ตอนที่ 23 – ชีวิตในอาณาเขต
ภัทรเลี้ยงลูกบอลด้วยเท้าอย่างชำนาญ เขาสามารถหลบหลีกผู้เล่นคนอื่นได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเตะเข้าประตูไปได้อย่างรวดเร็ว ผลสรุปก็คือทั้งสองทีมได้คะแนนเสมอกัน เด็กหนุ่มชั้นม.หกที่ชื่อเบิ้ม คนที่พสุบอกว่าเก่งเื่ฟุตบอลที่สุดในโรงเรียน ถึงกับมองเขาอย่างทึ่ง
“เฮ้ย เจ๋งดีเหมือนกันนี่หว่า เพิ่งจะเคยเห็นคนเก่งฟุตบอลขนาดนี้” เด็กหนุ่มชื่อเบิ้มเดินเข้ามาพร้อมกับส่งมือให้ภัทรเพื่อจะจับมือกัน “สวัสดี เราชื่อ เอ๊ะ? หรือควรจะเรียกพี่ดี?”
“เรียกพี่น่ะถูกแล้วครับ เพราะผมแค่ม.สี่เอง” ภัทรยื่นมือออกไปจับมือกับอีกฝ่ายแล้วต่างก็เขย่ากัน “พี่ชื่อพี่เบิ้มใช่ไหมครับ ที่บอกว่าอยู่ม.หกแล้ว ที่ว่าเล่นฟุตบอลเก่งที่สุดในโรงเรียน”
“เออ มันก็ใช่” นายเบิ้มตอบออกมาพลางยิ้มให้ภัทร “แต่ตอนนี้ พี่ต้องระวังฝีมือตัวเองล่ะ เพราะมีคนฝีมือดีกว่าเข้ามาในอาณาเขตแล้ว น้องมาจากอาณาเขตอื่นใช่ไหม? ถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน?”
“ผมไม่เก่งเท่าไหร่หรอกครับ” ภัทรพูดจาอย่างถ่อมตน “ส่วนเื่มาจากอาณาเขตอื่น ใช่ครับ ผมมาจากอาณาเขตแปด”
“ไม่เก่งอะไร? เล่นได้เก่งตั้งขนาดนี้” เด็กหนุ่มชื่อเบิ้มตอบออกมายิ้มๆ “เอ่อ ขอโทษนะ ถ้าจะถาม”
“อะไรครับ?” ภัทรออกจะสงสัย เด็กหนุ่มชื่อเบิ้มเลยถามออกมา
“อาณาเขตน้องโดนโจมตีไปหมดแล้วเหรอ?” อีกฝ่ายถามออกมา ภัทรที่ได้ยินดังนั้น เขาก็ทำสีหน้าเศร้านิดหน่อย ก่อนจะพยักหน้า
“ครับ โดนโจมตีจนราบคาบ” เขาบอก “ไม่เหลืออะไรเลย”
ภัทรไม่อยากจะบอกเลยว่าเพราะอาณาเขตแปดนั่นเองที่เป็จุดชนวนะเิ อาณาเขตแปดเป็อาณาเขตแรกที่คิดต่อต้านพวกเอไอ และผลของมันก็ทำให้อาณาเขตอื่นโดนโจมตีไปด้วย เขาไม่อยากบอกเบิ้มออกไปเลย เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเกลียดชังเขา เขาเลยตัดสินใจไม่เล่าออกไป
“อา เสียใจด้วยนะที่เกิดเื่แบบนี้ขึ้น” เบิ้มถึงกับเอามือมาตบบ่าเขา เบิ้มออกจะสูงกว่าภัทรนิดหน่อย “แต่มาที่นี่น่ะดีแล้ว ที่นี่พร้อมต้อนรับคนจากอาณาเขตอื่นให้มาพักผ่อนได้ ทุกคนที่นี่เป็มิตรนะ”
“ครับ ผมทราบดีว่าคนที่นี่เป็มิตร” ภัทรตอบออกมาอย่างสุภาพ จนฝ่ายเบิ้มต้องโบกไม้โบกมือออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่ต้องสุภาพมากนักก็ได้” เบิ้มบอกออกมา “มันดูเหมือนไม่สนิทกัน เออ เที่ยงแล้ว ไปกินข้าวกันที่โรงอาหารดีไหม? มีอาหารให้เลือกมากมายเชียวล่ะ”
“เอ่อ คือ” ภัทรบอกออกมา “ผมไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาทครับ”
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวพี่เลี้ยง ถือว่าต้อนรับน้องใหม่ละกัน” และทีมของเบิ้มก็ชักชวนภัทรให้ไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน ภัทรรู้สึกอบอุ่นและดีใจขึ้นมา คนที่อาณาเขตนี้เป็มิตรกันทุกคนจริงๆ ด้วย แล้วเบิ้มกับเพื่อนๆ ของเขาก็พาภัทรไปยังโรงอาหาร มันค่อนข้างกว้างกว่าอาณาเขตแปดมาก และมีร้านข้าวให้เลือกหลากหลาย เบิ้มถามว่าภัทรอยากกินอะไร? จะซื้อให้? ภัทรที่เกรงใจก็พยายามเลือกอาหารที่ราคาถูก
ฝ่ายพสุที่กำลังสอบภาษาอังกฤษ เขาออกจะมีปัญหานิดหน่อยเพราะไม่ถนัดวิชาภาษาอังกฤษ เขาชอบพวกวิชาสังคมศึกษามากกว่า ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ก่อนที่โลกจะล่มสลายลงไป แล้วเวลาก็หมด เขาถอนหายใจ ก่อนจะเดินเอาใบคำตอบไปส่งให้อาจารย์ พอเขาทำเช่นนั้นเสร็จแล้ว เขาก็รีบวิ่งลงไปยังห้องสมุดด้านล่างทันที เพื่อไปตามพันธกรให้มาเรียนด้วยกัน
เขาเข้ามาในห้องสมุดก็เมียงมองหาพันธกร ก็พบพันธกรกำลังอ่านหนังสือวางแผนรบอยู่ พสุตรงเข้ามาแล้วก็บอกกับพันธกร “พัน ฉันสอบเสร็จแล้ว จากนี้ไปเรียนด้วยกันไหม?”
พันธกรเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ “เออ ก็ดีสิ” เขาบอกออกมาแบบนั้น พสุเลยถามถึงชัชชัยว่าหายไปไหน? พันธกรเลยบอกว่าเขาเจอสุคนธาแล้ว แล้วไปไหนกันก็ไม่รู้?
“จริงเหรอ? เจอน้องธาแล้วเหรอ?” พสุดูจะตื่นเต้น เขารีบถามออกมา “แล้วชัยขอโทษน้องเขาหรือยัง?”
พันธกรเลยบอกว่าตนเองไม่ได้อยู่ตอนที่พวกเขาคุยกัน เพราะอยากให้ชัชชัยกับสุคนธาอยู่ด้วยกันสองต่อสองมากกว่า เลยไม่รู้อะไรเลย พสุได้ยินดังนั้น เขาก็ยิ้มออกมา
“แหม นายใจดีจังนะ” พสุชื่นชมแล้วก็ดึงแขนพันธกร “ไปเหอะ ไปเรียนกัน คาบต่อไปเป็วิชาคณิตศาสตร์นะ ชอบหรือเปล่า?”
“อ๋อ ชอบสิ เื่เลข ของถนัด” พันธกรบอกออกมายิ้มๆ “แต่ที่ไม่ชอบก็คือภาษาอังกฤษ”
“เฮ้ย จับมือๆ พวกเดียวกัน” พสุเข้ามาจับมือกับพันธกรเอาไว้ ทำเอาเขาสงสัย เขาถามกลับ “นายก็ไม่ชอบวิชาภาษาอังกฤษเหมือนกันเหรอ?”
“ใช่สิ จะเรียนไปทำไม? ในเมื่อเราไม่ได้ออกไปพูดกับคนต่างชาตินอกอาณาเขตอยู่แล้ว” พสุบอกออกมา ก่อนจะรีบชวนพันธกรให้ขึ้นบันไดไปยังห้องของเขา ตอนนั้น อาจารย์ก็มาแล้ว พสุลากพันธกรมานั่งข้างๆ โต๊ะของเขา ขณะที่เด็กชั้นม.สี่คนอื่นๆ หันมามองพันธกรเป็สายตาเดียว
ฝ่ายชัชชัยกับสุคนธา สุคนธาก็ตัดสินใจโดดเรียนไปเลย เพราะเธออยากพาชัชชัยเที่ยวให้ทั่วอาณาเขตจริงๆ ฝ่ายชัชชัยที่ออกจะเบื่อหน่าย เขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเดินตามสุคนธาไปอย่างเอื่อยเฉื่อยเท่านั้น สุคนธาพาชัชชัยไปยังตลาดกลางอาณาเขต ที่มีของขายมากมาย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ หมวก รองเท้า และของกินด้วย สุคนธาดูจะตื่นเต้นมาก เมื่อพาชัชชัยมารู้จักอาณาเขตของเธอ
“พี่ชอบใส่ชุดอะไร?” สุคนธาหันมาถามชัชชัย “ถ้าอยากได้ หนูซื้อให้สักตัวก็ได้ ไม่ค่อยแพงเท่าไหร่”
“เสื้อยืด กางเกงยีนส์” ชัชชัยตอบอย่างเบื่อๆ เขาแสดงออกทางสีหน้าเลยว่าเบื่อจริงๆ แต่ดูสุคนธาจะไม่ทันได้สังเกต เธอเลยจูงแขนเขาให้เข้าไปกลางตลาด แล้วก็ซื้อลูกชิ้นปิ้งกินกัน ฝ่ายชัชชัยถือลูกชิ้นที่ปิ้งจนสุก เกรียมเล็กน้อยไว้ในมือ ก่อนจะถามว่านี่มันคืออะไร?
“เขาเรียกลูกชิ้นปิ้งค่ะ” สุคนธาบอกออกมา พร้อมกับกินลูกชิ้นที่จุ่มน้ำจิ้มเข้าไปด้วย “อร่อยนะ น้ำจิ้มหวานกำลังดี เผ็ดพอประมาณ ออกเปรี้ยวนิดๆ”
“พี่ไม่ชอบกินของเผ็ด ไม่เอาหรอก” ชัชชัยเลยยื่นลูกชิ้นปิ้งคืนกลับให้สุคนธา แต่สุคนธาบอกให้เขาลองจิ้มน้ำจิ้มดูก่อน แล้วลองกินดู แล้วจะติดใจ ชัชชัยถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะลองเอาลูกชิ้นจิ้มน้ำจิ้มดูแล้วก็กินเข้าไป พอเขากินเข้าไปก็ถึงกับร้อง
“หืม? อร่อยดีเหมือนกันนี่” ชัชชัยว่าออกมา ทำเอาสุคนธายิ้มแย้ม
“บอกแล้วว่าอร่อย อันนี้ลูกชิ้นหมูปิ้งนะคะ” สุคนธากล่าวอย่างยินดี “พี่เข้าไปข้างในลึกๆ อีกก็ได้ มีของกินของขายเพียบ รับรองเดินทั้งวันก็ไม่เบื่อ”
ชัชชัยออกจะตื่นตาตื่นใจ อาณาเขตแปดไม่มีอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ไม่มีตลาดให้เดินเล่นแบบอาณาเขตนี้ ไม่มีของกินให้ซื้อมากมายขนาดนี้ เขามองไปรอบๆ ตลาด ก็พบร้านค้ามากมายที่ขายของจิปาถะ สุคนธาวิ่งไปยังร้านเสื้อร้านหนึ่ง แล้วก็เอาชุดกระโปรงชุดหนึ่งมาทาบกับตัวเอง พร้อมกับถามชัชชัย
“ชุดนี้เหมาะกับหนูไหมคะ?” เธอถามชัชชัย ชัชชัยที่ตอนนี้อารมณ์เริ่มดีขึ้นแล้ว ก็ตอบเธอออกไป
“เหมาะสิ เหมาะกับน้องพอดีเลย ไม่ซื้อล่ะ?”
“ไม่เอาหรอกค่ะ แพง” เธอบอกออกมา “ถ้าแม่รู้ว่าหนูใช้เงินเกินที่ให้ไว้ต้องโดนด่าแน่”
“อ้าว? แล้วค่าลูกชิ้นปิ้งล่ะ?” ชัชชัยถามออกมาอย่างสงสัย “ซื้อเยอะขนาดนั้น ไม่กลัวโดนแม่ด่าเอาหรอกเหรอ?”
สุคนธาคลี่ยิ้มให้ชัชชัย ก่อนจะบอก
“สำหรับพี่ หนูให้ได้ทุกอย่างแหละค่ะ” เธอบอกออกมาจากใจจริง ทำเอาชัชชัยสงสัยอย่างมาก ตลอดเวลาที่อยู่ในอาณาเขตแปด เขาไม่เคยมีใครสนิทขนาดนี้มาก่อนนอกจากภัทร เพราะนิสัยอารมณ์ร้อนของเขา ทำให้ไม่มีใครอยากจะคบกับเขาเท่าไหร่นัก เขาสงสัยจริงๆ ว่าทำไมสุคนธาต้องลงทุนขนาดนี้ด้วย?
“ทำไม?” ชัชชัยถามออกมา สุคนธาเลยหันมาหา
“คะ?”
“ทำไม...น้องต้องทำดีกับพี่ขนาดนี้ด้วย? จริงๆ เราเป็คนแปลกหน้ากันนะ” ชัชชัยเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “พี่เพิ่งจะเข้ามาในอาณาเขต แต่ทำไมน้องกลับ...”
“อืม หนูก็ไม่รู้หรอก แต่พอเห็นพี่แล้ว หนูก็รู้สึกถูกชะตาทันที” สุคนธาบอก “นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า ‘รักแรกพบ’?”
ชัชชัยเบือนหน้าหนีไปอย่างอายๆ หน้าเขาแดงจนสุคนธาสังเกตได้ เธอหัวเราะคิกคักออกมา ทำเอาชัชชัยต้องหันมาถามว่าเธอขำอะไร?
“หน้าพี่แดงอยู่แล้วนะ” สุคนธาชี้ไปที่ชัชชัยก่อนจะบอกต่อ “ถ้าให้หนูทายนิสัยพี่นะ หนูว่าพี่เป็คนปากไม่ตรงกับใจ”
“บ้า” ชัชชัยที่หน้าแดงอยู่แล้วก็ยิ่งแดงเข้าไปอีก สุคนธาเลยชี้ไปที่เขา
“นั่นไง จริงๆ ด้วย” สุคนธาหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง ก่อนจะชวนเขาไปข้างในตลาดอีก ตอนนี้ ชัชชัยไม่ขัดใจสุคนธาแล้ว เขาเองก็รู้สึกสนุกขึ้นมาเหมือนกัน
ทางด้านพันธกร เขาก็ลองสอนให้พสุเล่นกีต้าร์อยู่ใต้ลานพักผ่อนของโรงเรียน เขาทำให้ดูเป็ตัวอย่างก่อน ก่อนจะสอนให้พสุทำตาม “นายอ่านโน้ตเพลงเป็ไหม?”
“เฮอะ” พสุปฏิเสธออกมา “ดูไม่รู้เื่เลย แล้วนายดูเป็เหรอ?”
“เป็สิ” พันธกรว่าแล้วก็สอนพสุอีกครั้ง พสุพยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจ พันธกรบอกให้เขาลองฟังเสียงทำนองดู และในที่สุดพสุก็เริ่มเล่นเป็แล้ว เขาเล่นออกมาเป็เพลงครึ่งเพลง
“เฮ้ย! ทำได้แล้ว” พสุกล่าวออกมาอย่างดีใจ แล้วก็เข้ามาจับมือพันธกร “ขอบคุณมากนะเว้ย เพื่อน ทีนี้ฉันก็จีบสาวได้เสียที”
“ถามจริง คนที่นายชอบอยู่ห้องไหนเหรอ?” พันธกรถามขึ้นมา พสุเลยตอบออกไป
“จริงๆ เขาเป็รุ่นพี่น่ะ แต่สวยมากเลยนะ สวยที่สุดในโรงเรียนเลยก็ว่าได้ มีแต่ผู้ชายจีบเขาเต็มไปหมด” พสุว่าแล้วถอนหายใจออกมานิดหน่อย “แต่คนหน้าตาธรรมดาอย่างฉัน ถึงจะร้องเพลงจีบไปก็คงไม่ติดมั้ง?”
“เฮ้ย อะไรกัน?” พันธกรเอามือโอบไหล่พสุเอาไว้ “นายหน้าตาก็หล่อดี ฉันยังแปลกใจเลยว่าทำไมนายถึงไม่มีแฟนกับเขาบ้าง?”
“แล้วนายเคยมีแฟนกับเขาหรือเปล่า?” พสุถามสวนกลับ “หน้าตานายก็หล่อเหมือนกัน...เดี๋ยว อย่าหาว่าฉันเป็เกย์นะ แต่หน้าตานายหล่อจริงๆ ไม่มีสาวๆ มาชอบเลยเหรอ?”
“เฮอะ ไม่มีเลย” พันธกรบอกออกมา “ฉันคงไม่มีเสน่ห์ล่ะมั้ง?”
แล้วในขณะที่พสุกับพันธกรกำลังคุยกันอยู่ ภัทรก็เดินมาพร้อมกับพี่เบิ้ม หลังจากลงมาจากห้องเรียนแล้ว ภัทรเห็นพันธกรอยู่กับพสุก็เรียกชื่อเพื่อนเอาไว้
“อ้าว ไอ้ภัทร?” พันธกรเรียกชื่อเพื่อนออกมาเมื่อเห็นหน้า แล้วก็มองไปทางพี่เบิ้ม ก่อนจะยกมือไหว้สวัสดีทักทาย เพราะคิดว่าอีกฝ่ายต้องอยู่รุ่นสูงกว่าเขาแน่นอน “สวัสดีครับ”
“เฮ้ย ไม่ต้องถึงขั้นต้องไหว้กันหรอก!” พี่เบิ้มหัวเราะออกมาอย่างขำขัน ทำเอาพันธกรเขินอายไปเลย แล้วพี่เบิ้มก็ทำความรู้จักกับพันธกร
“คนนี้ไงที่ชื่อพี่เบิ้ม ที่ว่าเล่นบอลเก่งที่สุดในอาณาเขต” พสุว่าออกมา พลางหันไปทักทายอีกฝ่าย “สวัสดีครับ พี่เบิ้ม”
“เออ หวัดดีๆ” เบิ้มยกมือขวาขึ้น “แต่ตอนนี้พี่มีคู่แข่งซะแล้ว น้องภัทรไง เล่นบอลเก่งมากเลย พี่เคยชนะมาตลอด ไม่เคยได้คะแนนเสมอกันมาก่อน น้องมีฝีมือดีจริงๆ”
ภัทรยกมือเกาศีรษะอย่างเขินอายเล็กน้อยที่พี่เบิ้มพูดแบบนั้นออกมา “ผมก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ” ภัทรบอกออกมา ทำเอาพี่เบิ้มถึงกับต้องพูด
“ถ่อมตนอีกละ” พี่เบิ้มกล่าวขึ้นพลางเอามือตบบ่าภัทร “เย็นนี้มาเล่นบอลกันอีกไหมล่ะ? แล้วมาแข่งกันว่าทีมไหนจะชนะ?”
“ก็ดีสิครับ” ภัทรเองก็ยินดีด้วย พันธกรมองเห็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เขาก็ยิ้มออกมา ทุกคนในอาณาเขตนี้เป็มิตรจริงๆ แต่เขาก็ไม่รู้ว่า ถ้าเล่าเื่ของพวกเขาออกไป ว่าเป็เพราะพวกเขาเอง อาณาเขตสามถึงโดนโจมตี ทุกคนที่เป็มิตรจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า?
“ไอ้ชัยไปไหน?” ภัทรเองก็ถามขึ้นมา “แล้วมันเจอน้องคนนั้นยัง?”
“เจอแล้ว” พันธกรตอบ “ส่วนเื่มันหายไปไหน? ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
พสุขอบใจพันธกรที่อุตส่าห์สอนวิธีเล่นกีต้าร์ให้เขาจนเขาเล่นเป็เพลงหนึ่งแล้ว แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านพอดี ภัทรจึงอยู่ที่โรงเรียนต่อเพื่อจะเล่นบอลกับพี่เบิ้ม ส่วนพสุกับพันธกรก็เดินออกจากโรงเรียนไป พสุถามพันธกรว่าจะมาบ้านเขาหรือไม่?
“ก็ได้สิ” พันธกรตอบรับ ทำเอาพสุยิ้มออกมาอย่างดีใจ พอเขากลับมาถึงบ้านแล้ว ก็พบว่าแม่ของพสุกำลังขายขนมไทยอยู่ แม่ของพสุหันมาเห็นพันธกรกับพสุเดินมาเคียงคู่กัน พสุถือกีต้าร์ในมือไว้ด้วย
“อ้าว? พันกับดิน” แม่ของพสุทักทายทั้งคู่ พันธกรจึงรีบยกมือไหว้ อีกฝ่ายก็รับไหว้ ก่อนจะบอกออกมา “แม่ลองปรับสูตรดูล่ะ ไม่ใส่น้ำตาลเยอะเกินไปแล้ว ปรากฏว่าอะไรรู้ไหม? มีคนมาซื้อเต็มไปหมดเลย แหม แม่ก็โง่อยู่ตั้งนาน ถ้าไม่ได้น้องชัยบอก แม่ก็ไม่รู้เลยนะนี่”
“ไม่โง่หรอกครับ ไม่รู้มากกว่า” พันธกรแก้คำให้แม่ของพสุ ก่อนที่พสุจะชวนพันธกรเข้าไปในบ้าน ให้เขานั่งพักในห้องรับแขก ก่อนที่พสุจะไปเปิดตู้เย็น เอาน้ำชาเย็นๆ มารินใส่แก้วให้พันธกรและตัวเขาเองดื่ม พันธกรเห็นน้ำชาก็ถามว่านี่มันน้ำอะไร? เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“น้ำชาเขียวน่ะ” พสุบอก “หอมน้ำผึ้งมะนาวมากนะ แม่ฉันเป็คนชงเองกับมือเองแหละ ลองชิมดูสักหน่อยสิ”
พันธกรจึงยกแก้วน้ำชาเย็นๆ ขึ้นดื่ม แล้วเขาก็พบว่ามันรสชาติดีมาก เขาถึงกับชมออกมา “โอ้โห แม่นายทำของกินเป็ได้หลายอย่างเลยนะ”
พสุที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา พลางบอกให้พันธกรดื่มเข้าไปอีก พันธกรก็ทำตามจนดื่มหมดแก้ว แล้วพสุกับพันธกรก็คุยกันไปมาจนกระทั่งถึงเวลาหกโมงเย็น พสุได้ยินเสียงนาฬิกาเตือนที่ข้างผนัง เขาก็เกิดความเสียดาย
“ว้า เย็นอีกละ” พสุพูดออกมา “ถึงเวลาที่นายต้องกลับแล้วสิ”
“เออ ฉันเองก็ไม่อยากกลับหรอก อยากคุยไปเรื่อยๆ” พันธกรบอกออกมาจากใจจริง เขาเป็เช่นนั้นจริงๆ “แต่ว่า...ต้องลาก่อนล่ะ เพราะต้องไปกินข้าวที่บ้านคุณนนท์”
“นั่นสินะ” พสุว่าออกมาพร้อมกับถอนหายใจ “ฉันอยากมีเวลาให้มากกว่านี้ จะได้อยู่กับนายได้ตลอดไป โดยไม่ต้องแยกจากกันไปเลย”
พันธกรได้ฟังดังนั้น เขาก็ต่อว่าพสุขึ้นมา “พูดอะไรแบบนั้น? มันไม่ดี เหมือนเป็ลางไม่ดีเลย ไม่เอา อย่าพูด”
“เหอะๆ ล้อเล่นน่ะ” พสุโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันไม่ไปไหนหรอก ฉันจะคอยอยู่เคียงข้างนายไปแบบนี้แหละ ตลอดไป”
ไม่รู้เป็อะไรเหมือนกัน พันธกรถึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างประหลาด แต่เขาก็รีบไล่ความคิดนั้นออกไป ก่อนจะบอก “งั้นต้องกลับแล้วล่ะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ”
“เออ ไปเหอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวยุงจะกัดเอา ยุงในอาณาเขตนี้ดุมากนะ” พสุบอกออกมา ก่อนจะมาส่งพันธกรถึงด้านนอก พันธกรโบกมือลาพสุ พสุเองก็โบกมือลาพันธกรเหมือนกัน
“ขอบคุณสำหรับน้ำชาอร่อยๆ นะ!” พันธกรพูดเสียงดัง “แล้วพรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียน!”
ฝ่ายวรรณสา เธอก็ออกจะเป็ห่วงพันธกร เพราะเขาเล่นหายไปทั้งวันเลย แถมไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้? ฝ่ายปฏิคมเอง เห็นวรรณสาทำท่าเป็ห่วงพันธกรแบบนั้น เขาก็หวนนึกถึงคำพูดของวรรณสาที่บอกกับเขาไว้
สาไม่ได้ชอบคม
“เฮ้อ” ปฏิคมถอนหายใจออกมา แล้วในตอนนั้นเอง พันธกรก็ปรากฏตัวขึ้น วรรณสารีบวิ่งไปหาเขา ก่อนจะถาม “พัน หายไปไหนมาทั้งวัน?”
“อ๋อ ไปหาเพื่อนใหม่น่ะสิ” พันธกรตอบตามจริง “แล้วสามีอะไรเหรอ?”
“เปล่าหรอก” วรรณสาไม่กล้าบอกว่าเธอเป็ห่วงเขามากจนไม่อาจทำอะไรได้เลย “คุณภาเตรียมอาหารไว้แล้ว รีบมากินก่อนจะเย็นเถอะ”
พันธกรจึงเดินไปที่โต๊ะอาหาร พร้อมกับลงมือทานข้าวพร้อมกับคนอื่นๆ ทรัพย์สินที่นั่งอยู่ด้วย ถามถึงเื่โรงเรียนว่าเป็อย่างไรบ้าง? พันธกรก็ตอบออกไป
“เขาก็สอนคล้ายๆ กันกับอาณาเขตเรานะครับ” พันธกรบอกออกมา ก่อนจะตักแกงจืดเข้าปาก เขาก็พอจะรู้จักอาหารแบบนี้เหมือนกัน “แต่ภาษาอังกฤษนี่ไม่ไหวเลย”
แล้วภัทรกับชัชชัยก็ปรากฏตัวขึ้นเป็สองคนสุดท้าย ภัทรเล่นบอลจนเหงื่อท่วมตัว ขณะที่ชัชชัยรู้สึกอิ่มพอประมาณ เพราะสุคนธาซื้อของให้เขากินตลอดเลย พันธกรที่เห็นทั้งสองกลับมาแล้ว เขามองไปทางชัชชัยและถามว่าหายไปไหนมาทั้งวัน?
“เอ่อ” ชัชชัยไม่อยากบอกเลยว่าไปกับสุคนธา พันธกรเห็นท่าทีดังนั้นจึงล้อเลียนชัชชัยขึ้นมา
“ฮั่นแน่! ไปเที่ยวกับน้องธาล่ะสิ?”
“ไอ้พัน!” ชัชชัยอารมณ์เสียทันที แต่เขาก็รีบดับความโกรธ ก่อนจะบอก “ขอโทษที ฉัน...เผลออีกแล้ว”
“ไม่เป็ไรหรอก” พันธกรว่าอย่างอารมณดี วันนี้เขามีความสุขจริงๆ “ว่าแต่ไปเที่ยวกับน้องธาจริงๆ ใช่ไหม?”
“เออ” ชัชชัยยอมรับ “น่ารำคาญชะมัด เดี๋ยวก็บอกให้ไปเดินดูนู่นดูนี่ น่าเบื่อจะแย่”
“แหม แก โกหกไม่เก่งเลยนะ” ภัทรว่าออกมาขณะเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหารด้วย “เมื่อกี้ยังเล่าอยู่เลยว่าชอบน้องธาที่ชวนไปเที่ยวตลาด แล้วก็ชื้อของกินให้ด้วย”
“ไอ้ภัทร” ชัชชัยยืนเท้าเอวอย่างเอาเื่ “มามีเื่กันเลยไหม?”
ภัทรถึงกับหัวเราะออกมา แล้วก็นั่งลงเพื่อจะกินข้าว ณปภาเอาอาหารมาเสิร์ฟเรื่อยๆ ด้วยรอยยิ้ม ทว่า ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น เสียงมันดังหวอๆ จนได้ยินไปทั่วอาณาเขต พันธกรรู้สึกใ เขาออกจากโต๊ะและวิ่งออกไปนอกบ้าน ก็พบว่าเสาไฟที่เขาเคยเห็นนั้นกำลังส่องแสงสีเหลืองออกมา และเสียงสัญญาณเตือนก็มาจากเสานี้นี่เอง
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” ภัทรถามอย่างสงสัย ณปภาเลยบอกให้ทุกคนเข้าไปหลบในบ้านกันก่อน
“เสียงสัญญาณอะไรน่ะคะ?” กมลถามณปภาขึ้นมา เธอก็หันมาตอบ
“สัญญาณเตือนเวลาพวกเอไอจะบุกเข้ามา” ณปภาพูดเสียงเข้ม แสดงถึงความจริงจัง “พวกเธอไปหลบซ่อนในบ้านกันก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกชาวบ้านจะต่อต้านเอาไว้เอง”
พันธกรหันไปมองปฏิคม แล้วต่างก็ลุกขึ้นทันที วิ่งเข้าไปในห้องที่เก็บอาวุธและเสบียงของพวกเขาเอาไว้ วรรณสาเห็นดังนั้นจึงลุกวิ่งตามไปด้วย ทรัพย์สินพอได้ยินว่าพวกเอไอจะบุกเข้ามา เขาก็หยุดกินข้าวไปเลย แล้วก็เข้าไปในห้องเก็บอาวุธเหมือนพวกพันธกร แล้วก็หยิบปืนของเขาออกมา ณปภาที่เห็นทุกคนไปหยิบอาวุธของตัวเองดังนั้นก็เลยถาม “พวกเธอจะทำอะไร?”
“เราจะช่วยด้วยน่ะสิครับ” ทรัพย์สินบอกออกมาพลางถือปืนลูกซองที่ใส่ะุเต็มแล้ว “พวกเราไม่ยอมให้อาณาเขตนี้โดนโจมตีหรอก”
“จะบ้าเหรอ?” ณปภาพูดเสียงดังออกมาอย่างเป็ห่วงพวกเด็กๆ ม.ปลายจริงๆ “เธอคิดว่าตัวเองเป็ใคร? ทหารเหรอ?”
ทรัพย์สินไม่พูดอะไรออกมาอีก แต่เป็คนวิ่งนำหน้าคนอื่นๆ ที่ถืออาวุธตามไปด้วยเลย ณปภาเรียกแล้ว แต่ทุกคนก็ไม่หันกลับมาอีกแล้ว เด็กม.ปลายทุกคนเตรียมอาวุธเพื่อจะต่อสู้กับพวกเอไอที่กำลังจะบุกเข้ามา