เล่มที่2 บทที่41ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่
แม้จั่วเฉินจะพูดจาไม่น่าฟังอีกทั้งยังไม่สุภาพ ทว่าเย่เชียนตี้ย่อมฟังความหวังดีที่แฝงอยู่ในนั้นออก
เย่เชียนตี้มองจั่วเฉินด้วยความตะลึงอยู่นานเขารู้สึกเหมือนเพิ่งจะรู้จักอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เย่เชียนตี้จึงค่อยถามออกมา
“เจ้า...เจ้าบอกว่าปลุกพลังเป็นครั้งที่สองอย่างนั้นหรือ”
“ไร้สาระ ข้าคุณชายฝึกฝนอย่างยากลำบากมานับสิบปีก็เพื่อวันนี้เถอะ”จั่วเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ทุกคนล้วนมีความเหนื่อยยากด้วยกันทั้งนั้นแต่ทำไมจะต้องเก็บมาเป็นทุกข์ให้ส่งผลต่อทั้งชีวิตด้วยเล่า ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขทุกวันไม่ดีกว่าหรอกหรือ คนเราต้องรู้จักปล่อยวาง เจ้าเอาแต่ทำหน้านิ่งเก็บเงียบทั้งวันไม่กลัวอัดอั้นจนตายหรือ...”
“...เย่เชียนจ้านแข็งแกร่งมากเลยหรือไร หากตอนนี้ยังเอาชนะไม่ได้ เช่นนั้นอีกหนึ่งปีเล่า? หากยังไม่สามารถเอาชนะได้อีก แล้วอีกสองหรือสิบปีต่อจากนี้เล่า?” พูดจบ จั่วเฉินก็มองเย่เชียนตี้โดยไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก
ผ่านไปครู่หนึ่งสีหน้าของเย่เชียนตี้ก็ค่อยๆ ดีขึ้น สายตาที่มองจั่วเฉินก็อบอุ่นขึ้นด้วยเช่นกัน
“ตั้งใจฝึกฝนให้ดีเถอะวันหน้าหากมีเรื่องอะไรก็บอกข้าได้” จั่วเฉินตบบ่าของเย่เชียนตี้
“ใครใช้ให้ข้าคาดหวังในตัวเจ้าเล่า”เย่เชียนตี้กลอกตา “ก่อนหน้านี้คนที่กล้าตบบ่าข้าล้วนถูกข้ากระทืบตายหมดแล้วนะ”
“ใช่หากใครมันกล้ามาหาเรื่องก็กระทืบให้ตายนั่นแหละถูกแล้ว” จั่วเฉินหัวเราะ “ไม่พอใจก็ลุยเลยทำไมต้องเก็บเงียบไว้ในใจด้วย”
ระหว่างที่ทั้งสองคุยกันจู่ๆ ม่านตาของจั่วเฉินก็หดเล็กลง
“เป็นอะไร?” เย่เชียนตี้ถามด้วยความแปลกใจ
“มีคนมา” จั่วเฉินตอบเสียงราบเรียบก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ห้องของจั่วเฉินกับเย่เชียนตี้ถูกคนกลุ่มหนึ่งล้อมเอาไว้คนกลุ่มนี้มีจำนวนนับสิบคน ต่างก็ยืนนิ่งด้วยท่าทีหยิ่งผยองและแข็งกร้าว
“เย่เชียนตี้เล่า”
มีบางคนถามขึ้นทันทีที่เห็นจั่วเฉินเดินออกมา
“หืม? ไม่ได้มาหาข้าหรอกหรือ”
จั่วเฉินรู้สึกประหลาดใจ แต่ไหนแต่ไรเขาก็มีเรื่องเข้ามาไม่หยุดหย่อนคิดไม่ถึงว่าคนพวกนี้จะมาหาเย่เชียนตี้
ดูท่าจะมาหาเรื่องเสียด้วย
เย่เชียนตี้เดินตามจั่วเฉินออกมาแม้ก่อนหน้านี้เขาจะบาดเจ็บสาหัส ทว่าตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว เพียงแค่ยังดูอ่อนแรงอยู่เท่านั้นต้องยอมรับว่าร่างจักรพรรดิราชันไม่ธรรมดาจริงๆ ทั้งที่บาดเจ็บหนักขนาดนั้น ทว่าแค่ระยะเวลาสั้นๆกลับหายเองได้เกือบห้าส่วน โดยไม่ต้องอาศัยยาลูกกลอนรักษาใดๆ เลย
เมื่อเห็นกลุ่มคนตรงหน้า สีหน้าของเย่เชียนตี้ก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในทันที
“มาหาข้าทำไม”
“โอ๊ยตายอาการดีขึ้นไม่น้อยเลยนี่ ศิษย์พี่เชียนจ้านพูดไว้ไม่ผิด เจ้านี่ตายยากอย่างกับแมลงสาบแต่ก็ไม่เป็นไร ต่อหน้าพวกข้า ต่อให้เป็นแมลงสาบถ้าไม่ตายก็คงได้ปางตายแน่”
คนหลายสิบคนมองหน้ากันก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมามีท่าทีกำแหงและไม่เห็นอะไรอยู่ในสายตาเลยสักนิด
ที่นี่เป็นที่พักของศิษย์ใหม่ศิษย์คนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์จึงพากันถอยออกไปก่อน พวกเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายพลังอันกล้าแกร่งที่กระจายออกมาจากตัวคนเหล่านี้ซึ่งเป็นระดับพลังที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เกรงว่าคนพวกนี้จะต้องเป็นศิษย์เก่าที่เข้าร่วมสำนักมานานแล้วแน่แถมแต่ละคนยังมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นแปดขั้นเก้าอีก ไม่ใช่ระดับที่พวกเขาจะรับมือได้
“เย่เชียนจ้านยังไม่ยอมรามืออีกหรือ”เย่เชียนตี้เอ่ยเสียงต่ำ
จั่วเฉินไม่ได้พูดอะไร หลังจากได้ยินคำพูดของเย่เชียนตี้ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้เย่เชียนตี้ได้บอกแล้วว่าเย่เชียนจ้านไม่ต้องการให้เขาเข้าร่วมการประลองตารางอันดับวิญญาณดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เย่เชียนจ้านน่าจะไม่ไว้ใจเขา แม้จะไม่กล้าสังหาร แต่ก็ตั้งใจส่งคนมาจัดการเย่เชียนตี้ให้ปางตายชนิดที่ไม่สามารถลงจากเตียงได้ไปอีกหลายเดือน
ตารางอันดับเขียวตารางอันดับวิญญาณ และตารางอันดับทองจะเริ่มในอีกไม่ถึงสองเดือนแล้ว หากเป็นเช่นนั้นเย่เชียนตี้จะต้องไม่สามารถเข้าร่วมการประลองได้แน่
‘ใจคอเย่เชียนจ้านช่างโหดเหี้ยมนักเป็นพี่น้องกันแท้ๆ จำเป็นต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ’ จั่วเฉินครุ่นคิด
หากเป็นเย่เชียนตี้ที่อยู่ในสภาวะสมบูรณ์พร้อมต่อให้สู้คนทั้งหมดไม่ได้ ก็เพียงพอที่จะรับมือได้สักสองสามคน พลังของเย่เชียนตี้น่าจะสูงกว่าหลงซินเย่อยู่หนึ่งขั้นย่อยซึ่งตอนนี้เขาน่าจะมีพลังที่ระดับหลอมรวมขั้นเก้าแล้ว ด้วยพรสวรรค์ของเย่เชียนตี้ จะต้องเอาชนะผู้ฝึกยุทธพลังปราณที่มีระดับพลังต่างขั้นกันได้แน่หรือต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธที่เพิ่งพัฒนาเป็นขั้นเรียกวิญญาณ เขาก็ยังมีโอกาสชนะ
ทว่าตอนนี้เย่เชียนตี้กำลังบาดเจ็บจึงคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก
“เช่นนั้นก็เข้ามา” เย่เชียนตี้เอ่ยขึ้นแม้ตัวเองจะบาดเจ็บอยู่ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนนับสิบแล้วเขากลับไม่เกรงกลัวเลยสักนิด
หลังจากก้าวเท้าออกไป คลื่นพลังที่มองไม่เห็นก็ระเบิดออกจากร่างเย่เชียนตี้ในตอนที่เขาโคจรพลังปราณเต็มพิกัด รอบตัวเย่เชียนตี้ก็ปรากฏลวดลายที่ดูคร่ำครึโบราณซึ่งนั่นคือเอกลักษณ์เฉพาะของร่างจักรพรรดิราชันนั่นเอง
“บาดเจ็บแล้วยังโอหังขนาดนี้รนหาที่ตายแล้ว!”
ศิษย์ผู้หนึ่งถลึงตามองเย่เชียนตี้แววตาแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยม สิ่งที่พวกเขากำลังจะทำในวันนี้คือจัดการเย่เชียนตี้ให้หนัก
ทว่าในขณะที่เย่เชียนตี้ก้าวเท้าออกมาจั่วเฉินเองกลับอมยิ้มแล้วก้าวตามขึ้นมา คล้ายจะยืนขวางหน้าเย่เชียนตี้อยู่เล็กน้อย
“หากปล่อยให้เจ้าถูกคนทำร้ายต่อหน้าต่อตาเช่นนั้นข้าคุณชายคงไม่มีหน้าไปพบเจอใครแล้ว” จั่วเฉินยิ้มพลางมองเย่เชียนตี้ครู่หนึ่ง
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งเดี๋ยวจะเกิดเรื่องยุ่งยากเอา” เย่เชียนตี้ขมวดคิ้ว
จั่วเฉินแบมืออย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเอ่ยขัดคำพูดของเย่เชียนตี้
“เรื่องยุ่งยากหรือ ข้าคุณชายเคยมีเรื่องน้อยตั้งแต่เมื่อไรกัน”
สิ้นเสียง จั่วเฉินก็มองไปยังคนนับสิบเบื้องหน้าก่อนจะกล่าวเย้ยหยันอย่างไม่ยี่หระ
“ก็แค่พวกลูกกระจ๊อกเท่านั้นเป็นถึงศิษย์รุ่นใหญ่ที่เข้าสำนักมานาน กลับคิดจะรวมตัวกันรังแกผู้อื่นหรือ”
“เหอะ ตั้งแต่เมื่อไรที่คนไร้อย่างเจ้ามีสิทธิพูดต่อหน้าพวกข้า?” กลุ่มคนเบื้องหน้าพากันหัวเราะ ก่อนจะมีอีกคนเอ่ยด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม
“ไสหัวไปเจ้าหนูเจ้ายังไม่มีสิทธิมาพูดตรงนี้”
“อย่างนั้นหรือ”
จบคำพูด พลังปราณทั้งหมดก็สาดออกมาจากร่างของจั่วเฉินเคล็ดวิชาบงการอัสนีสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่คนที่พูดเมื่อครู่
พอเห็นจั่วเฉินลงมือเย่เชียนตี้ก็ไม่ยอมแพ้ ร่างจักรพรรดิราชันของเขาพลันสั่นไหว ก่อนที่จะพุ่งตัวเข้าไป
ศิษย์ใหม่จำนวนไม่น้อยตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พวกเขาไม่ได้ตาฝาดใช่หรือไม่ จั่วเฉินกับเย่เชียนตี้เป็นสัตว์ประหลาดหรืออย่างไร ถึงกับกล้ากำแหงต่อหน้าศิษย์เก่ามากมายขนาดนี้ สองคนนี้ไม่เห็นศิษย์เก่าอยู่ในสายตาเลยสักนิดบทจะลงมือก็ลงมือได้เลยหรือ
เย่เชียนตี้ก็ว่าไปอย่าง ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ใหม่ทว่าจั่วเฉินผู้นี้มีพลังแค่ระดับหลอมรวมขั้นหกเท่านั้น ทะเล่อทะล่าเข้าไปเช่นนี้ไม่ใช่รนหาที่ตายหรอกหรือ
ภายใต้สายตามากมายที่จับจ้องมาการต่อสู้ครั้งนี้ก็ได้เปิดฉากโดยสมบูรณ์แล้ว
กลุ่มคนที่เย่เชียนจ้านส่งมาโกรธหนักจนเลือดขึ้นหน้าจึงพากันลงมืออย่างเหี้ยมโหด เดิมเป้าหมายของพวกเขามีแค่เย่เชียนตี้เท่านั้นทว่าตอนนี้ดันมีจั่วเฉินเพิ่มมาอีกคน แต่นั่นก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร อย่างไรเสียคนที่ไม่โดดเด่นเช่นนี้ต่อให้เป็นอะไรไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตทางสำนักย่อมไม่เอาความกับพวกเขาแน่อย่างมากก็แค่ตักเตือนและลงโทษเล็กน้อยเท่านั้น
การยั่วยุพวกเขาที่เป็นศิษย์เก่าเช่นนี้หากไม่จัดการจั่วเฉินให้หนัก วันหน้าพวกเขายังมีหน้าไปพบใครได้อีกหรือ
ตู้ม!
การต่อสู้เริ่มต้นได้ไม่นานจั่วเฉินก็ชกหมัดใส่หน้าอกของคนผู้หนึ่งอย่างแรง ซี่โครงท่อนหนึ่งของเขาแตกร้าวพร้อมกับมีเลือดสดๆทะลักออกมา ก่อนที่จะถูกจั่วเฉินอัดกระเด็นออกไปหลายสิบเมตรและร่วงลงกระแทกกับพื้น
“อะไรน่ะ?!” คนที่ดูอยู่ต่างก็ตกตกตะลึงและหัวใจกระตุก
แม้แต่ศิษย์เก่าที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นแปดก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจั่วเฉินหรือ เป็นไปได้อย่างไร หรือว่าคนผู้นั้นจะเร่งพัฒนาระดับพลังโดยใช้วิธีลัดจึงไม่ได้เรื่องเช่นนี้
ทั่วทั้งลานเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นคนนับสิบล้อมจั่วเฉินกับเย่เชียนตี้เอาไว้แต่กลับไม่มีท่าทีเป็นต่อเลยสักนิดเย่เชียนตี้ที่มีสภาพไม่สมบูรณ์เพราะบาดเจ็บอยู่ก็ว่าไปทว่าจั่วเฉินกลับดุดันราวกับพยัคฆ์ร้าย หลังจากก้าวเท้าออกมาก็ลงมือได้อย่างเหี้ยมโหดดูไม่เหมือนศิษย์ใหม่เลยสักนิด
หากพวกเขาได้เห็นฉากที่จั่วเฉินลงมือที่หอประลองมาก่อนคงจะไม่คิดเช่นนี้แน่เพราะตอนที่อยู่หอประลอง จั่วเฉินที่ยังไม่พัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นหกก็สามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมขั้นแปดได้สบายแล้วแม้แต่หนานกงเฉินที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้าก็ยังถูกซัดจนบาดเจ็บสาหัส
หากรับมือกับคนเหล่านี้ตัวต่อตัวล่ะก็จั่วเฉินในตอนนี้ไม่มีทางแพ้เด็ดขาด หลังจากพัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นหกแล้วหากวัดกันที่พลัง เกรงว่าเขาคงไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับเรียกวิญญาณขั้นหนึ่งหรือสองแน่
บัดนี้คนนับสิบตรงหน้าร่วมมือกันแม้จะเกิดเป็นขุมพลังที่แข็งแกร่ง ก็ใช่ว่าจั่วเฉินจะเอาชนะไม่ได้ แถมข้างๆ ยังมีเย่เชียนตี้อยู่อีกทั้งคน
เสียงครืนยังคงดังไม่หยุด พลังปราณหลายสายสาดกระจายอยู่ที่ลานแห่งนี้ทำเอาผู้คนอดที่จะใจสั่นไม่ได้
ทุกครั้งที่จัดการไปได้คนหนึ่งจั่วเฉินเองก็จะถูกโจมตีกลับมาเช่นกัน ทว่าเขากลับดูเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิดแถมยังไม่เก็บเอาอาการบาดเจ็บมาใส่ใจอีกด้วย
ส่วนเย่เชียนตี้นั้น ถึงอย่างไรก็เป็นยอดอัจฉริยะที่มีร่างพิเศษแม้ช่วงเวลาในการฝึกฝนจะน้อยกว่าศิษย์เก่าพวกนี้ ทว่าระดับพลังกลับไม่ได้ต่ำกว่าเลยถึงตอนนี้เขาจะบาดเจ็บ ก็ยังสามารถรับมือสองคนพร้อมกันได้อยู่
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเค่อคนรอบข้างต่างก็พบกับเรื่องน่าตื่นตระหนก ศิษย์เก่าหลายสิบคนที่เย่เชียนจ้านส่งมาถูกซัดหมอบไปกว่าครึ่งส่วนจั่วเฉินกับเย่เชียนตี้ยังคงโจมตีต่อจากพื้นที่ตรงกลางไม่หยุด
สัตว์ประหลาด!
ทุกคนพลันเกิดคำนี้ขึ้นในใจ ไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไมศิษย์ใหม่สองคนถึงเอาชนะศิษย์เก่ากลุ่มหนึ่งไปได้กว่าครึ่งความสามารถเช่นนี้คงมีแค่สัตว์ประหลาดเท่านั้นแล้วที่ทำได้คนทั่วไปอย่าคิดฝันเลยว่าจะทำเช่นนี้
จั่วเฉินที่อยู่กลางวงล้อมสูดลมหายใจเข้าลึกๆเมื่อหันไปเห็นเย่เชียนตี้ที่ใกล้จะไม่ไหวแล้ว ความเกรี้ยวกราดก็ปรากฏขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างบัดนี้เขาตัดสินใจทำเรื่องหนึ่ง
“ไสหัวไปให้หมด!” จั่วเฉินตวาดลั่น ก่อนจะเคลื่อนไหวท่วงท่าที่สองของหินหยกลึกลับและซัดพลังออกไปอย่างรุนแรง
กลิ่นอายพลังอันโหดเหี้ยมระเบิดออกไปจั่วเฉินคล้ายจะกลายร่างเป็นสัตว์ร้ายพุ่งเข้าชนในลานต่อสู้แห่งนี้การเคลื่อนไหวของเขานั้นพิสดารทว่าเรียบง่าย แต่ที่น่ากลัวกว่า คือทุกครั้งที่จั่วเฉินลงมือก็จะอัดคู่ต่อสู้จนบาดเจ็บสาหัสไปได้ทีละคน
การโจมตีเช่นนี้ดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่งจั่วเฉินสามารถซัดศัตรูไปได้ถึงเจ็ดคนติดๆ กัน ทั้งเจ็ดคนนั้นต่างก็นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นและไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
จั่วเฉินเดินหายใจหอบมาทางเย่เชียนตี้ ก่อนจะเอื้อมมือพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา บัดนี้คนทั้งสองต่างก็ยืนพิงไหล่กันและกันหลังจากมองหน้ากันครู่หนึ่ง พวกเขาก็คลี่ยิ้มออกมา
พริบตานั้น รอบข้างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที