และแล้วท่านหญิงฟารีฮาก็ได้เข้ามาอยู่ในวังหลวงตามพระประสงค์ขององค์รานีมาลิกาที่้าให้หญิงสาวกับเ้าชายได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้นโดยมีมานาห์ขอติดตามมารับใช้เธอในวังด้วย
ทันทีที่เข้าเฝ้าองค์อาหมัดกับองค์รานีมาลิกาเสร็จแล้วท่านหญิงก็ถูกนางกำนัลพามายังตำหนักที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ พอได้อยู่กันตามลำพังแล้วทั้งฟารีฮาและมานาห์ก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก โดยเฉพาะผู้เป็นายสาว
เมื่อครู่นี้ยามอยู่ต่อหน้าองค์อาหมัดกับองค์รานีนั้นใจของฟารีฮาสั่นไปหมด รู้สึกหวาดหวั่นสารพัดเพราะกลัวว่าจะถูกจับพิรุธได้ว่าเธอไม่ใช่ฟารีดาตัวจริง
โดยเฉพาะ่ที่เ้าชายฮาซิมตามมาสมทบแล้วมองเธอด้วยสายตาเพ่งพิศด้วยแล้วก็ยิ่งกลัวมากขึ้นเข้าไปใหญ่เนื่องจากชายหนุ่มเคยจับผิดเธอมาได้แล้วครั้งหนึ่ง หญิงสาวจึงรีบหลบตาเขาแล้วก็แทบจะพ่นลมหายใจออกมาเมื่อเขายังนิ่งเฉยไม่เอะอะอะไร
“ตอนที่ไปเข้าเฝ้าองค์อาหมัดกับองค์รานีข้ากลัวจนแทบสิ้นสติเลยเ้าค่ะท่านหญิง” มานาห์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ยังสั่นไม่หาย สีหน้ายังดูซีดเผือดอยู่
“ข้าก็เหมือนกัน” ฟารีฮาตอบเสียงเนือยๆ พลางกวาดตามองไปรอบห้องพักของตนเองอย่างสำรวจด้วยความพึงพอใจเพราะห้องนอนดูกว้างขวางและถูกตกแต่งอย่างงดงาม แถมยังมีสายลมเย็นๆพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างหอบเอากลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในสวนสวยมาด้วยจนทำให้รู้สึกสดชื่น
ทุกอย่างภายในห้องนอนดีหมดยกเว้นก็เพียงแต่...ทำไมตำหนักนี้ถึงต้องมาอยู่ติดกับตำหนักของเ้าชายฮาซิมด้วยก็ไม่รู้
หญิงสาวคิดอย่างเซ็งจัดแต่พอนึกถึงแผนการของตนเองขึ้นมาก็กลายเป็ยินดีแทน เพราะอยู่ใกล้ๆ กันแบบนี้เธอจะได้จัดการอะไรได้ง่ายๆยิ่งขึ้น
“เอ่อ...ท่านหญิงเ้าคะ แล้วเื่ของนายท่านฮัจจาจ์...”
“ท่านพ่อทำไมหรือมานาห์?”
“ก็เื่ที่ท่านหญิงโกหกนายท่านไปว่าตัวนายหญิงเองอยู่ที่บ้านของท่านมีฟาอย่างไรล่ะเ้าคะถ้านายท่านตามไปที่นั่นความไม่แตกแย่หรือเ้าคะ”มานาห์เอ่ยด้วยความกังวล
ท่านหญิงฟารีฮาก็รู้สึกหนักใจในเื่นี้อยู่เช่นกันเมื่อเช้าก่อนจะเดินทางเข้าวังบิดาได้ถามหาบุตรสาวคนเล็ก เธอที่สวมบทบาทเป็ฟารีดาอยู่จึงจำต้องโกหกไปตามแผนที่วางเอาไว้นั่นก็คือบอกกับท่านว่าฟารีฮาเดินทางไปหาป้ามีฟาที่รัฐบาลาย่าั้แ่เช้ามืดแล้ว
ซึ่งพอได้ฟังบิดาก็โกรธมากที่ลูกสาวคนเล็กเดินทางไปไหนไม่บอกกล่าวท่านร่ำๆ จะส่งทหารให้ออกไปตามตัวกลับมาเธอเลยต้องรีบห้ามเอาไว้ ไม่เช่นนั้นแผนคงพังหมดแน่
เธอพยายามพูดให้ท่านคลายความห่วงใยด้วยการบอกว่ามีทหารติดตามไปด้วยหลายคนและเพื่อเพิ่มน้ำหนักของเื่ให้มีเหตุผลน่าเชื่อถือมากขึ้นว่าเหตุใดฟารีฮาต้องเดินทางไปบ้านป้ามีฟาโดยไม่บอกกล่าวบิดาเลย เธอจึงพูดปดท่านไปอีกว่า
‘ที่น้องไปโดยไม่ร่ำลาท่านพ่อก็อาจเป็เพราะว่าน้องยังโกรธท่านพ่ออยู่น่ะเ้าค่ะลูกว่าให้ฟารีฮาไปอยู่ที่บ้านของป้ามีฟาเพื่อสงบสติอารมณ์สักพักเถอะ เดี๋ยวพอน้องหายโกรธแล้วก็คงกลับมาเองเ้าค่ะ’
‘เฮ้อ...นิสัยน้องเ้านี่ยังเด็กอยู่มากนะ เอะอะไม่พอใจอะไรก็หนีไปหาป้าเ้าทุกทีเลย’
พอได้ยินคำของบิดาหญิงสาวก็เผลอค้อนใส่ท่านไปทีหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตัวจึงทำเป็ยิ้มอ่อนๆรับคำท่านแทน โชคดีเหลือเกินที่ท่านไม่เห็นกิริยาที่เธอทำ ไม่อย่างนั้นคงได้สงสัยเป็แน่
‘น้องเ้าคงโกรธพ่อมากสินะ แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อการแต่งงานครั้งนี้มันเป็พระประสงค์ขององค์อาหมัดพ่อต้องปฏิบัติตามทั้งที่ใจก็สงสารเ้าเหลือเกิน’
ท่านลูบผมของบุตรสาว ดวงตาฉายแววเศร้าเสียใจอย่างเห็นได้ชัด ฟารีฮาน้ำตาซึมเพราะรู้ว่าบิดาเองก็ทุกข์ใจไม่แพ้กันพอนึกถึงตอนที่เธอต่อว่าท่านเื่ที่ไม่ยอมช่วยเหลือพี่สาวแล้วก็รู้สึกผิดเหลือเกินเธอจึงสวมกอดท่านไว้แล้วร้องไห้ออกมา พลางพร่ำพูดขอโทษท่านอยู่ในใจ
‘พ่อขอโทษนะที่ช่วยอะไรเ้าไม่ได้เลย’
‘ท่านพ่ออย่าขอโทษลูกเลย เพราะลูกไม่เคยโกรธท่านพ่อเลยเ้าค่ะ’
‘ขอบใจลูกที่เข้าใจพ่อ ส่วนน้องสาวของเ้าพ่อก็หวังว่าน้องเ้าจะเข้าใจพ่อเช่นกัน’
‘ฟารีฮาต้องเข้าใจแน่เ้าค่ะ ท่านพ่ออย่าได้เป็กังวลไปเลยนะเ้าคะ ลูกเชื่อว่าอีกไม่นานน้องจะกลับมาเอง’เธอบอกเพื่อให้ท่านสบายใจและย้ำนักย้ำหนาอยู่หลายครั้งว่าไม่ต้องไปตามฟารีฮากลับมาก่อนที่จะเดินทางเข้าวัง
ท่านหญิงฟารีฮาถอนหายใจยาวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะเดินทางเข้าวังหลวง
“คงไม่หรอกมานาห์ข้าย้ำกับท่านพ่ออยู่หลายครั้งว่าไม่ให้ไปตามข้าที่บ้านป้ามีฟา ท่านเองก็รับปาก อีกทั้งรัฐบาลาย่าก็ไม่ได้ใกล้ๆท่านคงไม่ไปตามตอนนี้หรอก”
“แต่ถ้านานวันเข้าก็ไม่แน่นะเ้าคะท่านหญิง”
“ถึงตอนนั้นแผนการของเราอาจจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้วก็ได้นะมานาห์ เ้าอย่าได้กังวลมากนักเลยน่าแต่ถ้าท่านพ่อไปที่นั่นจริงๆ ข้าก็จะบอกความจริงไปเลย เป็ไงก็เป็กันสิ” หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เด็ดเดี่ยว เพราะทำใจเอาไว้แล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็จะขอรับผิดชอบเองทั้งหมด
มาลิคองครักษ์ประจำตัวและพ่วงด้วยตำแหน่งราชเลขาส่วนพระองค์ของเ้าชายฮาซิมบิน อาหมัด อัล ฟาริท เงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำอยู่ แล้วหันไปมองผู้เป็นาย ซึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างด้วยท่าทางเหม่อลอยชายหนุ่มลุกขึ้นเดินเข้าไปหาพอเห็นสีหน้าเป็กังวลของเ้าชายหนุ่มก็เอ่ยถามอย่างเป็ห่วง
“ทรงมีเื่ไม่สบายพระทัยอะไรหรือเปล่าพระเ้าค่ะ”
“เฮ้อ...” คนถูกถามถอนใจออกมาก่อนตอบ “ก็เื่เดิมนั่นแหละมาลิค”
“มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือพระเ้าค่ะ” มาลิคถามอย่างสงสัยเมื่อเช้านี้เ้าชายฮาซิมถูกองค์รานีเรียกไปเข้าเฝ้าซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเื่อะไรแต่ตอนนี้พอจะเดาได้แล้วว่าคงหนีไม่พ้นเื่แต่งงาน
“ไม่มีเื่อะไรร้ายแรงหรอก แค่บุตรสาวคนโตของท่านเสนาบดีกลาโหมจะเข้ามาอยู่ในวังนับจากวันนี้เป็ต้นไป” เ้าชายหนุ่มตอบเสียงเนือยๆรู้สึกหนักใจกับการแต่งงานในครั้งนี้เหลือเกิน
ถึงแม้บุตรสาวคนโตของเสนาบดีฮัจจาจ์จะมีรูปโฉมงดงามกิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนหวาน และนิสัยใจคอเท่าที่ได้ััเพียงผิวเผินก็นับว่าเป็คนจิตใจดีทีเดียวแถมฐานะก็ยังสูงส่งเรียกได้ว่านางมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งองค์รานีของแคว้นฟาริททุกประการทุกอย่างดีหมดแต่ติดอยู่เพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้นคือ...
เขาไม่ได้รักเธอ
นี่ถ้าเปลี่ยนจากคนพี่เป็คนน้องเขาคงยินดีกับการแต่งงานในครั้งนี้ยิ่งนัก ชายหนุ่มอมยิ้มบางๆยามคิดถึงท่านหญิงฟารีฮาบุตรสาวคนเล็กของเสนาบดีกลาโหม
ผู้หญิงที่ทำให้เขายิ้มและหัวเราะได้ทุกครั้งยามพบเจอกันแม้จะรู้จักกันเพียงผิวเผินแต่เขาก็ถูกตาต้องใจในตัวเธอจนกลายเป็หลงรักโดยไม่รู้ตัว
ฮาซิมเจอหญิงสาวครั้งแรกที่โอเอซิสท้ายวังเพียงแค่ได้เห็นหน้าก็ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความงดงามและความสดใสร่าเริงของเธอสร้างความประทับใจให้เขาดังนั้นนับแต่นั้นมาเขาก็มักจะไปแอบดูเธอที่นั่นอยู่เสมอ
ฟารีฮา ถ้าคนที่ข้าต้องแต่งงานด้วยเป็เ้า ข้าคงยินดียิ่งนัก
คิดแล้วก็น่าโมโหนักที่เื่เป็เช่นนี้เพราะพวกเสนาบดีตัวดีทั้งหลายสนับสนุนเป็เสียงเดียวกันว่าฟารีดาเหมาะสมกว่าสตรีทุกคนในแคว้นฟาริท
ความจริงชายหนุ่มเคยลองเกริ่นถึงความเหมาะสมของฟารีฮาอยู่เหมือนกันเพราะหญิงสาวก็ไม่ได้มีฐานะแตกต่างไปจากฟารีดาเลยสักนิด เขาจึงลองเสนออย่างทีเล่นทีจริงดูแต่คำตอบที่ได้รับคือทุกเสียงต่างพร้อมใจกันไม่เห็นด้วย มิหนำซ้ำเหตุผลที่ให้มาก็ทำให้เขานึกอยากบีบคอพวกเหล่าเสนาบดีทั้งหลายนัก
‘บุตรสาวคนเล็กของท่านเสนาบดีกลาโหมไม่ค่อยเป็กุลสตรีสักเท่าไรนักพระเ้าค่ะนางไม่เรียบร้อยอ่อนหวาน งานบ้านงานเรือนก็ไม่เก่ง และที่สำคัญคือนิสัยของนางยังมีความเป็เด็กอยู่มากนักพระเ้าค่ะ’
ซึ่งก็ดูเหมือนองค์อาหมัดกับองค์รานีก็เห็นพ้องด้วยเช่นกันเ้าชายฮาซิมจึงไม่อาจทัดทานอะไรได้
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกครั้งยามคิดถึงคำพูดของมารดาเมื่อเช้านี้หลังจากที่บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกลาโหมออกไปแล้ว
‘ฮาซิม…เ้าควรจะทักทายนางมากกว่าการทำท่าเฉยชาเช่นนี้นะ’องค์รานีเอ่ยเตือนอย่างไม่พอใจสักเท่าไรนัก
‘ลูกไม่รู้จะทักทายนางอย่างไรดีท่านแม่ เพราะลูกกับนางไม่ได้สนิทสนมกันเลยแม้แต่น้อย’
‘แม่รู้ ดังนั้นแม่จึงจัดที่พักให้ฟารีดาที่ตำหนักจาย่ายังไงล่ะ นับจากนี้ไปแม่หวังว่าลูกและนางจะทำความรู้จักและใกล้ชิดสนิทสนมกันให้มากขึ้นกว่านี้นะ’ องค์รานีหมายถึงตำหนักรับรองที่อยู่ใกล้ตำหนักของเ้าชายมากที่สุด
‘ลูกไม่มั่นใจพระเ้าค่ะ’ เขาตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
‘หมายความว่าอย่างไร เ้าไม่มั่นใจอะไรงั้นหรือฮาซิม’ คราวนี้เป็องค์อาหมัดที่ถามบ้าง
‘ลูกไม่มั่นใจว่าจะทำตามที่ท่านแม่้าได้หรือเปล่าพระเ้าค่ะ ลูกคงไม่ต้องทูลว่าเพราะเหตุใดถึงเป็เช่นนั้นท่านพ่อกับท่านแม่คงทราบดี’
องค์อาหมัดกับองค์รานีหันมามองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมา
‘แม่รู้ว่าลูกรู้สึกเช่นไรกับการแต่งงานในครั้งนี้แต่ฮาซิม...เ้าเป็รัชทายาท ฉะนั้นเื่การแต่งงานบางทีก็ต้องดูความเหมาะสมมากกว่าคำนึงถึงความรักนะลูกบุตรสาวของเสนาบดีกลาโหมเหมาะสมกับเ้าทุกประการ นางงดงามทั้งกายและใจแม่เชื่อว่าถ้าเ้าได้ใกล้ชิดนางเ้าจะต้องรักนางได้อย่างแน่นอนเพียงแต่เ้ายอมเปิดใจเท่านั้น’
‘อายุเ้าก็มากแล้วนะฮาซิมเ้าสมควรแต่งงานตั้งนานแล้วแต่พ่อกับแม่ก็ตามใจเ้าเรื่อยมา แต่หนนี้เห็นจะไม่ล่ะถึงเ้าไม่ยอมก็คงต้องบังคับกัน บุตรีของท่านฮัจจาจ์เหมาะสมกับเ้าแล้ว นางคู่ควรที่จะได้เป็รานีองค์ต่อไปในอนาคตเพื่อเคียงข้างเ้า’
องค์อาหมัดเดินมาจับไหล่ของบุตรชายไว้ แล้วเอ่ยปลอบประโลมว่า
‘เ้าไม่ต้องกลัวไปหรอกลูกรัก แม้เ้าจะแต่งงานแล้ว แต่หากเ้าเกิดไปรักชอบผู้หญิงคนไหนเข้าอีกพ่อกับแม่ก็จะไม่ห้ามเ้าสามารถรับนางเป็นางสนมได้ ฐานะอย่างเ้าจะมีนางสนมอีกสักกี่สิบคนก็ย่อมได้’
คำพูดของบิดาไม่ได้ทำให้เ้าชายฮาซิมรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด ส่วนมารดาของเขานั้นนั่งค้อนควักใส่พระสวามีด้วยความหมั่นไส้ที่พระองค์สอนเื่แบบนี้กับโอรส
เ้าชายฮาซิมตื่นจากห้วงความคิดเมื่อได้ยินเสียงม้าร้องดังแว่วๆ
“ไปขี่ม้าเล่นกันเถอะ” เ้าชายหนุ่มบอกพร้อมกับลุกขึ้นเดินนำออกไปก่อน
มาลิคเดินตามพลางมองผู้เป็นายด้วยความเห็นใจแล้วเขาก็อดนึกถึงซามินไม่ได้ ป่านนี้คงทุกข์ใจไม่แพ้กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป