แน่นอนว่ามีนักผจญภัยแรงค์ B อย่างป้องอยู่ในทีม การตะลุยดันเจี้ยนระดับแรกเริ่มก็ไม่ใช่อะไรที่น่าเป็กังวล “แบบนี้มันจะเป็ผลดีหรือผลร้ายกันแน่?” เต้แอบนึกคิดขณะที่หันมองไปยังป้องที่จัดการกับมอนสเตอร์รูปแบบมนุษย์อย่างก๊อบลินจนอยู่ในสภาพล่อแร่ใกล้ตาย จากนั้นจึงนำกลับมาให้แต้วใช้พลังไฟของตนเพื่อแผดเผาทำลาย ในสองวันที่ผ่านมานี้ เต้กลับเห็นภาพในลักษณะนี้จนชาชินแล้ว “แบบนี้ยังจะมาบอกว่าเส้นทางของนักผจญภัยไม่มีทางลัดอยู่อีกรึยังไง? ถ้าแบบนี้ไม่เรียกว่าทางลัด แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็ทางลัดกัน? แต่จะเอาตรรกะของคนที่ต้องปากกัดตีนถีบอย่างเรามาวัดกับคนที่เขาคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดก็คงจะไม่ได้ล่นะ” นึกคิดกับตัวเองพร้อมกับที่ถอนหายใจออกมาอีก เต้ก็คิดขึ้นกับตัวเองใหม่ “ดูเหมือนทีมนี้จะเน้นแค่เื่การเก็บประสบการณ์เพิ่มระดับให้กับคุณแต้วเป็พิเศษ…มีนักผจญภัยแรงค์ B อย่างคุณป้องอยู่ด้วยแบบนี้มันก็ดีอยู่หรอก..แต่สำหรับเราที่้าเงินด้วย”
ขณะเต้ที่จมอยู่ในห้วงความคิด เสียงของป้องก็ดังขึ้น “คิดอะไรอยู่หรอครับคุณเต้ หน้าเครียดเชียว”
เต้ที่รู้สึกตัวขึ้นมาก็รีบหันมายิ้มตอบป้องกลับไป “แค่คิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยน่ะครับ อย่าสนใจผมเลย” เต้เอ่ย
ป้องหัวเราะ “อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะครับ ความเท่าเทียมน่ะ มันไม่มีในโลกของเราั้แ่แรกอยู่แล้วล่ะครับคุณเต้…คุณเต้ก็น่าจะพอรู้มาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะครับว่าคุณแต้วน่ะ เขาเป็ทายาทของบริษัทั์ใหญ่ AK”
“ก็พอจะรู้มาบ้างแล้วน่ะครับ แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคุณแต้วเขาจะมาทนลำบากและเสี่ยงเป็นักผจญภัยแบบพวกเราทำไม” เต้เอ่ย
ป้องได้ยินอย่างนั้นก็ยกมือยักไหล่ขึ้นเพื่อแสดงออกว่าตนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน “อาจจะเป็ความท้าทายรูปแบบหนึ่งมั้งครับ….ผมเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าตัวเองมีเงินเยอะซะจนใช้ไปทั้งชาติก็คงไม่หมดอย่างคุณแต้ว แล้วชีวิตจะเหลือความตื่นเต้นหรือความ้าอะไรอีก” ป้องเอ่ย
“ผมขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่าครับคุณป้อง?” เต้เอ่ยขึ้น
“ได้สิครับ” ป้องบอก
“ถ้าพูดถึงเื่เงิน ผมว่าคุณแต้วเขาก็น่าจะมีอย่างเหลือเฟือเลยใช่ไหมล่ะครับ ทำไมเขาไม่จ้างนักผจญภัยที่..” เต้เอ่ย
“เก่งกว่าผมหรอครับ?” ป้องเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
“ผมไม่ได้จะ.. ” เต้เอ่ย
“ผมเข้าใจ…ส่วนสาเหตุก็เพราะตอนนี้แค่ผมก็เพียงพอแล้วล่ะครับ อีกอย่างนักผจญภัยที่แรงค์สูงกว่านี้ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะว่าง ถึงว่างก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะมารับงานแบบที่ผมทำให้กับคุณแต้ว ในอนาคต อาจจะมีคนเปลี่ยนใจก็ได้มั้งครับ” ป้องเอ่ยหัวเราะ
“ครับ” เต้ยิ้มตอบ
“ว่าแต่คุณเต้..ไม่ใช่มือใหม่สินะครับ?” ป้องเอ่ยถามขึ้น
“?” เต้ปรากฎเครื่องหมายคำถามขึ้นมาบนใบหน้าในทันทีที่ได้ยิน
“ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับ ว่าคุณเต้มีเหตุผลอะไรในการปิดบัง แต่เท่าที่ผมเห็นการต่อสู้ของคุณเต้ มันไม่ใช่ความสามารถของนักผจญภัยระดับ F หรอกนะครับ” ป้องเอ่ยขึ้น
ได้ยินอย่างนั้นเต้ก็เข้าใจได้ในทันที “มันเป็เื่ที่อธิบายยากน่ะครับ” เต้ตอบ ด้วยเพราะรู้ดีว่าตนนั้นไม่สามารถเล่าเกี่ยวกับเื่ราวทั้งหมดของตนให้กับคนอื่นฟังได้ และต่อให้เล่าออกไปจริงๆ ใครจะเชื่อกัน ต่อให้เชื่อแล้วตนจะได้อะไรกับเื่นั้น? “ถ้าเกิดไม่ได้ลื่นตกเขาไปเจอท่านอาจารย์ในโลกแห่งยุทธจักร เราในตอนนี้ก็คงต้องทำงานเป็กุลีแบกของภายในดันเจี้ยนไปตลอดชีวิตล่ะมั้ง” เต้คิด
ป้องหัวเราะตอบ “เอาเถอะครับ จะยังไงก็เป็เื่ดีที่มีคนอย่างคุณเต้อยู่ในทีม คิดไม่ผิดจริงๆที่ผมเลือกคุณเต้” ป้องเอ่ยพร้อมกับที่ยกมือขึ้นมาตบไปที่ไหล่ของเต้ “คุณเต้ไปพักผ่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมเฝ้ายามต่อเอง”
เต้ได้ยินอย่างนั้นก็เอ่ยขึ้น “ถ้าอย่างนั้นผมขอแอบไปงีบพักสัก สองสามชั่วโมงนะครับ” เต้เอ่ย
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหล่ที่เต้เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความสามารถโลกแห่งยุทธจักรไปอย่างไม่รู้ตัว จากที่เคยคิดว่าโลกยุทธจักรเป็เพียงความสามารถไร้ประโยชน์และมีแต่จะก่อภาระให้กับจิตใจของตนเองก็เปลี่ยนเป็ความกระตือลือล้นที่อยากจะนอนหลับ
ในเวลาที่ผ่านมา เต้ค้นพบว่าความสามารถโลกแห่งยุทธจักรนั้นสามารถที่จะช่วยให้ตนพัฒนาขีดความสามารถขึ้นไปอย่างไร้ขีดจำกัด ที่สำคัญ มันยังช่วยให้ตนพัฒนาได้เร็วยิ่งกว่านักผจญภัยคนไหนๆ “เราทวงคืนกลับมาได้แน่ ่เวลาที่เราเสียไปก่อนหน้านี้” เต้คิดขณะที่มุดตัวเข้าไปยังกระโจมและก้มลงนอนหลับตาลงใช้เวลาพักผ่อนอย่างมีค่า
ย้อนกลับมาพูดถึงเื่ที่ว่าเต้นั้นสามารถที่จะพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งกว่านั้นผจญภัยคนไหนๆ สาเหตุที่ปรากฎเื่แบบนี้ขึ้นก็เพราะเงื่อนเวลาที่น่าประหลาดของความสามารถโลกแห่งยุทธจักร ตลอดมาก่อนที่เต้จะได้กราบไป๋หลิวเป็อาจารย์ในโลกแห่งยุทธจักร เต้ในร่างของเย่หลางก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาทั่วไป จริงอยู่ว่าด้วยเพราะได้รับผลกระทบจากความสามารทางร่างกายของเต้ซึ่งเป็นักผจญภัยจึงทำให้เย่หลางเองก็มีสภาพร่างกายที่แข็งแรงกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่จะยังไงเย่หลางก็ยังเป็เพียงมนุษย์ปกติทั่วไปซึ่งจำเป็ที่จะต้องนอนหลับ เพราะแบบนั้น ก่อนที่จะได้กราบไป๋หลิวเป็อาจารย์ เวลาในโลกยุทธจักรกับโลกจริงของเต้นั้นกลับลื่นไหลดำเนินสลับกันไปแบบคืนต่อคืนด้วยอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง ทว่าหลังจากที่กราบหลิวไป๋เป็อาจารย์และได้รับความช่วยเหลือจนกลายมาเป็ผู้ฝึกยุทธอย่างเต็มตัว ร่างกายของเย่หลางก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างคนละเื่ อีกทั้งในระหว่างเข้าสู่ห้วงสมาธิเพื่อขับดันปราณยุทธให้หมุนเวียนหล่อเลี้ยงร่างกาย ร่างกายของเย่หลางก็จะเข้าสู่สภาวะกึ่งจำศีล ทำให้เย่หลางสามารถที่จะอดทนฝึกฝนอยู่ภายในโลกแห่งยุทธจักรได้เป็เวลาหลายวันติดต่อกันโดยไม่ต้องนอน
ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้เอง ทำให้ถึงแม้เวลาในโลกจริงของเต้จะผ่านมาเพียงอาทิตย์เดียวหลังจากที่ค้นพบเกี่ยวกับประโยชน์ของความสามารถโลกแห่งยุทธจักร หากแต่ในโลกแห่งยุทธจักรหลังจากที่เต้ได้กราบหลิวไป๋เป็อาจารย์ เวลากลับล่วงเลยผ่านมาเกือบสามเดือนแล้ว ถึงแม้เวลาสามเดือนอาจจะไม่ได้มากพอให้เต้สามารถพัฒนาเพิ่มระดับปราณยุทธของตัวเองขึ้นไปได้มากนัก หากแต่มันก็นับว่าเพียงพอที่จะให้เต้ได้ปรับพื้นฐานและเรียนรู้เกี่ยวกับขีดความสามารถของตัวเอง
เมื่อตื่นขึ้นมา เย่หลางก็ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงจากนั้นจึงเดินออกไปล้างหน้าล้างตาในอ่างน้ำซึ่งหญิงรับใช้จัดเตรียมไว้ให้ “ระดับของเราเพิ่มขึ้นจากการผจญภัยมาสามระดับ..นั้นก็หมายความว่าขีดความสามารถของร่างกายเราในโลกนี้เองก็ต้องเพิ่มขึ้นไปด้วย” นึกคิดมาถึงจุดนี้ เย่หลางก็รู้สึกตื่นเต้นยินดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “ความรู้สึกของหนูที่บังเอิญตกลงไปยังถึงของข้าวสารมันเป็อย่างนี้นี่เอง…” เต้คิด “ว่าแต่วันนี้เราควรที่จะไปบอกลากับคุณหนูเถียนแล้วจะดีกว่า” นึกคิดกับตัวเองได้อย่างนั้น ครั้งพอเปิดประตูออกมาเย่หลางก็พบเถียนปิงๆเดินมาพร้อมกับกลุ่มสาวใช้เพื่อเตรียมจะมาเคาะประตู้ห้องของตนพอดี
“คุณชายเย่ ปิงๆจัดเตรียมอาหารไว้ให้สำหรับคุณชายเรียบร้อยแล้ว” เถียนปิงๆเอ่ยบอกพร้อมกับที่หันไปโบกมือให้กับสาวใช้เพื่อให้ยกอาหารเข้าไปภายในห้องของเย่หลางอย่างที่ทำมาเป็เวลาหลายอาทิตย์แล้ว
“คุณหนู เกรงว่าถ้าข้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป ตัวข้าคงติดค้างตระกูลเถียนจนชดใช้ให้อย่างไรก็ไม่มีวันหมดแล้ว” เย่หลางเอ่ยกล่าวขึ้น
ได้ยินอย่างนั้นเถียนปิงๆก็หัวเราะคิกออกมา
เย่หลางที่เห็นภาพของหญิงงามอย่างเถียนปิงๆยิ้มหัวเราะออกมาอย่างเป็ธรรมชาติก็ถึงกลับนิ่งค้างไป พอได้มาเห็นภาพนี้ เย่หลางก็อดที่จะนำเถียนปิงๆไปเปรียบเทียบกับคุณหนูแต้วจากบริษัท AK อย่างไม่รู้ตัว ส่วนผลลัพธ์ที่ออกมา แน่นอนว่าเย่หลางต้องเกิดความประทับใจในตัวของเถียนปิงๆที่ทั้งโอนอ่อนเอาอกเอาใจและให้เกียรติกับตนมากกว่าคุณแต้วซึ่งเอาแต่เขม่นใส่ตน
เห็นว่าเย่หลางนั้นเหมือนกับว่าจะไม่ได้พูดล้อเล่น เถียนปิงๆก็หน้าเครียดลงในทันที “คุณชายเย่..ปิงๆดูแลคุณชายเย่ขาดตกบกพร่องที่ใดหรือ?”
“ขอคุณหนูอย่าได้เข้าใจผิด ข้าเพียงแต่หมายความอย่างที่พูดจริงๆ จะอย่างไรข้าก็เป็เพียงคนนอก อย่างนั้นจะมากินมาอยู่ให้คุณหนูดูแลอย่างนี้ได้อย่างไร” เย่หลางเอ่ยอย่างรู้สึกลำบากใจ
“เหตุใดคุณชายเย่จึงต้องคิดมากถึงเพียงนี้” เถียนปิงๆเอ่ย
“คุณหนู” เย่หลางเอ่ยอย่างรู้สึกลำบากใจ
เถียนปิงๆได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจออกมา “อย่างนั้นก็เอาตามที่คุณชายเย่้าเถอะ แต่อย่างน้อยก็ให้คนของปิงๆร่วมทางกลั[ไปช่วยทำหน้าที่ขนส่งสิ่งของเครื่องใช้ให้กับคุณชายด้วย”
“แล้วแต่คุณหนูจะสะดวก” เย่หลางเอ่ย
หลังจากที่เย่หลางเก็บข้าวของเดินทางออกจากตระกูลเถียนไปแล้ว เถียนปิงๆที่ไม่สามารถจะหาเหตุผลมารั้งเย่หลางให้อยู่ยังตระกูลเถียนของตนได้ต่อไปจึงทำได้แต่ใช้สายตามองส่งขบวนคนของตนซึ่งทำหน้าที่ส่งเย่หลางกลับสู่สันเขาหนิวซาน
“ปิงเอ๋อ…คุณชายเย่อะไรนั่นจากไปแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่ว่าที่พวกเราลงแรงไปตลอดหลายอาทิตย์กลับกลายเป็เสียเปล่าหรอกหรือ?” เถียนเมิ่งเอ่ยถามผู้เป็ลูกสาว
เถียนปิงๆได้ยินอย่างนั้นก็หันกลับมามองค้อนใส่ผู้เป็พ่อ “เสียเปล่า? อย่างท่านจะไปเข้าใจอะไร”
“หากไม่เรียกว่าเสียเปล่าแล้วจะเรียกว่าอย่างไร?” เถียนเมิ่งยังคงเอ่ยอย่างไม่ยินยอม
เถียนปิงๆแค่นเสียงออกมาคำหนึ่งจากนั้นจึงเปิดปากอธิบายให้กับผู้เป็พ่อฟัง “อย่างน้อยข้าก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับคุณชายเย่มากขึ้น ทั้งรู้ด้วยว่าคุณชายเย่พักอยู่ที่สันเขาหนิวซาน ที่ให้คนของเรานำส่งคุณชายเย่กลับไป นี่ก็เพื่อยืนยันถึงที่อยู่ของคุณชายเย่ไว้” เถียนปิงๆเอ่ย
“ข้าไม่เห็นว่าพวกเราจะได้ประโยชน์อันใดจากเื่นี้?” เถียนเมิ่งเอ่ย
“ด้วยลักษณะนิสัยของคุณชายเย่แล้ว มีหรือที่คุณชายเย่จะลืมน้ำใจที่ตระกูลเถียนเราหยิบยื่นให้ตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา เช่นนี้แล้วท่านพ่อ ท่านยังคิดว่าพวกเราลงแรงไปอย่างเสียเปล่าอีกหรือ?” เถียนปิงๆเอ่ย
“ปิงเอ๋อ…บางตามตรงว่าข้าเองจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเ้าจึงให้ความสำคัญกับคุณชายเย่ผู้นี้ถึงเพียงนี้” เถียนเมิ่งเอ่ย
ได้ยินอย่างนั้น เถียนปิงๆก็ทำได้แต่ส่ายศีรษะ “อย่างนั้นท่านพ่อก็ตามข้ามาดูด้วยสองตาของตัวเองเถอะ” เอ่ยกล่าวจบ เถียนปิงๆก็เดินนำเถียนเมิ่งผู้เป็พ่อลดเลี้ยวเข้าไปยันลานหน้าตึกใหญ่ซึ่งถูกดัดแปลงให้กลายเป็สนามฝึกสำหรับเย่หลางตลอดใน่หลานอาทิตย์ที่ผ่านมา
หยุดยืนอยู่ยังด้านหน้าของหุ่นไม้ซึ่งอยู่ในสภาพชำรุดและมีรอยบุบสลายแตกหักอย่างเห็นได้ชัด เถียนปิงๆก็หันไปยังเถียนเมิ่งที่พึ่งจะเดินตามมาถึง “ท่านพ่อเห็นว่าหุ่นไม้พวกนี้เป็อย่างไร”
“แล้วหุ่นไม้พวกนี้จะเป็อย่างไรได้นอกเสียจากหุ่นไม้ที่ชำรุดเสียหาย?” เถียนเมิ่งเอ่ยต่อ
ถอนหายใจออกมากับระดับสติปัญญาของผู้เป็พ่ออย่างช่วยไม่ได้ เถียนปิงๆก็ตัดสินใจที่จะเปิดปากอธิบายให้แก่ผู้เป็พ่อฟัง “ท่านพ่อคิดว่าคนธรรมผู้หนึ่งจะสามารถใช้มือเปล่าทุบตีหุ่นไม้พวกนี้ให้ชำรุดแตกหักจนอยู่ในสภาพนี้ได้หรือ?”
ได้ยินอย่างนั้นม่านตาของเถียนเมิ่งก็เบิกกว้างขยายออกในทันที