เมื่อจันทราเร้นกายดวงตะวันก็กลับมาทอแสงทองสว่างให้กับผู้คนเป็วัฏจักรหมุนวนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับยามนี้ที่หญิงสาวร่างแบบบางกำลังขยับตัวลุกจากที่นอนหมายจะออกไปทำหน้าที่ตน อ่างน้ำ ผ้าเช็ดหน้าถูกวางเตรียมไว้รอท่าั้แ่เมื่อเย็นวาน น้ำเย็นในอ่างใบเล็กช่วยชำระความง่วงงุ่นได้หมดสิ้น เส้นผมสีดำสนิทถูกสางให้เป็ระเบียบก่อนจะได้รับการเกล้าขึ้นและเสียบด้วยปิ่นไม้สลักลายดอกมู่ตานที่ได้มาจากตลาดไท่หยางเมื่อคราวก่อน ชุดสีชมพูอ่อนของฝากจากเฟิงเออร์ช่วยขับผิวให้แลดูผ่องใส ยิ่งยามเยื้องย่างชายกระโปรงที่ปักประดับลวดลายดอกไม้เล็กๆ ก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไปราวกับกำลังเริงระบำ
“พี่มู่ตานตื่นเช้านักเ้าค่ะ” เสียงงัวเงียของเด็กน้อยดังมาจากบนเตียง
“อืม วันนี้ข้าจะออกไปธุระในตลาดสักหน่อย หมั่นโถวของโปรดเ้าข้าทำเผื่อไว้ในครัวแล้ว เช้านี้พวกเ้าพี่น้องก็กินรองท้องก่อนทำงานเถอะ” นางเอ่ยพลางหยิบห่อผ้าชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนจะหมุนกายเดินเข้ามาใกล้เด็กน้อยบนเตียง
เฟิงเออร์แม้จะยังไม่ตื่นดี หากแต่ก็ใช้สายตาจับจ้องมาทางมู่ตานไม่กะพริบ
“มีอะไรติดหน้าข้าหรือ?” หญิงสาวเอ่ยถามพลันยกมือขึ้นสำรวจ เสื้อผ้า หน้าผม อีกรอบ
“ปะ ปะ เปล่าเ้าค่ะ ข้าเพียงแต่เห็นว่าวันนี้พี่มู่ตานของข้าช่างงามนัก” เด็กน้อยพูดโดยสายตายังจับจ้องชื่นชมโครงหน้ารูปไข่ ที่มีเครื่องหน้าจิ้มลิ้มพอเหมาะพอดียิ่ง
“งามจริงๆ นะเ้าคะ” เด็กหญิงย้ำคำ พลางยกมือลูบไปบนกระโปรงสีชมพูอ่อนอย่างภูมิใจ ก่อนที่สายตาจะเลื่อนลงไปมองรองเท้าผ้าที่หญิงสาวสวมอยู่
“ข้าคิดไว้แล้วไม่ผิดว่าท่านต้องใส่ชุดนี้ออกมาได้งดงามมากแน่” น้ำเสียงเล็กๆ เอ่ยด้วยความภูมิใจซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด จนคนถูกชมเริ่มทำตัวไม่ถูก แก้มเนียนใสปรากฏสีชมพูระเรื่อขึ้นจางๆ
“ต้องขอบคุณเ้ากับพี่ใหญ่ที่มีน้ำใจกับข้ายิ่ง แต่ตอนนี้สายมากแล้วข้าต้องรีบออกไป ส่วนเ้าก็รีบลุกไปล้างหน้าบ้วนปากเถิด” หญิงสาวเอ่ยกับเด็กน้อยพร้อมกับตบหลังเบาๆ ก่อนจะได้รับรอยยิ้มน่ารักกลับมาแทนคำตอบ ส่งให้บรรยากาศเช้านี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นไม่ต่างจากแสงตะวัน
*
ยามซื่อเป็่เวลาที่ทุกร้านค้าในตลาดไท่หยางเปิดพร้อมรับลูกค้าที่มาจากทั่วสารทิศ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน เสียงล้อไม้บดลงบนถนน สลับกับเสียงร้องเรียกลูกค้าดูครึกคักมีชีวิตชีวายิ่ง
มู่ตานที่เดินทางมาตลาดไท่หยางคนเดียวเป็ครั้งแรกอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ สองเท้าก้าวไปตามทางที่เนืองแน่นด้วยสินค้าหลากหลาย ทั้งของกิน ของใช้ ทุกอย่างได้รับการวางแต่งอย่างน่าสนใจ จนแม้แต่นางเองก็ยังอดหยุดยืนดูไม่ได้
“แม่นางน้อยสนใจปิ่นชิ้นนี้หรือ?” แม่ค้าร้านขายเครื่องประดับที่มู่ตานยืนดูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
หญิงสาวไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด เพียงแต่ส่งยิ้มบางเบาแล้วก้มลงมองปิ่นในมือ
“ปิ่นสองขาชิ้นนี้อ่อนช้อยงดงาม หากวันใดท่านแต่งงานก็สามารถใช้ปิ่นนี้เป็ของแทนใจได้” แม่ค้าสาวเอ่ยอย่างลื่นไหล
หากแต่คนที่ได้ฟังใบหน้าพลันขึ้นสี “แต่งงานงั้นหรือ?” เมื่อนึกขึ้นได้นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงสนใจดอกมู่ตานบนปิ่นเท่านั้น”
แม่ค้าเห็นหญิงสาวเขินอายก็ได้แต่หัวเราะ พลางเอ่ยตอบ “ปิ่นสองขาส่วนใหญ่มักซื้อเป็ของแทนใจสำหรับคู่รักที่ต้องห่างกัน ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่คนรัก อีกส่วนหนึ่งก็มักเก็บไว้กับตัวเอง ยามเมื่อกลับมาเจอกันจึงเอาปิ่นมาต่อเข้ากันอีกครั้ง” รอยยิ้มจากแม่ค้าและความหมายของปิ่นสองขาทำให้มู่ตานเลือกวางปิ่นนั้นลงอย่างว่องไว ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่สื่อไปไม่ถึงดวงตา
จากร้านขายปิ่นเลี้ยวซ้ายไปไม่ไกลก็มาถึงร้านพู่กันเซียน มู่ตานยืนมองป้ายหน้าร้านอีกครั้งด้วยรู้สึกว่าอักษรที่มองเห็นชวนให้รู้สึกสงบใจลงได้อย่างน่าประหลาด มีทั้งความหนักแน่น ขณะเดียวกันก็พริ้วไหวอ่อนโยน ผู้ที่เขียนตัวอักษรได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ช่างน่านับถือยิ่งนัก
“มู่ตาน” เสียงเสี่ยวซีเอ่ยทักขึ้น ชวนให้มู่ตานหันสายตากลับไปมองพลางส่งรอยยิ้มเป็มิตรไปให้อย่างจริงใจ
“พี่เสี่ยวซี”
“มาถึงที่ร้านมีอะไรหรือไม่ เหตุใดไม่ให้เฟิงเฉินมาเล่า อากาศร้อนเช่นนี้คงเหนื่อยแย่เข้ามาด้านในก่อน” เสี่ยวซีเดินออกมาจูงมือมู่ตานเข้าไปในร้านอย่างเป็กันเอง
เถ้าแก่เวิ่นที่เดิมทีนึกว่ามีลูกค้าก็ลุกขึ้นต้อนรับ พลันเมื่อเห็นว่าเป็หญิงสาวที่นึกชื่นชมก็เอ่ยทักทายขึ้นก่อนอยางไม่ถือตัว
“มาถึงที่นี่ด้วยตัวเองเลยหรือ”
มู่ตานค้อมเอวทักทายด้วยความเคารพ
“เถ้าแก่เวิ่น สบายดีหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่สบายเลย ไม่เลยสักนิด ั้แ่รับกระดาษเ้ามาขายข้าไม่เคยได้สบายใจเลย”
หากแต่ยังไม่ทันที่มู่ตานจะได้เอ่ยถาม เถ้าแก่เวิ่นก็พูดต่อ
“มีแต่คนมารุมแย่งซื้อกระดาษของเ้า ข้านี่เวียนหัวไปหมดแล้ว” เถ้าแก่เวิ่นทำท่าเอามือขึ้นมากุมขมับ แต่ก็พลันหัวเราะเองขึ้นมาเสียก่อน มู่ตานและเสี่ยวซีเห็นเถ้าแก่เวิ่นมีอารมณ์หยอกล้อแต่หัววันเช่นนี้ก็พลันอดจะหัวเราะไปด้วยไม่ได้
“เ้ามาที่นี่แต่เช้ามีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่” เถ้าแก่เวิ่นเอ่ยถาม
“ข้าเพียงเข้ามาทำธุระเล็กน้อย เลยถือโอกาสแวะมาเยี่ยมเยียนเ้าค่ะ” หญิงสาวตอบคำอย่างนอบน้อม
เถ้าแก่เวิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ชวนนางนั่งลงบนตั่ง พลางรินน้ำชาลงจอกส่งให้
“กระดาษของเ้ากำลังเป็ที่้า ตอนนี้จวนใหญ่หลายจวนส่งคนมาแย่งซื้อกันอุตหลุด ข้านี่เริ่มจะปวดหัวเพราะกลัวจะเสียลูกค้า คราวก่อนฝากความกับเฟิงเฉินเื่ผลิตให้มากขึ้น เ้าคิดเห็นเป็เช่นไร”
มู่ตานวางจอกชาลง เงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาสีดำสนิทที่มองมาอย่างมั่นคงพลางเอ่ย
“เรียนเถ้าแก่ตามตรง ข้ากำลังจะทำโรงกระดาษ อีกไม่นานน่าจะผลิตได้เยอะขึ้นเ้าค่ะ”
“โรงกระดาษหรือ?” เถ้าแก่เวิ่นฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อ เด็กสาวผู้นี้อายุยังน้อยหากแต่คิดค้าขายเกินตัวยิ่ง โรงกระดาษไม่ใช่ใครคิดจะทำก็ทำได้ หากแต่ยังต้องมีเงินทุนที่แข็งแกร่งบวกกับประสบการณ์ไม่น้อยทีเดียว กระดาษที่เขาเคยรับซื้อมาจากทางใต้ก็ล้วนเปิดทำกันเองในบ้านเท่านั้น นี่นางถึงกับคิดจะตั้งโรงกระดาษเชียวหรือช่างหาญกล้าเกินไปแล้ว
“เ้าค่ะ แต่คงยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ่นี้ต้องลำบากเถ้าแก่เวิ่นแล้ว” มู่ตานเอ่ยพลางลุกขึ้นค้อมเอว เถ้าแก่เวิ่นเห็นดังนั้นก็รีบโบกมือ
“นั่งลงเถิด ว่าแต่เ้าจะตั้งโรงกระดาษที่ใดกัน”
“ตอนนี้อยู่ใน่เจรจาต่อรองกับเ้าของที่เ้าค่ะ แม้จะยังไม่ลงตัวแต่ก็คงจะต้องเตรียมเงินทุนสำรองสำหรับใช้จ่าย” มู่ตานหยุดเว้นระยะครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ
“ไม่ทราบว่าเถ้าแก่เวิ่นพอจะรู้จักโรงจำนำที่ซื่อตรงพอจะไว้ใจวางสิ่งของสำคัญได้หรือไม่เ้าคะ" มู่ตานเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาจนทำให้เถ้าแก่เวิ่นที่เดิมทีแอบหวั่นใจก็พลันบังเกิดความเอ็นดู
“โรงจำนำหรือ…” เถ้าแก่เวิ่นครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “เ้าขาดเหลืออีกเท่าใด หากข้าพอช่วยได้ย่อมยินดี ต่อไปกิจการข้าก็อาจต้องพึ่งโรงกระดาษเ้าเป็สำคัญ" เถ้าแก่เวิ่นกล่าวถึงเจตนาอย่างตรงไปตรงมา ก็ในเมื่อนางไม่คิดอ้อมค้อมเขาซึ่งเป็ผู้อวุโสก็ไม่เหตุให้ต้องปิดบัังเช่นกัน
ส่วนมู่ตานไม่ใช่นางเดาไม่ออกว่าเถ้าแก่เวิ่นอยากร่วมหุ้นทำโรงกระดาษ หากแต่นางตั้งใจแล้วว่าจะสร้างโรงกระดาษแห่งนี้ด้วยน้ำพักน้ำแรง ให้เป็สมบัติของครอบครัวใหม่ในภพนี้ ดังนั้นเพื่อป้องกันเื่ยุ่งยากจึงไม่คิดรับหุ้นส่วนั้แ่ต้น
“ขอบคุณเถ้าแก่เวิ่นที่เมตตา ข้าและพี่น้องรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก หากแต่การตั้งโรงกระดาษครั้งนี้พวกเราย่อมอยากพึ่งพาตนเองก่อนเป็สำคัญเ้าค่ะ”
เถ้าแก่เวิ่นมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา นางสัญญาจะขายกระดาษให้กับร้านพู่กันเซียนเพียงที่เดียว หากตัวเขาไม่ได้เป็หุ้นส่วนในการตั้งโรงกระดาษก็ยังมีสัญญาที่ถือไว้อีกแผ่นให้อุ่นใจ หัวสมองพ่อค้ามากประสบการณ์บวกลบคูณหาญเร็วรี่ก่อนเอ่ยแนะนำอย่างมีเมตตา
“เช่นนั้นก็ไปที่โรงจำนำต้าจี๋เถิด หลงจู๊ที่นั่นไม่เอาเปรียบคน” เถ้าแก่เวิ่นได้แต่คิดในใจสมบัติเก่าของตระกูลเฟิงหรือแม้แต่ตัวนางเองจะมีสักเท่าใดกัน ถึงตอนนั้นหากนางเป็คนยื่นข้อเสนอก็ค่อยว่ากันอีกที
*
*
*
ด้วยเห็นว่าพูดคุยกับเถ้าแก่เวิ่นจนสายกว่าที่คิดไว้ นางจึงรีบเดินทางไปโรงจำนำต้าจี๋ตามคำแนะนำ เพื่อจัดการธุระให้เสร็จจะได้รีบกลับไปช่วยสองพี่น้องตระกูลเฟิงทำกระดาษ ยิ่งพวกนางทำกระดาษได้มากเท่าไร นั่นยิ่งหมายถึงสภาพคล่องทางการเงินที่มีมากขึ้นเท่านั้น
เดินมาตามทางไม่ถึงครึ่งเค่อตัวอักษรสีทองทรงพลังว่า ต้าจี๋ ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เดิมทีนางนึกว่าจะเป็โรงจำนำที่โอ่อ่ามากกว่านี้ หากแต่ภาพตรงหน้ากลับเป็เพียงร้านแคบๆ สองชั้นที่นอกจากป้ายร้านที่ดูดีแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีส่วนใดที่บ่งบอกถึงความมั่นคงของร้านนี้ได้เลย
มู่ตานชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแต่ด้วยเชื่อว่าเถ้าแก่เวิ่นมีเมตตากับนางและคนตระกูลเฟิง เื่เช่นนี้คงไม่น่าจะหลอกกัน
“มีผู้ใดอยู่หรือไม่” เมื่อเดินเข้ามาในร้าน กลับพบเพียงความว่างเปล่า นางจึงตัดสินใจเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบาอีกครั้ง “มีผู้ใดอยู่หรือไม่เ้าคะ”
สักพักร่างของชายชราหนวดขาวยาวถึงอกก็ปรากฏในสายตา ใบหน้าแจ่มใสให้ความรู้สึกอารี ทุกๆ การก้าวขยับยังดูกระฉับกระเฉงแข็งแรงยิ่ง
“แม่นาง มีสิ่งใดให้ข้าช่วยเล่า” น้ำเสียงแจ่มใสที่มาพร้อมกับรอยยิ้มเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็กันเอง
“หลงจู๊ ช่วยดูสิ่งนี้ให้ข้าหน่อยเถิดเ้าค่ะ ข้า้าฝากไว้ไม่นาน”
หลงจู๊ชรามองห่อผ้าตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดออก ปิ่นทองรูปดอกมู่ตานประดับทับทิมเช่นนี้ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไปจะมีแน่ ผู้ที่ถูกเรียกหลงจู๊พลิกดูั้แ่หัวจรดท้าย ซ้ายจรดขวา ทับทิมทุกเม็ดสดใส อีกทั้งยังมีสีสม่ำเสมอ ความพิถีพิถันในการผลิตปิ่นย่อมบอกที่มาได้ไม่ยาก ตัวอักษรสลักคำว่า กัว ที่ด้านหลังปิ่นแม้จะเป็เพียงรอยบางๆ หากแต่ชัดเจนนักสำหรับผู้มีประสบการณ์เช่นเขา
“500 ตำลึงทอง” หลงจู๊แจ้งในมือยังคงถือปิ่นสำรวจอย่างใจเย็น
มู่ตานเมื่อได้ฟังหัวใจพลันเต้นแรงกว่าปกติ ปิ่นนี่ราคา 500 ตำลึงทองเชียวหรือ ด้วยเงินนี้นางสามารถซื้อที่ดินที่หมายตาเอาไว้ได้ทันที แต่แล้วหัวคิ้วของนางก็พลันขมวดขึ้นเป็ปม
หลงจู๊เห็นสีหน้าของหญิงสาวพลันนึกไม่ถึงว่าจะเป็ราคาที่นางไม่พอใจ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“700 ตำลึงทอง” หลงจู๊ชรามองหญิงสาวด้วยรอยยิ้มอีกครา
มู่ตานที่เงียบเพราะทำอะไรไม่ถูกได้ฟังราคาที่เพิ่มขึ้นก็พลันตื่นเต้นมากกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ย
“เถ้าแก่เวิ่นร้านพู่กันเซียนแนะนำข้ามาแจ้งว่าที่ร้านต้าจี๋ไม่เคยเอาเปรียบผู้คนที่เดือดร้อน…” นางยังพูดไม่ทันจบดีหลงจู๊ชราก็พลันเอ่ยขึ้นอีกรอบ
“1000 ตำลึงทอง! ข้าให้ได้เท่านี้ หากเ้าตกลงข้ายังต้องไปคุยกับเถ้าแก่ของข้าก่อนด้วยซ้ำ เ้าจะรับหรือไม่ ถ้าไม่รับก็เอาของของเ้ากลับไปเถิด” หลงจู๊ชราวางปิ่นดอกมู่ตานลงบนผ้าตามเดิมพลางเลื่อนห่อผ้ากลับไปที่หญิงสาว
“หลงจู๊อย่าเพิ่งเข้าใจผิด" มู่ตานเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใส มือน้อยยื่นส่งห่อผ้ากลับไปให้หลงจู๊ชราตามเดิม
"ท่านมีน้ำใจสมกับที่เถ้าแก่เวิ่นได้บอกมาทุกประการ ครั้งนี้ข้าคงต้องรบกวนหลงจู๊ให้ช่วยพูดกับเถ้าแก่ของท่านแล้ว”
หลงจู๊ที่เพิ่งตระหนักว่าดูอาการนางผิดไปก็ให้รู้สึกเก้อกระดาก ที่ผ่านมาเขาได้รับแต่ข้าวของดาษๆ ไม่ต้องตาต้องใจ แต่คราวนี้ไม่ใช่ ด้วยปิ่นทับทิมนี้อาจเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาลเลยก็ยังได้ ความตื่นเต้นของหลงจู๊อาจทำให้ร้านเสียเงินก้อนโตก็จริง แต่สำหรับตัวเขาที่ตลอดชีวิตเห็นของมีค่ามามากนัก 1000 ตำลึงทองนับว่าสมน้ำสมเนื้อแล้วจริงๆ
“ดี เช่นนั้นเ้าก็นั่งรอที่ตั่งฝั่งทางนู่นสักประเดี๋ยวเถิด ข้าจะต้องเข้าไปคุยกับเถ้าแก่สักครู่ แล้วจะรีบออกมา” กล่าวจบหลงจู๊ก็หยิบปิ่นทับทิมเดินหายไปทางด้านหลังร้าน
“ขอบคุณหลงจู๊ที่ช่วยเหลือเ้าค่ะ” มู่ตานเอ่ยตามหลัง ก่อนจะเดินไปนั่งรอในตำแหน่งที่หลงจู๊ชราพูดถึง
ร้านต้าจี๋หากดูภายนอกคนคงไม่รู้ว่าที่นี่เป็โรงจำนำที่สามารถจ่ายราคาสินค้าได้สูงถึงเพียงนี้ หลังจากที่สอดส่องสายตาไปตามจุดต่างๆ ของร้าน และคิดอะไรเพลินๆ อยู่พักใหญ่ เสียงของหลงจู๊ก็ดังขึ้น
“แม่นางน้อย”
มู่ตานได้ยินดังนั้นก็รีบเดินกลับมา
“ด้วยเงินที่มากเอาการอยู่เถ้าแก่จึงขอตั้งเงื่อนไขเล็กน้อย หากแม่นางตกลงข้าก็จะเอาตั๋วเงินและสัญญาออกมาให้เดี๋ยวนี้”
“เงื่อนไขหรือเ้าคะ ว่าอย่างไรเ้าคะ”
คิ้วที่ขมวดเป็ปมของหญิงสาวชวนให้หลงจู๊ชรานึกเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยเงื่อนไขที่ได้รับคำสั่งมาอย่างลื่นไหล
“เงื่อนไขคือ ทุกๆ วันที่หนึ่งของเดือนเ้าจะต้องกลับมาที่ร้านต้าจี๋เพื่อจ่ายเงินคืนด้วยตนเอง สัญญานี้ไม่มีกำหนดเพียงแต่ทุกครั้งที่มาจะต้องหาของหนึ่งชิ้นมาแทนดอกเบี้ยเ้าจะยอมรับหรือไม่”
เมื่อได้ฟังเงื่อนไข ในหัวของนางมีแต่คำว่า ประหลาด ผุดขึ้นเต็มไปหมด
“หลงจู๊ ข้า... ข้าไม่เคยได้ยินเงื่อนไขเช่นนี้มาก่อน หากข้าล่วงเกินหรือทำให้ท่านไม่พอใจข้าต้องขออภัย ด้วยไม่มีเจตนา…”
“แม่นางน้อย ข้าเป็หลงจู๊ที่ร้านนี้มาค่อนชีวิตย่อมต้องไม่พูดเล่นกับลูกค้าแน่” มู่ตานมองใบหน้าของหลงจู๊ชราแล้วก็ให้หนักใจนัก
"ไม่กำหนดว่าต้องจ่ายเงินต้นให้หมดเมื่อใด?"
"ถูกต้อง"
"ข้าต้องมาจ่ายเงินต้นและหาของมาแทนดอกเบี้ยทุกเดือน"
หลงจู๊ชราพยักหน้าเป็การยืนยัน
"เ้าเข้าใจถูกแล้ว"
มู่ตานไม่คิดว่าโรงจำนำของที่นี่จะมีการยื่นข้อเสนอแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน ข้อเสนอนี้หากมองผิวเผินผู้ได้ประโยชน์ย่อมเป็ลูกค้าเช่นนาง หากแต่การลงทุนที่หวังผลตอบแทนเพียงสิ่งของที่ไม่รู้ว่าจะเป็อะไรนั้นเถ้าแก่ของที่นี่คิดอะไรอยู่กันแน่ นางเพียรครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาในหัว เมื่อคิดไม่ตกแต่อยากจะดำเนินการตามที่ตั้งใจไว้จึงต้องลองเสี่ยงดู
“หากเป็เช่นนั้น... ข้าต้องรบกวนหลงจู๊แล้ว”
*
ผ่านไปไม่นานสัญญาหนึ่งฉบับและตั๋วเงิน 100 ตำลึงทองจำนวนสิบใบก็มาอยู่ในมือของมู่ตานแล้ว นางพร่ำบอกกับตัวเองว่าได้อ่านสัญญาอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วเดินจากไป โดยไม่ทันสังเกตว่าบนระเบียงชั้นสองของร้านต้าจี๋มีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาที่แม้แต่หลงจู๊ชราก็ยังคาดเดาไม่ออก เขาเป็หลงจู๊มาตลอดชีวิตไม่เคยเห็นข้อเสนอประหลาดเช่นนี้มาก่อนเช่นกัน เหตุใดนายท่านจึงตั้งเงื่อนไขให้นางเช่นนี้กันเล่า ชายชราได้แต่ตั้งคำถามเมื่อหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้จึงได้แต่ส่ายหัวก่อนจะหันกายกลับเข้าหลังร้านไป
“หากมีวาสนาห่างกันพันลี้ยังได้พบหน้า หากไร้ซึ่งวาสนาแม้อยู่ตรงหน้าก็ไม่อาจพบเจอ วันนี้ข้าได้พบเ้าอีกนับว่าเรามีวาสนาต่อกันเช่นนั้นใช่หรือไม่” รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นวูบหนึ่งก่อนที่จะเลือนหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาใช้สายตาทอดมองตามหลังหญิงสาวไปราวกับกำลังอาวรณ์ยิ่ง