วันที่ 73 ของเกมส์แห่งสมคราม
ณ ห้องประชุมสภาปกครองที่เมืองหลวงของมนุษย์ [ฮิวซิตี้]
***โล่อันแข็งแกร่ง [เบลโลน่า]
ห้องประชุมสภาขนาดใหญ่ที่คัดสรรเหล่าหัวกะทิชั้นนำร่วมสี่ร้อยคน เหล่าผู้มากด้วยความสามารถกำลังเข้าประชุมพร้อมกับผู้นำทั้งเก้าและผู้นำสูงสุดกังกันอยู่
บรรยากาศในที่ประชุมนั้นดูตึงเครียด จนไม่น่าใช่สภาพของผู้ที่พึ่งจะยึดเอาดินแดนของเผ่ายักษามาได้เลยสักนิด
“เบลโลน่า เทียเซไคร่า จงเล่ามาซิว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฐานทัพเรือทางตอนใต้เมื่อวันก่อนนะ”
สตรีผู้หนึ่งที่เป็นผู้ดำเนินการประชุมได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่โอหัง
“ครับ”
“ค่ะ”
และข้าชาวสปาต้าผู้ทรงเกียรติก็กำลังมายืนอยู่ในสภาแห่งนี้ด้วยสภาพที่น่าเวทนา
ข้าต้องสวมชุดลำลองอันไร้เกียรติ อีกทั้งยังถูกจับจ้องจากทุกสายตาราวกับนักโทษที่โหดร้าย
ที่ด้านข้างของข้านั้นมีหนุ่มผมทองหน้าตาดี [เบลโลน่า] กำลังนั่งตัวสั่นเพราะเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานก่อนหน้านี้ร่วมกับข้า
“ข้าขอเป็นคนเล่าก่อนนะครับ”
ถึงเขาจะรบเก่งสมกับที่เป็นชายชาตินักรบ แต่เขากลับมีนิสัยบางส่วนที่อ่อนแอคล้ายสตรีเพศ และเหตุการณ์ในวันนั้นมันน่ากลัวมาก จึงไม่แปลกที่เขาจะมีท่าทางหวาดกลัวเช่นนั้นแสดงออกมาให้เห็น
แม้แต่ข้าเองยังคิดอยู่เลยว่าตัวเองกำลังฝันไปหรือเปล่า
“ในช่วงกลางดึกของวันที่ 71 พวกเราได้ถูก… กองทัพเผ่ามนุษย์มดบุกทำลายครับ”
ทุกคนในสภาสูงต่างกลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้ยินคำว่าเผ่า [มนุษย์มด] ออกมาจากปากของข้า
ทำไมเมืองท่ามีกองทัพรถถังสี่สิบคัน กองทหารประจำการนับแสน เรือรบประจัญบานชั้นชั้นไอโอวา [ยูเอสเอส มิสซูรี (ต่างโลก) ] สามลำ เรือพิฆาตชั้นเรือพิฆาตชั้นอาร์ลี - เบิร์ก [ยูเอสเอส จอห์นพอลโจนส์] สิบลำ ถึงได้ล่มสลายภายในคืนเดียวได้?
มีคนยิงคำถามเช่นนั้นกลับมา
“ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ”
ไม่ใช่หรอก พวกเราไม่ได้พ่ายแพ้ภายในคืนเดียวอย่างที่เขาว่าหรอกนะ
“พวกเรานั้นพ่ายแพ้ภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเองครับ”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 71 ของเกมส์แห่งสมคราม
***ผู้ที่ยอมลงจากอานม้าเพื่อจีบผู้ชาย [เทียเซไคร่า]
“ทางสะดวก ไม่มีสายตาลูกน้องน่ารำคาญอยู่แถวนี้... เอาละนะ! ”
ฉันกำลังยืนอยู่หน้าห้องของเบลโลน่า หนุ่มหน้าตาดีชาวสปาต้าที่น่าหลงไหล
เป็นโชคดีของพวกเราที่ถูกสั่งให้มาประจำการเมืองท่าทางใต้สุดด้วยกัน ฉันเลยมีโอกาสเต็มที่ ที่จะได้สานสัมพันธ์กับเขา
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมองว่าฉันเป็นผู้ชายนี่สิ...
“ต่อหน้าลูกน้องคงแต่งหญิงไม่ได้ แต่เวลาพักแบบนี้ ในยามวิกาลเช่นนี้ ผมจะทำให้เขากลายเป็นของผมให้ดู! ”
ฉันสาบานกับตัวเอง
ฉันอุตสาห์ลงทุนไล่ลูกน้องทั้งหมดและของเขาให้ออกไปจากพื้นที่ แล้วลงทุนแต่งตัวสวย สวมชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่ออกแบบเปิดเนื้อมาเป็นพิเศษ แถมยังยอมแหกกฏประจำเผ่าไปอาบน้ำพ่นน้ำหอมจนมีกลิ่นตัวหอมสมหญิงเพื่อจะให้เขารู้สึกประทับใจ
แต่ก่อนที่ฉันจะได้ทันเปิดประตูห้องตรงหน้าเพื่อเผด็จศึกเขาในคืนนี้---
*โครม! *
---ก็มีเสียงอาคารพังทลายดังก้องขึ้นไปทั่วเมืองเสียก่อน
“อะ---อะไรกัน!? ”
ฉันตื่นตกใจแล้วหันไปมองดูหน้าต่างของอาคารที่อยู่ในส่วนของช่องทางเดิน
“หอสังเกตุการณ์ถล่ม? ”
อาคารทรงโดมที่อยู่ใกล้ใจกลางได้พังทลายลงมาพร้อมกับส่งฝุ่นควันลอยขึ้นสูง
ไม่มีเสียงระเบิดเกิดขึ้น หรือว่าจะเป็นอุบัติเหตุจากโครงสร้างอาคารที่ผิดพลาดเช่นนั้นหรือ?
“เหวอ! ”
ได้เกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงขึ้น แรงสั่นไหวนั้นทำให้ฉันล้มทั้งยืน
ในตอนช่วงเวลาที่ฉันกำลังจะล้มหัวฟาดพื้นนั้น ก็ได้มีแขนอันอบอุ่นเข้ามารับตัวฉันเอาไว้
“ไม่เป็นเป็นอะไรนะครับคุณ...? ”
ใบหน้าของชายที่ฉันปลื้มได้ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ดูเหมือนว่าเสียงเมื่อกี้จะทำให้เขาออกมาจากห้อง แล้วมาเห็นฉันตอนกำลังจะหกล้มพอดี
“...รู้สึกคุ้นหน้าจัง พวกเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าครับ? ”
แต่ดูเหมือนด้วยสภาพของฉันที่แต่งสมหญิงในปัจจุบัน จะทำให้เขาจำไม่ได้ว่าคนตรงหน้านี้คือใคร
ให้ตายสิ ไอหมอนี่มัน [บื้อ] นี่หว่า…
“คือ---”
*หวอดด~! *
เสียงไซเรนเตือนภัยได้ดังก้องไปทั่วเมืองแทรกก่อนที่ฉันจะได้ทันบอกตัวตนที่แท้จริงออกไป
เสียงระเบิดกับเสียงปืนได้ดังกังวาลทำลายราตรีที่เงียบสงบ
ฉันกับเขาต่างรีบมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
พื้นถนนลาดยางที่เคยเรียบสนิทได้นูนขึ้นคล้ายรังมดขนาดยักษ์
รูกว้างจากผืนแผ่นดินนั้นมีจำนวนมากจนแทบจะถมพื้นที่แทนถนนได้
กองทัพสวมเกราะสีขาวที่มีสี่แขนพร้อมกับอาวุธจำพวกดาบและหอก ได้วิ่งทะลักออกมจากรูนั้นเข้าสู่ตัวเมืองไปทุกหนแห่ง
กำแพงคอนกรีตหนาที่สร้างล้อมตัวเมืองได้กลับกลายเป็นกรงขังพวกเราไปแทน
“พวกมนุษย์มดอย่างงั้นเรอะ!? ”
ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
ดูท่าจะไม่ใช่เวลามาจีบผู้ชายตอนนี้แล้ว ฉันต้องรีบ--
“ระวังครับ! ”
มีลำแสงความร้อนขนาดสิบเซนติเมตรพุ่งตรงมาทางพวกเรา
เบลโลน่าพุ่งเข้ามากอดร่างของฉันเอาไว้ และใช้ร่างกายของตัวเองแทนโล่เพื่อปกป้องฉัน
“กรี๊ดดด! ”
ฉันกรีดเสียงร้องออกมาพร้อมกับกำแพงและหน้าต่างที่ถูกทำลายทิ้งไป
แต่ที่ฉันกรีดร้องไม่ใช่เพราะการโจมตีนั้น แต่เป็นเพราะกำลังตื่นเต้นที่ได้สัมผัสกับกล้ามเนื้อของเบลโลน่าต่างหาก
แต่ว่าพวกมนุษย์มดมันสามารถโจมตีระยะไกลได้แล้วหรือนี่?
ถึงจะเคยอ่านรายงานไม่น่าเชื่อถืออย่าง “มีมนุษย์มดสวมเกราะขาวที่สามารถวิ่งได้เร็วดั่งแสง และใช้ดาบยิ่งบีมออกมาได้” มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ตอนนั้นไม่มีใครในกองทัพของฉันเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริง
แต่ดูท่าฉันจะคิดผิด
อาวุธที่ดูโบราณของพวกมันนั้น เมื่อนำมาประกบเข้าด้วยกันจะเรืองเป็นเส้นแสงสีน้ำเงิน ก่อนจะยิงเป็นคลื่นแสงความร้อนออกมา
มันรุนแรงมาก ทุกสิ่งที่ขวางเส้นทางมันต่างถูกหลอมละลายและถูกเจาะทะลวงราวกับเป็นแค่แผ่นกระดาษบาง ๆ ที่ขวางกั้นเอาไว้
“เธอรีบไปหาที่ปลอดภัยซ่อนตัวก่อน เดียวผมต้องไปก่อนแล้วนะครับ”
เบลโลน่าหยิบเครื่องสื่อสารทางทหารออกมา พร้อมกับรีบวิ่งไปยังห้องบัญชาการ
ฉันเองก็ควรจะตามไปด้วย
แต่ทว่า--
*บรึ้ม! *
มีการโจมตีอีกครั้งพุ่งตรงมาจากทางถนน และระเบิดเส้นทางเดินถล่มขนาบข้างพวกเราเอาไว้
“...ถูกขังแล้ว”
พวกเราถูกตรึงอยู่ในเส้นทางเดินโดยที่ไม่สามารถไปไหนได้
“หน่อย ต้องรีบเรียกคนมาช่วยแล้ว---”
เบโลน่ากล่าวเช่นนั้น
ใช่แล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลไปหรอก อีกเดียวลูกน้องก็จะมาช่วยแล้ว
แต่ในตอนนั้นชั้นไม่รู้เลยว่ามันคือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย
ในวินาทีต่อมา ที่เส้นขอบฟ้าทางเหนือได้เกิดแสงสว่างรุนแรงขึ้น พร้อมกับเสียงระเบิดและควันสีดำที่พวยพุ่งจนปกคลุ่มไปทั่วท้องฟ้า
ทิศนั้นคือสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าของเมืองนี้
ทั่วทั้งเมืองได้ตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงไปในทันที
“เหวอ! ”
“นี่มันบ้าอะไรกัน อ๊ากกก! ”
และการสังหารหมู่ในยามราตีที่มืดบอดก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เสียงร้องโหยหวนดังต่อเนื่องอย่างไม่มีหยุด ไม่มีทหารคนใดเลยที่สามารถต่อสู้ท่ามกลางความมืดเช่นนี้ได้
ถึงจะมีแว่นตาสำหรับสวมใส่ใช้งานในที่มืด แต่มันมีจำนวนน้อยสำหรับหน่วยพิเศษ
ซึ่งหน่วยพิเศษที่ว่ามีเพียงแค่หนึ่งร้อยคน และประจำการอยู่แต่ภายในฐานบัญชาการแห่งนี้เท่านั้น
*บรึม บรึม บรึม! *
และทันทีที่เมืองจมอยู่ในความมืด สิ่งที่ตามมาก็คือเสียงลั่นของป้อมปืนใหญ่จากเรือประจันบานทั้งสามลำของพวกเรา
กระสุนปืนใหญ่ที่รุนแรงนั้นกำลังยิงถล่มไปแถบตะวันออกของเมือง
ซึ่งมันคือที่ตั้งคลังแสงของพวกเรา
รถถัง อาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งหมดที่พวกเรามีได้จมอยู่ภายในเปลวไฟนรกขนาดยักษ์ที่ลุกท่วมไปทั่วทั้งเมืองภาคตะวันออก
“นี่มันบ้าอะไรกัน… ทำไมพวกเขาถึงยิงใส่พวกเดียวกันเองเนี่ย”
ฉันตั้งคำถามกับตัวเองด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น
แล้วคำตอบนั้นก็ถูกส่งมาแทบจะในทันทีผ่านทางเครื่องสื่อสารของเบลโลน่า
“แจ้งท่านเบลโลน่า พวกมนุษย์มดมันยึดเรือประจันบานของพวกเราไป---อ๊ากกก! ”
“...”
พวกมันยึดเรือรบของพวกเราไปใช้…
ปากกระบอกปืนใหญ่ขนาด 410 มม. ทั้งเก้ากระบอก และปืนใหญ่ขนาด 130 มม. อีก 20 กระบอก ของเรือประจันบานได้หันเล็งไปหาเป้าหมายต่อไปของมัน
ซึ่งมันคือสนามบินทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือที่จอดเครื่องบินขับไล่เอาไว้
เครื่องบินที่เตรียมจะบินทะยานขึ้นฟ้า ต่างถูกทำลายทิ้งจนสิ้นภายในการระดมยิงเพียงครั้งเดียว
แต่มันไม่หยุดเพียงเท่านั้น ปืนของอีกกระบอกได้เคลื่อนไหวไปที่เป้าหมายต่อไป ซึ่งมันคือท่าจอดเรือรบพิฆาตทั้งสิบลำ
เรือพิฆาตทั้งสิบลำที่ทำท่าจะออกปฏิบัติการ ได้ถูกจมลงไปพร้อมกับท่าเรือ
แต่มันไม่จบเพียงเท่านี้
ลำที่สามซึ่งบรรจุกระสุนใหม่จากการยิงคลังแสงไปเมื่อกี้ ได้เล็งปากกระบอกไปที่อู่ต่อเรือ
ฉันเห็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่กำลังอยู่ในระหว่างการสร้าง ได้ถูกบดขยี้เป็นชิ้น ๆ ต่อหน้า
ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาแค่สามนาที
พวกมันประสานงานกันได้รวดเร็วและไหลลื่นจนน่ากลัวราวกับปีศาจ
“พวกมันบุกเข้ามาที่ฐานบัญชาการนี้แล้ว…”
ในระหว่างที่กำลังตื่นตกใจกับเรื่องเหนือความคาดหมาย ก็มีข่าวร้ายใหม่ถาโถมเข้ามา
ภายในฐานบัญชาการที่ควรได้รับการปกป้อง กลับเกิดเสียงวุนวายดังขึ้นไปทั่ว
จากจุดนี้ฉันสามารถมองเห็นลานกว้างหน้าฐานบัญชาการได้
ที่ตรงนั้นฉันเห็นทหารมดสูงสามเมตรจำนวนห้าคน วิ่งฝ่าดงกระสุนปืนอย่างไม่เกรงกลัว แล้วใช้เขี้ยวที่ยาวหนึ่งเมตรกัดนายทหารที่ยิงต่อสู้จนขาดเป็นสองท่อนไปต่อหน้า
ทั้งที่ฝ่ายเรามีอาวุธครบมือ และมีกองกำลังมากกว่าถึงห้าสิบคนยิงเข้าใส่พวกมัน แต่กลับไม่มีใครเลยที่สามารถยิงโดนร่างของพวกมันได้
แถมความสามารถของพวกมันยังเหนือชั้นกว่าสงครามครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด
พวกมันสามารถโจมตีเข้าใส่ทหารซุ่มยิงตรงหอคอยสูงราวกับรู้ตำแหน่งของเขามาตั้งแต่แรก
อาวุธของพวกมันสามารถยิงได้ทั้งลำแสง และสามารถตัดรถถังจนแยกออกเป็นสองซีกได้
มีความรวดเร็วดุจสายฟ้า จนไม่อาจเล็งยิงให้ถูกเป้าหมายได้
และเพียงแค่หนึ่งนาที กองกำลังรักษาการหน้าลานกว้างก็ถูกพวกปราบจนไม่มีเหลือ
ทันทีที่กองกำลังฝ่ายเราถูกฆ่าล้างจนหมด พื้นหญ้าที่สวยงามหน้าลานกว้างฐานบัญชาการก็ผุดนูนสูงขึ้นมา
กองทัพมดทหารที่สูงหนึ่งเมตรจำนวนมากกำลังไหลทะลังออกมาจากรูบนพื้นดินนั้น
พวกมันพุ่งตรงเข้ามาที่ตัวอาคารบัญชาการ และเริ่มใช้เขี้ยวอันทรงพลังขบลงไปที่เสาของอาคารโดยรอบ
เสาอาคารถูกพวกมันกัดทำลายและเริ่มพังทลายลงมา
ซากอาคารได้ทับร่างของพวกเราจนเสียเลือดเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะสิ้นชีวิตไป
ในตอนนั้นฉันคิดอะไรไม่ออก เพราะศัตรูมันเหนือสามัญสำนึกมากจนเกินไป
ฉันไม่มีคำบรรยายใด ๆ ให้พวกมนุษย์มด นอกจากคำคำนี้
“สัตว์ประหลาด”
พวกมันคือ [สัตว์ประหลาด] อย่างแท้จริง
เผ่าอาร์โธร์โพดานั้นคือมดที่วิวัฒนาการณ์ในระดับสูง
นอกจากจะมีสติปัญญา กับปากที่พัฒนาจนสามารถพูดออกเสียงได้แล้ว [หนวด] ที่เป็นข้อปล้องตรงหัวยังพัฒนาไปด้วยเช่นกัน
หนวดของมดนั้นมีจำนวนข้อปล้องแตกต่างกันไปตามชนิดสายพันธุ์ และใช้มันในการสื่อสารด้วยสาร [ฟีโรโมน] ที่ปล่อยออกมา
มันสามารถใช้หนวดนี้สัมผัสและรับรู้กลิ่นที่ต่างกันออกไปในการสื่อสาร และทำกิจกรรมอย่างแลกเปลี่ยนอาหารได้
แต่ทว่าเผ่าอาร์โธร์โพร์ด้านั้น มันวิวัฒนาการไปไกลกว่าสามัญสำนึกเดิมของมนุษย์
ตัวตนเผ่าอาร์โธร์โพร์ด้าที่วิวัฒนาการณ์มาจากมดเหล่านี้ สามารถสร้างคลื่นสมองในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กเฉพาะ รวมไปถึงสามารถทำหน้าที่คล้ายกับเรด้าได้อีกด้วย
พวกเขาใช้สิ่งนี้ในการสื่อสารแทนกลิ่นฟีโรโมน และรับรู้ถึงตำแหน่งของศัตรูได้
ด้วยร่างกายที่มีสเปคสูงเช่นนี้ จึงทำให้พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่พูดได้เต็มปากว่าแข็งแกร่งที่สุดจากทั้งหกเผ่าที่มี
แล้วถ้าหากว่าเผ่าที่แข็งแกร่งนั้นเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้อาวุธ กับยุทธวิธีรบของยุคสมัยใหม่จะเกิดอะไรขึ้นกันละ?
คำตอบนั้นได้ปรากฏในวันที่ 71 ให้เป็นที่ประจักษ์แก่โลกใบนี้แล้ว
ชุดเกราะสีขาวที่ใช้เทคโนโลยีของภูติ ถูกนำมาประยุกต์กับชุดเกราะทดกำลังของเผ่าของพวกเขา จนได้เป็นชุดเกราะนาโนที่สามารถเร่งพละกำลังพื้นฐานของผู้สวมใส่ดั่งที่เห็น
พวกเขาสามารถเร่งความเร็วจนลูกปืนตามไม่ทัน อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งที่ระดับลูกปืนยิงไม่เข้า
คงต้องใช้ปืนใหญ่จากรถถังยิงถล่มเท่านั้น ถึงจะเอาชีวิตของพวกเขาไปได้
ถ้าหากว่ายิงโดนได้ละนะ...
นอกจากชุดเกราะที่ล้ำหน้าแล้ว ยังมีอาวุธโจมตีระยะไกลที่เลียนแบบมาจากเผ่ามนุษย์ แต่ดัดแปลงรูปแบบการยิงด้วยวิธีการของภูติจนกลายเป็นอาวุธอันร้ายกาจ
ภูตินั้นโจมตีด้วยการแปลงสสารธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเผ่าอาร์โธร์โพดาได้จับจุดนี้ แล้วนำศพของภูติที่ได้มาจากสงคราม มาวิจัยโครงสร้างร่างกาย เลียนแบบโครงสร้างอวัยะเหล่านั้น จนได้เป็นปืนพลังงานอย่างที่เห็น
ซึ่งพลังงานนั้นเกิดจากการดึงอิเล็คตรอนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากจากอะตอมอากาศรอบตัว ผ่านทางชุดเกราะนาโนนั่นเอง
ทั้งหมดนี้ต้องชมความอัจฉริยะของราชินีฟรีด้า ที่สามารถเข้าใจธรรมชาติ และนำมาพัฒนาเป็นอาวุธที่ร้ายกาจนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
ด้วยอาวุธที่ร้ายกาจ รวมกับความสามัคคีที่ไม่มีเผ่าไหนทาบติด อีกทั้งยังมีสติปัญญาสูง จึงทำให้ฐานทัพเรือที่พร้อมด้วยกำลังพลและอาวุธของมนุษย์ ต้องพบกับจุดจบที่เลวร้ายภายในสิบนาทีเท่านั้น
เริ่มจากลอบโจมตีจากใต้ดิน เข้าทำลายฐานเรด้าซึ่งส่งคลื่นแม่เหล็กอันน่ารำคาญก่อน
ต่อด้วยบุกโจมตีฉับพลันจากใต้ดิน แล้วทำการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ของศัตรู
ใช้หน่วยของสเลบที่เคยเห็นอาวุธของมนุษย์มาแล้วกับตา ชี้เป้าไปยังคลังแสงทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในเมือง
ใช้กำลังพลทั้งหมดที่มี เข้ายึดและทำลายทุกจุดยุทธศาสตร์อย่างพร้อมเพรียงไม่ให้ศัตรูได้ทันตั้งตัว
ประกอบกับสามารถแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยด้วยหนวดชนิดวินาทีต่อวินาที จึงทำให้พวกเขาสามารถประสานการโจมตี รวมถึงชี้ระบุเป้าหมายได้อย่างราบลื่นไม่ติดขัด อีกทั้งยังแม่นยำ 100%
“เรียกกองทัพนาโตในภาคตะวันออกกลับมาเดียวนี้เลย”
ด้วยความน่ากลัวระดับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ ผู้นำฝ่ายอเมริกาจึงรีบพูดออกมาเช่นนั้น
เพราะว่ากองทัพนาโตของฝ่ายมนุษย์ คือกองกำลังที่เก่งกาจที่สุดที่พวกเขามีกัน
แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่ให้พวกเขาได้ทำเช่นนั้น
“รายงานด่วนครับ! ”
นายทหารคนหนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือก
“ที่ภาคตะวันออก พวกภูติได้เริ่มทำการบุกโจมตีพวกเราแล้วครับ! ”
เพราะตอนนี้กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ชาติ [กองทัพนาโต] กำลังทำศึกอยู่กับพวกภูติอยู่นั่นเอง