้าอดคิดไม่ได้ว่าคนที่ยิงธนูนี้ตั้งใจให้ท่าน...พิการไร้ความสามารถ’

     

            ‘ไม่เลว…เหล้านี้มีส่วนผสมที่เข้มข้นกว่าเหล้าทั่วไป ข้าใช้วิธีหมักพิเศษเอาไว้ใช้ยามต้องการรักษาแผล’

     

            ภาพที่นางกรีดเปิดแผลค่อยๆขยับไม่ให้ปลายธนูทำอันตรายเส้นเอ็นจนนำส่วนธนูที่ติดอยู่ออกมาได้จนหมดรวมไปถึงอดชื่นชมความแข็งแกร่งของบุรุษผู้นั้นมิได้ได้ฉายชัดขึ้นในหัวสมองของนางอีกครั้ง

            เหตุการณ์วันนั้นที่เขาอานฉวนมันเป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิดเรื่องกับสกุลลี่มิรู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่นางขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนเขาพอดีจึงมิได้ถูกสังหารไปด้วย...

     

            หึ...รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้านาง...เหยียดหยันให้กับชะตาชีวิตของตนเอง

     

            นางจำเขาได้แล้วฝ่าบาทกับมู่เหยียน

            มิน่าเล่า…นางคุ้นหน้าพวกเขาตั้งแต่แรกพบที่แท้ก็เคยเจอกันมาก่อน

     

            “แม่...แม่นางเฟิง…” เสียงเรียกทำให้นางออกจากภวังค์พวกองครักษ์ที่เฝ้าดูอยู่ต่างตกใจกันมาก จู่ ๆ เฟิงฮวาก็ชะงักนิ่งไปบาดแผลของฝ่าบาทก็ยิ่งมีเลือดไหลออกมา แต่นางกลับมิได้ขยับมือทำอันใดต่อ ปล่อยให้เลือดไหลอยู่อย่างนั้น

            เฟิงฮวาได้สติก็รีบจัดการบาดแผลเท่าที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว

            จนในที่สุดเศษหินก็ถูกดึงออกมาจนหมดนางจัดการใส่ยาพันแผลให้ฝ่าบาท

            จากนั้นก็ยื่นเม็ดยาคุ้มจิตให้เขา

            ‘บาดเจ็บแค่นี้ คงจะกินยาเองไหวนะ’

            แต่เขากลับส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง‘ข้ากินเองไม่ไหว เจ้าคงต้องป้อน’

            เฟิงฮวาพลันเบิกตาโตเจ้าอย่ามาสำออยนะ บุรุษผู้แข็งแกร่งเยี่ยงเจ้า ถูกพิษยังไม่ปริปากไหนเลยจะกินยาเองมิได้

            ฝ่าบาทชี้ไปทางบาดแผลของตนเองบอกเป็นนัยว่า ‘ข้าเอาตัวปกป้องเจ้าไว้มิให้บาดเจ็บ’

            เฟิงฮวาถอนหายใจใส่เขาอย่างแรงหันหน้าไปหาคนอื่นๆ

            “พวกเจ้าถอยออกไปก่อน ถอยไปไกลๆเลย ยิ่งไกลยิ่งดี”นางรีบไล่เหล่าบุรุษไปให้พ้นๆ

            องครักษ์ต่างก็รีบทำตามที่นางบอกทันทีโดยไม่ลังเลพวกเขาล้วนมีประสบการณ์แล้วว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นเหลือเพียงมู่เหยียนที่ยังยืนอยู่ข้างๆฝ่าบาท

            การกระทำนี้ทำให้ฝ่าบาทอดคิดในใจมิได้นี่...พวกเจ้าเป็นองครักษ์ใกล้ชิดข้ามิใช่หรือเหตุใดเชื่อฟังสตรีอย่างง่ายดายเพียงนี้ ยังดีๆ ที่มู่เหยียนเจ้าไม่เป็นเหมือนคนอื่น

            แต่นั่นละความคิดยังมิทันจบลง มู่เหยียนก็ทำความเคารพและถอยออกไป

            เอ่อ…สีหน้าฝ่าบาทนิ่งอึ้งเหมือนมีฝูงกาบินผ่านไป...

            “เจ้าช่างดีเสียจริงนะ ออกคำสั่งกับองครักษ์ข้าอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ อดสงสัยมิได้ว่าพวกเขาเป็นคนของใครกันแน่”

            เฟิงฮวาหน้าถมึงทึงอยากจะจับฝ่าบาทผู้นี้กินเสียให้รู้แล้วรู้รอดก็ใครกันละต้องการให้เป็นแบบนี้

            นางเอาเม็ดยาคุ้มจิตยัดใส่ปากเขาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ใช้ริมฝีปากนางถ่ายทอดลมหายใจเข้าไป

            ยาคุ้มจิตเมื่อเข้าปากก็ละลายทันที...

     

            เม็ดยานั้นละลายหมดในชั่วพริบตา...

     

            แต่ลมหายใจอุ่นร้อนยังคงถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่อง

            อืม...ไม่ได้ลิ้มรสความหอมหวานเช่นนี้มานานเท่าใดแล้วนะรู้สึกดีจริงๆ

            ทั้งสองคนๆค่อยๆดูดลิ้นเกี่ยวกระหวัดกันไปมา...มือของเฟิงฮวาเลื่อนไปคล้องคอฝ่าบาทอย่างไม่รู้ตัวส่วนฝ่าบาทเองก็โอบเอวนางและค่อยๆยกตัวนางมาที่ตักของเขาบรรจงจุมพิตอย่างเร่าร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

            ในตอนแรกเหล่าองครักษ์ถอยห่างไประยะหนึ่งแล้วแต่มิได้คาดคิดว่าเหตุการณ์จะเลยเถิดขนาดนี้มิฉะนั้นพวกเขาจะถอยไปให้ห่างกว่านี้อีกสักร้อยลี้

            แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาจึงได้แต่ปลอบใจกันอย่างเงียบๆ 'เหล่าชายโสดที่โดนทรมานเสียยิ่งกว่านักโทษประหาร'

     

            ฝ่าบาทและเฟิงฮวาถอนริมฝีปากออกจากกันด้วยรู้สึกว่าร่างกายของบุรุษเริ่มร้อนรุ่มมีบางอย่างตรงกลางของเขาเริ่มตื่นตัวแล้ว

            เขามองหน้าเฟิงฮวาพลางส่งยิ้มให้นางสายตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย

            นางตีเขาเรียกสติ'นี่ท่านเฉิง...ใช่เวลาจะมาทำอะไรแบบนี้ที่ไหน'

            เขาพลันสะดุ้งเก็บสายตาหื่นกระหายกลับมาแต่มุมปากยังคงยกยิ้ม

            ท่านยังจะยิ้มอะไรอยู่อีก...เฟิงฮวาลูบสำรวจใบหน้าแล้วก็พบว่าริมฝีปากของนางที่ถูกเขาบดขยี้ ขณะนี้เริ่มบวมเป่งขึ้นแววตาตกใจปนโกรธแค้นฉายชัดเต็มสิบส่วน

            เพื่อระบายความอึดอัดคับข้องใจนางใช้มือกดไปตรงแผลของเขาอย่างแรง

            "นี่เจ้า..." ฝ่าบาทถึงกับชะงักไปเพราะความเจ็บปวด

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน