แม้จะออกคำสั่งให้ถอยทัพแล้ว ทว่าทัพอสูรแคว้นอวิ๋นที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจกวาดล้างศัตรูอย่างย่ามใจ ย่อมต้องพาตนเองมาอยู่ใจกลางวงล้อมของซากศพ จู่ๆทัพศัตรูกลับฟื้นคืนชีพเช่นนี้ แคว้นอวิ๋นย่อมไม่อาจถอนตัวได้โดยง่าย
โครงกระดูกสัตว์อสูรเหล่านั้นไม่ต่างจากที่คาดเอาไว้ พวกมันทรงพลังอย่างร้ายกาจ ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทั้งยังมีปราณสูงกว่าเดิมหลายเท่า พวกมันเคลื่อนพลเข้าหาทัพแคว้นอวิ๋นที่อยู่ตรงกลางสนามรบ โดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากผู้ใด มีเพียงสัญชาตญาณแห่งการเข่นฆ่าเท่านั้น
สัตว์อสูรจากแคว้นอวิ๋น จู่ๆเห็นโครงกระดูกนับแสนตนฟื้นคืนชีพ ก็แตกตื่นไปนานแล้ว โดยเฉพาะอสูรระดับล่างที่เดิมถูกกันไว้วงนอก เมื่อถูกกรงเล็บกระดูกอันทรงพลังตะปบ ร่างของพวกมันกลายเป็นก้อนเนื้อแหลกเหลว ล้มตายลงอย่างรวดเร็ว
สัตว์อสูรชั้นสูงบางตัวพยายามทดลองโจมตีใส่ร่างโครงกระดูกสัตว์ร้าย จนอวัยวะภายในของมันแตกกระจาย ทว่ากระดูกนั้นราวกับถูกเชื่อมกันด้วยเหล็กกล้า.. พวกมันยังคงเคลื่อนไหวได้แม้ถูกทำลายหัวใจและมันสมอง !
ถูกล้อมฆ่าโดยสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจตายได้ ศึกครั้งนี้ย่อมไม่มีทางเอาชนะ สัญชาตญาณแห่งความกลัวตาย ทำให้พวกมันเริ่มดิ้นรนหลบหนีอย่างไร้สติ .. เมื่อกระบวนทัพอสูรแคว้นอวิ๋นแตกกระจายออกไปคนละทิศ การล้อมสังหารก็ยิ่งง่ายดายและรุนแรงมากขึ้น เพียงชั่วอึดใจทัพอสูรแคว้นอวิ๋นก็ล้มตายไปเกินกว่าครึ่ง
เสียงคำรามอย่างเจ็บปวด และกลิ่นโลหิตของพวกพ้องยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ โม่เจี้ยนที่อยู่ใจกลางวงล้อมกัดฟันแน่น บอกตนเองให้ตั้งสติไว้ ยามออกคำสั่งให้เหล่ามหาอสูรเปิดทางนำทัพที่เหลือหลบเข้ากำแพงเมืองไป ส่วนตนเองยอมรั้งท้าย เพื่อปกป้องพวกมัน ด้วยฝีมือของครึ่งอสูรเช่นเขา และเหล่ามหาอสูร ชั่วขณะหนึ่งจึงสามารถรั้งทัพอสูรกายพวกนั้นไว้ได้
ทว่าการโจมตีจากร่างไร้จิตสำนึกนับแสนตน ช่างรุนแรงและบ้าคลั่ง ทั้งยังหลั่งไหลมาจากทุกทิศทาง … สุดท้ายทัพอสูรของแคว้นอวิ๋นมีเพียงสองส่วนเท่านั้นหลบหนีไปได้ ทว่าโม่เจี้ยนและมหาอสูรส่วนใหญ่ยังคงตกอยู่ใจกลางวงล้อมของศัตรู…
สิ่งมีชีวิตที่เหลือเพียงไม่กี่ร่าง…. กลับยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณสังหารของสัตว์อาถรรพ์ … กลางวงล้อมของโครงกระดูกนับแสนนั้น มหาอสูรจากกลุ่มของโม่เจี้ยนกำลังล้มตายลงไป.. ไม่เว้นแม้กระทั่งวานรแขนเหล็ก รองแม่ทัพของโม่เจี้ยนผู้นั้น… ร่างของมันเพิ่งถูกคมเขี้ยวขนาดยักษ์ของสัตว์ตระกูลจระเข้ งับจนขาดเป็นสองท่อน !
นั่นเป็นยามเดียวกับที่มู่เชียนเพิ่งเสร็จศึกบนท้องฟ้า …หญิงสาวมองลงมาเห็นศิษย์พี่ของนาง และมหาอสูรที่เหลือเพียงสิบกว่าร่างกำลังตกอยู่ในอันตราย
โม่เจี้ยนเห็นวานรคนสนิทของตนตายลงตรงหน้า ด้วยความโกรธพลันระเบิดปราณของจิ้งจอกเจ็ดหางออกมา ดวงตาสีฟ้าซีดเปลี่ยนเป็นสีขาว ปราณธาตุลมมหาศาลวิ่งวนรอบร่าง จนก่อกำเนิดเป็นพายุหมุนลูกใหญ่
“ครอบอสูร !!” ครึ่งอสูรหนุ่มผนึกมือสองข้างเข้าด้วยกัน พร้อมกับควบคุมพายุปราณก้อนนั้นให้เปลี่ยนเป็นครอบแก้วสีขาวขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่กว่าสิบลี้ของสนามรบทั้งหมด ครอบแก้วนั้นวาดลงมาบนร่างของอสูรนับแสน ทำให้พวกมันทั้งหลายไม่อาจขยับตัวได้ชั่วคราว
เหล่าอสูรรอบกายนายทัพมีสีหน้ายินดี.. “ท่านแม่ทัพเยี่ยมมาก..!” ยามนี้พวกมันพบทางรอดได้ จึงแทบอยากจะหันกลับมาเลียร่างผู้เป็นนายด้วยความรักสักยก
ทว่าเมื่อหันกลับมา ก็พบว่าร่างสูงของแม่ทัพใหญ่ทรุดฮวบลงกับพื้น.. สีหน้าซีดขาว ลมหายใจถี่กระชั้น สีหน้าอดกลั้นอย่างมาก
“ข้า.. หยุดพวกมัน..ได้ไม่นาน ..รีบไป” เสียงทุ้มเอ่ยกระท่อนกระแท่น เขี้ยวเล็กที่มุมปากขบกันจนเลือดซึม..
เหล่าสมุนอสูร เห็นผู้เป็นนายในสภาพนี้เป็นครั้งแรกก็นึกหวั่นวิตกในใจ กิ้งก่าหยกคนสนิทอีกผู้หนึ่ง รีบเข้ามาพยุงร่างของนายตนไว้ คิดจะพาออกไปด้วยกัน ทว่าโม่เจี้ยนกลับสะบัดแขนออกอย่างรวดเร็ว
“ข้าไปไม่ได้..“ โม่เจี้ยนเอ่ยเสียงเย็น ครอบอสูรพวกนี้ต้องมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง
“ท่านแม่ทัพ..!” เหล่าอสูรทั้งหลายรู้ว่าเขาเจตนาสละชีวิตเพื่อแลกโอกาสหนี ต่างก็มีท่าทางลนลาน
“ท่านไม่ไป พวกข้าก็ไม่ไป ..” เหล่าสัตว์อสูรล้วนเป็นเช่นนี้ แม้ช่วงแรกคิดลองดี ท้าทาย ทว่าหากได้ความจงรักภักดีจากพวกมันแล้ว มันก็ยินดีสละชีวิตเพื่อท่าน
โม่เจี้ยนมองอสูรของตนด้วยประกายตาที่อ่อนลง ทว่าด้วยสถานการณ์คับขันนี้ เขารู้ดีว่าเขาไม่อาจหยุดอสุรกายจำนวนมากเช่นนี้ได้นาน ประมาณเวลาที่เหลือคงไม่เกินสามลมหายใจเท่านั้น …
“ฝากดูแลนายหญิงมู่แทนข้าด้วย..” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา เขารวบรวมปราณธาตุลมทั้งหมดที่มีสร้างเป็นเวทย์พายุ พัดส่งมหาอสูรสิบกว่าตนที่อยู่ข้างกาย ปลิวข้ามวงล้อมของสัตว์ร้ายเหล่านั้นจนข้ามกำแพงเมืองไป
โม่เจี้ยนมองส่งพวกของตนด้วยสีหน้าโล่งใจ ยามนี้ปราณอสูรทั้งหมดของเขาหมดลงแล้ว ครึ่งอสูรหนุ่มเปลี่ยนร่างมนุษย์อีกครั้ง ก่อนร่างทั้งร่างจะเอนล้มลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
เหล่าอสูรกายระดับสูงส่วนใหญ่ ค่อยๆหลุดจากมนตร์ครอบอสูรของโม่เจี้ยน พวกมันบางส่วนพยายามเคลื่อนกายเข้าหาร่างสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่อย่างมุ่งร้าย ยามที่กระโหลกขนาดใหญ่ของอสูรตนหนึ่งอยู่อยู่ห่างจากร่างชายหนุ่มไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน…. ดวงตาสีฟ้าซีดปิดลงอย่างหมดแรง ….เขาไม่อาจขยับกายได้อีกแล้ว
“เสี่ยวจิ้ง รีบลงไปเร็วเข้า !!” มู่เชียนร้องตะโกนเสียงสั่น ..ก่อนจะพาร่างมังกรยักษ์ร่อนลงมากลางฝูงโครงกระดูก ห่างจากโม่เจี้ยนไม่ไกล ซากกระดูกอสูรในบริเวณนั้นถูกซัดกระเด็นออกไป ถึงยามนี้พวกมันส่วนใหย่ยังคงถูกตรึงนิ่งราวกับเป็นเพียงรูปปั้น มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งรีบพุ่งกายฝ่าร่างที่ถูกตรึงไว้ เข้าหาโม่เจี้ยนที่ใจกลางวงล้อมด้วยความกระวนกระวายที่สุดในชีวิต
“ศิษย์พี่..!” ได้ยินเสียงหวานคุ้นหูตะโกนอย่างร้อนรนอยู่ไม่ไกล โม่เจี้ยนพยายามเปิดตาขึ้นอย่างยากลำบาก เขาปรารถนาอยากเห็นศิษย์น้องของตนผู้นั้นเป็นครั้งสุดท้าย ทว่ากลับไม่อาจทำได้.. มุมปากชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน
‘อย่างน้อยก็ยังได้ยินเสียงเจ้า… ’ สิ้นเสียงคำรามของสัตว์ร้าย โม่เจี้ยนพลันรู้สึกถึงความวูบไหว ก่อนที่ร่างกายของเขาจะดำดิ่งลงสู่ความมืด ….
ใจกลางวงล้อมพลันปรากฏเสียงสัตว์ร้ายคำรามเสียงระเบิดดังกึกก้อง… กว่ามู่เชียนและเสี่ยวจิ้งจะถลาร่างมาถึงบริเวณที่โม่เจี้ยนอยู่ … ก็เหลือเพียงซากอวัยวะที่ปะปนกันของสัตว์อสูรหลากหลายสายพันธุ์เท่านั้น
พริบตานั้นปราณมหาศาลก็ระเบิดออกจากร่างมู่เชียน ดันเหล่าโครงกระดูกบริเวณนั้นกระเด็นออกไปหลายสิบจ้าง….. ด้วยความบีบคั้นทางอารมณ์ ทำให้นางสามารถก้าวเข้าสู่จ้าวยุทธ์ระดับสูงทันที…..
เหล่าโครงกระดูกทั้งหลายถูกราชันย์อสูรเช่นเสี่ยวจิ้งตะปบกวาดจนร่างแตกสลาย ชั่วอึดใจ รัศมีสิบจ้างรอบกายของนางก็ไม่มีสิ่งรบกวนใดอีกแล้ว… ทว่านางกลับไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น
มู่เชียนที่เพิ่งบรรลุขั้นได้ยังคงนั่งนิ่งอยู่บริเวณที่ว่างเปล่านั้น .. น้ำตาหยดหนึ่ง ไหลลงบนพื้นที่ชุ่มด้วยเลือด ผสมปนเปจนเปลี่ยนเป็นสีแดงใส.. ก่อนที่หยดต่อไปจะร่วงลงมาเป็นสาย
“ศิษย์พี่” เสียงแผ่วระโหยของหญิงสาวดังลอดออกมาจากริมฝีปากบางเป็นคำแรก .. หลังจากนิ่งงันไปหลายอึดใจ แน่นอนว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับ
‘ศิษย์พี่โม่ของนาง จากไปแล้วหรือ…?’ มู่เชียนยังไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง
ศิษย์พี่ที่ร่าเริง มีรอยยิ้มสดใสให้นางนับแต่วันแรก ศิษย์พี่ที่ชอบลูบหัว ศิษย์พี่เข้าข้าง ศิษย์พี่ที่ทำเพื่อนางโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ศิษย์พี่ผู้นั้นไม่อยู่แล้ว… เส้นน้ำตาใส ไหลพรากออกจากสองตาคู่งาม ภาพความผูกพันระหว่างนางศิษย์พี่น้องยังคงวิ่งวนเวียนอยู่ในสมอง
มือของลวี่ซานถงยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดให้ “นายหญิงเช็ดน้ำตาเถิด ไม่มีอันใดแล้ว” มู่เชียนไม่ได้รับมา ทว่านางหันไปหาเทพอสูรจิ้งจอกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ภาพที่เห็นนั้นทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักนิ่ง.. ร่างของโม่เจี้ยนนอนสงบอยู่ด้านหลังนาง.. ข้างกายเขามีจื่อฮั่วที่ยามนี้กลายร่างเป็นผีซิวขนาดตัวเท่าลูกม้ายืนอยู่อย่างโดดเด่น
“ท่านแม่..จื่อฮั่วทำดีหรือไม่ ?” ดวงตาสีชมพูของสิ่งมีชีวิตคล้ายเสือขนาดใหญ่ ยังคงใสกระจ่าง น้ำเสียงอ้อแอ้ไม่ต่างจากเด็กหญิงวัยห้าขวบ มู่เชียนนิ่งอึ้งไปสองสามลมหายใจ ก่อนจะรีบถลันไปตรวจอาการของโม่เจี้ยน
แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาอีกครั้ง ลมพัดผ่านพากลิ่นโลหิตและสาบสางที่เริ่มคุ้นเคยเข้าสู่โสตประสาท โม่เจี้ยนลืมตาขึ้น พบกับดวงตาสีน้ำตาลที่มองมองอย่างร้อนรน ปราณโอสถสีทองสลับขาวจากมือของนางส่งเข้ามาในร่างของเขาไม่หยุด
“ศิษย์พี่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?” มู่เชียนหยุดมือลงเมื่อเห็นดวงตาสีฟ้าซีดเปิดออกอีกครั้ง มือเล็กรีบส่งโอสถคืนปราณระดับห้าให้เขาถึงปาก โม่เจี้ยนอ้าปากรับโอสถนั้น ขณะจดจ้องนางไม่วางตา สีหน้าเขาดูงุนงงอย่างมาก ไม่รู้ว่าตนรอดชีวิตมาได้อย่างไร
ยามนี้เขานอนอยู่บนหลังของเสี่ยวจิ้ง เบื้องล่างนั้นโครงกระดูกสัตว์ร้ายนับแสนยังคงเดินวนเวียนอยู่รอบด้านอย่างงุ่นง่าน ไม่เข้าใจว่าเป้าหมายของพวกมันจู่ๆหายไปได้อย่างไร
มู่เชียนกวาดดวงตาลงมองสัตว์อสูรเหล่านั้นด้วยดวงตาแข็งกร้าว นึกถึงที่ศิษย์พี่ของนางเกือบต้องตายภายใต้ฝูงโครงกระดูกสัตว์ร้าย ดวงตาสีน้ำตาลพลันมีประกายสีแดงวาบผ่าน… หญิงสาวระเบิดปราณธาตุไฟในร่างทั้งหมดออกไป “เพลิงประทับโลกันตร์ !”
ปราณในร่างของนางยามนี้ไม่แพ้ระดับมหายุทธ์ระดับสูง ทั้งยังถูกผสานกับปราณไฟจากเทพอสูรในร่าง เมื่อการโจมตีกระทบลงบนซากโครงกระดูกเหล่านั้น จึงสามารถหลอมละลายพวกมันลงได้อย่างง่ายดาย หญิงสาวเหินร่างขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวจิ้ง
ทว่าด้วยความสามารถของนาง ที่ทำลายร่างเหล่านั้นได้เพียงคราวละสามหรือสี่ตัวเท่านั้น หากคิดจะทำลายทั้งกองทัพ คงใช้เวลาทั้งคืนทั้งวันเป็นแน่
ลวี่ซานถงกระทืบเท้าลงบนหลังเสี่ยวจื้งคราวหนึ่ง เจ้ามังกรน้อยร่างใหญ่จึงพลันนึกขึ้นได้.. มันเริ่มพ่นไฟออกมาบ้าง ปราณจากเทพอสูรของแท้ช่างแตกต่าง ทั้งเป็นถึงระดับราชันย์ที่แท้จริง คราวหนึ่งสามารถกำจัดโครงกระดูกด้านล่างได้นับร้อย เพียงไม่นานก็สามารถกำจัดโครงกระดูกทั้งหมดได้ …
จนกระทั่งเบื้องล่างไร้เงาสิ่งมีชีวิตใด ทั่วทั้งสนามรบเหลือเพียงพื้นดินราบเรียบ และมีเพียงเขม่าควันสีดำเท่านั้น มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งจึงหยุดมือ
“สัตว์พวกนี้มันอะไรกัน เหตุใดมาอยู่กับแคว้นลู่ ?” มู่เชียนเอ่ยอย่างสงสัย ก่อนจะนึกขึ้นได้หันกลับไปหาร่างของลู่เหวินหลาง ทว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนาน รัชทายาทหุ้มทองผู้นั้นย่อมหนีไปไกลแล้ว
“แคว้นลู่ของเจ้า ข้าต้องไปเยี่ยมเยียนให้ได้ !” มู่เชียนเอ่ยอย่างอาฆาต ก่อนจะมองไปยังสนามรบด้านล่างอีกครั้ง บรรยากาศของความตายลอยกรุ่นอยู่เบื้องล่าง นึกถึงสิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์นับแสนที่ต้องตายจากไป ก็รู้สึกหม่นหมองนัก …. “สงครามครั้งนี้สร้างความสูญเสียมากเกินไปแล้ว”
มู่เชียนในทั้งสองภพล้วนสนิทสนมกับสัตว์ และต้นไม้ สำหรับนางสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีความบริสุทธิ์ในจิตใจอย่างมาก ทุกการกระทำของพวกมัน เพียงเพื่อการดำรงชีวิตเท่านั้น
มนุษย์เสียอีก ที่จิตใจมีแต่กิเลสอันมืดดำ… สงครามทุกครั้งล้วนเกิดขึ้นเพราะจิตใจสกปรกของมนุษย์
ลวี่ซานถงเข้าใจจิตใจนาง ในมือของเขาปรากฏขวดหยกใบหนึ่ง มู่เชียนคุ้นๆว่านี่คืออาวุธระดับฟ้าชิ้นหนึ่งในคลังอาวุธของตน
“นี่คือขวดบรรจุวิญญาณ มีไว้ใช้เก็บวิญญาณเพื่อรอการเกิดใหม่ ยามนี้พวกมันเพิ่งตายลงไปวิญญาณส่วนใหญ่ยังวงเวียนอยู่บริเวณนี้ เราสามารถเก็บรวบรวมมันได้”… มู่เชียนมองอย่างเขาสลับกับขวดใบนั้นอย่างงุนงง
“วันหนึ่งเมื่อท่านบรรลุระดับธิดาเทพยุทธ์แล้ว ค่อยสร้างร่างบรรจุวิญญาณใหม่ คืนชีพให้พวกมัน”
“ทำได้จริงหรือ ?” หญิงสาวสลัดความหม่นหมองทิ้ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเปล่งประกายสดใสอีกครั้ง
“แน่นอนสิ…” เสี่ยวจิ้งเอ่ย “ข้าบอกแล้วว่า ธิดาเทพผู้ครองมิติ สามารถทำสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่อย่าบรรลุเป็นเซียนไปก่อนแล้วกัน มิเช่นนั้นปราณของเจ้าย่อมเป็นเช่นเทพบิดา ไม่อาจส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในมิติแห่งนี้ได้อีกต่อไป”
หลังจากนั้นเสี่ยวจิ้งพานางร่อนไปทั่วบริเวณสนามรบเพื่อเก็บวิญญาณของสัตว์อสูรที่ยังหลงเหลืออยู่ จนกระทั่งกลิ่นอายของวิญญาณเบาบางลงจึงหยุดมือ
“น่าจะหมดแล้วล่ะขอรับ..” ลวี่ซานถงเอ่ยอย่างสุภาพ พลางหลับตาลงใช้ปราณสัมผัสที่เหนือชั้นกวาดมองไปทั่วสนามรบ ทันใดนั้น เทพจิ้งจอกพลันตาเบิกโพลง รีบดึงร่างของมู่เชียนและโม่เจี้ยนกระโดดหลบไปอีกด้านด้วยความรวดเร็ว
วินาทีต่อมา ปราณสีดำสนิทที่ถักทอจนคล้ายตาข่ายตากว้าง พลันร่วงลงมาจากฟ้า… ครอบพันร่างของมังกรเพลิงไว้จนแน่น.. !!
“โฮกกก…!!” เสียงมังกรคำรามลั่นอย่างเจ็บปวด ทำให้มู่เชียนนึกขึ้นได้ ที่แท้โครงกระดูกอสูรเหล่านั้นมีปราณจากกระจกรัตติกาล และปราณวิญญาณเหล่านั้นก็ไม่ได้ไปไหน มันค่อยๆรวมตัวกันอย่างช้าๆในยามเผลอ จึงเข้าจู่โจมสิ่งมีชีวิตที่เป็นปฏิปักษ์ของพวกมัน นั่นคือเหล่าเทพอสูร
ปราณจากกระจกรัตติกาล เป็นสิ่งเดียวที่สามารถกัดกร่อนปราณของเทพอสูรได้ ยิ่งคราวนี้ถูกรวมจากวิญญาณนับแสนจึงรุนแรงกว่าครั้งที่หน้าหมู่ตึกพฤกษาไม่รู้กี่เท่า เสี่ยวจิ้งถูกแหนั่นคลุมร่างเอาไว้ จึงสร้างบาดแผลและความเจ็บปวดให้เทพมังกรเพลิงอย่างรุนแรง
“เสี่ยวจิ้ง !!” มู่เชียนและเทพจิ้งจอกเหินร่างเข้ามามังกรเพลิงอย่างร้อนใจ ยามนี้ตาข่ายนั้น เริ่มรัดแน่นขึ้น จมดิ่งลงในเกล็ดสีแดงของเสี่ยวจิ้ง ควันจากการเผาไหม้ลอยขึ้นมาจากแผลเหล่านั้น พร้อมกับรอยแตกที่ปรากฏของเนื้อหนังมังกรเทพ
มู่เชียนรีบรวบรวมปราณอี้เจ๋อไว้ในมือของนาง ร่างบางเหินขึ้นบนร่างของเสี่ยวจิ้ง ตรงเข้ากระชากแหเหล่านั้น จนขาดกระจุย ทว่าด้วยลักษณะของมัน นางกลับไม่สามารถสลายมันในครั้งเดียว ทำได้เพียงค่อยกระชากออกไปทีละตาเท่านั้น
เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดของมังกรใต้ร่างยังคงดังอยู่ ทำให้มู่เชียนยิ่งพยายามเร่งมือ ความทุกข์ทรมานของคนข้างกายที่เกิดขึ้นในวันนี้ สาดซัดเข้ามาในระยะเวลาที่ค่อนข้างกระชั้น… ทำให้หญิงสาวที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่รู้สึกเกินจะรับได้ จิตใจร้อนรนจนน้ำตาแทบไหล
ลวี่ซานถงพยายามเข้าใกล้ ทว่าก็ไม่อาจแตะต้องตาข่ายนั้นได้เช่นกัน จึงได้แต่อาศัยสองมือของมู่เชียนฉีกทึ้งตาข่ายนั้นไปเรื่อยๆ กว่าจะสามารถช่วยเสี่ยวจิ้งออกมาได้… ร่างของมังกรเทพก็สะบักสบอม เต็มไปด้วยบาดแผลทั่วตัว
“ทำไมข้าถึงต้องอยู่ในสภาพนี้อยู่เรื่อย..” เสี่ยวจิ้งโอดครวญขึ้น ขณะที่มู่เชียนถ่ายเทปราณสีทองเข้าเยียวยาร่างของมันที่ถูกแหปราณสีดำสนิทกัดกร่อนจนเกิดรอยไหม้ ด้วยเพิ่งถูกทำร้ายไม่นาน.. การรักษาจึงง่ายดายกว่าครั้งก่อนมาก เพียงไม่ถึงสิบนาทีแผลเหล่านั้นก็หายดีแล้ว
เห็นน้องชายปลอดภัยดี… ลวี่ซานถงพลันอ้าปากตะโกนใส่เสี่ยวจิ้งอย่างหัวเสีย “เจ้าน้องโง่ ไม่รู้จักหลบหรือไร ?”
“ข้าหลบทันที่ไหนเล่า ?”
“นั่นเพราะเจ้าอยู่ในร่างมังกร จึงได้ตกเป็นเป้า ข้าเคยเตือนแล้วใช่หรือไม่ ยามสู้รบใช้ร่างมนุษย์จะคล่องตัวกว่า”
“เหอะ..ร่างมนุษย์ใช่หรือไม่ !” มังกรเพลิงตวัดเสียง เปลี่ยนร่างเป็นหนุ่มน้อยผมแดง ก่อนจะหันหลังให้พี่ชาย “รบกวนพี่สามช่วยแสดงน้องหกดูที ..ในร่างนี้พวกท่านจะขี่หลังข้ากันเช่นไร ?!”
ลวี่ซานถงนิ่งอึ้งไป … เมื่อครู่เขาไม่ทันคิดเรื่องนี้จริงๆ เสี่ยวจิ้งเห็นผู้เป็นพี่ไร้วาจา ยิ่งรู้สึกได้โอกาส “ยังมีอีก วิหคอสูรพวกนั้น ใช้หางทั้งเก้าของท่านเกี่ยวลงมาบนพื้นได้หรือไม่ ?”
ราวกับยังอาละวาดไม่สะใจ .. มังกรหนุ่มเดินไปหันหลังย่อกายลงเบื้องหน้ามู่เชียน เอ่ยเสียงขุ่นว่า “เจ้าด้วย..มาๆ แสดงให้ข้าดูที !”
“ซานถง อย่าว่าเสี่ยวจิ้งอีกเลย..” มู่เชียนตรงเข้าไปกอดคอหนุ่มผมแดงเอาไว้.. เมื่อครู่นางเห็นเขาถูกจับไว้ ทั้งยังถูกปราณนั่นทำร้ายก็ใจหายอย่างมาก.. แผลไหม้รอยหนึ่งที่ปรากฏบนใบหน้าหน้าสวยหวานนั่นยังไม่หายดีเลย
หนุ่มน้อยเสี่ยวจิ้งถูกผู้เป็นนายกอดเอาไว้ รับรู้ถึงความห่วงใย.. ท่าทางหงุดหงิดจึงอ่อนลง .. ไม่คิดอาละวาดอีกแล้ว
“หึหึ….” เสียงหัวเราะปริศนาพลันดังแว่วมาจากท้องฟ้าทางทิศเหนือ ชั่วพริบตาเดียวเหนือศีรษะของพวกนาง ก็ปรากฏร่างสามร่างในชุดคลุมสีดำลอยนิ่งอยู่
มู่เชียนเงยหน้ามองคนกลุ่มนั้นด้วยความตกใจ มีเพียงผู้สำเร็จราชันย์ยุทธ์เท่านั้นที่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้ … ทว่าที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า ก็คือบนชุดคลุมสีดำนั่น มีสัญลักษณ์ดวงตาประหลาดประดับอยู่ !!
“ดูเหมือนว่าอสูรรัตติกาลเหล่านั้น สร้างความตื่นเต้นให้พวกเจ้าได้ไม่น้อยใช่หรือไม่ ?” หนึ่งในร่างสีดำนั้นเอ่ยขึ้น..