ทุกคนในห้องถูกเหตุการณ์นี้ดึงความสนใจไปในทันที
จากนั้นเื่ราวที่ทุกคนหวาดหวั่นก็เริ่มขึ้น
เปลือกไข่หินนั่นร้าวเป็ทางก่อนจะปริแตกออกจากนั้นพวกเขาก็เห็นสิ่งแปลกประหลาด ‘งอก’ ออกมาจากไข่หินนั่น
ฟันเฟืองขนาดใหญ่เท่าพวงมาลัยรถสองอันเด้งขึ้นมาทางซ้ายขวาจากนั้นก็เป็เสียงกลไก หมุนแต่กๆๆ ทำงานอย่างบ้าคลั่งขับเคลื่อนอะไรก็ตามที่อยู่ในนั้นชิ้นแล้วชิ้นเล่า
เสียงกลไกดังถี่ขึ้นเรื่อยๆจากนั้นพวกเขาก็เห็นบางสิ่งที่ดูเหมือนปีก งอกออกมาจากด้านซ้ายและขวา ฝั่งละสองอัน
แล้วก็ผึง!
ของที่ดูเหมือนแขนดีดตัวออกมาจากปีกทั้งสี่ข้าง สยายกรงเล็บออกมาคล้ายกับมืุ์
จากนั้นมันก็ใช้มือทั้งสี่ข้างค้ำยันพื้นแล้วค่อยๆ ยืนขึ้นมาช้าๆ
ขณะที่มันค่อยๆยืน ก็มีใบ้หน้าไร้อารมณ์ เบ้าตากลวงโบ๋ ทว่าด้านในคล้ายมีลูกไฟเล็กๆ เรืองแสงสีแดงเืไร้ปาก ไร้จมูก พลิกจากด้านหลังขึ้นมาแทนที่บริเวณที่ควรจะเป็หัว จากนั้นก็หมุนรอบตัวสามร้อยหกสิบองศาแล้วก็มีเสียงกริ๊กในขณะที่หัวของมันเข้าที่ ลั่นขึ้นมาเป็เสียงสุดท้าย
“ผู้เล่นวิฬาร์พบหุ่นรบอสูร ระดับ Fจำนวนหนึ่งตัว”
ระดับ F? แทนที่จะเป็เลเวล?
ผู้เล่นคนอื่นอาจจะยังไม่เข้าใจจึงยืนอึ้งกันอยู่แต่วิฬาร์รู้ดีว่านั่นหมายถึงอะไร
การจำแนกสัตว์อสูรจะแบ่งความแข็งแกร่งตามเลเวลของมัน พูดง่ายๆ คือยิ่งเยอะ ยิ่งโหดไม่ต่างจากผู้เล่น
แต่ถ้าเป็ไอเทมละก็จะต่างกันออกไป เพราะมันจะถูกวัดด้วยเกรด S A B… ไล่ลงไปถึง F แทน ยิ่งสูง ยิ่งหายาก ยิ่งมูลค่าสูงและส่วนใหญ่ มักจะมีค่าความทนทานสูงตามไปด้วย
และการที่พวกเขาเจอกับไอ้ตัวนี้แล้วระบบแจ้งว่าพวกเขาเจอนักรบอสูรระดับ F นั่นก็แปลว่าตัวมันเป็ไอเทมนั่นเอง
เวทมนตร์ในดิเอจ ออฟ อโพคาลิปส์ มีทั้งสิ้นแปดสาย และแต่ละสายมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป
และหนึ่งในสายที่มีความยากในการเล่นไม่ต่างจากสายอื่นๆก็คือรสายนเวท
สายนี้ว่าด้วยการสร้างไอเทมแบบต่างๆผ่านการปรับแต่งชิ้นส่วนด้วยเวทมนตร์อื่นลงไปสร้างความเป็ไปได้อันไร้สิ้นสุดขึ้นมา
และนี่ก็คือหนึ่งในสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่ผู้เล่นในสายนี้ต่างก็ใฝ่ฝันว่าสักวันตัวเองจะสร้างมันขึ้นมาได้
หุ่นรบเวท
ไม่มีเกี่ยงงาน
ไม่มีย่อท้อ
ไม่มีบ่น
ไม่มีหยุด
วิฬาร์เองก็เคยเห็นหุ่นรบที่ผู้เล่นใน่เบต้าเทสต์สร้างขึ้นมาไม่น้อยรวมถึงหุ่นรบอื่นๆ ที่เจอตามดันเจี้ยนต่างๆ ด้วยจึงประเมินความสามารถมันได้ในทันที
สำหรับหุ่นรบระดับFนั้น ถ้าหากจะเปรียบเทียบเลเวลแล้วละก็ จะอยู่ใน่ระหว่าง 0-50ของเลเวลปกติ
นับว่าไม่สูงมากนักหากเทียบกับผู้เล่นทั่วไปในเกมตอนนี้
แต่ปัญหาก็คือพวกเขาทั้งแก๊งเพิ่งจะเล่นเกมกันได้ไม่นานกันทั้งนั้น เลเวลยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดคาลอสที่มีเลเวลสูงสุดยังแค่สามสิบสองเท่านั้น
แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มีกันถึงสิบสามคนวิฬาร์คิดว่าน่าจะเอาอยู่ ถ้าไม่เกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้น
“มารวมตัวกันก่อนเร็ว!” วิฬาร์ะโเสียงดัง
ทุกคนที่กำลังยืนเหม่อดูหุ่นรบอสูรสะดุ้งเฮือกเพราะเสียงเขาจากนั้น ห้าหกคนที่เดินเรื่อยเปื่อยอยู่ไม่ไกลก็รีบวิ่งเข้ามารวมตัวกันที่ลานตรงกลาง
ไอ้ตัวนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงมันย่อตัวลง จากนั้นก็ดีดผึง ะโสูงสิบกว่าเมตร ข้ามไข่หินฟองอื่นๆแล้วแลนดิ้งลงที่ขอบลานกว้างต่อหน้าพวกเขาดังเปรี้ยง ทำเอาพื้นหินใต้เท้าร้าวเป็ทางเพราะแรงกระแทกอย่างหนักหน่วง
มันย่อขาผ่อนแรงแล้วเงยหน้าขึ้นมาพอยืนเต็มสัดส่วนก็สูงกว่าสองเมตรจนพวกเขาต้องแหงนหน้ามอง เบ้าตาโบ๋ลึกของมันแม้ไร้อารมณ์แต่วิฬาร์กลับรู้สึกเหมือนมันกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่อย่างมีเป้าหมาย
ดวงตาแดงจับจ้องตรงไปหาคนที่อยู่หลังพวกเขา
แองเคอร์
หุ่นรบนั้นกางแขนทั้งสี่ข้างออกเสียงกลไกดังเคร้งคร้าง จากนั้นนิ้วมือทั้งห้าของมันก็ประกบติดกันเปลี่ยนตัวเองเป็ดาบปลายแหลม เงื้อขึ้นสูง แล้วแทงลงมาสี่ทิศทาง
“ลุย!” คาลอสไม่พูดเปล่า ตัวเขาคว้าโล่ระดับ E ที่มาอยู่ในมือไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่แล้วดาหน้าเข้าไปทันที
เขาใช้ทักษะโล่กระแทกเบี่ยงเบนดาบปลายมือสองข้างของหุ่นรบจนเกิดประกายไฟแลบขึ้นมา ดาบในมืออีกข้างฟันใส่แบบดิบเถื่อนผู้เล่นในกิลด์เดียวกันอีกสามคนที่รอดมาด้วยก็รีบเข้าไปเสริมกำลัง ชักอาวุธบ้างไม้กายสิทธิ์บ้างออกมา โจมตีหุ่นเวทตัวนั้น กางอาณาเขตตรึงการเคลื่อนไหวสองสามบท
วิฬาร์เองเห็นว่ามีคนต้านให้ก็ร่ายมนตร์ขึ้นมาชุดนึง เรียงลำดับการโจมตี แล้วสาดใส่หุ่นรบเวทจนมันเสียจังหวะถูกคาลอสฟันอย่างหนักหน่วง
คนอื่นๆเริ่มได้สติ แม้รู้ว่าตัวเองเลเวลต่ำถ้าโดนกระแทกสองสามทีก็อาจเด้งวูบแล้วไปเกิดที่สุริยาวลัย แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย สุดท้ายจะตายแน่นอน จึงต้องกัดฟันเข้าไปสู้
ผู้เล่นทั้งทีมแม้จับกลุ่มด้วยกันเป็สองปาร์ตี้ การโจมตีไม่สร้างดาเมจต่อกันแต่ไอ้หุ่นกระบอกนี่ก็ไม่ได้ตัวใหญ่โตมาก หกเจ็ดคนเข้าไปล้อมก็ไม่มีที่ให้ยืนแล้วทำให้พวกเขาขัดแข้งขัดขากันเอง บ้างโดนบังจากคนข้างหน้า บ้างก็ชนกันล้ม อีนุงตุงนังไปหมด
คาลอสพยายามะโสั่งการแต่ผู้เล่นพวกนั้นไหนเลยจะตอบสนองทัน งานจัดขบวนรบไม่ใช่ว่าแม่ทัพเก่งแล้วทั้งขบวนจะไร้เทียมทาน ผู้รับคำสั่งเองต้องมีฝีมือระดับนึงด้วย
สู้ไปสู้มาแม้จะลดเืหุ่นรบนั่นไปได้สองในสาม แขนซ้ายพังไปแล้วทั้งสองข้างแต่เพื่อนรวมทีมก็ตายไปแล้วสี่คน และหนึ่งในนั้นคือแองเคอร์ด้วย
ทั้งทีมเครียดหนักแต่ก็ยังหยุดต่อสู้ไม่ได้
วิฬาร์พยายามโจมตีบริเวณข้อต่อที่เป็จุดอ่อนของมันอยู่ตลอดเวลาตัวเขาย้ายร่างหมุนวนไปเรื่อยๆ เพื่อหาจุดอ่อนของมัน
หุ่นรบนี่สร้างจากวัสดุประเภทหินมันจึงมีพลังป้องกันสูง แม้พลังโจมตีจะไม่อ่อนด้อย แต่มันก็เคลื่อนไหวเชื่องช้าพวกเขาจึงยันไว้อยู่ ทว่าสิ่งที่วิฬาร์กำลังมองหาคือสิ่งที่ไกลกว่านั้น
จุดอ่อนที่ถึงตายของมัน
ปกติแล้วหุ่นรบจะต้องมีแกนพลังงานซ่อนอยู่ในตัวเพื่อจ่ายพลังให้กับการเคลื่อนไหวถ้าเกิดเขาหาเจอว่าแกนพลังงานนั้นซ่อนอยู่ตรงไหนก็สามารถโจมตีเพื่อตัดวงจรเวทมนตร์ของมันได้ จากนั้นมันก็จะสิ้นสภาพทันที
หุ่นรบนี่ก็เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องหนึ่งต่อให้มันทรงพลังขนาดไหน ถ้าถอดปลั๊กออก ก็เป็ได้แค่ชิ้นส่วนง่อยๆ เท่านั้น
การต่อสู้ในตอนนี้คือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เขารู้ดีว่าหลังจากจบศึกนี้ ทีมไม่สมประกอบของพวกเขาต้องแตกแน่ๆ เพราะผู้เล่นคนอื่นจะต้องสิ้นศรัทธาในกลุ่มสุดท้ายคงต้องขอแยกตัวไปเอง เสี่ยงตายเอาดาบหน้าดีกว่ามาเปิดหน้าชนกับไอ้หุ่นนี่อีกรอบ
และนั่นแปลว่าสุดท้ายคนที่เหลือที่ยังรั้งอยู่ จะต้องเตรียมรับมือกับหุ่นรบนี่ตามลำพัง
ตัวเขาน่ะอยู่ต่อแน่ๆ แม้ว่าตอนนี้ประตูจะปิดลงแล้วสามบานเหลือความน่าจะเป็ที่เขาจะเลือกถูกเพิ่มเป็หนึ่งในเจ็ดแต่เขาไม่เชื่อเื่ดวงเท่ากับพลังฝีมือตนเองจึงไม่คิดจะเสี่ยงเดินเข้าทางที่ไม่รู้อนาคต
ดังนั้นเขาจึงต้องเตรียมรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเพียงลำพัง
ไม่นานเสียงโครมก็ดังขึ้น
หุ่นรบตัวนั้นทรุดร่างลงกับพื้นชิ้นส่วนต่างๆ ตามร่างกายพังยับเยิน เศษหินหลุดร่วงลงมาเป็กองเกะกะจากนั้นก็สลายตัวเป็กองไอเทมลงในที่สุด
“ทำไมมันไม่มีค่าประสบการณ์?”คมวายุเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูในขณะที่หอบจนตัวโยน เวทมนตร์ในหลอดเกลี้ยงฉาดไปั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้แต่พอไม่เห็นว่าค่าประสบการณ์ตัวเองเพิ่มขึ้น จึงถามออกมาอย่างหงุดหงิด
ไอ้ตัวนี้ฆ่ายากโคตรๆแต่กลับไม่ให้ค่าประสบการณ์สักหน่วยเดียวเนี่ยนะ?
คาลอสหัวเราะหึๆก่อนจะอธิบายให้ฟัง
หุ่นรบพวกนี้นับเป็ไอเทมกึ่งเวทมนตร์ตัวมันเองเกิดจากไอเทมหลายชนิดประกอบกัน จึงไม่มีค่าประสบการณ์เหมือนสัตว์อสูรปกติแต่พวกเขาจะได้ไอเทมจำนวนมากแทนเมื่อสังหารมันได้
ผู้เล่นทั้งหมดพอได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงอ้อหันไปคุ้ยกองไอเทมออกมาเตรียมยัดใส่กระเป๋า
ในนั้นมีผลึกเวทมนตร์ระดับFหนึ่งก้อน เศษแร่จำพวกหินอีกสิบกว่าก้อน น้ำยาฟื้นพลังกากๆ หนึ่งขวดกับเงินอีกสองร้อยกว่าเหรียญเงิน
แต่พอจะแบ่งเท่านั้นแต่ละคนก็โวยวายขึ้นมาทันทีว่าแบบนั้นไม่ดี แบบนี้ไม่เหมาะ ตัวเองต้องได้ไอ้นั่นทำไมคนนี้ถึงได้ไอ้นี่ สับสนวุ่นวายมาก
นี่ยังดีที่สิบสามคนเหลือแค่เก้าไม่อย่างนั้นวิฬาร์คงปวดหัวมากกว่านี้
ไอเทมพวกนี้ไม่อยู่ในสายตาเขาด้วยซ้ำวิฬาร์จึงไม่ไปร่วมวงกับพวกนั้นด้วย ยืนมองตาปริบๆ อยู่เงียบๆ รู้ดีว่าถ้าเข้าไปสอดก็คงจะวุ่นวายกว่าเดิม
แปดคนที่เหลือโต้เถียงกันอย่างหนักสุดท้ายเกือบจะวางมวยกัน ถึงแบ่งของจนลงตัวได้
จากนั้นเื่ที่วิฬาร์มองล่วงหน้าเอาไว้ก็เกิดขึ้นคาลอสและลูกกิลด์ของเขาที่รอดชีวิตอีกสามคนขอแยกตัวไปก่อนเพราะเห็นว่าการต่อสู้ร่วมกับพวกนู้บในสายตาเขา คือแส่หาเื่ลำบากใส่หัวตัวเองชัดๆที่เมื่อกี้สู้กัน พวกเขาก็ออกแรงเยอะสุด าเ็กันไม่น้อย ส่วนไอ้นู้บคนอื่นเอาแต่ยิงเวทง่อยๆ ที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เห็นทีคงจะร่วมงานกันต่อไม่ได้สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า
หลังจากด่าเสร็จพวกนั้นก็ไม่ฟังคำทัดทาน คาลอสสุ่มเลือกประตูหมายเลขสอง แล้วพาพวกตัวเองเดินดุ่มๆเข้าไปทันที
พวกที่เหลือเห็นอย่างนั้นก็แตกฮือบางคนอย่างคมวายุก็เลือกประตูเดียวกันแล้วรีบเดินตามเข้าไป ส่วนคนอื่นเห็นว่าประตูนั้นมีคนเข้าไปเยอะแล้ว ถ้าเกิดตามไป เดี๋ยวจะกลายเป็ว่าต้องไปสู้กันเองเพื่อแย่งของอีกไม่สู้เลือกทางอื่นดีว่า ถ้าเจออะไร จะได้ฮุบไว้คนเดียว ไม่ต้องเปลืองแรงทะเลาะกับคนอื่น
ไม่นานในโดมั์นี้ก็เหลือวิฬาร์ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางฝูงไข่หลายพันฟองที่เรืองแสงสีเขียวประหลาดออกมาตลอดเวลา
ซ้ายขวาหน้าหลังเขาไม่ปรากฏสิ่งมีชีวิตอื่นความเงียบอันน่าหวาดหวั่นทะลักท่วมไปทั้งห้องในหูแทบจะได้ยินกระทั่งเสียงหัวใจตัวเองเต้นตุบๆ
แต่วิฬาร์ไม่ได้สนใจในเมื่อเขาอยู่ตัวคนเดียวทีนี้จะเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่ต้องรอดูท่าทีคนอื่นเหมือนที่ผ่านมา
ดวงตาสีน้ำตาลทอประกายลี้ลับยิ่งเมื่อสะท้อนแสงสีเขียวจากด้านนอก ก็ทำให้มันดูประหลาดยิ่งกว่าเดิม
วิฬาร์เดินตรงไปที่แท่นบังคับเกมเงยหน้ามองกล่องเหลืองและแดงที่ยังเล่นค้างเอาไว้ก่อนจะสังเกตว่ากล่องขาวเมื่อครู่ที่แองเคอร์เลื่อนผิดถูกดันกลับมาอยู่ตำแหน่งก่อนหน้านั้นแล้ว
เขาคิดไม่ผิดจริงๆ
ถ้าเกิดเลื่อนกล่องผิดจนไปต่อไม่ได้ก็จะเกิดการลงโทษขึ้น ไข่จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา แล้วพวกเขาต้องเอาชนะมันเพื่อย้อนเกมกลับไปหนึ่งครั้ง
ที่เมื่อกี้เขาปราบมันลงได้คงจะนับว่าผ่าน กล่องสีขาวที่ถูกดันผิดจังหวะจึงถอยหลังกลับมาให้
หากเป็ผู้เล่นคนอื่นก็คงจะต้องมีกังวลกันบ้างเพราะเหลือตัวเองอยู่คนเดียวในสถานที่วังเวงอันน่ากลัวแห่งนี้ถ้าหากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นอีก คงจะรอดชีวิตออกไปยาก
แต่วิฬาร์ไม่ใช่คนทั่วไป
ประสบการณ์ที่เขามีมากพอจะชดเชยเื่ความด้อยกว่าทางเลเวลและพลังเวทมนตร์ที่ถูกดูดออกไปมากกว่าปกติได้
อีกอย่างเขามั่นใจด้วยว่า เขาจะเล่นเกมนี้ไม่พลาด
ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในห้องลึกลับสูดลมหายใจเข้าปอดระบายอารมณ์ที่คั่งค้างออกไป สองตามองบนกระดานใหญ่ ภายในหัวสมองแล่นจี๋ปรากฏภาพกล่องสีขาวเลื่อนขึ้นลงวุ่นวาย
จากนั้นเมื่อเห็นเส้นทางก็ขยับไปจุดต่อไป เลื่อนกล่อง ขยับ เลื่อนกล่อง แล้วขยับ ตรวจสอบตัดส่วนที่ผิดพลาดทิ้ง ย้อนไปทดสอบเส้นทางใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นราวคอมพิวเตอร์ สักพักก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาจดตัวเลขพิสดารลงไปเป็ชุดๆ
....................
เขายืนค้างอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้อาจจะหนึ่งหรือสองชั่วโมง ไม่ก็มากกว่านั้นหลายเท่าตัว
วิฬาร์ใช้สมาธิและความคิดอย่างหนักหน่วงจนเส้นเืที่ขมับทั้งสองข้างปูดโปนลืมเลือนกาลเวลาที่ไหลเอื่อยไปเรื่อยๆ ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวออกมา แล้วนั่งพัก
เขามองตัวเลขที่เรียงเป็พืดเต็มหน้ากระดาษทั้งชุดนั้นยิ้มออกมาอย่างอ่อนเพลีย จากนั้นก็หยิบของกินขึ้นมาเคี้ยวหยับๆ
ภาพที่ผู้ชายคนหนึ่งนั่งเคี้ยวแซนด์วิชอยู่กลางสุสานไข่นับพันฟองดูเป็ภาพพิลึกแปลกตาแต่วิฬาร์ไม่ยี่หระอะไรกับมัน
หลังจากพักผ่อนจนเสร็จเขาก็ยืนขึ้น แล้วเริ่มงานที่ค้างไว้ต่อ
วิฬาร์ก็ยกมือทั้งคู่ขึ้นมาที่เหนือแท่นควบคุมแล้วเริ่มบังคับกล่องสีเหลืองอย่างรวดเร็ว
สายตามองชุดตัวเลขประหลาดบนกระดาษส่วนสองมือกลับขยับวุ่นวายราวนักเขียนปากกาทองที่กำลังรังสรรค์นวนิยายชิ้นเอกออกมาอย่างต่อเนื่อง
เสียงครืดคราดดังขึ้นตามการสั่งการของวิฬาร์กล่องแดงถูกกล่องเหลืองดันขึ้นลงซ้ายขวาไม่หยุด กล่องขาวเองก็ถูกผลักให้พ้นทาง
กล่องแดงที่เป็เป้าหมายของเกมราวกับฉลามกลางทะเลเดือดมันว่ายฝ่าฝูงปลาสีขาวที่แหวกลู่เป็ทางความเร็วในการเคลื่อนที่ของมันเพิ่มขึ้นราวติดปีกเหินบิน ส่วนปลาสีขาวนั่นก็คล้ายกับหวาดกลัวเ้ากล่องแดงพากันหลบหลีกเร้นกายเข้ามุมอับเพื่อซ่อนตัว
เื้ัที่เขาไม่ได้หันไปมองไข่หินกะพริบแสงสีเขียวพึ่บพั่บเป็ทางราวกับโดมิโน วนอ้อมเป็วงแล้ววงเล่าจนในที่สุดแสงสีเขียวก็เอ่อล้นจนท่วมมิดไปทั้งห้อง
บัดนี้ประตูหินแทบทุกบานปิดลงมาจนถึงพื้น กั้นทางไปต่อจนหมดสิ้นเหลือเพียงบานเดียวที่ยังเปิดอ้าอยู่
ประตูหมายเลขหนึ่ง
ประตูบานที่เมื่อครู่ไม่มีใครก้าวเท้าเข้าไป