มหาศึกแห่งจักรวาล

    ภาค 3 ตอนที่ 117.หนึ่งต่อหนึ่ง(1)

    สองวันหลังจากนั้นการประชุมระดับโลก

    ก็ถูกจัดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่มีการรอเป็นสัปดาห์

    ไม่มีการเตรียมตัวเป็นเดือน 

    เพราะหลังจากข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่กลับมาจากต่างโลก

    ถูกยืนยันเรียบร้อย หลายประเทศ ก็ไม่ต้องการเสียเวลาอีกต่อไป

    โดยเฉพาะ เมื่อข้อมูลสำคัญที่สุด

    ถูกส่งไปถึงรัฐบาลของแต่ละประเทศ

    เงื่อนไขผู้นำพาหนึ่งคนต่อหนึ่งคน

    มันเป็นเงื่อนไขที่สั้นมาก

    แต่กลับเปลี่ยนความหมายของการประชุมทั้งหมด

    จากเดิมหลายประเทศคิดว่า

    สิ่งที่พวกเขาต้องหารือคือเรื่องของจุดวาปโลกอีกใบและข้อมูลที่มนุษย์ควรรู้

    แต่หลังจากรายละเอียดของระบบถูกเปิดเผยมากขึ้น

    ทุกคนก็เริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงประตูที่เปิดไปยังอีกโลกหนึ่ง

    แต่มันคือ โอกาส และโอกาสนั้นไม่ได้ถูกแจกให้ทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

    ในเช้าวันนั้นตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ

    ทยอยเดินทางเข้ามาการรักษาความปลอดภัย ถูกยกระดับขึ้น

    พื้นที่โดยรอบ เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่ได้รับการจับตามองมากที่สุด

    กลับไม่ใช่ผู้นำประเทศไม่ใช่รัฐมนตรีและไม่ใช่ตัวแทนจากองค์กรใด

    แต่เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งคนหนึ่งร้อยสิบสองคนที่ถูกจัดให้นั่งอยู่

    ภายในพื้นที่อีกมุมหนึ่งของห้องประชุมขนาดใหญ่

    พวกเขาคือผู้ที่เคยหายไปจากโลกนี้และกลับมาแล้ว

    หนึ่งร้อยสิบสองคน จากหนึ่งร้อยสี่สิบสามคน

    บางคนยังคงสวมเสื้อผ้าธรรมดา หลังจากกลับมาใช้ชีวิตบนโลกเดิม

    แต่หลายคนยังมีร่องรอยบางอย่างที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนทั่วไป

    ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ ท่าทางหรือสายตา สายตาของคนที่

    เคยผ่านสิ่งที่คนบนโลกนี้ยังไม่เคยเห็น

    นัทนั่งอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นกล้าอยู่ข้าง ๆ

    ส่วนเก้าอี้อีกตำแหน่งหนึ่งว่างอยู่ ตอนนี้มาร์โกไม่ได้อยู่ที่นี่

    หลังจากพักอยู่กับนัทและกล้าเพียงหนึ่งคืน

    ทางอิตาลี ก็ติดต่อเข้ามาและไม่นานหลังจากนั้น 

    มาร์โก ก็เดินทางกลับไปยังประเทศของตัวเอง

    นัทมองไปยังเก้าอี้ว่างนั้น อยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนถอนหายใจเบา ๆ กล้าเหลือบมองเขา

    “คิดถึงพี่ชายแล้ว?”

    นัทหันไปมอง

    “คิดถึงขนาดนั้น”

    กล้ายิ้มเล็กน้อย

    “อืม”

    “ตอบเร็วดี”

    นัทถอนหายใจ

    “แค่ยังไม่ชิน”

    คำพูดนั้นทำให้กล้าไม่ได้พูดต่อเพราะเขาเข้าใจ

    ตลอดเวลาที่ผ่านมานัทกับมาร์โกผ่านเรื่องต่างๆมาด้วยกัน

    หลังจากแยกจากคนอื่นพวกเขาเดินทางเข้าสู่โลกใหม่

    สำรวจ ต่อสู้ และเริ่มต้นชีวิตอีกครั้ง ด้วยกัน

    แต่ตอนนี้เมื่อกลับมายังโลกเดิมทุกอย่าง

    ก็เริ่มแยกออกตามเดิมอีกครั้ง

    ไม่ใช่เพราะความขัดแย้ง

    ไม่ใช่เพราะใครต้องการจากไป

    แต่เพราะทุกคนมีบ้านของตัวเอง

    นัทมองไปยังประตูทางเข้า

    “เดี๋ยวก็เจอกัน”

    กล้าพยักหน้า

    “ใช่”

    นัทพยักหน้าเล็กน้อย

    ก่อนสายตาของเขาจะหันกลับไปด้านหน้า

    ในตอนนั้นเองและมาร์โกก็มา และมานั่งข้างนัท

    ทั่ง 2 ทักทายอย่างเป็นกันเองจากนั้น

    ผู้คนภายในห้องประชุม

    เริ่มนั่งลงประจำที่การพูดคุยค่อย ๆ ลดลง

    ตัวแทนจากแต่ละประเทศต่างมองไปยังอีกฝั่งของห้อง

    และที่นั่นมีแผนที่ขนาดใหญ่ถูกติดตั้งเอาไว้

    แผนที่โลกที่เคยถูกใช้ในการประชุมครั้งก่อน

    เส้นแบ่งประเทศขอบเขตดินแดนและสียังคงอยู่ครบถ้วน

    แต่ในเวลานี้มันกลับทำให้หลายคน

    รู้สึกแปลกประหลาดเพราะเรื่องที่กำลังจะหารือ

    ไม่ได้ถูกตัดสินจากพื้นที่บนแผนที่ประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

    ไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสมากที่สุด

    ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดก็ไม่ได้หมายความว่า

    จะสามารถส่งคนเข้าไปได้มากกว่าใครเพราะในตอนนี้

    คำถามสำคัญมีเพียงคำถามเดียว

    ประเทศของพวกเขามีคนจากชุดแรกอยู่หรือไม่

    นั่นต่างหากคือสิ่งที่สำคัญประเทศหนึ่ง

    อาจมีประชากรหลายสิบล้านคนแต่ไม่มีคนจากชุดแรกแม้แต่คนเดียว

    ในขณะที่อีกประเทศอาจมีคนจากชุดแรกหลายคน

    และแต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่สามารถทำหน้าที่ตามเงื่อนไขของระบบได้

    ผู้นำประเทศคนหนึ่งอาจมีอำนาจเหนือประชาชนหลายสิบล้านคน

    แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเงื่อนไขที่ระบบกำหนดไว้ได้

    ไม่สามารถสั่งให้คนคนหนึ่งกลายเป็นผู้นำพาได้

    และไม่สามารถสร้างคนจากชุดแรกขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน

    เพราะคนเหล่านั้นมีอยู่เพียงหนึ่งร้อยสี่สิบสามคนเท่านั้น

    และในตอนนี้คนที่กลับมายังโลกเดิมมีเพียงหนึ่งร้อยสิบสองคน

    นัทมองไปยังผู้คนที่นั่งอยู่รอบตัวเขาเห็นคนจากหลายประเทศ

    หลายเชื้อชาติหลายภาษาแต่พวกเขาทั้งหมด

    มีสิ่งหนึ่งเหมือนกันพวกเขาเคยอยู่ในที่เดียวกัน

    เคยผ่านการทดสอบเดียวกันและเคยสูญเสียคนกลุ่มเดียวกัน

    สำหรับประเทศต่าง ๆพวกเขาอาจเป็นพลเมือง

    อาจเป็นทรัพยากรอาจเป็นบุคคลสำคัญหรืออาจเป็นกุญแจ สู่โลกใหม่

    แต่สำหรับพวกเขาเองพวกเขาคือคนที่เคยผ่านนรกมาด้วยกัน

    เสียงพูดคุยภายในห้องเงียบลงในที่สุด

    การประชุมเริ่มขึ้นชายคนหนึ่งลุกขึ้นยืน

    ก่อนมองไปยังผู้คนทั่วทั้งห้อง

    “วันนี้”

    เขาพูดขึ้นช้า ๆ

    “เรามารวมตัวกัน”

    “เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่อง”

    “ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

    ไม่มีใครพูดแทรก

    “หนึ่งร้อยสี่สิบสามคน”

    “เคยหายไปจากโลกของเรา”

    “วันนี้”

    “หนึ่งร้อยสิบสองคน”

    “ได้กลับมาแล้ว”

    สายตาจำนวนมาก

    หันไปยังกลุ่มของนัทและคนอื่น ๆนัทนั่งนิ่งเขารู้

    ว่านับจากวินาทีนี้ทุกคำพูดอาจเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา

    ชายคนนั้นพูดต่อ

    “เราทราบแล้ว”

    “ว่าการเดินทางไปยังโลกอีกแห่ง”

    “ไม่ได้ปิดตาย”

    “เราทราบแล้ว”

    “ว่ามนุษย์สามารถเดินทางไปที่นั่นได้”

    “และเราทราบแล้ว”

    “ว่ามีเงื่อนไข”

    เขาหยุดไปชั่วครู่

    ก่อนพูดคำที่ทุกคนรออยู่

    “ผู้นำพาหนึ่งคน”

    “ต่อผู้เข้าร่วมใหม่หนึ่งคน”

    ภายในห้องยังคงเงียบ

    แต่ความเงียบนั้นไม่ได้หมายความว่าทุกคนเห็นตรงกัน

    ตรงกันข้าม ทุกคนต่างเริ่มคิดแล้ว

    พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปคนหนึ่งร้อยสิบสองคนที่นั่งอยู่ตรงนี้

    ไม่ได้เป็นเพียงผู้รอดชีวิตอีกต่อไป

    พวกเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมการที่รัฐบาลทั่วโลกไม่สามารถมองข้ามได้

    ชายคนเดิมหันกลับไปมองแผนที่โลกก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง

    “แผนที่นี้”

    หลายคนมองตาม

    “เคยมีความหมายอย่างมาก”

    “เพราะมันแสดงให้เราเห็น”

    “ว่าประเทศใดอยู่ตรงไหน”

    “มีอาณาเขตมากเพียงใด”

    “และมีประชากรมากแค่ไหน”

    เขาหยุดไป

    “แต่สำหรับเรื่องนี้”

    สายตาของผู้คน

    เริ่มเปลี่ยนไป

    “มันอาจไม่ได้มีความหมาย”

    “เหมือนเดิมอีกแล้ว”

    ไม่มีใครตอบเพราะทุกคนเข้าใจสิ่งที่เขาพูด

    เงื่อนไขหนึ่งต่อหนึ่งไม่ได้มองขนาดประเทศ

    ไม่ได้มองจำนวนประชากรและไม่ได้มอง

    อำนาจทางการเมืองระบบมองเพียงคนที่เคยผ่านมันมาแล้ว

    และคนเหล่านั้นมีจำนวนจำกัด นัทกำมือเล็กน้อย

    เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมการประชุมครั้งนี้ ถึงถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    เพราะหากปล่อยเวลาให้ผ่านไปแต่ละประเทศก็อาจเริ่มดำเนินการ

    ตามความคิดของตัวเองและเมื่อถึงตอนนั้นความขัดแย้ง

    อาจรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

    ชายคนหนึ่งจากอีกฝั่งของห้องยกมือขึ้นก่อนพูดเป็นคนแรก

    “ก่อนที่เราจะพูดถึง”

    “ว่าใครจะได้ไป”

    สายตาหลายคู่

    หันไปมอง

    “ผมคิดว่า”

    “เราควรตอบคำถามให้ได้ก่อน”

    เขาหยุด

    “ใครมีสิทธิ์เลือก?”

    ภายในห้องประชุมเงียบลงทันทีคำถามนั้นสั้นมาก

    แต่ไม่มีใครตอบได้ในทันทีรัฐบาลอาจคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์

    เพราะผู้ที่กลับมาคือพลเมืองของประเทศ

    คนจากชุดแรกอาจคิดว่าพวกเขามีสิทธิ์เพราะพวกเขาคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ

    ต่อคนที่ตัวเองพาไปและประชาชนทั่วไปก็อาจคิดว่า

    นี่คือโอกาสของมนุษยชาติไม่ควรถูกตัดสิน

    โดยคนเพียงไม่กี่คน

    การประชุมเพิ่งเริ่มขึ้นแต่ทุกคนก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า

    ปัญหานี้ไม่มีคำตอบง่าย ๆ

    นัทหันไปมองกล้ากล้ามองกลับมาไม่มีใครพูดอะไร

    เพราะทั้งคู่รู้เหมือนกันว่าหลังจากวันนี้ชีวิตของพวกเขา

    อาจไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้อีก

    และภายในห้องประชุมขนาดใหญ่

    ที่เต็มไปด้วยผู้นำตัวแทนและเจ้าหน้าที่จากทั่วโลก

    คนหนึ่งร้อยสิบสองคนจากต่างโลกกำลังนั่งอยู่เงียบ ๆ

    รอให้มนุษย์ทั้งโลก ตัดสินคำถามแรก ของประตูบานใหม่

    ใครควรมีสิทธิ์เลือกมนุษย์คนต่อไป

    หลังจากคำถามนั้นถูกกล่าวออกมา

    ไม่มีใครตอบทันที

    เพราะทุกคนรู้ดีว่าคำถามนี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ

    และไม่ว่าจะเลือกคำตอบแบบใดก็ย่อมมีบางฝ่าย

    ที่ไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการชายคนหนึ่งจากกลุ่มตัวแทน

    ลุกขึ้นยืน

    “ผมคิดว่า”

    “ก่อนที่เราจะพูดถึงสิทธิ์ในการเลือก”

    “เราควรพูดถึงข้อเท็จจริงก่อน”

    เขาหันไปมองคนหนึ่งร้อยสิบสองคน

    ที่นั่งอยู่บริเวณอีกมุมหนึ่งของห้อง

    “คนเหล่านี้”

    “ไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่เดินทางไปยังโลกอีกแห่ง”

    “พวกเขาคือผู้ที่เคยผ่านการทดสอบมาแล้ว”

    “และตามข้อมูลที่เราได้รับ”

    “เงื่อนไขของระบบ”

    “ไม่อนุญาตให้มนุษย์คนใหม่”

    “เดินทางเข้าไปเพียงลำพัง”

    บนหน้าจอขนาดใหญ่

    ข้อความสำคัญ

    ปรากฏขึ้น

    เงื่อนไขที่ 1 — ผู้นำพา

    ผู้ผ่านการทดสอบจากชุดแรก 1 คน

    สามารถนำผู้เข้าร่วมใหม่เข้าสู่การทดสอบได้ 1 คน

    ภายในห้องประชุมเริ่มมีเสียงพูดคุยเบา ๆขึ้นมาอีกครั้ง

    คำว่า หนึ่งคนต่อหนึ่งคนทำให้หลายคนไม่สามารถละสายตา

    จากคนหนึ่งร้อยสิบสองคนได้เพราะตอนนี้ ความหมายของตัวเลขนั้น

    ชัดเจนมาก หากมองเพียงตามเงื่อนไข

    แต่ปัญหาไม่ได้จบอยู่แค่นั้นตัวแทนอีกคนพูดขึ้น

    “คำถามคือ”

    “หนึ่งร้อยสิบสองสิทธิ์นี้”

    “เป็นของใคร?”

    คราวนี้เสียงพูดคุยภายในห้องดังขึ้นอย่างชัดเจน

    บางคนเริ่มหันไปมองตัวแทนของประเทศอื่น

    บางคนมองไปยังกลุ่มผู้กลับมาจากต่างโลก

    และบางคนเพียงนั่งนิ่ง

    เหมือนกำลังคิดคำนวณบางอย่างอยู่ภายในใจ

    นัทนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ

    มาร์โกที่นั่งอยู่ข้างเขาก็มองไปยังด้านหน้าเช่นเดียวกัน

    “เริ่มแล้วสินะ”

    มาร์โกพูดเบา ๆ

    นัทพยักหน้า

    “อืม”

    “ผมเดาไว้แล้ว”

    “แค่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้”

    มาร์โกมองเขา

    “นายคิดว่า”

    “พวกเขาจะต่อยกันไหม?”

    นัทนิ่งไปครู่หนึ่ง

    ก่อนตอบเบา ๆ

    “ถ้ายังไม่ทะเลาะก็น่าจะใกล้แล้ว”

    มาร์โกยิ้มเล็กน้อยแต่รอยยิ้มนั้น

    ก็หายไปอย่างรวดเร็วเพราะทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

    คนหนึ่งคนที่ถูกเลือกอาจต้องเดินทางไปยังโลกที่ไม่มีใครรู้

    ว่าปลอดภัยหรือไม่และคนที่เป็นผู้นำพา

    ก็ไม่ได้เพียงแค่พาใครคนหนึ่งเดินผ่านประตู

    ตามข้อมูลที่คนหนึ่งร้อยสิบสองคน

    ให้กับรัฐบาลของแต่ละประเทศ

    โลกอีกฝั่งไม่ใช่สถานที่ที่ใครอยากเดินเข้าไป

    ก็สามารถเข้าไปใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยที่นั่น

    มีสัตว์ประหลาดมีผู้ฝึกฝนมีเวทมนตร์มีพลังและมีอันตราย

    ที่มนุษย์บนโลกเดิมยังไม่เคยพบเจอการเลือกคน

    จึงไม่ได้หมายความเพียงว่า ใครควรได้รับโอกาส

    แต่ยังหมายถึง ใครพร้อมจะรับผิดชอบชีวิตของคนที่ถูกเลือก

    ตัวแทนคนหนึ่ง ลุกขึ้นยืน

    “ประเทศของผม”

    เขาพูดขึ้น

    “มีพลเมืองที่เคยอยู่ในกลุ่มแรก”

    “และเรายืนยันได้”

    “ว่าบุคคลดังกล่าว”

    “มีสัญชาติของประเทศเรา”

    คำพูดนั้นทำให้หลายคนหันไปมองทันที

    ชายคนนั้นพูดต่อ

    “ดังนั้นเราคิดว่า สิทธิ์ในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมใหม่”

    “ควรเป็นสิทธิ์ของประเทศ ที่บุคคลจากชุดแรกสังกัดอยู่”

    ภายในห้องเงียบลงเล็กน้อยก่อนตัวแทนอีกฝ่ายจะพูดขึ้นทันที

    “แล้วประเทศที่ไม่มีคนจากชุดแรกล่ะ?”

    คำถามนั้นทำให้หลายคนนิ่งไป

    “ประเทศของผม”

    ตัวแทนคนนั้นพูดต่อ

    “ไม่มีผู้ที่อยู่ในกลุ่มหนึ่งร้อยสี่สิบสามคน แล้วเราจะไม่มีสิทธิ์”

    “ส่งพลเมืองของเราไปยังโลกอีกแห่งเลยหรือ?”

    ไม่มีใครตอบทันทีเพราะนั่นคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด

    ระบบไม่ได้แบ่งสิทธิ์ตามจำนวนประเทศมันไม่ได้กำหนดว่า

    ทุกประเทศต้องมีโอกาสเท่ากันและมันไม่ได้สนใจด้วยว่า

    ประเทศใดมีประชากรมากแค่ไหนมันมีเพียงเงื่อนไขเดียว

    หนึ่งคนต่อหนึ่งคน

    ประเทศหนึ่งแต่หากไม่มีผู้ผ่านการทดสอบ

    อยู่ในชุดแรกพวกเขาก็ไม่สามารถสร้างสิทธิ์ขึ้นมาเองได้

    ในขณะที่อีกประเทศหนึ่งอาจมีผู้ผ่านการทดสอบหลายคน

    และนั่นก็หมายความว่าประเทศนั้นมีโอกาสมากกว่า

    อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นัทมองไปยังแผนที่ขนาดใหญ่

    ที่อยู่ด้านหน้าเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมแผนที่เดิมจึงไม่มีความหมาย

    เหมือนก่อนเส้นแบ่งเขตแดนยังคงอยู่ประเทศใหญ่ยังคงใหญ่ประเทศเล็กยังคงเล็ก

    แต่โอกาสไม่ได้ถูกแบ่ง ตามขนาดของประเทศอีกต่อไป

    “ตลกดีนะ”

    นัทหันไปมอง

    “อะไร?”

    “เมื่อก่อน”

    มาร์โกพูด

    “ประเทศใหญ่”

    “มักมีตัวเลือกมากกว่า”

    “แต่ตอนนี้”

    เขามองไปยังกลุ่มคนหนึ่งร้อยสิบสองคน

    “พวกเขากลับต้องมาดูว่า”

    “คนของตัวเอง อยู่ในกลุ่มนี้หรือเปล่า”

    นัทพยักหน้า

    “แล้วถ้าไม่มี ก็ไม่มีสิทธิ์ตั้งแต่แรก”

    “นั่นแหละ ปัญหา”

    มาร์โกตอบ

    ไม่นานตัวแทนจากอีกประเทศก็ลุกขึ้นยืน

    “ผมไม่เห็นด้วย”

    เขาพูดขึ้น

    “การที่บุคคลหนึ่ง”

    “มีสัญชาติของประเทศใด”

    “ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้น ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเขา”

    คำพูดนั้นทำให้สายตาหลายคู่

    หันไปยังกลุ่มหนึ่งร้อยสิบสองคนทันที

    ชายคนนั้นพูดต่อ

    “พวกเขาไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ”

    “พวกเขาเป็นมนุษย์”

    “และเงื่อนไขของระบบ ผูกกับตัวบุคคล”

    “ไม่ใช่กับประเทศ”

    คำพูดนั้นทำให้ห้องประชุมเงียบลงอีกครั้ง

    เพราะไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้

    ระบบไม่ได้บอกว่าประเทศหนึ่ง

    มีสิทธิ์ส่งคนได้กี่คนมันไม่ได้บอกว่า

    รัฐบาลคือผู้ควบคุมเงื่อนไขและมันไม่ได้พูดด้วยว่า

    สิทธิ์ของผู้ผ่านการทดสอบเป็นของประเทศใด

    สิ่งที่ระบบกำหนดมีเพียง ผู้ผ่านการทดสอบจากชุดแรก

    กับผู้เข้าร่วมใหม่เท่านั้น

    ไม่ว่าการประชุมครั้งนี้

    จะพูดกันนานแค่ไหน

    จะมีข้อตกลงมากเพียงใด

    และรัฐบาลของแต่ละประเทศ

    จะเสนอเงื่อนไขอะไรสุดท้าย

    ผู้ที่ต้องเดินเข้าไปในจุดวาปก็ยังคงเป็นพวกเขาคนจากชุดแรก

    ตัวแทนอีกฝ่าย

    พูดขึ้นอีกครั้ง

    “เราควรเริ่มต้นจากการยอมรับข้อเท็จจริง”

    “ว่าผู้ผ่านการทดสอบ มีสิทธิ์ในการปฏิเสธ”

    คำพูดนั้นทำให้บางฝ่าย เริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไป

    เพราะหากผู้ผ่านการทดสอบมีสิทธิ์เลือก

    ทุกอย่างก็จะซับซ้อนขึ้นทันทีรัฐบาลอาจต้องการส่งทหาร

    แต่นัทอาจไม่ต้องการพาคนที่เขาไม่รู้จักเข้าไปเสี่ยงชีวิต

    บางประเทศอาจต้องการส่งนักวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาข้อมูลจากโลกใหม่

    แต่คนจากชุดแรกอาจมองว่านักวิทยาศาสตร์คนนั้น

    ไม่มีความสามารถในการเอาชีวิตรอด

    บางคนอาจต้องการส่งหมอ

    บางคนอาจต้องการส่งวิศวกร

    บางคนอาจต้องการส่งคนที่มีความสามารถพิเศษ

    และบางคนอาจต้องการส่งคนธรรมดา ที่เพียงสมัครใจจะไป

    ไม่มีใครสามารถตัดสินได้ง่ายๆว่าคนแบบไหนเหมาะสมที่สุด

    เพราะโลกอีกฝั่งไม่ได้ต้องการเพียงทหาร

    แต่มันก็ไม่ได้ต้องการเพียงนักวิทยาศาสตร์เช่นกัน

    คนที่ไปต้องมีความสามารถในการมีชีวิตรอด

    นั่นต่างหากคือสิ่งที่คนหนึ่งร้อยสิบสองคนรู้ดีที่สุด

    คนหนึ่งคนที่ถูกพาเข้าไปอาจไม่ได้เป็นเพียง

    ชื่อในรายชื่อสำหรับรัฐบาลอาจเป็นเพียง

    หนึ่งตำแหน่ง

    หนึ่งโควตา

    หรือหนึ่งสิทธิ์

    แต่สำหรับนัท

    หากคนคนนั้นเดินเข้าไปพร้อมกับเขา

    นั่นอาจหมายถึงชีวิตหนึ่งชีวิตที่เขาต้องเห็น

    ตายต่อหน้าหากเกิดความผิดพลาด

    และนัทไม่อยากให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก

    ในเวลาเดียวกันการประชุมเริ่มร้อนขึ้นอย่างช้า ๆ

    ไม่ใช่การตะโกนไม่ใช่การทะเลาะ

    แต่เป็นการโต้เถียงที่ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยง่าย ๆ

    ประเทศที่มีผู้ผ่านการทดสอบเริ่มพูดถึงสิทธิ์ประเทศที่ไม่มี

    เริ่มพูดถึงความเท่าเทียม

    บางฝ่ายพูดถึงความมั่นคงของโลก

    บางฝ่ายพูดถึงสิทธิ์ของมนุษย์

    และบางฝ่ายเริ่มมองไปไกลกว่านั้น

    เพราะหากโลกใหม่มีทรัพยากรมีความรู้หรือมีสิ่งอื่น

    ที่สามารถนำกลับมายังโลกเดิมได้

    คนที่เดินทางไปก่อนย่อมได้เปรียบ 

    นั่น คือสิ่งที่ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ

    แต่ทุกคนกำลังคิดอยู่

    นัทมองไปรอบห้องก่อนจะรู้สึกได้ว่า

    การประชุมครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

    ปัญหา ยังไม่ได้มีเพียงเรื่อง ใครจะเลือก

    เพราะเมื่อได้คำตอบ สำหรับคำถามนั้นแล้ว

    ก็จะมีคำถามต่อไปทันที แล้วใครควรเป็นคนที่ถูกเลือก

    และเมื่อได้คน คำถามสุดท้าย ก็จะปรากฏขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

    ต่อชีวิตของคนเหล่านั้น นัทหันไปมอง คนจากชุดแรก

    ที่นั่งอยู่รอบตัว หนึ่งร้อยสิบสองคน

    จากหนึ่งร้อยสี่สิบสามคน

    พวกเขาคือคนที่กลับมาแล้วแต่ยังมีอีกหลายคน

    ที่ยังไม่ได้กลับมายังโลกเดิมและไม่มีใครรู้

    ว่าจำนวนหนึ่งร้อยสิบสองคนนี้

    จะเป็นทั้งหมดหรือไม่แต่สิ่งหนึ่งชัดเจนแล้ว

    ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปคนหนึ่งร้อยสิบสองคน

    จะไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาได้ง่ายอีกต่อไป

    เพราะโลกทั้งใบกำลังมองมาที่พวกเขา

    ไม่ใช่ในฐานะผู้รอดชีวิตแต่ในฐานะ ผู้ถือกุญแจ

    สู่ประตูบานใหม่ และในขณะที่ การประชุมยังคงดำเนินต่อไป