โม่เฟิงนั่งอยู่บนขอบหน้าผา ชมทิวทัศน์ที่งดงามอย่างผ่อนคลาย จนใกล้ถึงเวลาที่เขาต้องกลับไปพักผ่อนจึงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะไต่หน้าผากลับลงไป
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะกลับลงไปนั้น เสียงเตือนของโม่กุ่ยก็ดังขึ้น “มีคนกำลังมา”
“ทำไมถึงมีคนอยู่ที่นี่ได้” โม่เฟิงรู้สึกแปลกใจ เพราะเวลานี้ไม่น่าจะมีคนอยู่บนเขาไพรอสูร
เพื่อความปลอดภัย โม่เฟิงจึงทำการปกปิดพลังลมปราณและรีบไปหลบซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหิน เพราะคนที่มาบนเขาไพรอสูรในเวลานี้ โอกาศที่จะเป็นคนดีนั้นมีอยู่น้อยมาก
หลบอยู่หลังก้อนหินได้ไม่นานก็เห็นชายคนหนึ่งเดินออกมาจากป่า โมเฟิงไม่กล้ามองออกไปตรง ๆ จึงละสายตาเร้นกายกลับพลางขบคิด ผู้ที่สามารถขึ้นมาบนเขาไพรอสูรในช่วงเวลากลางดึกเช่นนี้ได้ ระดับพลังลมปราณของชายผู้นี้ย่อมต้องไม่ธรรมดา อาจมีพลังอยู่ในขอบเขตหลอมหลอมดวงจิตเป็นอย่างน้อย ซึ่งหากโม่เฟิงขยับตัวแม้เพียงแต่นิดเดียว อีกฝ่ายจะต้องสัมผัสได้ว่ามีบุคคลที่สามอยู่ในบริเวณนี้
ชายนิรนามเดินไปใกล้บริเวณหน้าผา ยืนอยู่เช่นนั้นพร้อมกับมองไปยังเมืองตะวันดับที่อยู่เบื้องหน้าไกลออกไป อยู่ ๆ เขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา “ถ้ามาถึงแล้วก็จงรีบออกมาซะ ข้าไม่ได้มีเวลาว่างมารอพวกเจ้าทั้งวันหรอกนะ”
น้ำเสียงของชายผู้นี้ช่างคุ้นหูโม่เฟิงยิ่งนัก ขบคิดอยู่ชั่วครู่จึงนึกออกว่าน้ำเสียงนี้เป็นของผู้อาวุโสตระกูลเฟิง ซึ่งก็คือกวงหงนั่นเอง สิ้นเสียงของกวงหง พลันมีชายสามคนเดินออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง
“ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ไม่ได้เจอท่านเสียนาน ความเฉยชาของท่านยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”
เสียงนี้..!
เสียงที่โม่เฟิงได้ยินอีกเสียงนั้น เป็นเสียงเดียวกับที่เขาได้ยินเมื่อไม่กี่วันก่อน เป็นคนเดียวกับที่พาลูกน้องมาบุกโจมตีเพื่อขโมยกระถางหลอมโทสะที่เขาประมูลมาได้ หัวหน้ากลุ่มของชายชุดดำ
โม่เฟิงแอบฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่ด้านหลังก้อนหินอย่างเงียบ ๆ หัวหน้ากลุ่มของชายชุดดำเดินไปหยุดอยู่ข้าง ๆ กวงหง “ท่านมีธุระเร่งด่วนอะไร ถึงต้องการพบข้า?”
สายตาของกวงหงยังคงจับจ้องไปที่เมืองตะวันดับ “ค่ายกลอัญเชิญทัพอสูรดำเนินการไปถึงไหนแล้ว?”
“เหมือนกับที่ข้าได้บอกท่านไว้ครั้งก่อน อีกครึ่งปี ค่ายกลอัญเชิญทัพอสูรถึงจะสมบูรณ์เต็มร้อย”
กวงหงส่ายหน้า “ข้าต้องการให้ลัทธิหัตถ์ปีศาจของพวกเจ้าเริ่มใช้ค่ายกลอัญเชิญทัพอสูรเข้าโจมตีเมืองตะวันดับในอีกสามเดือน”
“เพราะอะไร? ทำไมถึงได้รีบร้อนนัก?” หัวหน้าชายชุดดำดูไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่เพราะการลงมือโดยที่ค่ายกลอัญเชิญทัพอสูรยังไม่สมบูรณ์นั้น ทำให้การยึดเมืองตะวันดับเป็นไปได้ยากลำบากขึ้น
กวงหงอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา “ตระกูลเฉียนได้ทำการสนับสนุนทรัพยากรให้กับตระกูลปิง ท่านผู้นำตระกูลจึงกลัวว่า ถ้าต้องรอถึงครึ่งปี ความแข็งแกร่งของตระกูลปิงจะต้องฟื้นฟูกลับมาแน่ เมื่อถึงตอนนั้น แม้จะมีค่ายกลอัญเชิญทัพอสูรของพวกเจ้า ก็อาจจะล้มเหลวเหมือนเมื่อสามปีก่อน”
หัวหน้าชายชุดดำมีสีหน้าที่หงุดหงิดเพิ่มมากขึ้น “ครั้งนั้นเป็นเพราะตระกูลปิงมีคนในขอบเขตผสานวิญญาณอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้น...พวกมันคงไม่สามารถสังหารสัตว์อสูรของพวกข้าได้”
ขณะกล่าวถึงคนในขอบเขตผสานวิญญาณ หัวหน้าชายชุดดำก็แสยะยิ้มออกมา “แต่ตอนนั้นข้าได้ควบคุมสัตว์อสูรไปแอบลอบโจมตี จนมันถูกพิษของพยัคฆ์เพลิงอสรพิษเข้าไป ป่านนี้นางนั่นคงจะตายไปแล้ว”
กวงหงหาได้สนใจเรื่องที่ชายชุดดำพูดขึ้นมาแต่กลับกำหนดวันนัดหมายเพื่อลงมือโจมตี “วันที่เจ็ดเดือนสี่ยามโหย่ว (17.00 น.-19.00 น.) เริ่มลงมือตามแผนได้เลย!”
หัวหน้าชายชุดดำพูดรับปาก “ได้! พวกข้าไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะถึงค่ายกลอัญเชิญทัพอสูรจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ท่านหัตถ์ปีศาจได้บรรลุเข้าสู่ขอบเขตผสานวิญญาณแล้ว ไม่มีทางที่แผนการจะล้มเหลวเหมือนครั้งก่อน ว่าแต่ท่านเถอะ...ได้ตกลงกับตระกูลยินเอาไว้หรือยัง? ไม่ใช่ว่าพอถึงวันนัดหมาย ตระกูลยินไปช่วยฝั่งนั้น เกิดเป็นเรื่องยุ่งวุ่นวายขึ้นภายหลังเสียล่ะ”
กวงหงยังคงเอ่ยด้วยใบหนื้ที่เฉยชา “ตระกูลยินได้ตกลงร่วมมือกับพวกเราแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงในเรื่องนี้”
โม่เฟิงที่แอบฟังอยู่ได้ยินเรื่องราวที่ทั้งสองคุยกันจึงรู้สึกตกใจ ไม่คิดว่าตระกูลเฟิงและตระกูลยินจะร่วมมือกับคนนอก เพื่อกวาดล้างตระกูลอื่น ๆ ในเมือง และยังเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนที่มารดาของปิงหยุนถูกพิษ ยังมีสาเหตุมาจากชายชุดดำผู้นี้!
ขณะที่โม่เฟิงกำลังแอบฟังทุกอย่างอยู่ด้านหลังก้อนหิน โชคร้ายนัก ที่มีสัตว์อสูรตนหนึ่งเดินออกมาจากป่า มันจ้องมองโม่เฟิงด้วยสายตาที่หิวกระหาย
‘…..’
โม่เฟิงใบหน้าตื่นตระหนก ในช่วงกลางดึกเช่นนี้ สามรถพบเจอกับสัตว์อสูรดุร้ายได้ทุกเมื่อ แต่มันกลับโผล่ออกมาไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย!
ไม่เพียงแค่โม่เฟิง กวงหงและหัวหน้าชายชุดดำล้วนสัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของสัตว์อสูร แม้จะมีก้อนหินขวางอยู่ ไม่อาจรับรู้ได้ว่ามันเป็นสัตว์อสูรชนิดใด แต่การที่มันเข้ามาสอดระหว่างบทสนทนาของพวกเขานั้น นับว่ามันได้ก้าวขาเข้าสู่ประตูนรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กวงหงหาได้ใส่ใจกับสัตว์อสูรที่ปรากฏตัวขึ้น เขาเพียงยกฝ่ามือขวาขึ้น รวบรวมพลังลมปราณไว้ที่ฝ่ามือแล้วจึงแปรเปลี่ยนไปเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ เขาคิดจะทำลายก้อนหินที่ขวางทางอยู่ไปพร้อมกับสัตว์อสูรตนนั้นในคราเดียว
โม่เฟิงสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณขนาดใหญ่ที่ลอยเข้ามายังจุดที่เขาหลบซ่อนตัวอยู่ เขาจึงรีบพุ่งตัวหลบออกไปด้านข้าง หลบรอดไปได้อย่างหวุดหวิด
โม่เฟิงมองตามแนวที่ลูกไฟพุ่งผ่าน ก้อนหินและร่างของสัตว์อสูรตนนั้น ถูกความร้อนจากเปลวเพลิงเผาไหม้จนไม่เหลือซาก หากเขาพุ่งตัวหลบไม่ทัน เขาเองก็น่าจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับสัตว์อสูรตนนั้น
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมารู้สึกโล่งใจ เพราะเบื้องหน้าเขายามนี้คือกวงหงและหัวหน้ากลุ่มของชายชุดดำ
กวงหงที่ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองสัตว์อสูรที่ปรากฏตัวขึ้น แต่หลังจากที่ปล่อยการโจมตีไปแล้ว เขาก็สัมผัสได้ถึงแขกที่ไม่ได้รับเชิญจนต้องเหลียวหน้าหันไปมอง
เจ้าเด็กคนนี้...มันคือเจ้าเด็กที่เปิดเผยเรื่องยันต์อารักขาสี่ทิศ สร้างความเสื่อมเสียให้กับตระกูลเฟิงของข้า ตอนนี้ยังมาได้ยินแผนการที่ได้วางเอาไว้อีก จะปล่อยให้มันมีชีวิตรอดต่อไปไม่ได้
แววตาของกวงหงเต็มไปด้วยรังสีอำหิต พลังลมปราณร้อนผ่าวเริ่มกระจายตัวออกมา ซึ่งโม่เฟิงนั้นสามารถสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่ลอยมากระทบเข้ากับผิวกาย
“โอ้ว..เจ้าหนูนี่มัน คนที่ประมูลกระถางหลอมโทสะใบนั้นไปได้ไม่ใช่หรือนี่” หัวหน้าชายชุดดำได้ยกฝ่ามือขึ้นมาห้ามกวงหงไว้ ตัวเขารู้สึกแปลกใจที่เห็นโม่เฟิงมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
”สวรรค์ช่างเข้าข้างข้าเสียเหลือเกิน ถึงกับนำสิ่งที่ข้าอยากได้มาประเคนให้ถึงที่”
หัวหน้าชายชุดดำเริ่มก้าวเข้าไปหาโม่เฟิง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเบิกบาน “หากเจ้าส่งกระถางหลอมโทสะมาให้ข้าแต่โดยดี ข้ารับปากว่าจะปล่อยเจ้าไป”
โม่เฟิงไม่หลงไปกับคำพูดของอีกฝ่าย ตั้งแต่ที่ได้ยินแผนการของทั้งสอง ยังไงพวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้ตนมีชีวิตรอด เมื่อเห็นชายชุดดำเริ่มก้าวเท้าเข้ามาหา โม่เฟิงไม่รอช้าตัดสินใจกระโดดลงจากหน้าผาทันที
เห็นโม่เฟิงกระโดดหน้าผา หัวหน้าชายชุดดำได้แต่ตะลึงงันก่อนจะชะโงกหน้าลงไปดู “เจ้าเด็กนี่มันเสียสติไปแล้วรึยังไง ความสูงขนาดนี้ ยากมากที่ระดับพลังในขอบเขตกำเนิดกลมปราณจะมีชีวิตรอด”
หัวหน้าชายชุดดำมองตามเงาร่างของโม่เฟิงที่ร่วงลงไปกระแทกกับพื้นด้านล่างก่อนจะนอนแน่นิ่งไป เขาจึงออกคำสั่งกับลูกน้องของตน “พวกเจ้าสองคนลงไปนำแหวนมิติของมันมาให้ข้า”
ลูกน้องทั้งสองคนรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย รีบวิ่งลงจากหน้าผา ตรงไปยังจุดที่โม่เฟิงตกลงไป ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะรีบกลับขึ้นไปรายงาน
ลูกน้องของหัวหน้าชายชุดดำมีสีหน้าร้อนรน “เรียนท่านหัวหน้า ศพที่อยู่ด้านล่างหน้าผาไม่ใช่ศพของมนุษย์ แต่เป็นศพของหมาป่าขนเทา”
“หึม?” หัวหน้าชายชุดดำหันกลับมามองหน้าลูกน้องตัวเองด้วยสีหน้าเหมือนได้ยินไม่ชัด ทำให้ลูกน้องคนดังกล่าวนั้นต้องทวนคำพูดซ้ำอีกครั้ง
“ศพที่อยู่ด้านล่าง เป็นศพของหมาป่าขนเทา”
ได้ยินสิ่งที่ลูกน้องเอ่ยออกมาเช่นนั้น หัวหน้าชายชุดดำและกวงหงรีบลงไปตรวจสอบซากศพในทันที
สีหน้ากวงหงที่เคยเยือกเย็นมาตลอดเริ่มกลับกลายเป็นสีหน้าที่เดือดดาล เมื่อเห็นว่าร่างที่นอนตายอยู่นั้นไม่ใช่ศพของโม่เฟิง เขารีบหันไปทางหัวหน้าชายชุดดำ “หากไม่ห้ามข้าเอาไว้ เจ้าเด็กนั่นคงจะตายไปแล้ว รีบส่งคนไปฆ่ามันซะ ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป แผนการที่วางเอาไว้คงได้บรรลัยกันหมด”
หัวหน้าชายชุดดำไม่ได้สนใจในคำพูดของกวงหง เขามองดูศพของหมาป่าขนเทาก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ เจ้าเด็กนี่มันเล่ห์เหลี่ยมเยอะนัก แต่อย่าคิดว่าจะหนีรอดเงื้อมมือของข้าไปได้”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอโทษนะครับที่มาลงช้า วันนี้ติดธุระข้างนอก กลับมาลงไม่ทัน
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ