Cafe's in New World เปิดคาเฟ่ในต่างโลก

    สเปเชียลคอร์ส เมนูพิเศษที่1 สามเกลอในคืนหลอน(ช่วงที่สอง)

            สามวันถัดมา

            ดวงอาทิตย์ดวงโตได้ลาลับขอบฟ้าประชาชนภายในเมืองต่างเก็บข้าวของกลับเข้าบ้านไฟในตะเกียงตามรายทางถูกจุดโดยเหล่าคนของทางการยามค่ำคืนได้มาเยือนเมืองหลวงในอีกหนึ่งวัน

            เวลาร่วงเลยไปจนเกือบจะเข้าวันใหม่ปรากฏร่างของมนุษย์หลายคนที่หน้าบ้านร้างหลังใหญ่ที่เป็นข่าวหลังหนึ่งในเขตอยู่อาศัยที่อยู่ใกล้ๆกับเขตการค้าบรรยากาศวังเวงชวนขนหัวลุกที่เกิดจากสภาพของบ้านบวกกับความเงียบจากพื้นที่โดยรอบทำให้กลุ่มที่มาเยือนรู้สึกอึดอัดไปตามๆกัน

            หนึ่งในชายที่อยู่หน้าสุดของขบวนมองบ้านร้างด้วยสายตานิ่งงันก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาว่าขณะนี้นั้นสี่ทุ่มกว่าๆเข้าไปแล้วขึ้นมาดูแล้วจึงเงยหน้ามองบ้านดังกล่าวอีกรอบก่อนที่สายตาหลังเลนส์แว่นจะเปลี่ยนไปเป็นมุ่งมั่นอย่างที่เห็นได้แบบน้อยครั้งพร้อมกับกล่าวออกมาทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ถ้าบอกชั้นเปลี่ยนใจตอนนี้มันจะทันมะ?”ร่างสูงของชายในชุดคลุมถามเพื่อนของตนที่ยืนขนาบข้างตัวเองด้วยสีหน้าที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยในขณะที่ขาของตัวเองก็เตรียมก้าวถอยหลังหนีเป็นที่เรียบร้อย

            “ไม่มีทางครับ”ชายผู้สวมหน้ากากตอบกลับพลางจับไหล่ของอีกฝ่ายไว้มั่น

            “ขนาดนี้แล้วเจ้าจะกลัวอะไรกันเล่า?”ด้านชายหน้าไหม้ไปครึ่งซีกเองก็กล่าวพลางยิ้มบางๆแต่มือเองก็ยกมาจับไหล่คนที่เปิดบทสนทนาไว้แน่นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนี

            “แล้วพวกนายไม่กลัวเรอะ...”

            “เราไม่เท่าไหร่นะ?แค่บรรยากาศมันวังเวงไปหน่อยเท่านั้น”

            “ผมว่ามันก็ได้อารมณ์ทดสอบความกล้าดีออกนะครับ?”

            บรู๊วววววววววววว!

            “วังเวงหน่อยบ้านแกเซ่เฟอร์!ไม่ได้ยินที่หมามันหอนเรอะ!? ไอแบบนี้มันไม่ใช่ทดสอบความกล้าแล้ว!ปล่อยตู!! ปล่อยตูเด้!! ถ้าพวกแกไม่กลัวก็อย่ามาจับไหล่ตูซะแน่นแบบนี้สิฟะ!!”

            “ขืนไม่จับเอาไว้คุณก็หนีสิครับคลูสกล้าๆหน่อยสิครับ ผู้หญิงมองอยู่เต็มเลยนะครับ”

            “เราเองก็เห็นด้วยกับที่ลิเบอต้าพูดนะเจ้าเป็นลูกผู้ชายหน่อยสิคลูสเอ๋ย”

            “หูยยยยยยอีทีอะไรแบบนี้พวกแกสองคนเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะเฮ้ย! เออ! ตูกลัว! ตูป๊อด! ตูขี้ขลาด! ตูกาก! ตูไม่เป็นลูกผู้ชาย!ฉะนั้นปล่อยตูเฟ๊ย! เวลาแบบนี้ตูไม่มานั่งแคร์อะไรแบบนั้นแล้ว! ใครจะมองอยู่ก็ช่างมันสิฟะ! ทีแน่ๆคือตูจะไม่เข้าไปในบ้านที่มันแผ่บรรยากาศบอกกันมาโต้งๆว่าเข้าไปแล้วมันต้องมีอะไรโผล่มาเซอร์ไพรส์ตุ้งแช่อัดหน้าชั้นแน่นอนแบบนั้นหรอก!”คลูสตะโกนร้องโวยวายอย่างไม่คิดจะกั๊กแม้แต่น้อยในขณะที่เจ้าตัวเองก็พยายามสลัดมือที่เกาะกุมไหล่ของตัวเองไว้อย่างสุดแรงจนสองหนุ่มต้องเปลี่ยนมาล็อกแขนอีกฝ่ายเอาแทนแล้ว

            “บางทีข้าว่าข้าก็ไม่เข้าใจสามคนนั้นนะว่าเล่นอะไรกันอยู่น่ะ...”ถัดมาจากสามหนุ่มที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่อย่างไม่อายชาวบ้านชาวช่องเขาอยู่นั้นมีร่างของหญิงสาวสามนางยืนมองอยู่พร้อมกับกลุ่มคนอีกจำนวนนึง โดยคนที่พูดนั้นเป็นหญิงสาวในชุดเกราะที่ยืนกุมดาบข้างเอวเอาไว้อยู่

            “ปกติของไอบ้านั่นแหละเซลิน่าแต่ชั้นก็ไม่นึกว่ามาสเตอร์ลิเบอต้ากับท่านดยุคอันบราจะเป็นไปกับเขาด้วยเนี่ยสิ...เฮ้อ...”ฝ่ายหญิงสาวที่สวมชุดคลุมลักษณะเดียวกับคลูสบ่นพลางถอนหายใจพร้อมกับเบนสายตาไปมองกองทหารด้านหลังพวกเธอที่บัดนี้ทำสีหน้าประหลาดๆออกมากันเต็มหลังจากที่เห็นสองผู้มีอำนาจกับหนึ่งชายผู้โด่งดังประจำเมืองหลวงกำลังทำพฤติกรรมไม่รักษาภาพลักษณ์กันอยู่ตรงหน้าตัวเอง

            “ดิชั้นว่าถ้าทั้งสามท่านยังร่าเริงกันได้ขนาดนั้นล่ะก็ก็เป็นการดีสำหรับค่ำคืนนี้แล้วมิใช่หรือคะ?” ด้านหญิงสาวที่เปร่งออร่าคุณหนูจ๋าออกมากล่าวพลางหัวเราะเบาๆโดยครั้งนี้หล่อนกลับแต่งกายดูคล่องแคล่วผิดกับครั้งอื่นๆที่เป็นชุดกระโปรงแบบพวกลูกสาวคนมีเงินชอบใส่กัน

            “ร่าเริงเกินไปเลยต่างหากล่ะคะท่านไลล่า...”บรรณารักษ์สาวบอกกับอีกฝ่ายพลางถอนหายใจอย่างเซ็งๆแต่หญิงสาวผมฟ้ากลับดูชอบใจกับความโอเวอร์ที่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดูแลหอสมุดลิเทียร์แสดงออกมาให้เห็น

            “ไม่ไปห้ามหน่อยหรือลิซ่า?”เซลิน่าถามเพื่อนของตนที่ยังยืนทำสีหน้าอ่อนใจอยู่ข้างๆเพราะคนที่น่าจะกำหลาบหัวหน้าบรรณารักษ์อย่างคลูสได้ดีที่สุดก็คงไม่พ้นเพื่อนของหล่อนที่ปะฉะดะกับอีกฝ่ายมาอย่างช่ำชองเกินกว่าใครๆที่อยู่ตรงนี้

            “นั่นสินะ...เดี๋ยวชั้นมานะเซลิน่ารอสักครู่นะคะท่านไลล่า” ฝ่ายลิซ่าเองก็เอ่ยอย่างอ่อนจิตอ่อนใจแล้วเดินตรงไปจัดการให้ตามคำขอของเพื่อนสาวและสายตาขอร้องที่เฟอร์และนาธานส่งมาอย่างไม่ขาดสายว่าให้หยุดคนที่กำลังดีดดิ้นจะหนีอย่างเดียวอย่างคลูสให้ที...ด้วยการใช้สันของหนังสือที่เธอพกมาด้วยฟาดเข้ากลางหัวของตัวต้นเรื่องไปเสียเต็มแรง

            “ไม่นึกว่าคุณจะมาร่วมด้วยนะครับท่านแม่ทัพ?”ด้านนาธานที่หลังจากที่ลิซ่าเข้าไปเปลี่ยนตัวกับพวกเขาสวดคลูสที่พึ่งโดนสันหนังสือฟาดเข้าเต็มรักนั้นเจ้าตัวและเพื่อนขุนนางอย่างเฟอร์ก็ถอยฉากออกมายืนดูสองคู่กัดปะทะริมฝีปากกันอยู่วงนอกโดยที่เฟอร์นั้นถอยฉากไปยืนคุยกับไลล่า ส่วนเจ้าของคาเฟ่หนุ่มที่ยังคงปลอมตัวอยู่ก็หันไปถามอดีตคู่หมั้นของตนอย่างแปลกใจที่อีกฝ่ายมาร่วมกับพวกตนด้วยในวันนี้

            “ดยุคอันบรากับลิซ่าขอมาน่ะค่ะมาสเตอร์ลิเบอต้าแต่ข้าเองก็แปลกใจเหมือนกันที่เห็นท่านมาอยู่ที่นี่ด้วย”

            “พอดีคลูสมาขอคำปรึกษากับผมที่ร้านน่ะครับสุดท้ายเลยตัดสินใจตามมาด้วยเพราะกลัวว่าเจ้าหมอนั่นจะทำอะไรไม่เข้าท่า...ซึ่งก็ทำจริงๆซะด้วยสิครับ...”นาธานกล่าวอย่างปลงตกขณะมองไปที่เพื่อนสนิทของตัวเองที่ถูกสวดยับอยู่ แถมดูท่าเขาจะไม่สลดเลยแม้แต่น้อยสวนกลับจนเกือบจะโดนหวดอยู่หลายรอบ จนสุดท้ายเฟอร์ก็ต้องเข้าไปช่วยห้าปรามด้วยอีกแรง

            “ก็สมเป็นท่านลิเทียร์ล่ะนะคะ”หล่อนเองก็ปลงตกกับนิสัยของอีกฝ่ายไปแล้วเช่นเดียวกับคนข้างตัว

            “แล้วทำไมคุณหนูไลล่าถึงได้ตามมาด้วยล่ะครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ตผมว่าคุณไม่น่าจะยอมให้หล่อนตามมาได้ด้วยเลยนะครับ?” นาธานถามพลางแอบชี้ไปที่หญิงสาวที่กำลังพูดคุยกับเฟอร์อย่างสนุกสนานโดยไม่ได้สนใจสายตาคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

            “ตอนแรกทั้งข้าทั้งลิซ่าก็ไม่ยอมให้ท่านไลล่ามาด้วยหรอกค่ะ...เธอเลยไปขอท่านดยุคอันบราแทนสุดท้ายเลยจบลงที่อีหรอบนี้น่ะค่ะ...” แม่ทัพสาวตอบพลางถอนหายใจเนื่องจากตนและเพื่อนสาวนั้นไม่สามารถห้ามให้เธอคนนั้นตามมาด้วยได้

            “ไหงเฟอร์อนุญาตให้มาล่ะครับนั่น...”ชายหนุ่มเอ่ยอย่างแปลกใจเพราะอย่างเฟอร์ไม่น่าจะยอมให้สาวผมฟ้าที่กำลังคุยหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่ข้างๆนั่นมาได้โดยง่ายแท้ๆแต่ไหงกลับยอมพามาแบบนี้ก็ไม่รู้

            “นั่นก็สุดที่ข้าจะคาดเดาได้เหมือนกันค่ะมาสเตอร์ลิเบอต้า...”

            “นั่นสินะครับ...เอ้อ...ผมมีเรื่องสงสัยนิดหน่อยน่ะครับท่านแม่ทัพตอนคลูสมันไปเข้าประชุมในพระราชวัง คลูสเป็นแบบนี้ไหมครับท่านแม่ทัพวัลคอร์ต?”นาธานในคราบลิเบอต้าถามด้วยความสงสัยขณะที่คนที่ถูกถามถึงกำลังเถียงกับลิซ่าอยู่ไม่ขาดปาก เพราะเขาเคยเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดินีพร้อมกับคลูสและเฟอร์แค่ครั้งเดียวเท่านั้นและนั่นก็เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกับหัวจะหลุดออกจากบ่าทุกครั้งที่บรรณารักษ์หนุ่มอ้าปากตอบองค์จักรพรรดินีจนนาธานแทบจะสาบานเลยว่าจะไม่ไปพบองค์จักพรรดินีกับเพื่อนตัวดีคนนี้เด็ดขาดถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ

            “หนักกว่านี้อีกค่ะมาสเตอร์ลิเบอต้า...แถมไม่เป็นมิตรเอามากๆด้วยด่ากราดหมดเลยค่ะถ้าได้ยินอะไรไม่เข้าท่าออกมาจากปากคนที่พูดแต่ดูเหมือนองค์จักรพรรดินีจะพอพระทัยนะคะเพราะพระองค์ทรงเรียกท่านลิเทียร์ไปร่วมประชุมอยู่หลายครั้งเลยล่ะค่ะ” คำตอบของแม่ทัพสาวทำให้รอยยิ้มของอดีตคู่หมั้นหนุ่มแข็งค้างไปหลังจากที่ได้ยินจนต้องหันมาถามเพื่อความแน่ใจ

            “จริงหรอครับ?”

            “ข้าจะไปหลอกท่านทำไมกันล่ะคะมาสเตอร์ลิเบอต้า?”สาวเจ้าหันมาตอบพลางยิ้มขำๆกับสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งของคู่สนทนา

            “เหอๆๆๆๆ...ฟังแล้วเอาซะผมปวดหัวแทนคุณที่ต้องอยู่ฟังเจ้านั่นทุกครั้งในการประชุมเลยนะครับเนี่ย...”ว่าจบ นาธานก็ยกมือขึ้นมานวดขมับอย่างปลงตกจนทำให้สาวข้างตัวอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มกับท่าทางของอีกฝ่ายที่แสดงออกมา

            “แต่เดี๋ยวนี้ท่านดีขึ้นเยอะมากเลยนะคะตั้งแต่ได้สนิทกับพวกท่าน ท่านลิเทียร์ก็ดูเป็นมิตรขึ้นเยอะในหลายๆความหมายล่ะนะคะ” เซลิน่าบอกพลางหันไปมองความวุ่นวายที่ด้านหน้าของตนที่ดูเหมือนว่าจะรุนแรงขึ้นมาเสียเฉยๆ

            “หลายๆความหมายสินะครับ...”นาธานถามพลางชี้ไปที่ตัวตนเหตุกับคู่กรณีสาวที่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายแทบจะพุ่งไปทึ้งหัวอีกฝ่ายกันอยู่รอมร่อแต่กลับถูกขวางกั้นและสกัดเอาไว้โดยเฟอร์และไลล่า รวมถึงพวกทหารบางส่วนที่เข้าไปช่วยดยุคหนุ่มและสาวที่ตามมาด้วยห้ามคู่มวย

            “ค่ะในหลายๆความหมาย” เธอตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจเข้าไปช่วยหยุดความวุ่นวายตรงหน้าอีกแรง

            ในที่สุดความวุ่นวายก็ได้จบลงแต่พวกเขาก็เสียเวลาเกลี้ยกล่อมคลูสอยู่นานถึงสามสิบนาทีกว่าที่เขาจะยอมเข้าไปโดยแลกกับที่นาธานจะต้องทำขนมเลี้ยงทุกคนชุดใหญ่หลังงานนี้เสร็จและพิเศษสำหรับคลูสเพิ่มด้วยเช่นกันและนั่นจึงทำให้บิลเรียกเก็บย้อนหลังถูกส่งไปให้กับเฟอร์เพิ่ม

            “ลิเบอต้าเจ้าไปกับท่านแม่ทัพวัลคอร์ตละกันนะ พอดีเราเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณหนูไลล่าเขาน่ะ”เฟอร์ที่ยังหน้าระรื่นโดยที่ยังไม่รู้ว่าเพื่อนของตัวเองกำลังแอบคิดค่าเสียหายที่จะต้องเรียกเก็บย้อนหลังกับเจ้าตัวกล่าวพร้อมกับไปยื่นคู่กับสาวผมฟ้าที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

            “ถ้าเป็นห่วงก็ไม่ต้องพามาตั้งแต่แรกสิครับ...”นาธานบ่นพึมพำอย่างอ่อนใจ

            “เจ้าพูดอะไรรึลิเบอต้า?”ด้านคนถูกบ่นก็หันมาทำหน้างงๆเนื่องจากเมื่อครู่ตนไม่ทันได้ฟังที่เพื่อนของตัวเองพูด

            “อ้อไม่มีอะไรหรอกครับ ผมพอจะเข้าใจได้ล่ะนะครับแต่การที่ปล่อยสองคนนั้นไปด้วยกันมันจะดีอย่างนั้นหรอครับ?” เจ้าของร้านคาเฟ่หนุ่มเปลี่ยนเรื่องทันทีที่อีกฝ่ายหันมาถามแถมการจับคู่กันระหว่างสองคนนั้น...น่าเป็นห่วงกว่าคุณหนูผมฟ้าที่ตอนนี้แยกไปยืนคุยกับแม่ทัพวัลคอร์ตซะอีกนะ...

            “ไม่เป็นไรหรอกน่าเจ้าเชื่อเราสิ” ฝ่ายคนที่ทำเหมือนมาเดตกับสาวตอบอย่างไม่คิดอะไรมาก

            “มั่นใจแค่ไหนล่ะครับว่าคู่นั้นจะไม่ไปเม้งแตกกันในนั้นน่ะ...”กล่าวจบ ชายหนุ่มก็ชี้ไปที่คู่หนุ่มสาวที่เลิกตีกันแล้วก็จริงแต่ก็ยังหันมาฮึ่มแฮ่ใส่กันอยู่เพราะสำหรับนาธานแล้ว...เห็นแต่แววตีกันตายเท่านั้นแหละ...

            “เอ่อ...ก็พอควร...ละมั้ง...”พอโดนช่างทำขนมหนุ่มจี้จุดไปแบบนั้นฝ่ายเฟอร์เองก็เริ่มเห็นแววความวุ่นวายแล้วเช่นกัน...

            “เฮ้อ...เข้าใจแล้วครับแต่ความปลอดภัยของคลูสจะเอายังไงล่ะครับ อย่าบอกนะครับว่าคุณจะให้คุณลิซ่าช่วยปกป้องคลูสเขาน่ะ?บอกตามตรง ถ้าแบบนั้นนี่ผมไม่เห็นด้วยเลยนะครับ” สุดท้ายนาธานก็ยอมแต่โดยดีเนื่องจากขี้เกียจเถียงหาข้อสรุปเพราะถ้าไม่เอาแบบนี้วันนี้ก็คงไม่ได้เข้าไปสำรวจเสียทีแน่ๆ...แต่ก็ยังคงต้องแย้งเรื่องความปลอดภัยของตัวตั้งตัวตีที่ยังขู่ในลำคอใส่คู่กรณีตัวเองยังกับสุนัขอยู่ด้วย

            เพราะอย่างเขาเองถึงจะไม่ได้เก่งมากแต่ก็พอมีฝีมือเอาตัวรอดอยู่บ้างบวกกับแม่ทัพสาวที่ไปด้วยที่ทำให้เขาไม่ต้องกลัวอะไรนอกจากเรื่องหน้ากากตัวเองส่วนเฟอร์เอง เห็นแบบนั้นก็มีฝีมืออยู่พอตัว ถึงจะกระเตงสาวเข้าไปด้วยก็น่าจะไม่มีปัญหาเท่าไหร่นัก

            แต่คลูสกับลิซ่านี่สิอีกเรื่อง...ทั้งสองเป็นแค่บรรณารักษ์เท่านั้นจะให้ดูแลความปลอดภัยให้กันก็คงมีแต่ถ่วงกันหรือไม่ก็ไปทะเลาะกันล้งเล้งอยู่ในนั้นซะมากกว่า แถมถ้าเกิดเรื่องที่ส่งผลต่อความปลอดภัยเข้าจริงๆนาธานยังคิดด้วยซ้ำว่าลิซ่าน่าจะเอาตัวรอดได้ดีกว่าไอบ้าห้าร้อยแบบคลูสเป็นไหนๆ

            “เราให้คลูสกับลิซ่าพกเพ็ปเพอร์กันไปคนละกระบอกแล้วน่ะอย่างน้อยถ้าจวนตัวคงจะพอป้องกันตัวได้บ้างนั่นแหละน่า เจ้าอย่าคิดมากเลย” ดยุคหนุ่มกล่าวอย่างไม่ยีระ เพราะการให้สองคนนั้นพกปืนพริกไทยเข้าไปยังไงๆก็ปลอดภัยแน่ๆหากมีภัยคุกคามประเภทมนุษย์เกิดขึ้น

            “เอาจริงหรอครับ?ทั้งๆที่คุณเองก็เป็นคนเริ่มเรื่องไม่อยากให้คนรู้เกี่ยวกับของพวกนั้นแท้ๆแต่ไหงให้สองคนนั้นเอาออกมาใช้แบบนี้ล่ะครับ?” เกี่ยวกับเรื่องนี้ลิซ่าเองก็พอจะรู้ข้อมูลของพวกเราสามคนรวมถึงของในคลังที่หอสมุดเก็บเอาไว้คร่าวๆอยู่แล้วจึงไม่ได้มีปัญหาอะไรแต่การเอามาใช้ในที่สาธารณะก็ยังเป็นคามคิดที่เจ้าตัวรู้สึกว่าน่าจะไม่โอเคเท่าไหร่อยู่ดีแถมมีสาวผมแดงที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนู้นด้วย

            “เอาน่า เจ้าไม่ต้องจริงจังนักหรอกยังไงซะแยกคู่กันเดิน แม่ทัพวัลคอร์ตเขาก็ไม่รู้เกี่ยวกับปืนพวกนั้นหรอกน่าไปกันเถอะ สาวๆกวักมือเรียกแล้วน่ะ” กล่าวจบเจ้าตัวก็ตบบ่าเพื่อนของตนแล้วรีบเดินตรงไปหาสาวผมฟ้าทันที

            “จะไปรอดไหมเนี่ย...”นาธานบ่นพึมพำอย่างปวดหัว ก่อนจะเดินตามคณะเข้าไปอย่างเสียไม่ได้...

            …………………………………………………

            เฉียดฉิวทันปลายเดือนแฮะครับ...

            หลายท่านอาจงงๆสาวผมฟ้านี่ใครเธอเคยโผล่มาแล้วในคอร์สแรกช่วงตอนที่15-16 ออกมานิดนึงจริงๆเธอจะมีบทหลักๆในนิยายภาคของเฟอร์เขาละนะครับ(ยังไม่ได้เขียนเลย)เลยเอาหล่อนกลับมาให้คนอ่านได้รู้จักบ้างอะไรงี้

            จริงๆผมอยากเขียนทรีเดตนะครับแต่กลัวคนอ่านจะเบื่อ เลยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเอาไงดีระหว่างตอนเดียวเน้นไปที่คู่นาธานกับท่านแม่ทัพ หรือทรีเดต เน้นไปที่ทีละคู่เลยจะได้รู้จักตัวละครกันมากขึ้นอะไรแบบนี้ คิดเห็นยังไงก็บอกกันเน้อ

            อ้อเดือนหน้าผมไปทำงานงานหนังสือนะครับ แถมเสร็จจากงานหนังสือก็มีสอบยาวยันปลายเดือนอาจจะไม่ได้ลงนะครับ

            แต่ถ้าลงผมบอกเลยว่าตอนต่อไป เมนูที่15แน่นอนครับ

    คล้ายกับเรื่องCafe's in New World เปิดคาเฟ่ในต่างโลก ที่คุณอ่าน