ผ่านไปร่วมครึ่งนาที กระสุนวารียิ่งมายิ่งรัว สุดท้ายด้วยน้ำที่กระเซ็นออกมาจากการปะทะราวกับห่าฝน กลับกลายเป็นฝ่ายเข่อซิงที่มองไม่เห็นว่าสภาพศัตรูของตนในตอนนี้เป็นอย่างไร การโจมตีกระบวนนี้ได้ผลหรือไม่ ดังนั้นเมื่อครบหนึ่งนาที เข่อซิงจึงหยุดการกราดกระสุนวารี เพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
หลายลมหายใจผ่านไป ม่านหมอกละอองน้ำเริ่มจางหาย ผลลัพธ์ปรากฏเป็นที่กระจ่าง ทว่าฝ่ายที่ต้องผิดหวังกลับเป็นฝ่ายโจมตี ทั้ง ๆ ที่รับห่ากระสุนวารีไปนับหมื่น แต่หุ่นรบกลับยังคงสภาพเดิม ไม่ปรากฏว่ามีส่วนใดชำรุด มีเพียงความเปียกชื้นชุ่มฉ่ำเท่านั้นที่มากขึ้น
เข่อซิงไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น กระสุนวารีที่โดนเต็ม ๆ เพียงนัดเดียวก็สามารถปลิดชีพมนุษย์ผู้หนึ่งได้โดยง่าย และนี่เขากระหน่ำออกไปราวพายุคลั่ง สิ้นเปลืองพลังปราณไปไม่น้อย แต่กลับทำอันตรายศัตรูไม่ได้แม้เพียงนิด
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสายตาเพ่งพินิจไปยังบริเวณห้องควบคุมที่เป็นกระจกใส มองเห็นภายใน สิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างแรกคือรอยยิ้มเย้ยหยันจากบุรุษที่เขาไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ความอับอายระคนโกรธแค้นเดือดดาลกลางใจชายผู้นี้ฐานะเป็นถึงเจ้าเมืองอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต
“ฮ่า ๆ ท่านเจ้าเมือง คิดผิดแล้วว่าพลังน้ำกระจอก ๆ เช่นนี้จะระคายผิว เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ดู ว่าใครกันแน่ที่ปาหี่” หัวเราะร่วน ก่อนเปล่งวาจายั่วโทสะออกผ่านลำโพงสื่อสารของตัวหุ่น จากนั้นอเล็กซ์ใช้นิ้วกดปุ่มหนึ่งปุ่มบนแผงควบคุมเบื้องหน้า ทันใดนั้น หน้าจอแสดงผลปรากฏข้อความ
‘Boomerang Sword’
อึดใจต่อมา ท่ามกลางร่างจำแลงของเข่อซิงที่ยังคงผลุบ ๆ โผล่ ๆ ละลานตาอยู่โดยรอบ หุ่นยักษ์เริ่มเคลื่อนไหวในกระบวนท่าที่ไม่มีใครคาดคิด มือข้างที่ถือดาบง้างออกเป็นวงกว้างที่สุด จากนั้นเหวี่ยงกลับอย่างรุนแรง เกิดเสียงท้าลมแหลมหูราวกับห้วงอากาศโดนฉีกกระชาก พร้อมปล่อยดาบยักษ์ออกจากมือ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ดาบยักษ์หมุนคว้างกลางอากาศด้วยความเร็วสูง แลดูคล้ายกงจักรที่พร้อมเชือดเฉือนทุกวัตถุทุกชีวิตที่อยู่ในรัศมี แน่นอนว่าร่างจำแลงของเข่อซิงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
วงโคจรของกงจักรดาบยักษ์เป็นวงกลมระยะห้าเมตรรอบตัวหุ่น เรียกได้ว่าทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีนี้โดนเชือดเฉือนจนสิ้นซาก ความเร็วของมันเกินกว่าที่เข่อซิงจะร่ายเคล็ดวิชาผ่านร่างจำแลงเพื่อเอาตัวรอดได้ทัน
ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ร่างจำแลงโดนพลังทำลายล้างของกงจักรดาบยักษ์ฟันฉับ น้ำที่อัดแน่นด้วยพลังปราณพลันแตกกระเซ็นออกมา ร่างแล้วร่างเล่า ราวกับลูกโป่งน้ำโดนเข็มจิ้ม ส่วนต้นไม้โดยรอบบริเวณก็โดนจนเหี้ยนเตียนเป็นหน้ากลอง
ในเมื่อเป็นเรื่องยากที่จะจำแนกตัวจริงออกจากฝูงร่างจำแลง เช่นนั้นก็ไม่ต้องจำแนกให้เสียเวลา สู้บดขยี้เสียให้หมดด้วยกงจักรดาบยักษ์เป็นเรื่องง่ายกว่า และในเสี้ยววินาทีที่กงจักรกำลังเข้าประชิดตัว ตอนนั้นตัวจริงก็จะโผล่หัวออกจากที่ซ่อนให้ได้เห็นเอง เรียกได้ว่าการโจมตีกระบวนนี้ของอเล็กซ์ทำลายแผนการอำพรางตนของเข่อซิงลงอย่างราบคาบ
แล้วก็เป็นดังเช่นที่อเล็กซ์วางแผนไว้จริง ๆ หลังกงจักรดาบยักษ์ฟาดฟันทำลายร่างจำแลงไปได้สามสิบร่าง และอีกเพียงไม่กี่เมตรก็จะเดินทางถึงร่างต่อไป อยู่ ๆ ร่างนั้นก็พลันกางโล่วารีขึ้นมากำบังกาย
แม้โล่วารีสามารถต้านทานพลังของกงจักรดาบยักษ์ไว้ได้เพียงสองสามวินาทีก่อนแตกพ่าย ทว่าเท่านั้นก็เพียงพอที่เข่อซิงจะโฉบตัวออกจากวงโคจรทำลายล้างได้ ปลายเท้าเจ้าเมืองไคชุนสะกิดต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ใช้มันเป็นฐานดีดตัว ทะยานเหินหาว พุ่งเข้าหาอเล็กซ์ ในระดับความสูงที่เท่ากับบริเวณห้องควบคุมพอดิบพอดี
“คาดไม่ถึงว่าตัวประหลาดอย่างเจ้าที่แม้ไร้ซึ่งพลังปราณ แต่ก็มีฝีมืออยู่พอตัว เล่นเอาข้าลำบากไม่น้อย แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะได้ตายสมใจแล้ว เคล็ดวิชาธาตุน้ำ ระดับหงส์แดง ชั้นพสุธา วารีพิฆาตเมฆา!” ขณะลอยคว้างอากาศ ร่างอาบย้อมด้วยแสงจันทรายามราตรี สองมือประสานตีลัญจกร เข่อซิงแผดเสียงกล่าว
นับตั้งแต่ศึกครั้งนี้เปิดฉากขึ้น ในระยะห่างเพียงไม่กี่เมตรเช่นนี้ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เข่อซิงได้เห็นโฉมหน้าคู่ต่อสู้ของเขาได้ชัดเจน หลังกระจกใส ในห้องบังคับบัญชาหุ่นโลหะยักษ์ใหญ่แสนประหลาดตัวนี้ ปรากฏเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง อายุน่าจะอยู่ในช่วงยี่สิบต้น ๆ ใกล้เคียงกับจอมยุทธ์ผู้ใช้พลังปราณอัสนีที่ขณะนี้กำลังฟาดฟันกับกลุ่มผู้ใต้บังคับบัญชาตนอยู่ ใบหน้าแม้ไม่แตกต่างจากชายหนุ่มทั่วไปที่พบเห็นได้ในจักรวรรดิเหลียนหยาง ทว่าหากพินิจโดยรอบคอบ จะพบว่านัยน์ตาของเขาทอประกายสีฟ้าสกาวปานสมุทรอาบแสงตะวันในยามสาย ซึ่งนับว่าพบเห็นได้ไม่บ่อยครั้งนักในจักรวรรดิแห่งนี้
สถานการณ์ตอนนี้เหมือนจะพลิกกลับตาลปัตร อเล็กซ์ที่คุมสถานการณ์มาโดยตลอดกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เนื่องจากยามนี้ อาวุธคู่กายยังคงสร้างวงโคจรทำลายล้างอยู่เบื้องหลัง แม้จะยังมีหุ่นรบเป็นเกราะกำบังกาย แต่สำหรับการโจมตีสวนกลับนั้นไม่สามารถทำได้
ยิ่งไปกว่านั้น เคล็ดวิชาวารีพิฆาตเมฆาที่เปรียบดั่งไม้ตายก้นหีบของเข่อซิง อานุภาพทำลายล้างของมันเทียบไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับห่ากระสุนวารีจากเคล็ดวิชาเคล็ดวิชาวารีพายุคะนอง ราวกับฝ่ายหนึ่งคือหินผา ฝ่ายหนึ่งคือก้อนกรวด
เคล็ดวิชาวารีพิฆาตเมฆาเป็นการรวบรวมพลังปราณทั่วร่างมาไว้ที่ฝ่ามือจุดเดียว บีบอัดมันให้เข้มข้นที่สุด ก่อนปล่อยออกมาในรูปแบบลำแสงวารี อานุภาพของมันเลื่องลือว่าสามารถทะลวงเหล็กกล้าได้ง่ายดายปานมีดเฉือนเต้าหู้
มวลพลังปราณโอบล้อมวารีที่ฝ่ามือของเข่อซิงยิ่งมายิ่งเข้มข้น แม้แต่อเล็กซ์ที่มองเห็นชัดเจนผ่านกระจกห้องควบคุม ยังรับรู้โดยสัญชาตญาณว่า หากการโจมตีกระบวนนี้พุ่งเข้าใส่กระจกซึ่งเป็นบริเวณที่เปราะบางที่สุดของตัวหุ่น โอกาสที่มันจะทะลุเข้ามาปลิดชีวิตเขาได้สำเร็จมีสูงเกินครึ่ง
แม้ระยะห่างระหว่างเข่อซิงที่กำลังเหินหาวกับห้องควบคุมจะเหลือไม่ถึงสามเมตร ยิ่งไปกว่านั้นลำแสงวารีที่ฝ่ามือของเขาก็คล้ายจะสุกงอมได้ที่แล้ว แต่อเล็กซ์กลับยังคงท่าทีสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ ชายหนุ่มบังคับแขนขวาของหุ่นให้ยกขึ้นในทิศทางเดียวกับที่เข่อซิงทะยานมา แสยะยิ้มเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก
“คนที่ต้องตายคือเจ้าต่างหาก”
ประโยคนี้ทำให้เข่อซิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นึกสงสัยว่าเจ้าหนุ่มนี่พล่ามอะไรของมัน ความตายอยู่ตรงหน้าแล้วยังจองหองอวดดีไม่เลิก ทว่ายังไม่ทันที่ความสงสัยจะกระจ่าง คำตอบก็พุ่งเข้าหาเข่อซิง โดยที่ตัวเขาก็คาดไม่ถึงแม้แต่น้อย
ฉับ!
คำตอบที่ว่าคือกงจักรยักษ์ ที่รู้ตัวอีกทีก็พุ่งเข้าตัดร่างเข่อซิงขาดเป็นสองท่อนจากทางเบื้องหลังแล้ว เกิดเป็นภาพน่าสยดสยอง ฝั่งหนึ่งตั้งแต่ศีรษะถึงเอว อีกฝั่งเอวถึงเท้า ลอยละลิ่วไปคนละทิศละทาง โลหิตแดงฉานพุ่งกระฉูด มีส่วนหนึ่งสาดกระเซ็นอาบย้อมกระจกห้องบังคับหุ่นจนกลายเป็นสีแดงฉาน บดบังทัศนวิสัย จนอเล็กซ์ต้องกดปุ่มปัดกวาดมันออก
เหตุที่กรงจักรดาบยักษ์ซึ่งโคจรเป็นรัศมีวงกลมตามแรงเหวี่ยง กลับพลิกผันออกนอกเส้นทาง พุ่งเข้าตัดร่างเข่อซิงขาดเป็นสองท่อน นั่นก็เพราะที่ดาบยักษ์กับตัวหุ่นเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยระบบดังกล่าวสามารถเปิดปิดได้อย่างอิสระ นี่คืออานุภาพของสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยี ที่เข่อซิงไม่มีทางล่วงรู้แม้แต่น้อย
นับตั้งแต่วินาทีที่แลเห็นเข่อซิงใช้เคล็ดวิชาวารีจำแลงกาย แผนการนี้ก็ผุดขึ้นมาในสมองอเล็กซ์ทันที ที่เหลือก็แค่ต้องล่อเหยื่อให้มาตกหลุมพรางที่วางเอาไว้ ใช้ Boomerang Sword โดยที่มั่นใจว่าเข่อซิงจะต้องตอบโต้กลับด้วยการโจมตีระยะประชิด
เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน สิ่งที่อเล็กซ์ต้องทำเพียงเปิดระบบแม่เหล็ก ดึงดูดดาบยักษ์ที่ขณะนั้นทำหน้าที่เป็นกงจักรสังหาร กลับเข้ามือหุ่น และแน่นอนว่าก่อนที่จะจุดหมาย ย่อมต้องเคลื่อนผ่านเข่อซิงจากเบื้องหลัง บดขยี้ร่างขาดเป็นสองท่อน ก่อนที่เจ้าเมืองไคชุนจะรู้ตัวว่าความตายได้มาเยือนแล้วเสียอีก ปิดฉากศึกครานี้ด้วยชัยชนะอันเหี้ยมโหดไร้ปรานี
หลังคว้าชัยชนะ หุ่นเหล็กยืนแน่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เนื่องเพราะภายในห้องบังคับ อเล็กซ์กำลังนั่งทอดถอนใจ แม้เขาจะยัดเยียดความตายให้อีกฝ่ายได้สำเร็จ ทว่าศัตรูคราวนี้ก็ตึงมือไม่น้อย หากไม่ใช่เพราะไหวพริบในเสี้ยวพริบตา ไม่แน่ว่าฝ่ายที่ต้องจมกองเลือดอาจเป็นเขา ในโลกพิศวงที่ขับเคลื่อนด้วยพลังปราณเช่นนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มนุษย์ผู้หนึ่งจะสามารถแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าหนึ่งกองพันทหารในโลกที่เขาจากมาเสียอีก
หลายวินาทีพ้นผ่าน อเล็กซ์ตระหนักขึ้นได้ จึงหันมองไปยังบริเวณที่จางเหว่ยใช้เปิดศึกยี่สิบรุมหนึ่งกับเหล่าทหารฝีมือดี ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร พบว่ายามนี้ศึกสัประยุทธ์กำลังจะรูดม่านปิดฉากเช่นกัน โดยที่เขาคงไม่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยแล้ว
แสงจันทร์ที่ส่องลงมา สว่างพอให้เห็นว่าท่ามกลางซากศพเหล่าทหารที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้น จางเหว่ยกำลังเปิดศึกกับนายทหารคนสุดท้ายที่เหลือรอด ฝ่ายจางเหว่ยเนื้อตัวยังคงสะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งบาดแผล มีเพียงเสื้อผ้าบางส่วนขาดวิ่นเท่านั้น ขณะที่อีกฝ่ายโลหิตเปรอะเปื้อนทั่วร่าง และสายตาบอกชัดว่าถอดใจยอมแพ้รอความตายเป็นที่เรียบร้อย
เคล็ดวิชาสุ้มเสียงอสนีบาตยังคงร้ายกาจยากผู้ใดเทียบ แม้กลุ่มทหารฝีมือฉกาจจะระดมเคล็ดวิชาสารพัดโจมตีเข้าใส่ ทว่าด้วยระดับเคล็ดวิชาที่ต่างชั้นกันเกินไป เช่นเดียวกับพลังปราณที่ก็ราวฟ้ากับเหว ผลลัพธ์คือไม่มีเคล็ดวิชา หรือการโจมตีกระบวนใดสัมผัสถูกร่างจางเหว่ยที่พลิ้วไหวไปมาด้วยความเร็วปานอสนีบาตได้เลย
เมื่อคมกระบี่อสนีจันทราเข้าเฉือนคอทหารผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย โลหิตพุ่งกระจาย ร่างล้มลงแน่นิ่งกับพื้น ก็เท่ากับว่าศึกหนึ่งต่อยี่สิบครานี้ได้ผู้ชนะแล้ว
เก็บกระบี่เข้าฝัก ยืนแน่นิ่งท่ามกลางซากศพอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจางเหว่ยสืบเท้ามุ่งตรงมาทางอเล็กซ์ พลางใช้สายตากวาดสำรวจทั่วบริเวณ เมื่อระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ก้าว จึงตะโกนก้อง
“พวกเจ้าสองคนที่หลบอยู่ ออกมาได้แล้ว ต้องรีบหนีไปจากที่นี่โดยเร่งด่วน ก่อนที่เข่อซิงจะยกกองทัพสนับสนุนตามมาที่นี่ กำลังทหารที่ประจำการในเมืองไคชุนมีนับหมื่น ต่อให้เป็นข้าก็จัดการไม่ไหวแน่”
ยังไม่ทันที่ฮันเตอร์กับลี่กันจะโผล่พ้นมาจากที่ซ่อน อเล็กซ์พลันสวนถามทันควัน คิ้วขมวดมุ่นด้วยความสงสัย “นี่เจ้าเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า เข่อซิงน่ะ ข้าจัดการมันจนขาดสองท่อนไปแล้ว จะมีปัญญาที่ไหนกลับไปเรียกกองทัพมาสนับสนุนได้”
“ที่เข้าใจผิดน่ะมันเจ้าต่างหาก หากเจ้าสังหารมันแล้วจริง บอกข้าทีมันศพมันอยู่ตรงไหน”
สดับเช่นนั้น อเล็กซ์เหมือนฉุกคิดสิ่งใดขึ้นได้ รีบหันไปมองบริเวณที่ควรจะมีร่างท่อนบนของเข่อซิงวางแน่นิ่งอยู่ ก่อนที่จะพบเพียงความว่างเปล่ากับน้ำสีแดงกองหนึ่ง ไร้ซึ่งชิ้นส่วนมนุษย์ใด ๆ
วินาทีนั้นทุกอย่างพลันกระจ่าง อเล็กซ์โมโหเลือดขึ้นหน้าจนแทบอยากตีอกชกตัว เขาที่มั่นใจในไหวพริบและความฉลาดมาโดยตลอด คราวนี้โดนต้มเสียเปื่อย ศึกที่คิดว่าชนะราบคาบ พลิกกลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง
“เข่อซิงแม้มันจะชั่วช้า ทว่าก็ฉลาดเป็นกรดเช่นเดียวกัน ผ่านสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน และศึกครั้งนี้เมื่อรู้ตัวว่ายากที่เอาชนะ เจ้านั่นก็ย่อมไม่เสี่ยง ใช้เคล็ดวิชาวารีจำแลงกาย หลบหนีออกไปอย่างแนบเนียน เคล็ดวิชานี้ของมันร้ายกาจถึงขนาดที่ว่าสามารถควบคุมร่างจำแลงจากระยะไกลหลายร้อยเมตรได้อย่างอิสระแม้จะเพียงชั่วครู่ อีกทั้งยังทำให้วารีที่ไหลเวียนในร่างจำแลงกลายเป็นสีแดงคล้ายโลหิตเพื่อตบตาได้ด้วย และเจ้าก็เป็นเหยื่อมันเสียแล้ว”
ไม่กล่าวตอบอันใด อเล็กซ์เพียงนั่งกำหมัดพลางครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ภายในห้องควบคุม ชั่วครู่หนึ่งผ่านไป เมื่อแลเห็นว่าฮันเตอร์กับลี่กันเดินมาจวนถึงจุดที่เขายืนอยู่แล้ว จางเหว่ยจึงเอ่ยขึ้นอีกรอบ
“ตอนนี้ทหารคงวางกำลังปิดเกาะไคชุนแห่งนี้ไว้แล้วเป็นแน่ แต่ข้ายังพอมีทางหนีทีไล่อยู่ ทุกคนตามข้ามา”
เหมือนเป็นประโยคธรรมดาประโยคหนึ่ง แต่สิ่งที่เหลือเชื่อคือเมื่อกล่าวจบ สถานการณ์พลันพลิกผันอีกคำรบหนึ่ง เมื่อคมดาบยักษ์ที่ใช้ฟาดฟันศัตรูมาโดยตลอด ยามนี้อเล็กซ์กลับยกมันชี้ไปที่จางเหว่ย ผู้ที่เปรียบเสมือนสหายเพียงหนึ่งเดียวของเขาในโลกพิศวงนี้ ระยะระหว่างคมดาบกับร่างจางเหว่ยห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว หากขยับเพียงนิดก็ปลิดชีพเขาได้ทันที!